580131_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ สมาธิหลับตาไม่พาบรรลุ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข16 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580131_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง สมาธิหลับตาไม่พาบรรลุ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้ 31 ม.ค. 2558 แล้ว วันนี้อาตมาเทศน์ได้ เขาให้มาเทศน์ ที่จริงวันนี้เป็นคิวเทศน์ทางบ้านราชฯแต่เขายกให้อาตมา วันนี้พรุ่งนี้ก็เทศน์เช้า แล้วเข้าบ้านราชฯวันที่ 2 ก็ส่งข่าวถึงนิสิต ว.นบ. ใครหนีห้องเรียนอยู่ก็เข้าสู่ห้องเรียนซะ ก็คงไม่ปิดเทอมกันนานนักนะ ตอนนี้อาตมาก็ตั้งใจจะเทศน์ต่อ ว.นบ. แนวลึกอีกเยอะ ตอนนี้สัญจรมาภายนอก ซึ่งบางอย่างอาตมาก็ลงลึกถึงปรมัตถ์มาก และก็ต้องเทศน์ที่เป็นฐานให้คนต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะต่อไม่ติด ทุกวันนี้เอาแค่รูปมาพูดนะ ไม่ได้พูดถึงจิตเจตสิก แต่รูปก็เป็นปรมัตถ์ก็ลึกอยู่ ก็รู้ง่ายกว่าจิต กระนั้นก็ยังยาก อาตมาก็ต้องคอยอีกนานจะเชื่อมโยงเข้าหาจิตเจตสิก กายในกาย ก็ไล่ไปเวทนาในเวทนา จิตในจิตต่อไป ก่อนจะพูดถึงธรรมะก็จะขอพูดถึงข่าวคราวในสังคม มีแนวหน้า online ออกข่าว แล้วช่องลีน่าจังก็เอาไปออกต่ออีกนะ แต่เนื้อหาก็ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่ เขารายงานข่าวให้ก็ขอบคุณแต่เนื้อข่าวเคลื่อนไปบ้าง เขารายงานข่าวว่า...30 ม.ค.2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ ผู้ประสานงานกองทัพธรรม , สมณะโพธิรักษ์ และลูกศิษย์จากสันติอโศก จำนวน 25 คน เดินทางมาให้กำลังใจ นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงได้มอบพระ หนังสือธรรมะ และผลไม้ให้แก่นายวิชาด้วย โดยการเข้าไปพูดคุยและให้กำลังใจนายวิชาในครั้งนี้ ใช้เวลากว่า 30 นาที ซึ่งบรรยากาศในการพูดคุยเป็นไปอย่างกันเอง ก็ขอบคุณแต่ว่ามีข้อคลาดเคลื่อน ก็มี

อ่านต่อ

ว่า จริงๆแล้วคุณจำลอง ศรีเมืองไม่ได้ไปในนามแกนนำพธม. ผู้ที่ไปทั้งหมดเราใช้ว่า ชาวบุญนิยม ไม่ว่าจะเป็นพล.ต.จำลองหรือเรือตรีแซมดิน หรือสมณะโพธิรักษ์และลูกศิษย์ และอีกอย่างที่คลาดเคลื่อนคือเราไม่ได้มอบพระ เรามอบหยาดน้ำใจ เป็นรูปหยาดน้ำใจ มีเพชรรัสเซียเป็นรูปหยาดน้ำใจอันเล็กๆ แต่ที่เรามอบไป ท่านทางโน้น ท่านก็ว่าเดี๋ยวท่านจัดการเอง ก็มีคำถามมีคนเขียนมาว่า _ พ่อครูช่วยยกตัวอย่าง การส่งจิตออกนอก คิดอยู่ภายใน ไม่ดูความคิดของใคร ดูแต่ใจตนเอง ไม่วิจารณ์ใคร วิจัยอารมณ์ทำอย่างไร ไม่กำหนดสิ่งใดทำอย่างไร กำหนดใจไม่ให้คิด ทำใจให้เบาๆทำอย่างไร? พ่อครูว่า… ก็คงมีบางสำนักสอนว่าทำใจให้ใสๆ เบาๆ เดี๋ยวคงจะได้ตอบปัญหานี้ต่อไป อีกเจ้าหนึ่งบอกว่า … _1 .ผมอยากทราบว่า ในพระไตรฯ มีกำหนดไว้ไหมว่า ถ้าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะต้องนั่งสมาธิหลับตามแบบสำนักทั่วไปสอนกันหรือจะต้องกำหนดพุทโธ ครับ _2 . มีพระรูปหนึ่งเทศน์ เป็นห่วงพระภิกษุสงฆ์แล้วสอนว่าให้ถวายหอยแครงแก่พระ ผมอยากทราบว่าสอนถูกไหม? พ่อครูว่า… อาตมาว่าพระถ้ามีความรู้แค่นี้ไม่น่าจะเป็นธัมกถึก ถ้ามีความรู้แค่นี้เสียหมด ก็ถ้าลว ก หอยแครงนี่ไม่บอกว่าลวกด้วยน้ำเย็น เขาก็ต้องลวกด้วยน้ำร้อนสิ มันก็ครบผิดศีลข้อ 1 ดื้อๆ ฆ่าสัตว์ แค่นี้ก็ไม่มีปฏิภาณรู้ แค่นี่ไปแนะให้ลวกหอยแครง ท่านคงจะชอบกิน วัดไหนหากมีพระอย่างนี้อย่าให้เทศน์ อย่าให้เป็นพระธัมกถึก สรุปแล้วให้เป็นอย่างน้อยโสดาบันก่อน มีคุณอันสมควรก่อนค่อยพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง แต่ปล่อยให้สอนกันก็เละสิ นี่ก็ก่อนหน้านี้มีผู้ให้ข้อมูลว่า การธุดงค์เขาให้เด็กไปนั่งข้างถนนแล้วถูกรถเฉี่ยว อาตมาก็ขออธิบายอันนี้ ศาสนามันเพี้ยนไปไกล คำว่าธุดงค์ไม่ได้แปลว่าการเดินเลย แม้มีคำว่าดง ก็ไม่ใช่รากศัพท์บาลี รากศัพท์บาลีคือ ธุตังคะ มาเป็นธุดงค์ก็มี ค์ ไม่ใช่เดินบุกดงบุกป่า แล้วก็เดินกัน ในธุดงค์ต่างๆไม่มีข้อเดิน แม้ข้อว่าจาริกก็ไม่มี ในธุดงควัตรของพระมหากัสสปะ ก็ไม่มีเดินธุดงค์ มีแต่ให้เดินในแนวฝั่งถนนทางเดียวนะ แม้จะมีญาติโยมใส่บาตรฝั่งตรงข้ามก็ไม่เดินไปรับ ญาติโยมต้องเดินมาใส่ จึงรับ ธุดงค์แปลว่าเคร่งต่างหาก แล้วยิ่งไปทำให้เกิดวิภูสนฐานา ผิดศีลอีก ไปทำดราม่าแอคอาร์ทจัดฉากมันไม่ธรรมชาติ ประดิษฐ์ ประดอย เป็นลิเก ละคร หลอกชาวบ้าน ให้หลงศรัทธางมงาย มีผู้สนับสนุนอีกว่า ในชีวิตนี้ยังไม่เคยเหยียบกลีบกุหลาบอีก ยิ่งไปใหญ่เลย บวชมาตั้ง 60 ปีแล้ว อาตมาว่าไปส่งเสริมในทางที่ผิดนี่ไม่ดีเลย ที่พูดนี้นานาสังวาสกันสามารถตู่ท้วงกันด้วยปฏิโกสนา คัดค้านตำหนิกันได้ นิคคัณเห นิคคหารหังกันได้ เพื่อให้เกิดการพัฒนา มาข้อที่ว่า 1 .ผมอยากทราบว่า ในพระไตรฯ มีกำหนดไว้ไหมว่า ถ้าจะสำเร็จเป็นพระอรหันต์จะต้องนั่งสมาธิหลับตามแบบสำนักทั่วไปสอนกันหรือจะต้องกำหนดพุทโธ ครับ พ่อครูว่า… ขออธิบายอีกว่านั่งหลับตาเข้าอยู่ในภวังค์ข้างใน ยิ่งไม่รู้ลมหายใจอีกด้วย การนั่งหลับตาทำสมาธิในภวังค์โดยไม่มีสติเป็นสติมันโต สติมันโตคืออะไร? คือมีสติครบเลยรู้จักตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีภายนอกเป็นองค์ประชุมพร้อมมีสัมผัสก็รู้อะไรเต็มทุกอย่าง อย่างน้อยนั่งหลับตาเข้าไปก็ให้รู้ลมหายใจเข้าออก ท่านก็กำชับว่าคือกาย ไม่ให้ทิ้งนะ แต่นี่เขาสอนให้ทิ้งแม้ลมหายใจ อย่างนี้ผิดเลยไม่ใช่สมาธิพระพุทธเจ้า แม้จะสามารถรู้อะไรในจิต ก็เป็นการรู้ที่ยังไม่สมบูรณ์ด้วย ที่พระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสำเร็จอิริยาบถอยู่ อาสวะบางอย่างจึงสิ้นได้ แล้วถามว่าอรหันต์นั้นจะทำได้ด้วยการนั่งหลับตา เวลาจะบรรลุต้องลืมตามีสติมันโต แต่ถ้าบรรลุแล้วจะนั่งหลับตาก็ได้ ลัทธินั่งหลับตาในภวังค์เหมือนฤาษี ชีไพร ไม่ใช่ของพุทธและไม่มีวันบรรลุอรหันต์ ขอยืนยันเลย แล้วที่ถามว่า....ก็มีคำถามมีคนเขียนมาว่า พ่อครูช่วยยกตัวอย่าง การส่งจิตออกนอก คิดอยู่ภายใน ไม่ดูความคิดของใคร ดูแต่ใจตนเอง ไม่วิจารณ์ใคร วิจัยอารมณ์ทำอย่างไร ไม่กำหนดสิ่งใดทำอย่างไร กำหนดใจไม่ให้คิด ทำใจให้เบาๆทำอย่างไร? พ่อครูว่า… การทำใจในใจเรียกว่ามนสิกโรติ หรือโยนิโสมนสิการ คือการทำใจในใจโดยแยบคายอันนี้คือวิตก วิจัย วิจาร ก็คือกระบวนการของสังกัปปะ 7 เป็นการทำใจในใจ ถ้าใครทำใจในใจอย่างนี้ไม่เป็นไม่ได้บรรลุอรหันต์ การทำใจอย่างนี้ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วไปอยู่ในใจ อาตมาเคยบอกว่าทำใจแบบนี้มีปรมัตถ์อยู่ มีรูปอยู่ข้างในเป็น นามรูป ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว ท่านแบ่งนามไว้อย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง นามก็มี 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ รูปก็มี 28 คือ มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูปอีก 24 แล้วต้องมีองค์ประชุมต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย รูปนามไม่ได้ขาดกัน ขาดไม่ได้ ขาดไม่ได้ ขาดไม่ได้ รูปนามไม่ได้ขาดกัน ต้องศึกษา รูปกับนาม จะต้องสังขารกัน ปรุงแต่งกัน อย่างรูป 28 มี ดิน น้ำ ไฟ ลม มีการสัมผัส ปสาทรูปมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสภายนอก สัมผัสแล้วมีภาวะให้เห็นให้เกิด คือภาวรูป เป็นวิญญาณ ซึ่ง วิญญาณ หรือจิตหรือมโน พระพุทธเจ้าว่านี่แหละคือกาย มันขาดไม่ได้คือ ตาสัมผัสเกี่ยวข้องกับปสาทรูป โคจรรูปมีองค์ประกอบเกี่ยวข้องทั้งดินน้ำไฟลม ทั้งข้าวของ เราก็มีสติมันโต รู้พร้อมไม่ใช่ตัดไปอยู่ในภวังค์จะไม่เห็นของจริงเลยมีแต่จินตนาการ มีแต่ความจำกำหนดขึ้นมาหรือไม่ก็ดึงเอาความจำเก ่ ามา ไม่มีความจริง พระพุทธเจ้าไม่รับว่าจะตรัสรู้ ใครจะตรัสรู้ต้องครบความจริง

จะบอกว่าวิจัยอารมณ์ ตาก็กระทบรูป หูกระทบเสียงอยู่ มีรูป 28 นี้แหละ คือมีอาการของชีวิตสัตว์ เป็นการปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 ปฏิบัติใช้สัญญา ของนามของเรานี่แหละ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ตอนนี้เรามีผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดวิญญาณ เรียกว่ามโนหรือมนะ ก็จัดการทำใจ จับให้ได้ พอจับได้ก็พบหทยรูป เราจับอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ได้ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 10 ข ้อ 60 ต้องรู้นามรูปด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส โดยสัญญาเรากำหนดรู้ สิ่งที่ถูกรู้ ภาวะที่ถูกรู้เรียกว่ารูป รูปในอาการของมโน วิญญาณที่เกี่ยวข้องกับมหาภูตรูปด้วย มีทั้งปสาทรูป โคจรรูปด้วย คุณกำหนดรู้ แล้วอ่านอาการของความเป็นสัตว์เรียกว่าโอปปาติกสัตว์ ที่มันยังมีชีวิตไม่สิ้นความเป็นสัตว์ อวิชชาผูกมันไว้ จิตเราเป็นสัตว์เรียกว่าโอปปาติกสัตว์ เราก็ต้องรู้ว่ามันมีชีวิต ไม่ตายไม่ดับสูญไปจากชีวิตเรา สัตว์อันนี้เป็นสัตว์แท้ๆที่เราต้องกำจัดชำระให้หมดเกลี้ยงจากจิต ตายสนิทจากจิต นี่คือจิต คือมโน คือวิญญาณ จิตตัวที่เป็นสัตว์นี้คือตัวเหตุ สมุทัยหรืออกุศลจิต หรือเรียกว่ากิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือกายกลิ แปลว่าองค์ประชุมของรูปนามที่เป็นโทษ ตัวนี้แหละรู้ให้ได้อย่างพ้นวิจิกิจฉา คุณรู้ได้เมื่อไหร่พ้นวิจิกิจฉา จับ จิต เจตสิก รู้รูปได้ แต่ยังไม่ถึงนิพพาน เป็นปรมัตถ์ชัดเจน เสร็จแล้วก็ปฏิบัติต่อจากนั้น มันอาศัยอะไร อาหาร อาศัยผัสสะ ข้อแรกคือมันอาศัยเครื่องอุปโภค บริโภค เราอยากได้มาเป็นของเรา เช่น ธนบัตร คุณอยากได้มาเป็นของตน เป็นอุปโภค คุณเกิดกิเลสกับมันไหม อ่านตรงนี้แหละคือวิจัย หากมันอยากอยู่ก็คือทุกข์ ถ้าพอสัมผัสแล้วได้มาก็สุข มันกลบเกลื่อนทำให้วิจัยกิเลสได้ยาก เช่น โกงได้นี่สำเร็จผลแล้วดีใจอีก น่าสงสารบำเรอกิเลสตลอดเวลา แล้วดีใจที่อวิชชาออกดอกผลเบ่งบาน ไม่รู้ว่าตนได้อะไร ได้กิเลส คนที่บำรุงกิเลสตนให้เกิดสุขนี่ ซวยทุกคน กิเลสอ้วนบวมหนาเรียกว่าปุถุ แต่ฟังแค่นี้อย่าเพิ่งกลัวว่าอะไร ก็กิเลสสิ มันก็ต้องกำหนดแบ่งทำตั้งแต่ศีล 5 เป็นต้น ต้องขยายความให้ชัด ผู้ที่วิจัยอารมณ์ก็มนสิการอารมณ์ ทำใจในใจ เวทนาในเวทนาจัดการอารมณ์ อ่านในอารมณ์ก็คือจิต เป็นอาการจิต ที่ปรุงแต่งเป็นอารมณ์เป็นรส หากปุถุชนก็มีรส โสดาฯ สกิทาฯก็สามารถไม่เกิดรสแต่ไม่ถาวร แต่อรหันต์แล้วไม่เกิดรส อย่างเห็นดอกไม้สีขาว มันมีระเบียบเรียบร้อยนี่เป็นธรรมดาธรรมชาติ ตามโลกสมมุติ แต่อารมณ์ชอบไม่มี คุณต้องแยกออกเลยว่าอารมณ์ชอบคุณไม่เกิด โสดาบันนี่ยังยาก แต่ก็เรียนรู้ค่อยลดละจางคลายจนดับถาวร คุณเป็นโสดาบันก็มีอรหัตตผลของอันนี้ที่ตื้นๆง่ายๆ เช่น ไปหลงเงินทองข้าวของ คุณได้มาก็เอามาใช้ก็ไม่เป็นไรแต่ว่าหลงชอบมันเป็นโลกียรส เป็นอัสสาทะไม่ว่าจะได้กามคุณ ได้โลกธรรมหรืออัตตาก็ตาม อัตตานี่เป็นตัวลึก บำเรออัตตาบำเรอใจ ที่ไม่ใช่กามคุณ ได้บำเรอศักดิ์ศรี บำเรอใจตามสมมุติที่มีได้สารพัด ผู้หมดอารมณ์สุขทุกข์ก็ไม่มีอาการ แล้วรู้ตามโลกสมมุติได้ อย่างอาตมาเรียนศิลปะก็รู้ว่าอย่างใดสวย หรือเพลงแบบไหนๆ ก็รู้แต่ไม่มีโลกียรส ซึ่งไม่ง่าย แล้วมันหลอกคนได้ด้วย หลอกว่าไม่มีแล้ว ผู้ไม่มีในตนแล้วไปหลอกคนอื่นเป็นนักบวชก็ปาราชิก ฆราวาส นั้นไม่มีปาราชิก แต่ว่ากรรมก็คือกรรมอย่าทำเป็นเล่นนะ การวิจัยชนิดนี้ที่อาตมาสรุปลงที่สังกัปปะ 7 คือตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา ต้องรู้ว่าจิตเริ่มดำริ แล้วก็วิจัยจิต วิจัยกาย เวทนา จิต อันนี้ต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้เพราะเป็นโลกุตระ กาย เวทนา จิต ธรรม มีสัมมัปปธาน 4 ต้องพากเพียรวิจัยกิเลสให้ออกแล้วกำจัดกิเลสได้ ทำได้ก็เป็นภาวนาปธานก็รักษาผลเป็นอนุรักขณาปธาน แล้วไล่เป็นคุณสมบัติโลกุตระไปตามลำดับ มีอินทรีย์พละ โดยหลักของโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ไปอีก เป็นโลกุตระ 37 ก็คือทำสังกัปปะ 7 เร ิ่ มดำริก็อ่านเวทนาในเวทนา อ่านอาการ เจตสิกออกว่า นี่เคหสิตะ เกิดจาก ทวาร 6 กระทบ ภายนอก แล้วเกิด สุข ทุกข์ อุเบกขา รวมแล้วเป็น 18 อย่าง ถ้าไปนั่งสมาธิไม่มีการกระทบสัมผัสก็ไม่มีมโนปวิจาร 18 ที่ไหนจะไม่มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายได้เลย ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นมีลักษณะพิเศษระดับปรมัตถ์ 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 ) ที่พูดนี่เห็นใจสงสารที่ท่านสอนผิด พากับบาป ยิ่งอาจารย์ใหญ่ๆนี่ไม่ได้บาปคนเดียว หากสมมุติคุณเป็นเชื้อโรค แล้วคุณแพร่เชื้อนี้ให้คนอีกเท่าไหร่ ไม่ได้บาปคนเดียวนะ แม้จะหลงผิดกรรมก็มีผลนะให้ศึกษาอย่าให้ผิด แล้วแก้ไขอย่าดึงดันดื้อด้านอัตตามานะสูง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ คือหลักของวิปัสสนา อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือหลักสมถะ

เจโตสมถะของพระพุทธเจ้าไม่ได้นั่งหลับตา พระพุทธเจ้าแยกบุคคล 4 ไว้ 1. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ ( พตปฎ. เล่ม 36 ข้อ 10 , ข้อ 137 , ข้อ 525)

ผู้ที่มีปัญญาจะวิจัยวิจาร แล้วรู้ตัวที่จะกำจัดนี่คือกระบวนการทำใจในใจ 7 ข้อของสังกัปปะ จิตดำริขึ้นก็ตามรู้ ถึงต้องกำหนดกรอบศีลให้ แล้วมาวิจัยวิจาร ให้จิตเกิดวิตักกะ จิตดำริแล้วเราก็เห็นพฤติกรรมจิต อาการจิต แล้ววิจัยแยกแยะเข้าไปจนได้ตัวเหตุ แล้วก็กำจัดเหตุไม่ให้มี วิคือ ให้วิเศษ ให้ดีขึ้น ทำได้จิตก็วิเศษจิตเจริญ เราทำอกุศลจิตออกได้ ทำได้ก็เป็นวิตักกะ เสร็จแล้วสมบูรณ์เป็นสังกัปปะ จิตล้างกิเลสได้แล้วจะสังขารปรุงแต่งก็เป็นวิสังขาร สังขารที่ดี (วิ ถ้าแปลทิศเดียว คือไม่ปรุงแต่งไปตามกิเลสเพราะเราปหานมันได้แล้ว) อภิสังขารเพื่อเอามาใช้งาน จะไปสู่วจีสังขาร หากจะเอาไปใช้งานก็ผ่านด่านสมถะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือสำรวจ เลือกเฟ้นแล้วปล่อยให้ไปทำงาน นี่คือฐานตรวจสอบ ฐานแข็งแรง ฐานกำลัง ตรวจสอบให้ดีให้บริบูรณ์อนุโลมปฏิโลมได้เท่าไหร่ จะออกไปทำงานได้เท่านี้นะ พอผ่านด่านก็อภิสังขารหรือวิสังขาร เป็นตัวมโน อยู่ในใจหรือเรียกว่าจิตสังขาร แต่จิตสังขารอันนี้ตัวสำเร็จจริงคือวจีสังขาร ที่ธัมมทินนา กับวิสาขาอุบาสกที่ถามว่า เมื่อตอนเข้านิโรธนั้นสังขาร 3 กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร อะไรดับก่อน การจะปรุงแต่งอะไรดับก่อน ท่านธัมมทินนาก็ว่าตอนจะนิโรธต้องดับวจีสังขาร ใน 7 กระบวนการก่อน เมื่อเสร็จกระบวนการก็เสร็จเป็นนามธรรมจะส่งออกก็ส่งให้จิต การนิโรธแล้ว จะออก จิตสังขารก็เกิดก่อน ขอย้ำในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 16 ข้อ 30 ที่ท่านว่าจิตเกิดดับเกิดดับทั้งวันทั้งคืน เหมือนลิงโหนกิ่งไม้ไปอันนั้นอันนี้เปลี่ยนไป อันนั้นเป็นภาวะธรรมชาติของจิต ไม่ต้องไปทำอะไรมัน แต่ความเกิดดับที่จะต้องดับชาติ ดับความเกิดคืออันนี้ ถ้าทำความดับนี้ไม่ได้ จิตเกิดดับก็ดับกิเลส ให้วจีสังขารดี พอจะเกิด จิตสังขารเกิดก่อนแล้วกายสังขารตามมาวจีสังขารตามหลัง อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขารนี่แหละ อวิชชาไม่รู้อันนี้ สังขารคือกาย คือจิต คือมโน คือวิญญาณ พ่อครูว่า… เป็นไง ฟังธรรมแล้วมีรสปีติ เป็นเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา มันยินดีพอใจ ปีติ โสมนัส เป็นอุปกิเลสยินดีชูใจ ถ้าเราไปติดมันก็จะอยากได้ไม่รู้จบ ต้องเสพรสจัดขึ้นแต่ใครไม่มีก็ดีแล้ว เรามีอุเบกขาเป็นฐานนิพพานตั้งมั่นแข็งแรง เป็นอัปปนา(แน่วแน่) พยัปปนา(แนบแน่น) เจตโสอภินิโรปนา(ปักมั่น) _ ที่ถามมาว่าไม่กำหนดสิ่งใดคืออะไร? พ่อครูว่า… จิตไม่ส่งออกนอก นั้นเราก็ต้องรู้ทั้งนอกและในรู้พร้อมกันหมดเลยขาดนอกหรือในก็ไม่ได้ แม้ว่าคุณจะบรรลุแล้ว ดับกิเลสแล้วคุณก็ยังมีนอกและใน ขาดกันไม่ได้ ตากระทบรูปอยู่ แต่อยู่เหนือมันได้เป็นโสดาฯ ดับกิเลสอบายได้ก็อยู่กับอบาย เป็นสกิทาฯ อนาคาฯ ดับกามภพได้ก็อยู่กับโลกเขาได้ แม้อรหันต์ดับได้หมดก็อยู่กับโลกเขา ไม่ได้หนีไปไหน มันเพี้ยนไปไกลผิดกันมานาน แล้วไปเข้าใจอานาปานสิตก็เอาแต่ภายใน แล้วกำหนดลมหายใจเป็นตัวเป็นตน แต่เป็นลมภายในเล่นลมบนลมล่าง อะไรไม่รู้ การไม่กำหนดสิ่งใดความหมายของเขาคือทำจิตให้ว่าง แม้ตากระทบอะไรก็อย่าไปคิดไปรู้อะไร ไม่ให้วิจัยวิจาร ไม่กำหนดรู้ก็โง่สิ ขนาดเราพยายามกำหนดยังจำไม่ได้เลย แต่เล่นไม่ให้จำ ไม่ให้เข้าใจเลย ก็แย่สิ _ แล้วที่บอกว่า ผัสสะแล้วไม่ตามกำหนดรู้จิตใจ … พ่อครูว่า … ต้องตามรู้กิเลสสิ ให้ตามรู้ตัณหาสิ แต่ก็ต้องตามรู้ตามเข้าใจ แยกแยะวิจัยวิจาร ถ้าไม่วิจัยก็แยกแยะไม่ได้ การไม่กำหนดสิ่งใดก็คือสอนกันเลอะเทอะ คุณไม่มีโอกาสจะรู้สิ่งใดได้เลย จำอะไรไม่ได้เลย ไม่กำหนดอะไรให้มันผ่านไป ตาผ่านรูป หูผ่านเสียง ไม่รู้เลย ชีวิตจะอยู่ได้อย่างไร เดินไปสู่กลิ่นพิษก็ไม่รู้ สัมผัสแล้วก็ไม่กำหนดรู้ เหยียบขี้หมาก็ไม่กำหนดรู้ เราควรกำหนดรู้ให้ชัด แล้วให้รู้ว่าเรามีจิตปรุงแต่งรสโลกีย์ไหม ต้องกำหนดรู้ปรุงแต่ง ว่ามีอัสสาทะโลกีย์อยู่นะ จึงพ้นสังโยชน์ ต้องรู้องค์ประชุมของกายของสัตว์ในวิญญาณฐีติ ถ้าไม่กำหนดรู้นี่ผิดจากพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ รู้สัตตาวาส 9 และวิญญาณฐีติ 7 ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ ไม่ได้ใช้สัญญาอ่านกาย อ่านองค์ประชุม ไม่เข้าใจกระบวนการสังขาร _ กำหนดใจที่กำลังคิดทำใจให้เบาๆ ...อันนี้ที่เขาสอนกัน … พ่อครูว่า … การทำใจให้เบาๆ ลหุตาในรูป 28 แปลว่าความเบา ความเบาเป็นคุณลักษณะของงานของจิต การงานของจิต การงานเบาๆหรือแรงๆก็อยู่ที่คุณจะกำหนดให้เบาหรือแรง ตามที่คุณจะสัจจานุโลมมิกญาณหรือใช้สัปปุริสธรรม วจีสังขารออกเป็นกรรมจะพูดให้เบาหรือแรงอย่างไร มีเจตนา มีประมาณมัตตัญญุตาจึงสื่อเป็นกรรมให้ผู้รับได้ประโยชน์ จิตเบาๆนี่ ผู้ปฏิบัติถึงปริเฉทรูปทำจิตให้ว่างได้เป็นอากาสาฯ ทีนี้จะให้ประมาณกายวิญญัติวจีวิญญัติออกไปเป็นการเคลื่อนไหวทางกาย วจีที่จะแสดงออก คุณมีสัจจานุโลมมิกญาณ สังขารุเปกขาญาณ คุณได้สั่งสมปฏิสังขารญาณให้รักษาผลตั้งมั่นแข็งแรงเพื่อจะยืดหยุ่นได้ขนาดไหนอนุโลมกับเขาได้เบาแรงขนาดไหน ลหุนี่เบา แต่ไม่ใช่ทำใจให้เบาๆไม่มีแรง ก็คืออาการทำใจให้เหมือนกับนิ่งๆ ก็คือสมถะเบาๆเข้าหาว่าง ที่เขาถามมาว่ามีอาจารย์สอนให้ทำใจให้เบาๆคืออย่างนี้ วิการรูปเริ่มที่ลหุตา แล้วมีกัมมัญญุตาจะสังขารออกมาเป็นกาย วาจาภายนอก ให้เป็นกรรมให้แรงให้เบาเท่านี้ด้วยสัปปุริสธรรม 7 จะพูดกับใคร จะว่าแรงๆก็ได้ ยิ่งบางคนก็ให้ว่าเขาได้แรงๆ อาตมาก็ใส่เต็มที่เลย แต่ถ้าบอกว่าเอาแค่นี้เฉลี่ยๆนะ แต่ถ้าวาระนี้เอาแรงหน่อย จิตเราจะมุทุตา จิตเราปรับเปลี่ยนได้ง่าย จิตหัวอ่อนจะให้เป็นอย่างไร แม้เชิงปัญญาก็รู้ได้เร็วไว กระทำได้ทันทีจะมีปฏิภาณไหวพริบเร็ว มุทุตา จึงจัดสรรให้เป็นกรรมการงานที่เหมาะควร ต่อจากวิการรูปก็เป็นวิญญัติรูป ออกเป็นกรรมก็ผ่านลหุตา มุทุตา เราต้องมีความเข้าใจแล้วทำได้เช่นนี้จริง เราอาจเคยทำแต่ก็มาเป็นพยัญชนะเช่นนี้ เราก็ใช้สัปปุริสธรรมไปตามลำดับ หรือว่าเราไม่ค่อยประมาณผิดพลาดแล้วเสียใจภายหลังต้องมีสติรู้ประมาณแล้วจิตจะเร็วไวปรับได้ ใหม่ๆอาจช้าหน่อยพลาดได้บ้าง นี่คือวิการรูป คือการงานที่วิเศษ ไม่ใช่การงานที่บกพร่อง คุณต้องกำหนดรู้จิตเจตสิกคุณ กำหนดแล้วจิตคุณเป็นประธานให้สำเร็จผลอย่างไร คุณดูแลจัดการจิตคุณ เป็นผู้เก่งทางจิต ไม่ใช่เอาจิตเล่นปาฏิหาริย์ แต่ทำให้เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ ท่าน การมีสังกัปปะพอเหมาะก็เกิดวาจาพอเหมาะ เกิดกัมมันตะพอเหมาะ อาชีวะพอเหมาะ ความเพียรและสติอันพอเหมาะจะเกิดสัมมาสมาธิ ในรูป ลักขณรูป 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ไม่ใช่ส ิ่ งที่เราจะทำ แต่เราทำอุปจยะ มันก็ละไว้ในฐานที่เป็นไป เพราะมันทำตั้งแต่วิการรูปออกไปเป็นกรรมแล้ว เรารู้อุปจยะคือเคลื่อนที่อยู่เกิดอยู่ไม่เลิกไม่หมดไป แล้วมันก็จะเชื่อมต่อเป็นสันตติ ปรุงแต่งแรงก็มีพลังงานแรง หมดพลังงานก็สู่ชรตา ทั้งหมดตั้งอยู่อย่างนี้ เป็นอนิจจตา แม้พระพุทธศาสนาก็มีเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไปทั้งนั้น อาตมามาสืบสานศาสนา ศาสนาก็จะสืบต่อไป นี่พูดคุยตัวมากนะ ขออภัย ถ้าไม่มีอาตมาขึ้นมาศาสนาหมดไปแน่ อันนี้ขออภัยที่ต้องพูด ก็มาช่วยต่อไป ถึงต่อไปอย่างไรก็เสื่อมอาตมาถึงเผื่อพอจะอยู่อีก 151 ปี พยายามฟูมฟักต่อไป เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสกับมารที่มาอาราธนาให้ตาย ท่านก็บอกว่าจะต่อ จนเมื่อท่านอายุ 80 ปี มารมาอาราธนาท่านก็บอกว่าจะตายในอีก 3 เดือน เพราะภิกษุ ภิกษุณีเราจำแนก บรรยาย ปรับปวาทะได้แล้วก็จะขอตายในอีก 3 เดือนเป็นวันปรินิพพาน

สิ่งเหล่านี้มีเหตุปัจจัยอยู่ คุณจะพูดกับสังคมก็ต้องประมาณว่าจะแรงจะเบาขนาดไหนก็ต้องทำ อย่างคุณประยุทธนี่เจตนานะ บางครั้งแหย่แรงนะ ศิลปินนี่ต้องแสดงออกให้เหมือนจริง มันจึงจะมีผล ถ้าไปบอกว่า ถ้าว่าเด็กแรงๆแล้วบอกว่าไม่ได้โกรธหรอก แล้วเด็กมันจะกลัวอะไร? อาตมาเจอมาแล้วในยุคที่อาตมาเป็นลูกศิษย์วัด ท่านเจ้าคุณให้เด็กอาตมามาดูแลอีก 3 คน มันซนดื้อมาก แล้วอาตมาดุมัน มันก็ไม่กลัวมันรู้ว่าใจดี อาตมาต้องซ่อนไข่ต้ม ไว้ในข้าวสาร สำหรับกินเย็น มันมีผู้ที่แย่งชิงอาตมาก็ต้องซ่อนไว้ ก็มันรู้ อาตมาดูแลอยู่มันก็รู้ว่าอาตมาใจดี เช่น บอกว่าเดี๋ยวไม่ให้กินข้าวเย็นนะ แต่มันก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ให้กิน แต่ตอนนี้อาตมาดุจริงนะ เขากลัว ใจจริงไม่ได้มีกิเลสด่าดุ ไม่ได้โกรธ แต่ว่าต้องลหุตา หนักแรงก็ต้องทำ ต้องรู้ว่าเราควรทำแค่ไหนอย่างไร แล้วก็ทำให้จริง โลกุตระต่างกับปรมัตถ์ที่ ปรมัตถ์นั้นผู้ศึกษาจิตเขาก็ไม่ใช่ไม่เข้าถึงจิต เจตสิก เขาเข้าถึงแต่รูป 28 นี่เขาเข้าไม่ถึง ปฏิบัติไม่ได้ แต่คนได้โลกุตระแล้วแม้จะยังจำภาษาไม่ได้แต่สภาวะมันมี สายเทวนิยมรู้จิตเจตสิกเก่ง แต่ไม่มีโลกุตระเลย ไม่รู้กายในกาย เลย ไม่รู้เวทนาในเวทนา ไม่รู้เนกขัมมสิตเวทนา ก็จะไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เนกขัมมะคือทำนิพพานให้แจ้งในปรมัตถ์ในโลกุตระ ไม่อย่างนั้นไม่รู้จิตในจิต ไม่รู้มโนปวิจาร ไม่รู้เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นฐานนิพพานก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำได้เก่งแล้วโดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 ก็อนุโลมปฏิโลมเก่ง กิเลสไม่ฟื้นแล้วมีแต่คุณจะอนุโลมยืดหยุ่นกับเขา อรหันต์นี้บารมีสุดท้ายคือเนกขัมมะ กับอุเบกขา

ในบารมี 10 ทัศ 1. ทานบารมี 2 .ศีลบารมี 3 .เนกขัมมบารมี 4 .ปัญญาบารมี 5. วิริยะบารมี 6 .ขันติบารมี 7. สัจจะบารมี 8. อธิษฐานบารมี 9. เมตตาบารมี 10 .อุเบกขาบารมี

ทานต้องเป็นปรมัตถ์ ต้องเป็นการสละออก ได้เนกขัมมะ เพราะปัญญาไม่เข้าใจ ไม่เห็นจิตตนเนกขัมมะ เราลดกิเลสไม่ได้เสริมกิเลส จิตเราเป็นอาริยะไม่ใช่ปุถุชน ทานหรือศีลต้องเนกขัมมะมีปัญญารู้ แล้วทำได้จะมีวิริยะเพียรมากขึ้น มีขันติพากเพียรอดทนจะขึ้น สัจจะก็จะเจริญ สูงขึ้นตั้งมั่นเป็นอธิษฐาน อธิษฐานคือ 1 .จิตตั้ง หรือ 2 .ตั้งจิต คุณจะตั้งจิตอย่างไรก็เท่าที่มีบารมีว่าจะแรงหรือเบาอย่างไร ฝึกขึ้นจิตก็แข็งแรงขึ้น มีเมตตาเป็นตัวงาน อุเบกขาคือตัวพักเป็นแกนจิตสบายว่าง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสสรา ไปตลอดเวลา มีคุณสมบัติอุเบกขาที่เจริญขึ้นๆเมตตาก็ทำไป พระอรหันต์ก็อาศัยเมตตากับอุเบกขาเป็นปรมัตถบารมี คือปฏิบัติ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานเป็นอุปบารมี แล้วจบด้วยปรมัตถบารมี คือเมตตากับอุเบกขา ขอสรุปด้วยธรรมะพระพุทธเจ้าถ้าอาตมาอายุยืนยาวจะช่วยสังคม เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ที่เป็นคุณภาพคุณธรรมของศาสนาพุทธเลย ไม่ใช่สิ่งที่คนเห็นว่าเป็นสิ่งประหลาดๆ มีฤทธิ์เดชอะไรแปลกๆ แต่คนจะเข้าใจว่าปฏิบัติได้จริงจะเป็นประโยชน์กับตน จิตตนสบายจริง แล้วงานการจะมีประโยชน์ต่อโลกจริงๆ อย่างพวกเราหากอยู่ไปนานเข้าจะรู้ว่ามีจริง ไม่ต้องได้ลาภยศสรรเสริญเยินยออะไร แต่ได้ทำประโยชน์ต่อโลกจริง ถ้าเผื่อว่าเกมที่ต่อสู้ อาตมาไม่ได้แพ้เกมของมหาเถรสมาคมนั้นถูกแล้วแต่อาตมาไม่ได้มีความหดหู่ท้อแท้เลย อาตมาก็ทำงานของอาตมาเพราะมันถูกแล้ว ผู้เห็นความถูกของคนถูกเป็นความความผิดก็คือคนผิด ...ก็ถูกแล้ว นี่ อย่างอาตมาทำไปนี่ เขาคณะใหญ่นะ อาตมาจะมีกำลังใจที่ไหนทำ อาตมาทำด้วยไม่มีเงินทอง ไม่ได้เอาโลกีย์มาช่วยเลย ไม่ได้มีอิทธิพล อิทธิเดชอะไร ไม่เอาเดรัจฉานวิชชา เอาโลกุตระสู้อย่างเดียว เอามุ่งมาจนพามาจนสู้ แล้วอาตมาไม่ท้อได้อย่างไร อาตมาเข้าใจสัจจะว่าทำอย่างนี้ถูกแล้ว ผู้ที่เห็นความถูกของคนถูกว่าผิดอยู่ก็คือคนไม่รู้คือคนผิด ...ถูกแล้ว สังคมไทยตอนนี้ ถามว่าควรจะปฏิรูปอะไร?...ควรปฏิรูปธรรมะ แล้วธรรมะจะเกิดได้อย่างไร ก็ด้วยการศึกษา ต้องเอาธรรมะเข้าไปในการศึกษา ขอให้เชื่อเลย อย่าไปหลงตำราเมืองนอก ให้เอาตำราอย่างไทยๆ อะลุ่มอล่วยกันเมตตากัน เอาแบบคนจน เอาอย่างที่สมัยโบราณอาตมาอยู่ไปได้ของฝากของอะไรมา ทำเสร็จแล้วมันหม้อโต ก็ให้ลูกไปใส่ถ้วยไปเดินไปแจก อยู่บ้านใต้ก็เดินไปแจกบ้านเหนือ มันน่าเอ็นดู มันอบอุ่น แต่เดี๋ยวนี้เห็นอดอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน