590223_รายการภาคค่ำ ศิลปะโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข11 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590223_รายการภาคค่ำ ศิลปะโลกุตระ

วันอังคาร 23 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ ชุมชนไพศาลี รายการภาคค่ำ สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะโลกุตระเป็นฉันใด พ่อครูว่า. ..วันนี้ อาตมาจะมีการเปิด ศิลปะโลกุตระ เป็นครั้งแรก โดยจะได้พูดได้บรรยาย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้บรรยายศิลปะโลกุตระ โดยเอาผลงานของคุณ แสงศิลป์ เดือนหงาย ที่เป็นศิลปินชาวอโศก ที่ได้เขียนภาพลงหน้าปกเราคิดอะไรมาเยอะแยะ และก็ผลงานอื่น มีผลงานการปั้นด้วย เป็นศิลปะที่เป็นโลกุตระ อาตมาเป็นศิลปิน ที่ใช้ศิลปะขั้นโลกุตระ โลกุตระ หมายถึงลักษณะที่ไม่เหมือนโลกีย์ คนละตระกูลกับโลกีย์ คนละอารมณ์กับโลกีย์ โลกุตระทำลายอารมณ์ที่ติดยึดในโลกีย์ อันนี้เป็นของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ารู้ว่าโลกีย์เป็นเรื่องเกิดทุกขอริยสัจ เป็นอนิจจัง แล้วพาทุกข์ ตลอดคนในโลก การได้เป็นศาสดายิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า ท่านได้ค้นพบอันนี้ แล้วประกาศต่อโลก จิตวิญญาณที่บรรลุผลเหนือโลกีย์ แล้ว คนพ้นกิเลสนั้นจริง ไม่มีทุกข์ หมดทุกข์ ไม่มีโลภ โกรธ หลง ไม่มีโสกะ ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ เป็นคนรับใช้โลก มีประโยชน์คุณค่าต่อโลก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ 1.ไม่ทุกข์แล้ว 2.ไม่ก่อโทษภัยต่อใครแล้ว 3.สร้างประโยชน์คุณค่าต่อโลกตราบตาย ตายแล้วก็เกิดมาเป็นโพธิสัตว์ทำงานต่อเพื่อโลกอีก ยิ่งใหญ่อย่างนี้ เราจะจัด งานศิลปะโลกุตระ จะเริ่มเปิดงานในวันที่ 20 มี.ค. 2559 - เวลา 08.30-08.50 น. กล่าวเปิดงาน - เวลา 09.00-11.00 น. รายการเสวนา เรื่อง “ศิลปะโลกุตระ” โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ คุณไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก คุณแสงศิลป์ เดือนหงาย คุณเพชรพันศิลป์ มุณีเวช ใครมาบ้างก็ไม่ทราบ ใครเต็มใจยินดีเสวนา ก็เชิญขึ้นเวทีร่วมเสวนาบนเวทีเลย สดๆ เราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร จะไม่ได้กำหนดประกาศไป งานของเ

อ่านต่อ

ราไม่เหมือนคนโลกๆ คนโลกๆ เขาจะติดต่อคนเด่นๆ ที่มีชื่อเสียง เรียกคนมาดูได้เยอะๆ โลกทำเช่นนั้น แต่เราจะไม่ทำแบบนั้น เราไม่ได้ทำเพื่ออามิส เราทำเพื่อความรู้ความจริงแบบของเรา มีวงดนตรีหลักคือ วงฆราวาส นอกนั้นก็มีอย่างอื่นเสริมอีก ผู้ร่วมรายการอาตมา ให้พูดคุยเรื่องศิลปะเป็นโลกุตระอย่างไร

สู่แดนธรรม ว่า...โดยภูมิความรู้ของตน ไม่มีภูมิรู้ศิลปะโลกุตระ มาได้ฟังพ่อครู แต่ขนาดได้ฟังแล้ว ก็ยังทำไม่ได้ พ่อท่านให้แนวทางว่า ถ้าคุณเป็นศิลปินโลกุตระคือ วาดภาพโป๊แล้วก็ทำให้คนเห็นแล้วกิเลสลดได้ แต่ก็ยังทำไม่ได้เลย ในศิลปะ มี 5 แขนงใหญ่ ถ้าเป็นวรรณกรรม ก็สามารถผูกเรื่องได้ แต่ถ้าเป็นภาพนี่ยาก มันพูดไม่ได้ อย่างมากก็ทำได้แค่ภาพที่ให้ความรู้โลกียะ ตอนนี้ผมกำลังรื้อฟื้นความรู้ด้านการเขียนภาพ

เพชรพันศิลป์ ว่า...เรียนจากม.วิทยาลัยมงคล ล้านนา ที่เชียงใหม่ สาขาออกแบบนิเทศศิลป์ เป็นงานที่ต้องไปประยุกต์ ให้ค้าขายได้ เช่น งานสิ่งพิมพ์ วิดีทัศน์ เว็บไซด์ ทำให้คนโดยรวม สากลเข้าใจ เขาถึงจะซื้องานชิ้นนั้นๆ ศิลปะโลกุตระ ผมก็ขอคัดลอกจากคุณอาหมอสู่แดนธรรม ก็เหมือนกัน ไม่เคยได้รู้มาก่อนจนมาได้ฟังพ่อครู ถ้าโลกียะก็เหมือนสังคมโลกๆ ทำแล้วก็บานปลาย ความต้องการของคนก็มากขึ้นเรื่อยๆ แต่มาโลกุตระ ก็ทำให้เป็นปลายปิด ทำให้ลด ละ หน่าย คลาย หมดกิเลส ทั้งผู้เสพ และตัวเจ้าของผลงาน ต้องลดละอัตตาด้วย ไม่ใช่ว่าเป็นศิลปินจะเสนอแต่ตัวตนของตนเอง เขาบอกว่าไม่ดีก็ยังเสนอแบบของตนอีกโดยไม่เปลี่ยนแปลง

แสงศิลป์ เดือนหงาย ว่า...จบเพาะช่าง สาขาจิตรกรรม เป็นศิลปะประจำชาติไทย ที่ได้มาทำงานด้านศาสนานับว่าเป็นบุญ ตอนแรกมาเป็นผู้ปกครองเด็กพุทธธรรม เอาลูกเข้ามาเรียน มีคนชักนำเข้ามาทำงานศาสนาก็คือท่านกล้าจริง ตถภาโว ให้ทำเขียนการ์ตูนดอกบัวน้อย ต่อมาออกแบบหนังสือเราคิดอะไร ตอนแรกเป็นภาพถ่าย แต่ต่อมาก็เป็นภาพวาด มันยากมากศิลปะที่พ่อท่านให้ทำเพราะเป็นนามธรรม สมัยก่อนไม่มีกลอนหรือไกด์ไลน์ให้เราทำ เป็นกระดาษชิ้นหนึ่งแล้วก็เขียนหัวข้อให้เรา เราก็มาวิปัสสนาจนหัวร้อน เป็นเรื่องแปลกที่ว่าทุกครั้งพ่อท่านไม่ได้บอกว่าให้วาดรูปอย่างไร อาศัยว่าเราชอบอ่านหนังสือแล้วสนใจในเรื่องรอบตัว ก็ได้วาดได้อะไรสื่อสังคมรอบตัวที่เราได้รู้ จากความรู้สึกและคำสอนของพ่อท่าน ก็ได้ซึมซับสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าจะหัวข้อธรรมต่างๆ มันอยู่ในงานเหล่านั้น เป็นจิตวิญญาณที่ทุ่มเทให้ จากนั้นมาก็มีการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ เราได้ศึกษาปฏิบัติจริง ทำงานแต่ละครั้ง เราจะทำให้ดีที่สุด เหตุการณ์สื่อแล้วจะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น คนได้ดูแล้วเข้าไปในใจคน ชี้นำให้คนปฏิบัติให้ตรงตามที่พ่อท่านนำพาสอน พยายามหยิบสิ่งที่ยากทำให้คนเข้าใจง่าย คนดูเกิดความรู้สึก กระตุ้นอะไรกับคน ให้เกิดเปลี่ยนแปลง เป็นความรู้ที่พ่อท่านสอนมาตลอด ผมไม่รู้จักศิลปะโลกุตระอะไร ตอนแรกก็ทำไปเรื่อยๆ คิดว่าศิลปะเป็นมงคลอันอุดม ผมคิดเสมอว่าพ่อท่านเป็นศิลปะที่เหนือศิลปะ พ่อท่านเคยพูดว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักศิลปะสุดยอด เอาตั้งแต่กาแลกซี่มาใช้ เป็นมงคลอันอุดมสูงสุด พ่อท่านเอาโลกมาทำเป็นเฟรม เอาพวกเรานี่เป็นศิลปะของพ่อท่าน ชุมชนต่างๆ คือศิลปะของพ่อท่าน มีทุกหนทุกแห่ง มันมีความหมายลึกซึ้งมาก ไม่คิดว่าตนเองสำคัญอะไรในชาวอโศก ศิลปะอยู่ในคนปลูกผัก ในทุกหนทุกแห่งในชีวิตเราเอง ด้วยความเชื่อศรัทธาจึงทำให้ดีที่สุด บางครั้งไม่รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า บางอย่างที่เขียนไป ภูมิเราไม่พอ ก็เขียนแรงไป

พ่อครูว่า...ศิลปะนั้น ถ้าจะมีคุณค่า คนเขียนจะต้องเข้าใจความรู้สึกที่จะกระทบเข้าไปถึงใจ ที่เรียกว่าที่เป็นเรื่องลึกซึ้งๆ เป็นเรื่องรับกระทบ อิมเพรสชั่นนิซึม (impressionism) เกิดขึ้นมาแล้วคนที่สัมผัส เขาก็จะเกิด ก็ชอบ เขาแปลว่า ประจักษ์นิยม จะชอบสัมผัสแล้วก็รู้เห็นขึ้นมาทันทีทันใด ไม่เฉื่อยเนือย มีกระตือรือร้น กระตุ้นอารมณ์ถือว่ามีผล คนรับสัมผัสแล้ว ก็เกิดอารมณ์ มีหนึ่งวัตถุที่จะให้สัมผัส แล้วสองคือคนสัมผัส เกิดความรู้สึกในจิต ศิลปะคือมงคลอันอุดม จะเป็นงานใดใด รูปปั้น หรือภาพเขียน ผลกระทบสัมผัสแล้ว ถ้าเกิดจิตลด ละ หน่าย คลาย จิตเจริญไปสู่อาริยธรรม ไปสู่นิพพาน หรือจิตลดละกิเลส สรุปง่ายๆ อันนั้นเป็นมงคลอันอุดม แต่ถ้าสัมผัสแล้วกิเลสเกิดเป็นข้าศึกแก่กุศล ไม่ควรจะสัมผัส ไม่ใช่ศิลปะ คนไม่เข้าใจก็เอากิเลสมาใช้ ให้คนอยากดู อยากเห็น อยากได้ อยากมี อยากสัมผัส คนไม่มีปัญญา เขาเอาก็เอากิเลสมาล่อ เป็นงานที่เป็นโลกียะให้คนเสพติดอยากได้ จนเขาอยากได้มากๆ ก็ขึ้นราคาขึ้นค่าตัว ว่าตนเองเก่งตนเองยอด โด่งดังขึ้นมา ก็ได้เงินได้ทองเยอะ ก็เป็นไปเพื่อโลกียะ งานเหล่านั้นจึงเป็นงานที่คนนิยมมาก ราคาแพง จึงกลายเป็นเรื่องยิ่งไม่ใช่ศิลปะ เป็นงานอนาจาร เป็นข้าศึกแก่กุศล คนข้างนอกเขาก็พอรู้ อย่างถวัลย์ ดัชนี รุ่นน้องอาตมาสองปี มาพบอาตมา อาตมาก็ถามว่าศิลปะคืออะไร เขาก็ตอบว่า ต้องถึงขั้นอภิธรรม ที่แปลว่าถึงจิตเจตสิก แล้วทำให้จิตเจตสิกลดกิเลสถึงอรหันต์ได้ แต่อาตมาไม่เชื่อว่าความรู้ระดับศาสนาเทวนิยม จะมีความรู้โลกุตระแบบนี้ โลกุตระสูงสุด คือไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ หรือ นิพพานัง ปรมัง สุขัง เป็นสุขที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์แล้ว พยัญชนะภาษาบอกได้แค่นี้ แต่สัจจะสภาวะต้องมาเรียนรู้ตามลำดับ ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ระดับอบายมุข แล้วมาสู่ขั้นกาม ปฏิบัติอัตตา ความสุขที่สงบระงับจากกิเลส เรามองเห็นอันนี้ คนเขาว่าสวย เราก็รู้ตามเขาไป แต่อารมณ์เราไม่เกิดอารมณ์ เราสงบรู้ตามโลก แต่ไม่เกิดกิเลส ผู้บรรลุสุดยอดแล้ว ไม่มีโทษ ไม่มีภัยต่อใคร มีแต่จะช่วยคนอื่น ทำประโยชน์แก่คนอื่น รับใช้คนอื่น เป็นคนไม่ได้หนีโลก แล้วมีโลกวิทู รู้สมมติโลกเขาว่าเป็นอย่างไร แต่ไม่ได้ติดยึดไปกับเขา เป็นศาสนาที่ปลดปล่อยออกจากความเป็นทาส อาตมาเรียนศิลปะมา และมีมาเก่าแล้ว born to be อย่างแสงศิลป์นั้น อาตมารู้ว่าเขามีแต่เดิมมา อาตมาไม่ได้ตั้งชื่อแสงศิลป์นะ มาพบอาตมา อาตมาก็รู้ว่าเขาคือใคร แล้วก็ทำงานช่วยอาตมามาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่หนุ่มจนแก่แล้ว เขาเรียนจิตรกรรม อาตมาก็ให้ทำประติมากรรม ที่เป็นรูปปั้นหล่อทองเหลืองที่สันติอโศก หรือเสาสี่เสาบนพระวิหารก็ฝีมือเขา พระพุทธรูปสมเด็จปู่ปางวิชิตอวิชชานี้ก็ใช่ผลงานแสงศิลป์ ได้ออกศึกมาแล้วนะ แสดงฤทธิ์ คนเห็นแสง

สู่แดนธรรมถามพ่อครูว่า...ในวงการศิลปะ ผมเคยเอาแนวคิดพ่อท่านไปเผยแพร่ ก็มีคอศิลปะเข้าใจในสิ่งที่ผมเขียน เขาว่า ในโลกทั้งโลกเหมือนต้นไม้ใหญ่ ใครอยากได้ส่วนไหนก็เอาไป อยากได้เปลือกก็เอาเปลือก อยากได้ใบก็เอาไป อยากได้ดอกก็เอาไป ฯ เขาคงบอกว่า อยากทำแก่นก็ทำไปน่ะ คราวนี้ศิลปะที่พ่อท่านจะนำเสนอสู่สังคม จะเสนอเฉพาะแก่น หรือ ดอก ใบ ผล จะจัดสรรอย่างไร พ่อครูว่ า...สูตรนี้มีว่า ศีลคือสะเก็ด สมาธิคือเปลือก ปัญญาคือกระพี้ วิมุติคือแก่น ส่วนโลกโลกีย์คือใบ ผล ดอก ภายนอก เป็นโลกธรรม อาตมาเลิกหลงใบดอกผล เริ่มต้นมาเอาสะเก็ด คือศีลให้ได้ก่อน แล้วจะนำสู่เปลือก กระพี้ และแก่น อาตมาแบ่ง เกณฑ์ศิลปะเป็น 5 ขั้น 1. ลามก 2. ราคะ 3. สาระ 4. ธรรมะ 5. โลกุตระ แบบ ราคะ นั้นมีกิเลสหยาบ กลาง ละเอียดเยอะ ลามกนั้นคนอายกันไม่ค่อยจะเอาออกมา แต่ สาระ นี้มีเนื้อหาแก่นสาร ว่าจะเป็นไปเพื่อละหน่ายคลาย หรือมอมเมาเติมกิเลสให้เขา ถ้ามีแต่สาระ ไม่มีสุนทรีย์ ก็เป็นสารคดี เป็นวรรณกรรม ถ้ามีแต่แก่นไม่มีกระษัยเลยไม่เป็นศิลปะ ถ้ามีสุนทรีย์ ในการประมาณว่าจะใช้แค่ไหน จับขนาดได้ ให้อยู่ที่สาระ ถ้าอยู่เหนือเข้าใจแล้วก็จัดองค์ประกอบศิลป์ให้มีสุนทรีย์มากเท่าไหร่ ยกตัวอย่างให้เด็กกินยาขม ก็เลยเอาน้ำตาลเอาสีมาหุ้ม ถ้าเอาน้ำตาล 50 % แล้วยา 50% เด็กเพลินแล้วก็จะกินยาไปเอง แต่ถ้าเติมน้ำตาล 50% เด็กพอได้น้ำตาลก็ค่อยลดความอยาก แล้วพอใกล้ถึงยาเขาก็จะคายทิ้งหลอกกินแต่น้ำตาลอย่างนั้นใช้ไม่ได้ คนเก่งๆ จะต้องใช้น้ำตาลแต่น้อย เผลอๆ ก็กินยาเข้าไปแล้ว พระพุทธเจ้าว่าแทรกโอสถทิพย์เข้าขุมขนเลย ฝีมือของศิลปินจะต้องแทรกโอสถทิพย์เข้าขุมขนให้ได้ สิ่งที่เป็นสุนทรีย์จะมากเกินกว่า 25% ไปไม่ได้ ต้องมีเนื้อถึง 75% มีสุนทรีย์ 25% ถ้ายิ่งเกินเข้าไปถึง 50% ก็ไม่ใช่ยาแล้ว ต้องมี สัปปุริสธรรม 7 ของพระพุทธเจ้า ต้องรู้จักเป้าหมายที่เป็น interest point หรือแก่น แล้วมีองค์ประกอบที่ประกอบกันให้เข้าสู่เป้าหมายอย่างไร

สู่แดนธรรมว่า...ทำไมพ่อท่านประมาณว่า เสียทรัพย์ไปมาก แต่ไม่ได้อะไรเท่าไหร่? ประมาณอย่างไร พ่อครูว่า...อาตมาเห็นว่าทองคำหรือธนบัตร เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ถ้ามีเงิน 1 ล้าน แล้วต้องการให้คุณได้ประโยชน์แลกกับจุด 0.01 ถ้ามีเงินพอก็จ่ายไป เงินจ่ายไปแล้วได้ฟรีนะของอะไรก็ตาม จ่ายเงินไปแล้วได้ฟรีทั้งนั้น เงินคือสิ่งแลกเปลี่ยน คนยังหลงค่าเงินก็หวง กลัวจะพร่อง ถ้าคิดว่าสิ่งแลกเปลี่ยนก็ไม่หวง ในวันที่ 20 มีนาคม ที่จะจัดงาน ถ้าศิลปินแห่งชาติมาได้ทั้งหมดเลยก็ดี พูดไปแล้วก็เหมือนกับอวดดี ภาพนี้จะให้เกิดผลกระทบใจก็ยาก การปั้นก็ยิ่งยาก แต่วรรณกรรมนี่ง่ายกว่า ส่วนเพลงการ ดนตรีได้แรงกว่าเร็วกว่า แต่ไม่เท่าวรรณกรรม เพราะวรรณกรรมมีภาษาคำพูด มีสิ่งกำหนดภาวะตัวตนได้มากกว่าอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรอง อาตมาจะอ่านร้อยกรองให้ฟัง เพลงอาตมาแต่ง แล้วเป็นเพลงโลกุตระ

เพลงภูฟ้าผาน้ำ

ยากจะตาย หากเราปั้นทรายให้เป็นแผ่นทอง เก็บเอาฟ้ามารวมกันปั้นกอง ก่อภูเขาเป็นโขดหิน หรือยิ่งปั้นผาน้ำ ให้ยืนค้ำอยู่คู่ธานินทร์ นั้นไม่ได้ยินว่าเป็นไปได้

ใช่ง่ายดาย หากเอาน้ำลายปั้นเป็นบ้านเมือง ก็คงหลงตามด้วยความหมดเปลือง เฟื่องฟูหรูจนไม่ไหว เหมือนปั้นลมแล้วหวัง ให้เป็นเสาตั้งหยั่งลงไป นั้นแน่ว่าใครหวังไปเปล่าดาย

เหมือนโลกของเหล่าผู้รู้ ปั้นภูมิดูสูงส่งชวนหลงเป็นของง่าย ความรู้มอมเมาจิต เกิดเป็นพิษมากมาย ปรัชญาหลากหลายคล้ายกัน

ปั้นภูฟ้า ปั้นผาน้ำ ผลนั้นเป็นเช่นใด ปั้นภูมิสูงมาค้ากันเข้าไป ไล่กันทึ้งจึงบิดผัน ขายค่าความคิดสูง จึ่งจูงโลกสู่ประลัยกัลป์ เพราะไม่ปั้นคุณธรรมให้คน

ปั้นภูฟ้า ปั้นผาน้ำ ผลนั้นเป็นเช่นใด ปั้นเพียงรู้ไม่ปั้นธรรมใส่ใจ โลกจึงถึงดีแค่ฝัน หลงแต่ความรู้ไซร้ จึ่งพาให้สุดโต่งดึงดัน นั่นแหละ "ปัญญานิยม" นั่นเอง

ตั้งแต่อบายเขาก็ไม่มีลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พระพุทธเจ้าให้จับ อ่านอาการอกุศลจิต อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศ กดข่มก็ได้ แต่ต้องใช้ปัญญาเป็นพลังงานไฟฌาน ที่สลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มีปัญญาพละที่เป็นไฟฌาน ละลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ ให้เห็นว่าพลังงานเหล่านี้มีพลังจริงที่สลายได้ มันสลายหรือละลาย เป็นปชลิโต โหมไหม้ไฟ ราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นพยัญชนะสื่อสภาวะจริง ในจิตเจตสิกต่างๆ ของพระพุทธเจ้ากำจัดเหตุได้จริง ไม่ต้องหนีโลกอย่างโลกียะที่ทำกันทั่ว ในอินเดียมีมาก อย่างพวกเชน ฑิฆัมพร มักน้อยสันโดษมาก ผมก็ไม่ตัด ใช้วิธีถอนเอา หัวแดงเลือดโชก หนาวแค่ไหนก็แก้ผ้ากลางหิมะ เดินโทงๆ มาเขาก็ยิ่งนับถือ เขาไม่ได้ทำลายโลก แต่เขาเอาตัวเขาเป็นอัตตาเต็มที่ ทนทานต่อการกระทบทุกอย่าง เป็นวิธีสะกดสร้างความควบแน่นในจิต อะไรก็ตีไม่แตก เป็นวิธีง่ายทนได้ ข้ามชาติก็ได้ อย่าง พระกัสสปะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้านี้มีองค์เดียวคือ กัสสปะ แล้วยกท่านกัสสปะว่า เทียบเท่าพระพุทธเจ้าตรงจิตที่แข็งแรง แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ป่า พระพุทธเจ้าตรัสความเสื่อมสี่ประการ ลองฟังเพลงอีกเพลงที่เป็นเพลงโลกุตระ คือ

เพลงฝีฟ้า

สวยงามสามภูมิสรรมาให้สวยเลอเลิศ พราวเพริดปานใดงามแข่งกันไปยิ่งสวย อร่อยเกมส์กามเลยเถิดเกิดกลซ้อนจนคนซวย สำรวยผลาญพล่าพาร้ายเป็นผีตัวหนึ่ง หลงรวยหลงมีหวังเป็นเศรษฐีให้ได้ จะยากอย่างไรกระเสือกกันไปให้ถึง ต่างแข่งต่างคนมีเล่ห์มีกลร้ายจนพรั่นพรึง ผลจึงเสียทีป่นปี้เป็นผีอีกตัว

แค่สวยรวยสองตัวนี้ ฤทธิ์มันมากมีเป็นผีฟ้าที่น่ากลัว ใหญ่จนผู้คนหดหัวมืดมัวชั่วดีไม่มีปัญญารู้ได้

ผีจึงหลอนลวงสังคมด้วยสวยรวยศักดิ์ มันใหญ่ยิ่งนักจนหักคอมันไม่ไหว แต่หากศึกษาเพียรฆ่าผีฟ้าที่มาชอนไช สังคมพ้นภัยใครกล้าฆ่าผีบ้างเอย

จะเป็นงานอะไรก็ตาม หากใคร สัมผัสแล้วกิเลสลด คือ มงคลอันอุดม คือ ศิลปะ แต่ถ้างานของใครถ้าคนสัมผัสแล้วกิเลสขึ้น ก็คืองานอนาจาร แปลว่าไม่ควรประพฤติ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาไม่บังคับ ศาสนาอื่นมีการบังคับหมด แต่พวก อุจเฉทิฏฐิไม่บังคับด้วย แต่ไม่ใช่ศาสนา ได้แค่ลัทธิ พุทธไม่บังคับ ต้องมีจิตฉันทะเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ธรรมะของท่านแสดงออก ไม่ต้องการบริวาร ไม่ให้แสดงว่าให้คนมานับถือ หรือให้คนมาว่าเราประเสริฐเลิศเลอ แต่ใครจะนับถือก็แล้วแต่ปัญญาใครปัญญามัน ศาสนาพระพุทธเจ้า เป็น ศาสนาอิสระเสรีภาพสูงสุด และปลดแอกให้คนสู่เสรีภาพ เป็นศาสนาที่คนทุกคนควรได้ ควรมี ควรเป็น และควรอยากได้ คนไม่อยากได้โลกุตระ ธรรมะพระพุทธเจ้าที่สมบูรณ์แบบแล้ว ทำให้ตนเป็นคนไม่ทุกข์ มีประโยชน์คุณค่า มีความรู้จักโลก แล้วช่วยโลกด้วยเต็มใจตั้งใจ เขาจะมี พรหมวิหาร เต็ม อัปปมัญญา เต็ม คุณสมบัติดีใดๆ ที่ศาสนาใดมี พุทธมีหมด อะไรที่เลวร้ายพุทธรู้แล้วล้างได้หมด ส่วนศาสนาต่างๆ ที่ไม่สมบูรณ์แบบ ล้างไม่ได้หมด มีขั้นตอนเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ผู้ทำได้ลำดับถูกต้องจริงๆ จะเป็นสิ่งที่เร็ว ลัดสุด สั้นสุด ง่ายสะดวกที่สุด ถ้าทำถูกลำดับไม่ลักลั่น ก็เร็วดีง่าย

โลกุตระ อาตมาก็ขยายความเอาไว้ ว่าความเป็น โลกุตระ มี ลักษณะ 7 ประการ 1. คน ไม่รู้ ว่าโลกุตระคืออะไร โลกุตระก็เกิดไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้ให้รู้ก่อน หนึ่งคือ ต้องรู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่ได้ 2. รู้แบบผิด ๆ ก็มีเยอะ เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิก็เยอะ 3. รู้ถูก แค่ปรัชญาหรือแค่ ตรรกะ 4. รู้ถูก แต่ ทำไม่ได้ หรือไม่ทำ มีปัญญานะ รู้แต่ทำไม่ได้ หรือไม่ทำ ตัวเองไม่ทำเองก็จะได้อะไร 5. ทำได้ แต่ไม่ยั่งยืนไม่ตั้งมั่น 6. ทำได้ ยั่งยืน สมกาละ 7. มีคนทำได้เป็นมวล หมู่แข็งแรง คือ 7 อย่างของโลกุตระ อาตมาทำได้ถึงขั้น 7 ถือว่าแข็งแรง มั่นใจว่าพวกเราทำได้แล้ว ไม่ถอย เพราะคุณสมบัติของสัจธรรมพระพุทธเจ้านั้น เมื่อทำถูกต้องสัมมาทิฏฐิจะเป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนานตลอดกาล) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) วิธีปฏิบัติให้อ่านเวทนา อารมณ์ ความรู้สึก ให้อ่านอาการของอารมณ์ อาการราคะ และอาการโทสะ เป็นอารมณ์ ส่วนความรู้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็ต้องมีอยู่ ก็รู้ตามโลก แต่ ไม่มีอารมณ์ชอบหรือชัง แดงก็สีแดง แต่ว่าไม่ชอบหรือชัง แดงแบบไหนก็รู้ เมื่อทำได้อันนี้ ก็จะสามารถปฏิบัติกับเหตุปัจจัยอื่นได้ง่ายขึ้น หรือไม่ต้องทำก็ทำได้เลย แล้วจะมีการช่วยกันเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่แตกตัวของปัญญา ถ้าเรียงลำดับได้ถูก เป็นลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่กลับไปกลับมา แต่ถ้าได้ลำดับดี จะมีภาวะทับซ้อน เป็นการก้าวหน้าอย่างคูณ อย่างยกกำลังได้เลย จะเกิดพัฒนาการเช่นนี้ ละเอียดลึกซึ้งมาก ความรู้ของพระพุทธเจ้า โลกุตระสามารถ ดับเวทนาในเวทนา จน เหลืออารมณ์กลางๆ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา เนกขัมมะ ได้ จิตกลางเฉย เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย เว้นผัสสะเสีย ไม่มีฐานะที่จะปฏิบัติได้ นั่นคือไม่มีกรรมฐาน ต้องมีกรรมฐาน ฐานที่จะปฏิบัติต้องมีเวทนา ใครไปดับหู ตา จมูก ลิ้น กายใจ อยู่แต่ในภพไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ถ้าอาตมาไม่กู้ขึ้นมาก็จมหายไปเลย

ตอนนี้ผู้มีอำนาจทำได้ก็ควรทำเลย คนนี้ชื่อประยุทธ์ คือคนขี่ม้าขาวตัวจริง คงไม่ทำผิดหน้าที่ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน