590406 ศิลปะโลกุตระต้องมีสัปปุริสธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
๏ ศิลปะโลกุตระต้องมีสัปปุริสธรรม
พ่อครูว่า : วันนี้วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ปีวอกก็ตาม ปีมะแมก็ดี แล้วแต่ใครจะยึดอันไหนก็อันนั้นแหละ เราก็มาว่ากันต่อ... เพราะชีวิตนี้อาตมาได้ตั้งปณิธาน ตั้งจิตตั้งใจไว้จริงๆ ว่า จะมีชีวิตอยู่เพื่อที่จะทำงานเรื่องธรรมะ ก็ศึกษาไปด้วย บรรยายเผยแพร่ไปด้วย เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศเอาไว้แล้วให้แก่คนให้แก่โลก ได้เอาไว้ศึกษาได้เอาไว้ปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตนเองฝึกฝนตนเองอบรมตนเองให้เกิดประโยชน์เกิดมาเกิดผลอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ของท่านเป็นสัมมามรรค-สัมมาผลที่สุดแล้ว ผู้ใดทำได้เกิดผลจริง เป็นภาวนามัย เป็นภาวิตญาณ เกิดผลจริง เกิดผลเป็นโสดาบัน ทำให้กิเลสตัวนี้ลดก็มีญาณรู้ ลดได้ขนาดนี้แล้ว พ้นอบายภูมิแล้ว เป็นของโสดาบันทำอีกต่อไปเป็นสกิทาคามี จนหมดกิเลสในกามภูมิ กามภพ ก็มีญาณเห็นเป็นภาวิตญาณ เป็นญาณเห็นสิ่งที่อบรมแล้วได้แล้ว ภาวิโตคือ ความเจริญพัฒนาขึ้นของคน โดยเฉพาะเจริญจิตใจ ก็มีคนเท่านั้น เดรัจฉานเป็นไม่ได้แม้แต่คนที่เป็นอเวไนยสัตว์ สอนเขาก็ไม่รู้เรื่อง สอนไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ไม่สามารถจะรู้ได้เพราะมันละเอียดสูงส่ง เป็นความเป็นจริงในสัจธรรม ต้องคนมีภูมิขั้นที่สามารถเข้าใจ-รู้ได้ จึงจะศึกษาได้ เรียกว่าเวไนยสัตว์ เวไนยสัตย์แยกเป็นสองนัย เวไนยสัตว์ระดับโลกีย์ กับระดับโลกุตระ ระดับโลกีย์คือเรียนรู้ได้ในผลของกรรม รู้จักกรรมดีกรรมชั่ว ความดีความชั่วในระดับของกาย วาจา แม้แต่ใจก็ยังรู้ไม่ได้ ศาสนาหลายศาสนาก็พยายามเรียนรู้ ถึงใจ แต่ศาสนาเทวนิยม ไปมีทฤษฎีว่า พลังงานที่สูงละเอียดที่สามารถสั่งการตนเ องได้ ตัวเราเองสั่งไม่ได้ พระเจ้าเท่านั้นสั่ง
อ่านต่อ
ศาสนาเทวนิยมยกให้พระเจ้าไปหมดสิ้น เราไม่สามารถสั่งให้ทำกรรมละเอียดโดยเฉพาะระดับจิตของตนยกความรู้และอำนาจไปให้พระเจ้าเสียแล้ว แม้กาย-วาจาก็สั่งยาก จึงไม่สามารถเรียนรู้จิต-เจตสิก ในตนที่เป็นอภิธรรมได้ เพราะทฤษฎีแบบเทวนิยมปิดกั้นไว้แล้ว ปิดกั้นที่จะรู้จะเรียน ซึ่งอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ ของจิตคนนั้นเรียนรู้แสนยากเหลือยากยิ่งแล้ว แล้วเราจึงจะสามารถรู้ความจริง ควบคุมได้ หรือจัดสรรได้ จิตดื้อเราไม่อาจสามารถสั่งได้ บังคับไม่ ได้เลย แต่ถ้าเรียนรู้ด้วยทฤษฏีที่สัมมาของพระพุทธเจ้า มันเป็นจิตหัวอ่อน ว่าง่าย มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุพลังงานจิตว่าง่ายสำหรับเราแล้ว เราจะให้เป็นอย่างไรก็ได้ ไม่ใช่สั่ง แต่เราทำให้ จิตเราหัวอ่อน ว่าง่ายสอนง่าย เป็นไปตามที่เราต้องการให้เป็นได้ เรียกว่า มุทุภูตธาตุ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสอนให้เรียนรู้พลังงานที่นิยามไว้ 5 นิยาม คือ อุตุนิยาม-พีชนิยาม-จิตนิยาม-กรรมนิยาม-ธรรมนิยาม จึงสามารถเรียนรู้พฤติกรรมของจิต พฤติกรรมนั้นมีอาการเคลื่อนไหว เรียกว่ากรรม ถ้าเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติไม่มีความรู้ของตนรับรู้และควบคุม ก็คือ อวิชชา แต่ถ้าเคลื่อนไหวอย่างดีมีความรู้ของตนรับรู้และควบคุมด้วยวิชชา โดยมีสัปปุริสธรรม 7 จัดการได้อย่างถูกต้องเที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดกาล(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนเป็นอื่นอีก(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) ก็จบ สำหรับความรู้บทเรียนของศาสนาพุทธสามารถทำจิตของเราให้เป็นจิตอัตโนมัติที่เรียกว่า ตถตา คือ มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ต้องไปควบคุมจัดการมันเกินกว่าสัญชาตญาณ มันรู้ว่าความชั่วไม่ทำ จะทำแต่กรรมดีเป็นต้น มันเป็นตัวบอกอย่างอัตโนมัติ เป็นตัวตรวจสอบตัวเอง และตัดสินตัวเองอันนี้ดีหรือไม่ดี จะทำหรือไม่ทำ ล้วนเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องควบคุมเลย เป็นความจริง ตถะเลย เป็นได้ถาวรไม่ต้องไปทำอะไรมันอีก จบกิจ ธรรมะพระพุทธเจ้าสามารถถึงขั้นนี้
จากเฟสบุ๊ค 20 มี.ค. 59 คุณเพชรดินฟ้า ดิศโยธิน ฝากคำถามพ่อครูครับ 1. บังเอิญธรรมชาติได้ก่อความพอเหมาะพอดีจนสัมผัสเห็นงานศิลปะ คือ สุริยุปราคา ที่จันทราดวงเล็กๆ บังอาจบดบังแสงของสุริยา แต่บดบังเพียงช่วงเวลาจำกัด นับกันเป็นวินาที ที่เคลื่อนผ่านไป ย้ำว่าวินาทีแห่งบุญและเล็กก็คือใหญ่ แบบนี้พอจะเรียกว่าศิลปะบนท้องฟ้าได้ไหมครับ พ่อครูตอบ : ขอนิยามคำว่าศิลปะก่อน ศิลปะเป็นธรรมะ 2 คือ เทฺว ธัมมา ถ้าจะเรียกว่าศิลปะนั้นต้องประกอบด้วยจิตธาตุเป็นหนึ่งในธรรมะ 2 ด้วยเสมอ ขาดธาตุรู้ไม่ชื่อว่า ศิลป์ ศิลปะต้องมีธาตุรู้ของคนร่วมด้วย ถ้ามีแต่ธาตุวัตถุปรุงแต่งกันเองอยู่อย่างไร ก็ไม่เรียกว่า ศิลปะ เพราะมันแค่วัตถุธาตุดินน้ำไฟลมประกอบกันขึ้น (composite), ของที่รวมตัวกัน (composite) ประกอบด้วยสิ่งต่างๆ ส่วนต่างๆ โดยธรรมชาติเท่านั้น คือมีแต่วัตถุหรือมหาภูต 4 อุตุนิยาม แม้จะเป็นพืช พีชนิยาม หรือต่อให้เป็นคนผู้มีจิตนิยาม แต่ถ้าไม่รู้ว่าสารประกอบ(composite) นั้น, ของที่รวมตัวกัน(composite) นั้น, สิ่งประกอบขึ้น(composite) นั้น ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่เราทำขึ้น หรือมันเป็นธรรมชาติที่เกิดด้วยตัวมันเองก็ตาม หรือกรรมกิริยาที่ตนแสดงออกมา หากไม่มีคนหรือสัตว์ที่มีธาตุรู้ไปสัมผัสเข้าแล้ว เกิดผลบันดาลจิตใจเป็นมงคล ก็ไม่เรียกว่า ศิลปะ ยิ่งเมื่อสัมผัสแล้วเกิดผลเป็นข้าศึกแก่กุศล,ข้าศึกของใจ,สิ่งที่เป็นข้าศึก(วิสูกะ) ก็ยิ่งไม่ใช่ศิลปะเลย เป็นอนาจาร เป็นของหรือเป็นกิริยาอาการที่คนไม่ควรทำขึ้นมา ไม่ควรประพฤติอย่างนั้น ถ้าเป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ แต่ยังไม่มีคนไปสัมผัส มันก็เป็นแค่เหตุปัจจัยที่ประกอบกันขึ้น (composite), ของที่รวมตัวกัน(composite) สิ่งต่างๆ หรือสุ้มเสียงกิริยาท่าทางต่างๆ ประกอบกันขึ้น(composite) ด้วยตัวมันเองเท่านั้น ยังไม่มีธาตุรู้ของคนเข้าไปร่วมก่อเกิดความรู้สึกเป็นมงคลขึ้นที่ใจใครเลย ก็ยังไม่มีความเป็นศิลปะใด เกิดขึ้นมาในโลก หรือยังไม่มีธาตุรู้ใดไปก่อเกิดความรู้สึกเป็นข้าศึกแก่กุศลขึ้นที่ใจใครเลย ก็ยังไม่มีความเป็นอนาจารใด เกิดขึ้นในโลก ดังนั้น ธรรมชาติใดก็ตาม หากไม่มีคนไปสัมผัสแล้วจิตของคนไม่เกิดผลเป็นมงคล(ภาวะที่จะทำให้เกิดความเจริญ) ขึ้นที่ใจ ธรรมชาตินั้นหรือสิ่งประกอบขึ้น (composite) นั้น ก็ยังไม่มีความเป็นศิลปะ หรือจิตของคนไม่เกิดผลเป็นข้าศึกแก่กุศล (วิลูกะ) ขึ้นที่ใจก็ยังไม่มีความเป็นอนาจาร แม้จะเป็นคนแท้ๆ มีธาตุรู้ของคนที่รู้ตัวอยู่ว่า ตนทำอะไร ประพฤติกิริยาอาการของตนอยู่อย่างไร หรือมีเจตนาผลิตงาน-ประดิษฐ์กรรมกิริยาตนขึ้นมาเอง ตนเองก็รู้ว่าตนทำอะไรอยู่ หรือมีคนเห็น-ได้สัมผัสเข้าแล้ว เขามีความรู้สึกขึ้นมา แต่ตนผู้ทำไม่รู้ว่า กรรมกิริยาที่ตนทำ หรืองานที่ตนผลิตขึ้นมานั้น มันไม่เป็นมงคล มันกลับเป็นอนาจารด้วยซ้ำ กรรมกิริยาที่ตนทำนั้น หรืองานที่ตนผลิตขึ้นมานั้นก็ไม่เป็นศิลปะ แต่มันเป็นสิ่งมอมเมา เป็นสิ่งหรือกิริยาที่ไม่ควรทำ จะชื่อว่าศิลปะหรือไม่ เงื่อนไขหลักประเด็นแรก คือ ต้องมีอาการของจิตคนตั้งแต่ตนเป็นผู้สร้างผลผลิตนั้น หรือมีคนไปสัมผัสกับสิ่งประกอบขึ้น (composite) นั้น เกิดผลเป็นมงคลก็เริ่มนับว่าเป็นศิลปะ ยิ่งเป็นมงคลขั้นเหนือโลก (โลกุตระ) ก็ยิ่งเป็นมงคลอันอุดม แต่ถ้าจิตเกิดผลเป็นข้าศึกแก่กุศล (วิสูกะ) ก็เป็นอนาจาร เป็นภาวะที่ไม่ควรทำไม่ควรประพฤติ บาป ศิลปะนั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า คือ ภาวะที่จะทำให้เกิดความเจริญ (มงคล) ถ้าความเจริญนั้นอันสูงสุดก็เป็นนิพพาน(มังคลมุตตัมมัง) เป็นโลกุตรธรรมแท้ สรุปตรงนี้ไว้ได้ว่า ธรรมชาติอยู่เฉพาะตัวมันเองนั้น ไม่ใช่มงคลหรืออนาจาร จึงยังไม่เรียกว่าศิลปะแต่อย่างใด มันเป็นได้แค่สิ่งที่ประกอบกันขึ้น(composite) เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เท่านั้น ต้องมีคนไปเกี่ยวข้องมันเข้าแล้วเกิดมงคล จึงจะเรียกได้ว่า สิ่งที่สัมผัสสัมพันธ์นั้นมีศิลปะ ยิ่งถ้าเป็นมงคลถึงขั้นโลกุตระ ก็ยิ่งเป็นมงคลอันอุดม (มังคลมุตตัมมัง) ถ้าเป็นมงคลสูงสุดก็เป็นนิพพาน ศิลปะที่เข้าขั้นอาริยะ เป็นศิลปะโลกุตระ แต่ถ้าเกิดข้าศึกแก่กุศล (วิสูกะ) ก็เรียกว่าวิสูกะ ซึ่งเป็นอนาจาร จึงเป็นภาวะที่ไม่พึงทำหรือไม่พึงมีให้เห็น (วิสูกะทัสสนา) เพราะมันพาเสื่อม ไม่พาเจริญ บาป ซึ่งผลงานใดที่คนประกอบขึ้น ทำขึ้นด้วยฝีมือ แล้วจะเรียกว่าเป็นศิลปะ ผู้สร้างก็ต้องมีเจตนาด้วยปัญญาในงานที่ตนสร้างขึ้นนั้น และต้องมีความรู้ด้วยว่ามงคลอันอุดมคืออะไร อย่างไร จึงทำด้วยพยายามเพื่อให้เป็นงานที่จะมีผลให้คนสัมผัสแล้วได้ผลตามจุดสำคัญที่มุ่งหมาย ว่าเมื่อมีคนมาสัมผัสแล้วจะก่อเกิดผลขึ้นในใจเป็นมงคลอันอุดม และเมื่องานนั้นของตนมีคนมาสัมผัสแล้วเกิดจิตเจริญ คืองานนี้ทำให้จิตผู้สัมผัส ละหน่ายคลายกิเลสได้ ฉะนี้ยิ่งชื่อว่าศิลปะแท้ ศิลปินจึงทำงานอย่างมีเจตนาทำงานให้เป็นมงคล คือ พาให้จิตคนเกิดความเจริญ ถึงขั้นอุดมให้ได้โน่นแหละ เสมอ จึงจะชื่อว่าผู้สร้างงานศิลปะ แต่ถ้างานนั้นมีผู้สัมผัสแล้วเกิดผลแค่มงคล คือเป็นเหตุพาให้เจริญก็ยังไม่ได้ งานนั้นก็ไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะจะไม่ใช่ทำงานบำบัดบำเรออารมณ์ตนเอง เท่านั้น หรือทำงานอย่างไม่มีความรู้ ไม่มีจุดสำคัญที่มุ่งหมาย หรือทำไปอย่างสะเปะสะปะ ตามอารมณ์ งานของคนที่ทำขึ้นโดยไม่มีความรู้ดังว่านี้ ทำงานไม่มีเจตนาดังว่านี้ หรือทำงานบำบัดบำเรออารมณ์ตนเองเท่านั้น จึงไม่ใช่ศิลปะ เป็นเพียงงานฝีมือ งานช่าง เป็นเพียงงานสร้างกิเลสบำเรออารมณ์ตนเอง เป็นประโยชน์อาศัยใช้สอยได้ ไปตามธรรมดาโลก แต่ถ้างานนั้นถ้ามีคนมาสัมผัสแล้ว จะก่อเกิดผลขึ้นในใจเป็นข้าศึกแก่กุศลก็เป็นอนาจารเช่น สัมผัสแล้วพาเสื่อมลง พาเกิดกิเลส นี่แหละคือข้าศึกแก่กุศล จุดสำคัญไม่เป็นเหตุพาให้เจริญก็ไม่ใช่ศิลปะ คำว่าศิลปะมีความหมายสำคัญยิ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นมงคลอันอุดม(มังคลมุตตัมมัง) ปานนั้นทีเดียว ส่วนงานใดที่คนประกอบขึ้น ทำด้วยฝีมือแล้ว จะเรียกว่าไม่เป็นศิลปะก็เพราะไม่มีความรู้ตามที่อธิบายไว้นั้น จึงไม่มีเจตนาในงานที่ตนสร้างขึ้น งานนั้นก็เป็นงานที่ไร้ความรับผิดชอบ เป็นงานสะเปะสะปะ แล้วแต่ว่ามันจะออกหัวออกก้อยก็ตามยถากรรมของมัน ส่วนมากนั้นผู้ทำงานจะทำเป็นการบำบัดบำเรออารมณ์ของตนเองซะส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ งานที่ยังทำแค่บำเรออารมณ์ของตนเท่านั้นจึงไม่ใช่งานศิลปะ เพราะไม่รู้ดี-ชั่วว่า งานที่เป็นสารประกอบนั้น ไม่รู้ควร-ไม่ควรในของที่รวมตัวกันนั้น ไม่รู้ว่าสิ่งประกอบขึ้นนั้น ที่เป็นวัตถุหรือเป็นกายกรรม-วจีกรรมของตนถ้าใครได้มาสัมผัสสิ่งประกอบขึ้น (composite) นี้จะเกิดผลเมื่อกระทบตา,หู,จมูก,ลิ้น,กายแล้วเกิดการบันดาลใจให้เป็นมงคลอันอุดม (มังคลมุตตมัง) หรือจะเกิดเป็นข้าศึกแก่กุศล,ข้าศึกของใจ,สิ่งที่เป็นข้าศึก (วิสูกะ) อย่างไร ผู้ประกอบงานนั้น ก็ไม่มีเจตนา เพราะผู้ทำก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำนั้น เมื่อมีคนมาเสพแล้ว จะมีผลอะไร ดีหรือชั่ว เจริญหรือเสื่อม เฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถรู้โลกียะหรือโลกุตระ คำว่า ศิลปะในความหมายของพระพุทธเจ้าจึงเป็นมงคลอันอุดม ที่มีความหมายสูงส่งและสูงสุด ซึ่งต่างกันกับความหมายของสากลทั่วไปเขาหมายอย่างมีนัยสำคัญอยู่แน่นอน ดังนั้น ความหมายของคำว่าศิลปะในที่นี้จึงขอออกตัวก่อนนะว่า นัยสำคัญที่อาตมาอธิบายนี้เป็นความรู้และความเข้าใจตามแนวทางของพระพุทธเจ้าเป็นหลักใหญ่ ที่อาตมามีความรู้นั้นๆ ตามภูมิ ซึ่งความรู้เรื่องศิลปะในความหมายของสากลคนทั่วไปเข้าใจกัน อาตมาก็ได้ศึกษาเรียนรู้มาตามหลักสูตรที่เขาเรียนกันด้วย แต่อาตมาจบแค่ขั้นปวส.จากโรงเรียนเพาะช่างเท่านั้น ไม่ได้จบสูงส่งอะไร ถ้าจะเทียบเกรดก็แค่อนุปริญญา ปริญญาตรีก็ไม่ถึง อาตมาก็ขออธิบายไปตามภูมิที่อาตมาเชื่อมั่นว่าศิลปะคืออะไร และลึกซึ้งแค่ไหน? อย่างไร? ตามภูมิรู้ที่จริงใจและมั่นใจว่าถูกต้องของอาตมาก็แล้วกัน ถ้าหากว่า การอธิบายนี้มันจะไปกระทบความยึด ถือหรือความรู้ความเชื่อมั่นของท่านผู้ใดที่ถูกอาตมาไปวิจัยวิจารณ์พาดพิงถึง ยิ่งเป็นเชิงลบหลู่ หรือในเชิงข่มหรือตำหนิตรงๆ ก็ต้องขออภัยอย่างยิ่งไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะอาตมาเจตนาที่จะอธิบายแบบที่อาตมาถนัดนี้ด้วย อาตมาเชื่อมั่นว่า การอ้างถึงของที่มีจริง มันมีของจริง มีสิ่งนั้นในสังคมในโลกอยู่จริง ที่คนทั่วไปก็รู้จัก คนเขาก็เข้าใจอยู่บ้างแล้ว ถ้าอ้างถึงบางเรื่อง อ้างคนบางคนนั้นมันถึงขั้นคนส่วนใหญ่เขาเข้าใจดีด้วย เมื่อนำมาอ้างอิงใช้กับการอธิบาย เมื่อพาดพิงถึง มันก็ได้เปรียบเทียบกันทันที ก็สามารถเข้าใจได้ดียิ่ง ทั้งง่าย ทั้งชัดเจน อาตมามีความเห็นอย่างนี้จริงๆ จึงต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งมากยิ่งต่องานหรือผู้ที่เป็นเจ้าของงานที่อาตมาพาดพิงบ้าง ยกอ้างบ้าง มาวิจัยวิจารณ์ถึงทั้งหลาย โดยเฉพาะที่ถูกอาตมาตำหนิ พาดพิงไปในเชิงลบหลู่ ข่ม ถึงขั้นดูถูกกันตรงๆ ก็ต้องขออภัยอย่างสูงยิ่งจริงๆ เรื่องศิลปะเป็นเรื่องลึกซึ้งจริงๆ ยากจะเข้าใจได้อย่างถูกต้องถ่องแท้ จึงมีคนหลงผิดกันเยอะมาก และพากันทำอนาจารกันเต็มสังคม เพราะไม่เข้าใจความเป็นศิลปะอย่างสัมมาทิฏฐิจริง ติดตามฟังอาตมาสาธยายเรื่องศิลปะกันต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะเข้าใจว่า ศิลปะนั้นเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ขอยืนยันว่า ศิลปะเป็นเรื่องของพลังงานขั้นจิตนิยามโดยแท้ ไม่ใช่แค่เรื่องของอุตุนิยามโดดๆ แม้จะเป็นพีชนิยาม มันก็มีพลังงานในตัวมันเองทำตัวมันเองเท่านั้น มันก็ปรุงแต่งตัวเองให้อยู่ได้อยู่ไปตามความเป็นตัวเอง เท่าที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมาตามมีตามได้เท่าที่มันมีมันหามาทำตัวตนของมันเองได้ มันไม่รู้ตัวมันเองด้วยซ้ำ มันยึดตัวมันเอง ในความเป็น3 หน่วยหรือ3 เส้าในตัวมันเอง มันมีเหตุปัจจัยทางธาตุรู้แค่สัญญากับสังขาร นั่นก็คือ ISH ได้แก่ 1. แกนแท้ของตน เท่ากับตัวเอง(I=ไอ) 2. องค์ประกอบอีกส่วนมีภาวะเป็นตัวปฏิกิริยาที่เป็นตัวแปรอย่างสำคัญซึ่งเทียบเท่าเพศหญิง(S=she) 3. และองค์ประกอบอีกส่วนหนึ่งมีภาวะแตกต่างไปแต่เป็นตัวปฏิกิริยาหลักและเป็นแก่นแกนกว่า แข็งแรงกว่า ซึ่งเทียบเท่าเพศชาย(H=he) แต่ตัวมันเองยังไม่สามารถมีภูมิรู้ดี-รู้ชั่ว มันไม่สามารถรู้ควรรู้-ไม่ควร แม้แค่รู้สวย-ไม่สวย รู้มีคุณค่า-ไม่มีคุณค่า โดยเฉพาะมันไม่สามารถรู้โลกียะหรือโลกุตระ แยกกาย-แยกจิต และแยกกาย-เวทนา-จิต-ธรรม ยังไม่เป็น เพราะพลังงานในตัวมันเอง ก็ยังไม่มีภาวะขั้นเวทนาหรือขั้นจิตวิญญาณในตัวเอง แม้แต่จิตนิยามจะเป็นคนแล้ว แต่ยังไม่สามารถรู้ในความเป็นมงคลดีพอ เพราะยังอวิชชาก็มีมากกว่ามาก ที่พากันประพฤติตนให้เป็นศิลปะไม่ได้ มิหนำซ้ำประพฤติอนาจารกันอยู่ไม่รู้ตัวหัวปักหัวปำ ร้ายกว่านั้นคนที่หลงตัวว่าตนเป็นศิลปินแต่งานที่เขาทำ กรรมกิริยาที่เขาประพฤติหรือผลิตขึ้นมานั้นมันเป็นอนาจารอยู่แท้ๆ แต่ไม่รู้ตัว ก็มากมายเต็มโลก ยิ่งเป็นวัตถุทั้งหลายหรือมหาภูต 4 มันไม่มีธาตุรู้ในตัวมัน มันจึงยิ่งไม่สามารถจะรู้ความเป็นมงคลได้ มันก็ไม่มีท่า หรือปิดประตูที่จะรู้ว่ามงคลคืออะไรต่อไปได้แน่นอนที่สุด แม้คนผู้นั้นที่มีประสิทธิภาพของภูมิรู้จบอยู่ที่เขตตนเองรู้ได้แค่ใด เกินนั้นตนรู้ไม่ได้แล้ว หรือธาตุรู้ของตนจบรู้แล้ว (คติ) แค่นั้น ไม่สามารถรู้ต่อไปกว่านั้นอีก ความรู้ของผู้นั้นจึงหมดสิ้นสมรรถนะอยู่ตรงนี้ ธาตุรู้ของตนก็จบแค่นี้ จึงรู้มงคลที่สูงกว่านี้ไม่ได้ ก็หมดสิทธิ์เด็ดขาดที่จะรู้มงคลสูงสุด(อุดม)ได้ เห็นไหมว่า การจะรู้มงคลนั้นต้องมีจิตหรือมีธาตุรู้เข้ามาร่วมรู้อย่างละเอียดลึกซึ้งซับซ้อน ความเป็นศิลปะจึงไม่ใช่ความรู้ตื้นๆ ง่ายๆ ปกติทั่วไปแบบสามัญเท่านั้น ผู้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความลึกซึ้งซับซ้อนหลายเชิงชั้นดังกล่าวนี้ได้ จึงจะชื่อว่าผู้มีศิลปะ คนหรือธาตุรู้ใดที่ไม่รู้ความลึกซึ้งซับซ้อนตามเชิงชั้นดังกล่าวนี้ได้ คนผู้นั้นหรือธาตุรู้นั้นก็ไม่ชื่อว่าเป็นศิลปะ หรือไม่ชื่อว่า เป็นผู้มีศิลป์ ศิลปะเกิดจากสิ่งที่ไม่มีจิตวิญญาณร่วมด้วยไม่ได้ ศิลปะ-ศิลป์ต้องมีจิตวิญญาณร่วมอยู่เสมอ ศิลปะต้องมีธาตุรู้ที่มีความรู้ (ศาสตร์) ด้วย ศิลป์ต้องมีจิตวิญญาณหรือมีธาตุรู้ของคนร่วมด้วยเสมอ ส่วนคำว่า ศาสตร์นั้นมีแต่ความรู้ ไม่มีศิลปะ ก็เป็นศาสตร์ แต่ยังไม่ใช่ศิลป์ จึงชื่อว่าความรู้หรือศาสตร์เท่านั้น ศาสตร์อย่างเดียวยังไม่ใช่ศิลป์ แต่ขึ้นชื่อว่าศิลป์ต้องมีศาสตร์หรือความรู้ด้วยเสมอ ไม่มีไม่ได้ ศาสตร์อย่างเดียวเป็นได้แค่วิชาการหรือสารคดี มีแต่เรื่องของความรู้โดดๆ แต่ศิลป์ต้องมีทั้งความรู้ (ศาสตร์) ด้วย ไม่มีไม่ได้ ศิลปะต้องมีทั้งความรู้ทั้งความฉลาดด้วย เป็นธรรมะ 2 (เทฺว ธัมมา) ตลอดที่ชื่อว่าศิลปะโลกุตระ ซึ่งความฉลาดที่ว่านี้คือ ฉลาดเฉลียวในการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอายตนะ 6 และอ่านอายตนะ 6 แต่ละอายตนะในตนเองได้ กล่าวคือ วิเคราะห์วิจัย (analyse) อายตนะเป็น อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอาการที่เกิดจากรูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฐัพพะ-ธรรมผัสสะของตนว่า มีอารมณ์อย่างไร? เหลืออารามแค่ไหน? ที่สำคัญสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงกิเลสที่มันปรุงแต่งร่วมอยู่ในอารมณ์รู้ส่วนที่เป็นอารามได้ แล้วผู้เป็นศิลปินจะสามารถอนุโลม (ยืดหยุ่นให้กับกิเลสเขาบ้างประมาณหนึ่ง) -ปฏิโลม (ขัดเกลากิเลสเขาบ้างระดับหนึ่ง) โดยประมาณสัดส่วนกำหนดให้เหมาะสมกับงานที่ตนทำนั้นตามภูมิรู้ จะปรุงแต่งด้วยปัญญาอันยิ่ง (อภิสังขาร) ให้เหมาะสมที่สุดอย่างไร? แค่ไหน? จะพอดีกับคนผู้นี้ (ปุคลปโลปรัญญุตา) กับชนหมู่กลุ่มนี้ (ปริสสัญญุตา) ในกาละโอกาสอย่างนี้ (กาลัญญุตา) และแม้แต่ตัวเราก็เท่านี้ (อัตตัญญุตา) เป็นต้น ซึ่งจะใช้สัปปุริสธรรม 7 ในการประมาณ (มัตตญุตา) ตามความรู้-ความสามารถของศิลปินแต่ละคน กับงานแต่ละงาน งานนั้นจึงเป็นงานที่ใช้ปัญญาอันชาญฉลาด (ฉลาดตัวนี้มาจากคำว่าฉฬายตนะ) ประกอบกับใช้ความรู้ (ศาสตร์) ที่ตนมี สร้างงานออกมา เป็นงานขั้นโลกุตระ ฉะนี้เองชื่อว่า งานศิลปะและเป็นโลกุตระด้วย ศิลปะไม่มี-ไม่เกิดในโลก ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีธาตุรู้ ต้องมีความรู้-มีธาตุรู้ด้วยเป็นหลัก หากมีความรู้สามัญโลกีย์ ก็มีความรู้ดี-รู้ชั่วรู้ควร-ไม่ควรตามภูมิโลกีย์ ไม่ใช่ความรู้ขั้นภูมิโลกุตระ และถ้ามงคลอันอุดมต้องเป็นความฉลาดชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่าง ซื่อสัตย์(ปัญญา) ในการปรุงแต่งให้แก่อายตนะ 6 ตามความเหมาะสมดังสาธยายมานั้นด้วย จะไม่เป็นความฉลาดแกมโกงหรือไม่ซื่อสัตย์ที่บาลีว่า เฉกหรือเฉโกเด็ดขาด ต้องแยกความฉลาดที่เป็นโลกีย์ คือเฉกากับความฉลาดที่เป็นโลกุตระ ให้ชัดเจนนะ ความฉลาดที่ไม่ซื่อสัตย์-ไม่สุจริต ถึงจะฉลาดให้เก่งยอดอย่างไรก็ไม่เรียกศิลปะโลกุตระ เพราะความฉลาดนั้นทุจริต โกง หรือรู้ผิด เพราะมันจะประกอบไปด้วยกิเลสมาบงการอยู่แท้ๆ ยิ่งไม่เกี่ยวกับฉฬายตนะเลย ก็ไม่ได้ศึกษากิเลสเลย นั่นแหละคือเฉก-เฉโกหรือเฉกาชัดๆ เฉกาไม่เกี่ยวกับฉฬายตนะ แต่ก็หมายถึงความเฉลียวฉลาดในความหมายของภาษา ซึ่งเป็นภาษาบาลี ที่มีความหมายว่าความเฉลียวฉลาดโลกีย์ ทว่าไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดที่กร่อนมาจากฉฬายตนะ จึงเป็นความเฉลียวฉลาดที่ประกอบด้วยกิเลส อย่างหนักหน้า นั่นคือ ยิ่งเฉลียวฉลาด ก็ยิ่งรู้ทันได้ยาก ยิ่งโกง ยิ่งทุจริตมาก เห็นได้ชัดเจน ใช่มั้ย บาลีนั้นแบ่งภาษาที่ใช้กับความเฉลียวฉลาดเป็น 2 คำไว้อย่างชัดเจน คือคำว่าเฉกา กับปัญญา เฉกานั้นเป็นความเฉลียวฉลาดแกมโกงเพราะมีกิเลสร่วมด้วยเสมอ จึงเป็นความฉลาดไม่สุจริต ส่วนปัญญานั้นเกิดจากการปฏิบัติธรรมที่สัมมาทิฏฐิจึงจะเกิดปัญญา (เกิดความเฉลียวฉลาดโลกุตระ) ซึ่งปัญญาจะเกิดได้ ต้องเกิดจากการปฏิบัติพุทธธรรมตามองค์ 6 ได้แก่ ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาผล-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์- สัมมาทิฏฐิ-มัคคังคัง (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258) ความเฉลียวฉลาดโลกุตระจึงเป็นอื่นไปไม่ได้ต้องเกิดจากฉฬายตนะหรืออายตนะ 6 ต้องปฏิบัติตามหลักปฏิจจสมุปบาท ในวิภังคสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 4-18 เฉพาะอายตนะ 6อยู่ที่ข้อ 13) และต้องสุจริต รู้ถูกแท้-ตรงแท้-ซื่อสัตย์แท้ ตามฐานานุฐานะแห่งความเป็นอาริยะนั้นๆ ปัญญาจึงหมายถึงความเฉลียวฉลาดที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมตามพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เริ่มเฉลียวฉลาดโลกุตระที่สัมมาทิฏฐิเป็นต้นไป แล้วสั่งสมขึ้นเป็นปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาผล เมื่อปฏิบัติมรรค 7 องค์และมีธัมมวิจัยโพชฌงค์กำจัดกิเลสได้ไปตามลำดับ ก็มีญาณทัสสนะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงไปตามตลอดสาย ที่สุดรู้แจ้งรู้จบเป็นวิมุติญาณทัสสนะ และขอย้ำอย่างสำคัญอีกคือ การรู้จักรู้แจ้งรู้จริงนี้ต้องเป็นสภาวะที่มีอยู่-เป็นอยู่ (วิหรติ) ในปัจจุบัน ฉฬายนตะ มาจากคำว่า ฉหรือฉฬ (ฉล) ที่แปลว่า 6 กับคำว่า อายตนะ ที่แปลว่า ภาวะที่เกิดขึ้นมาทำงานเชื่อมให้แก่รูปกับนามเท่านั้น มันไม่เกิดกับอะไรอื่น และเมื่อเกิดขึ้นให้แก่รูปกับนามหรือให้แก่กาย เสร็จแล้ว-หมดหน้าที่ลง มันก็หายตัวไป อายตนะไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน อายตนะไม่เหลืออยู่เป็นภาวะอีกเลยหลังจากหมดหน้าที่ทำงานเชื่อมให้แก่รูปกับนามเสร็จแล้ว (พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 158) ผู้มีความรู้ที่ฉลาด (ฉฬายตนะ) ที่เป็นปัญญาจึงต้องมีธรรมะ 2 เสมอ ธรรมะ 2 นี้คือกาย คือองค์รวมที่มีรูป (สิ่งที่ถูกรู้=object) กับนาม (ธาตุรู้ของคน=subject) เป็นธรรมะตั้งแต่ 2 ขึ้นไป ที่มีการกระทบกัน (สัมผัส) เข้า และต้องเป็นธาตุรู้ขั้นจิตนิยามด้วยจึงจะเรียนรู้ความรู้ที่เป็นขั้นศิลปะได้ จึงจะเกิดการเปรียบเทียบกันขึ้น ด้วยการรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดีหรือชั่ว ลึกหรือตื้น สูงหรือต่ำ ดำหรือขาว สวยหรือขี้เหร่ มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า ปรุงแต่งกันหรือไม่ปรุงแต่งกัน ฯลฯ เป็นต้น ศิลปะขั้นโลกียะ สามารถกำหนดกันตามสมมุติว่า นี้สวย-นี้ขี้เหร่ นี้ดี-นี้ไม่ดี นี้ชั้นสูง-นั้นชั้นต่ำ เป็นต้น แล้วต่างคนต่างยึด โลกียะกำหนดกันอย่างนี้ แล้วยึด แล้วก็เบื่อ แล้วก็วาง หรือเปลี่ยนไปได้อยู่ ไม่จบสิ้นถาวรยั่งยืน จึงชื่อว่าอนิจจัง แม้จะเป็นขั้นสูงหรือขั้นรู้จักจิต-เจตสิก-รูปได้ก็ตามก็เป็นปรมัตถ์ที่ไม่จบสิ้นเด็ดขาด จะเวียนกลับขึ้นมาอีกจนได้ แม้จะนานแสนนานเท่าใดๆ ก็ไม่มีจบนิรันดร ส่วนปรมัตถ์ขั้นหลุดพ้นจากความเป็นโลก (ความหมุนวน) ที่เป็นโล กียะนั้น คือ ผู้เห็นความแตกต่างของโลกียะกับโลกุตระ และมีปัญญารู้ จบลงสนิทเด็ดขาดขั้นเที่ยงแท้ (นิจจัง) ยั่งยืน (ธุวัง) ตลอดกาล (สัสสตะ) ไม่เปลี่ยนแปลงอีก (อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้ (อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ (อสังกุปปัง) เป็นการจบที่นิรันดรเด็ดขาด เป็นโลกใหม่ซึ่งเป็นโลกุตรภูมิ ที่หลุดพ้นไปจากสุข-ทุกข์ เลิกเกิด-ดับกันเด็ดขาด ได้ชนิดที่มีนิโรธอยู่อย่างเห็นๆ รู้ๆ แจ้งๆ หรือมีนิโรธที่ประกอบไปด้วยปัญญาขั้นญาณทัสสนะวิเศษขั้นอุภโตภาค หมายความว่า เห็นๆ รู้ๆแจ้งๆ (สัจฉิ) ในความแตกต่างกันของนิโรธที่เป็นโลกียะ-นิโรธที่เป็นโลกุตระ เพราะผู้นี้บรรลุนิโรธที่เป็นนิโรธโลกุตระในตนได้จริง โลกียภูมิก็สามารถทำให้ไม่สุข-ไม่ทุกข์ (อทุขมสุข) หรือไม่เกิด-ไม่ดับ (นิโรธ) ชั่วครั้งได้ ครั้งที่มีระยะยาวนาน จะยาวนานขนาดไหนก็ไม่ยาวนานนิรันดรจริง ศิลปะจะสามารถเห็นความแตกต่างกัน (ลิงคะหรือเพศ) ของสิ่งต่างๆ เช่น จึงจะชื่อว่าศิลปะ โดยเฉพาะเห็นความแตกต่างกันของศิลปะที่เป็นโล กียะกับโลกุตระ เช่น เห็นเวทนา..เคหสิตะ-เนกขัมมสิตะ การเห็นอาการในจิตที่เรียกว่า เคหสิตเวทนา กับอาการในจิตที่เรียกว่า เนกขัมมสิตสิตเวทนานี้แหละคือ หทัยรูป หทัยรูปคือ ที่สำหรับคิดหรือที่สำหรับรู้สึกในภาษาไทยเรียกว่าใจภาษาบาลีว่าจิต 89 หรือเจตสิก 52 เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการคิดหรืออาการรู้สึกที่เราสามารถสัมผัสจับอาการนั้นได้ ด้วยปัญญาหรือด้วยญาณของเราในตัวเรา เห็น (ปัสสติ) อาการนั้นอยู่ตรงไหน ก็ตรงนั้นแหละคือ หัวใจที่เรียกด้วยภาษาว่าหทัย หทัยรูปจึงสามารถรู้ (ชานาติ) หรือเห็น (ปัสสติ) ด้วยญาณ-ด้วยปัญญา-ด้วยสัญญา-ด้วยวิชชา หทัยรูปจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา (จักษุ) ภายนอกเด็ดขาด แม้จะเรียกว่าหทัยวัตถุ ก็จะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา (จักษุ) ภายนอกเด็ดขาด ต้องเห็นด้วยญาณ-ด้วยปัญญา-ด้วยสัญญา หรือด้วยวิชชาเท่านั้น หรือแม้ภาษาว่าหทัยมังสะ ก็ไม่ได้หมายความว่า ใจหรือจิตนั้นจะเห็นร่างที่มีเนื้อหนังที่เป็นธาตุดิน,น้ำ,ไฟ,ลม หรือมีสรีระให้เราสัมผัสได้ มันมีแค่อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศเท่านั้นที่จะกำหนดรู้เอาเองตามอาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ มันไม่มีรูปร่างหรือไม่มีเนื้อหนังที่ประกอบกันขึ้นจากธาตุดิน,น้ำ,ไฟ,ลมมีรูป มีร่าง มีเส้น มีสาย มีสี มีแสง ให้เห็นด้วยสภาพมีร่างหรือมีสรีระอะไรเลย แต่มังสะในที่นี้ มันหมายถึงเนื้อหา-เน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive