580304_เทศน์กัณฑ์พิเศษมาฆบูชา งานพุทธาภิเษก ไพศาลี .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580304_เทศน์กัณฑ์พิเศษมาฆบูชา งานพุทธาภิเษกฯ ที่ไพศาลี โ ดย พ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 4 มี.ค. 2558 เป็นวันมาฆบูชา เราก็จะได้มาฟังเทศน์กัณฑ์พิเศษทุกปี มากันเต็มทุ่งศาลีเลย ก่อนจะได้เทศน์ก็จะได้อ่านกวีของ อาจารย์เป็นต้น นาประโคนก่อน ชื่อเรื่องคือ “ฟ้าสะท้านดินสะเทือน” ช่างเหล็กตีเหล็กร้อน สุดแรง เปลวแปลบจึงเปลี่ยนแปลง เหล็กได้ กระแสหลักจำแลง สนิมเหล็กกินลึก ตีสักตั้ง เตือนให้ พุทธห้าม หุ้มสนิม คชสารล้มเน่าแล้ว ทั้งตัว กล้าบอกเอาใบบัว ปกไว้ มารมีหมู่เมามัว มืดมิด ทมิฬเมือง แค้นเข็ดเหนือเจ็บไข้ เน่าเนื้อ แผลใน ตีนช้างเหยียบปากน้อย นกนาน บัณฑิตถูกพวกพาล กดไว้ ผลไม้สุกถึงกาล ร่วงหล่น ลงดิน วิบากกรรมสูไซร้ ก่อสร้างมาเอง ถ่มน้ำลายรดฟ้า คราใด เปื้อนเปรอะเลอะหน้าใคร ไป่รู้ ธุดงค์ดิ่ง ดงใด อวดเด่น ดังฤา พุทธกลุ่มน้อยฮึดสู้ ปราบเสี้ยน ศาสนา ยามกล้าต้องแกร่งกล้า ดุจเพรช ตีสุดแรงให้เข็ด ขยาดเขี้ยว พุทธพวกมากหมกเม็ด ข่ายหมู่ ตนเฮย เลี่ยงหลบ บาลีเลี้ยว หลอกให้คนหลง ตนสร้างตน ถูกต้องก่อนใคร บริสุทธ์ผุดผ่องใส แน่แท้ เพื่อกู้พุทธ เมืองไทย พ้นผิด เพี้ยนแฮ กล้ากู่ตะโกนแก้ ก่อเกื้อ การุณ นานาสังวาเว้น กิจวัตร แยกเพื่ออยู่ปฏิบัติ ต่างไซร้ เราเป็นพุทธบริษัท ปล่อยเสื่อมเสียฤา พลีชีพปกห้องให้ พุทธพ้น ฉิบหาย
และก่อนจะบรรยายก็ขออ่าน เพลงอาริยะหมายเลข 9 แต่งโดยสมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 14 พ.ย. 2522 เพลงอาริยะหมายเลข 9 ( 1 ) เมื่อใด "พุทธ" ปรากฏตนขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งศาสนา ( 2 ) เมื่อใด "พุทธ แท้ๆ ได้ประกาศก้ององอาจกล้าขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น แล
อ่านต่อ
ะ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน ( 3 ) เมื่อใด "พุทธ" แสดงปาฏิหาริย์แท้ๆ ขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งศาสนา และพุทธศาสนิกชน ( 4 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วจับจิต จับใจ มนุษย์ เทวดา นั้นๆ อาการ "ตรึง" ชะงักงัน… "ซ่าซ่าน" ซาบซึ้ง ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้น ๆ ( 5 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ๆ กระทบจิต แล้วบาดจิต บาดใจ อมนุษย์ มาร ยักษ์ อาการ "ฉงน" ร้อนเร่า… "ดิ้น" ดาลเดือดทุรนทุราย ย่อมเกิดขึ้น ในผู้นั้น ๆ ( 6 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วผ่าแตก แบ่ง "ขาวกับดำ" ออกจากกันได้ ไปจนกระทั่ง แม้แต่… แยก "สะอาด กับ ธุลีด่างที่ซ่อนแฝง" ออกจากกันได้ ย่อมเกิดสุขสันติขึ้น ในผู้นั้นๆ และ ในโลกแล้ว ( 7 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กระทบจิต แล้วแตกแยก "ธรรม กับ อธรรม" ออกชัดแท้ "ความแตกแยก" อันถึงสัจธรรมสุดท้าย ย่อมเกิดจริง เป็นจริง ( 8 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ กำลังทำการผ่าตัด ผ่าแตก ผ่าแยก อยู่ ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งพุทธศาสนิกชน ( 9 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ เกิดได้เต็มตัว และยืนได้เต็มรูปแข็งแรง อาการ "โตเร็ว" อย่างน่าฉงน… "เปล่งปลั่ง" แตกเนื้อแยกนวล ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษย์ เทวดาทั่วจักรวาล ( 10 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ เกิดแล้วสมบูรณ์ ปฏิกิริยา เบิกบานแจ่มใส-รู้-ตื่น อันประดุจดังแผ่นดินสงบ สันติ ร่าเริง ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งมนุษยชาติ ( 11 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ๆ แผ่บุญฤทธิ์ อยู่ในชนกลุ่มใดๆ ความ "แตก"ต่าง จะ"แยก" ให้เห็นได้ ว่า "แตกแยก" จากชนกลุ่มที่มีแต่บาป นั้นๆ ย่อมเกิด "ความแตกแยก" อันประเสริฐขึ้นแล้วหนอ ! ( 12 ) เมื่อใด "ศาสนิกชน" ใด รู้ยิ่งใน "เกิด" ไม่หลงใหลกับความ "เกิด" และรู้ยิ่งใน "ตาย" ดับสนิท ทั้งทำ "ตาย" ดับสนิทเองได้ ในตนจริง ย่อมรู้เห็นจะแจ้งในความ "แตก" ต่าง "แยก" ได้ชัดเชิง ( 13 ) และอีกทั้งยังสามารถจับ ความ "เกิด" และ ความ "ตาย" ที่เป็น "ความแตกแยก" กันแล้วจริง นั้น มาใช้ร่วมกัน มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ได้ อย่างราบรื่นเรียบร้อยสันติ โคจรอยู่ ในมหาจักรวาลเดียวกัน ( 14 ) หรือ ต่างคน ต่างเกิด ต่างตาย ต่างคน ต่างอยู่ อย่างรู้เกิด รู้ตาย หยุดถือสากันสนิท ! ปล่อยวางสะเด็ด ! แต่ก็ยังเห็นแจ้งใน "ความแตกแยก" นั้น ซึ่งแน่นอน ! ก็ยังมีอยู่ ด้วยน้ำใจที่เกื้อกูล เข้าใจกันจริง ๆ เป็นปกติ ( 15 ) เมื่อใด "พุทธ" แท้ ๆ ใด เป็น "พุทธ" แน่แล้วจริง เมื่อนั้น ก็จะเห็นแจ้ง "ความแตกแยก" ทั้งที่เป็น ความแตกแยก ทั้งที่เป็น เอกภาพ โอ ! "ความแตกแยก" อันแสนประเสริฐ เป็นสุทธิสัจจะ ได้เกิดขึ้นแล้ว และ ดำเนินไปอยู่ ด้วยประการฉะนี้ 14 พฤศจิกายน 2522
พ่อครูว่า… อาตมารู้สึก ตั้งแต่เด็กว่า คนอายุ 80 นี้แก่ แต่อาตมาอายุ 80 แล้ว ทำไมมันยังไม่แก่ ทำไมเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ได้เป็น อาการแก่อย่างที่เคยมีข้อสรุปเช่นนั้น คือร่างกายเราก็ไม่ได้น้อยหน้าใครนะ ก็อาจมีบ้างนิดๆหน่อยๆ ไม่คะนองเหมือนกันหนุ่มแน่นๆทีเดียว อาตมามาทำงานทางศาสนาด้วยใจจริง ไม่เคยวอกแวก ไม่เคยมีอะไรคิดถอยหลังเลย ไม่มีจิตเอียงเท แต่มีจิตทุ่มตรงเลย 90 องศา ตั้งแต่ไหนๆมา ตั้งแต่ออกบวชจนถึงวันนี้ ทำงานมาก็ยังมุ่งมั่น เห็นเรื่องของศาสนา เรื่องพุทธธรรม มีกระแสแห่งความเป็นพุทธธรรมเปลี่ยนแปลงไป ในด้านที่ไปสู่ความเสื่อมก็ชัดเจน อาตมาว่า พวกคนตาบอดก็คงเห็นได้นะ ไปถามดู เราเองเป็นพุทธ ก็จำเป็นที่เราต้องว่า ติเตียน ปฏิกโกสนา แม้ว่าจะแยกออกมาแล้ว ตามธรรมพระพุทธเจ้า ตรงธรรมวินัยแท้ เป็นนาสาสังวาส พอถึงวันนี้มันแยกแตกชัด อย่างเพลงอาริยะหมายเลข 9 อาตมาไม่ได้ทำถึงอักโกสะที่เป็นการด่าการแช่ง พูดให้เขาเสียหายล้มละลาย เราไม่ได้ทำหรือไม่ได้ทำแบบอุกโกฎนะ คือพูดอย่างไม่เที่ยงธรรม คนโค้ง ลำเอียง จะไปรับสินบนเขามาก็ตาม หรือว่า อุกโกเตติ หรือว่ารื้อฟื้น ยกเรื่องมาใหม่ จริงๆที่พูดนี่เป็นเรื่องปัจจุบันที่เขาขึ้นมาเอง ลักษณะของสัจธรรม ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าหยั่งลงถึงราก ถึงแดนเกิด โยนิโสมนสิการ แปลว่าการทำใจ เราจัดการใจของเราเป็น จัดการใจเราได้ จนถึงแก่นเชื้อ Genesis เป็นตัวต้นกำเนิ ด เลย โยนิโสมนสิการคือ Genesis Doing ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า Genesis doing นั้นงามเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มีของจริง อ่านอาการใจเป็น พ้นวิจิกิจฉา (สังโยชน์ข้อ 2 ) แล้วกายตัวนี้คือ จิต คือมโนคือวิญญาณ เริ่มต้น แต่ consciousness กระทำใจในใจตั้งแต่ระดับนี้ ปฏิบัติกับความคิด ความรู้สึกรวมกัน ทำการเปลี่ยนแปลงตนเอง ที่ทำได้ก็ต้องจับตัวกิเลสได้ แล้วทำการจัดการกิเลสได้สำเร็จ มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ มีอัพภูตธรรม อัศจรรย์อย่างไม่เคยมีมาก่อน ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิด ความจริงอันนี้ไม่เกิด คนไม่มีความรู้อันนี้ ตั้งแต่บวชมาจนบัดนี้ไม่สงสัย ยิ่งเห็นจริงว่าเป็นหน้าที่ของเรา มีสิ่งจริง ที่เราต้องทำหน้าที่จัดการ ไม่ได้ไปรบราฆ่าฟัน แต่จัดการให้ห่างออกไป อย่ามาสามารถทำให้เนื้อแท้นี้เสื่อมได้ อาตมาจึงจำใจ ตั้งแต่บวชมาในกลุ่มใหญ่ จะเห็นได้ว่า อาตมาลาออกมาจากกลุ่มใหญ่ ถูกหรือผิด....ถูก ตอนแยกมา กระแสหลักเขาก็ไม่ได้เห็นว่าเป็นอะไร แยกมาแค่ 20 กว่ารูป เขาไม่รู้สึกรู้สาหรอก มาถึงวันนี้ ตอนนี้ก็ได้เห็นความดิ้น ตามเพลงอาริยะ หมายเลข 9 ที่บอก เมื่อใด "พุทธ" ปรากฏตนขึ้น ปฏิกิริยาแตกตื่น และ สั่นสะเทือนหวั่นไหว อันประดุจดังแผ่นดินไหว ย่อมเกิดขึ้น ในโลกแห่งศาสนา ก็จะเกิดอาการต่างๆ ซึ่งชาวพุทธที่เป็นพุทธแต่ในทะเบียนก็ไม่รู้สึกรู้สา แต่พุทธศาสนิกชนที่มีสำนึกจะรู้สึกว่า ศาสนาเป็นอะไร คนเหล่านี้จะแตกตื่นสั่นสะเทือน สามารถเกิดปฏิกิริยาต่างๆกัน เพราะผู้ยึดถือศาสนาแบบผิด เขาก็ยึดแบบผิด ผู้ยึดแบบถูกก็ยึดแบบถูก เป็นธรรมชาติของคนที่ต้องมีความยึด ยึดไว้อาศัย กับยึดมั่นถือมั่นก็ต่างกัน คนที่เรียน เข้าใจอาการจิตตนและได้หัดปล่อยวางแล้ว เราเป็นคนมีศาสนา มีธรรมะก็ย่อมต้องรู้สึก และมีสำนึก มีเนื้อแท้ของความเป็นธรรมะ ศาสนา เช่น คนที่มีธรรมะที่ดูได้ เข้าใจได้ เห็นได้ ดูแค่ภายนอกก็ได้ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริตต่อหลักศาสนา ศีลเป็นเครื่องชี้ชัดของศาสนา ตั้งแต่ภายนอก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เห็นได้ว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร แม้มีกามก็ประมาณนั้นไม่จัดจ้านแรงมากเหมือนทางโลกเขา ไม่พูดปด ไม่มีอบายมุขในชีวิต เป็นธรรมดาสามัญ หลุดพ้น วีติกมกิเลส ก็หมดแล้ว ถ้าไม่มีใครสอนก็ไม่ตรวจสอบ ถ้าใครมีตั้งแต่ไหนๆก็เรียกว่าได้ฟรี มีภูมิโสดาบัน มาแล้ว หรือใครเป็นลิงลมอมข้าวพอง เป็นไปตามเขา ไปแย่งกาม โลกธรรมตามเขา อาจทุจริตบ้างตามเขา ไม่ร้ายแรงอะไร ก็มีคุณธรรมมาแต่ปางบรรพ์แล้ว เพราะคุณธรรมพระพุทธเจ้าได้แล้วได้มาเลย ฝังใน DNA เป็น genesis แต่มาถูกครอบงำไปกับโลกตามกระแสไปบ้าง ตามวิบากบ้าง แต่สุดท้ายก็มาเป็นตนของตนเอง เป็นตถตา เป็นสัจจะจริง ของพระพุทธเจ้าเรียกว่าตถาคตา ส่วนของอาริยะอื่นเรียกว่า ตถตา เราดับกิเลสใดได้ถาวร นิจจัง ทุวัง สัสตัง ก็จะมีของจริงเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต เบื้องต้นก็ปฏิบัติใน Consciousness ตั้งศีล 5 ละกิเลสในศีล 5 พอทำได้กิเลสหมดไป จิตขั้นสอง คือ subconsciousness ก็จะขึ้นมาให้เราอ่านรู้ได้ นี่คือทฤษฎีพระพุทธเจ้าที่ดับได้ถึงจิตใต้ก้นบึ้งเลยเป็น Unconsciousness ได้ แต่การนั่งหลับตาสมาธิ ไม่ใช่ของพุทธ แต่ถ้าเข้าใจก็ทำได้อย่างสัมมาทิฏฐิ อาตมาไม่ได้ตีทิ้ง สมาธิหลับตา แต่บอกว่าไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นสมาธิครองโลกเลย สมาธิของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปแล้ว สองพันหกร้อยปีแล้ว แต่ก็ยังดีมีหลักฐานในมหาจัตตารีสกสูตรอยู่ เป็นหลักฐาน ท่านบอกว่าให้ปฏิบัติมรรค 7 องค์ ไม่ได้ให้ไปทำกสิณ ต่างๆนานา ที่สะกดจิตกัน ของธรรมกายมันเพ่งลูกแก้วไม่มีในกสิณ 40 เขาก็ทำจนแพร่ลัทธินี้ไปครอบงำโลกเลยก็ทำกันอยู่ ดึงศาสนาพุทธไปเป็นของเน่าเละเลย แม้แต่สัมมาสมาธิก็เกิดจากการสั่งสมของมรรค 7 องค์ และต่อมาท่านก็บอกว่ามิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิต่างกันอย่างไรเพราะเป็นประธานของมรรค หากมิจฉาทิฏฐิแต่ต้นก็ไม่เกิดผลของพุทธ เบื้องต้นพุทธสอนให้ทำบุญกิริยาวัตถุ เป็นทาน ศีล ภาวนา คือสัมมาทิฏฐิ 3 ข้อแรกเลย คือทินนัง(ทาน) ยิตถัง(ศีล) หุตัง(ภาวนา) แต่เขาก็เข้าใจกันไม่ได้ ทำให้ปฏิบัติแล้วไม่มีผล เช่น การไหว้เจ้าแล้วก็ไม่รู้ว่าจิตเราเจริญไหม แต่ของพระพุทธเจ้านี้ให้อ่านจิตเลยว่าได้ลดความโลภไหม ไม่ใช่ให้ได้สวรรค์นิพพานเป็นบุญใหญ่ แท้จริง บุญคือการชำระกิเลส หมดกิเลสแล้วก็หมดบุญ เป็นอรหันต์ จบไม่ต้องทำบุญอีก เพราะบุญคือเครื่องมือปฏิบัติ เป็นเครื่องชำระกิเลส ไม่ใช่ก้อนกุศล ที่ต้องได้อาศัยอะไร อรหันต์เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ หมดบาปแล้ว ก็ไม่ต้องทำบุญอีก สัพพปาปสอกรณัง ทำแต่กุศล กุสลสูปสัมปทา เพราะได้ทำจิตให้หมดจดจากกิเลสแล้ว สจิตตปริโยทปนัง ธรรมะพระพุทธเจ้าลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว ทำตั้งแต่หยาบ ภายนอกไปถึงละเอียดภายใน ตั้งแต่ วีติกมกิเลส consciousness แล้วมาทำที่ ปริยุฏฐานกิเลส subconsciousness แล้วก็กระทบสัมผัสข้างนอกอยู่ เพื่อให้ได้จัดการกับ อนุสัยกิเลส unconsciousness หรือว่า จัดการตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา แล้วล้าง มโนมยอัตตา และก็ อรูปอัตตา อย่างมีจิตวิเคราะห์ psychoanalysis สามารถทำลาย กำจัดกิเลสในจิต ฆ่ากิเลสได้จริงเลย หรือจะใช้ภาษาว่า selfishness killing ฆ่าความเห็นแก่ตัวเลย คือรู้วิธีแล้ว ก็จัดการด้วยไฟฌาน ที่จะเป็นไฟกองใหญ่ไปกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ที่จะทำลายปหาน จนหมดแก่นเชื้ออรูป จนหมดอนุสัย อาสวะ กำจัดถอนรากเหง้าออกจากจิตได้เลย สามารถทำความจริงฆ่ากิเลสได้ จนจิตบริสุทธิ์ได้ อาตมาก็เลยตั้งโศลกว่า “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด” ดูทางโลกเหมือนเราแพ้ อย่างคดีอาตมา แต่อาตมาก็บอกว่าแพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคง แพ้ได้แพ้ทางโลก ที่จริงไม่ได้แพ้เลย แล้วเชื่อไหมว่าอาตมาจะพาชนะ ไม่ได้เอาแพ้เอาชนะ คุณทำความสะอาดบริสุทธิ์ให้ได้ ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมเถอะ ถ้าทำได้บริสุทธิ์ได้ แพ้หรือชนะก็แค่ของแถมเราไม่อยากแพ้ชนะแต่ชนะได้มันก็ดีใช่ไหม วิธีของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาอธิบายไปแล้ว รับรองว่า อัสสุตัง อัพภูตธรรม เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้ตนเป็นความดีงามประเสริฐขึ้น นอกนั้นมีแต่ทำงานรับใช้คน คนขี้เกียจไม่มาหรอก คนเข้าใจก็จะคิดว่า วิชาการเหล่านี้ทำให้เราหายขี้เกียจก็จะชอบใจ แต่ว่าคนเห็นแก่ตัวก็จะไม่เห็นดี ว่ามาทำงานรับใช้คนอื่น ทำให้คนอื่น จะดีอย่างไรเขาจะไม่มาหรอก คนจะมาเอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาล้างความเห็นแกตัว ความขี้เกียจก่อนเลย แล้วจะขยันสร้างสรรขึ้น ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อมไปแล้ว แต่อาตมามั่นใจว่า พุทธแท้ๆก็ได้หยั่งลงได้เช่นกัน ตามเพลงอาริยะหมายเลข 9 ศาสนาพุทธไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยก แต่เป็นความแตกต่าง ผู้ใดทำสังฆเภท ผู้ใดทำให้สงฆ์แตกแยก เช่น ปาราชิกเป็นต้น หรือต้องแตกต้องแยกกัน อยู่กันคนละฝ่าย แม้จะทำชั่วถึงปาราชิกก็ตาม ไม่มีการร่วมกันแล้ว เป็นนิกาย คือไม่เป็นองค์ประชุมกันได้ พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ ใครทำก็มีอนันตริยกรรม สูงสุดพระพุทธเจ้าท่านให้ทำแค่นานาสังวาส อย่างธรรมกายก็ได้แค่นานาสังวาส ศาสนาพุทธสูงสุดให้แยกแค่นานาสังวาส โอ ! "ความแตกแยก" อันแสนประเสริฐ เป็นสุทธิสัจจะ ได้เกิดขึ้นแล้ว และ ดำเนินไปอยู่ด้วยประการฉะนี้ หมายความว่าต้องแยกแล้ว เช่น เป็นปาราชิกแล้ว ก็ต้องแตกแยกกันจริง แต่แตกแยกอย่างสุทธิสัจจะ นี่คือสุดยอดของศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่แยกอย่างนิกาย แต่ปาราชิกก็แยกเด็ดขาด สิ่งแตกแยกเป็นสัจจะ เป็นสัทธรรม ที่เป็นธรรมดาของความจริงว่าจะต้องเป็นเช่นนั้นเอง คนผิดย่อมเปิดเผยความผิดของตนไม่ได้ เขาจะพยายามปิด ไม่กล้าเปิดเผย ทั้งโกง ใช้เล่ห์ เพราะว่ามันอาย กลัว โกง ส่วนคนถูกย่อมเปิดเผยความถูกของตนได้ กล้าเปิดเผยความถูกต้องของตน ไม่เก้อไม่ยากไม่อายไม่กลัว ไม่โกง ไม่บิดพลิ้ว แต่อย่างใด ยิ่งมีการกระทำที่กระทบต่อส่วนรวม ที่ปรากฏการณ์เกิดของแต่ละกลุ่มย่อยที่กระทบต่อสังคม ที่เกิดความผิด มีอาการปกปิด บิดพลิ้ว หมักหมม เน่าใน เกิดขึ้นหนักในสังคม มันจะเน่าเท่าใดก็แล้วแต่ ก็ไปบังคับกันไม่ได้ แต่ทุกคนก็พยายามมีมารยาทของเขาเป็นธรรมชาติ สังคมยิ่งต้องกระทบส่วนรวม มีปรากฏการณ์พิเศษที่สังคมต้องพยายามทำให้เกิดความถูกต้องให้ได้ ยิ่งต้องมีอาการเปิดเผย เพื่อจะแก้ เพราะสังคมยิ่งเน่าใน ยิ่งปกปิดกันอย่างที่เป็น เราจึงต้องทำให้เกิดพฤติกรรมสังคม ให้มีปรากฏการณ์วิเศษในสังคม มีอาการเปิดเผย เพื่อแก้ปรับปวาทะ(คือคำสอน คำพูด ที่คลาดเคลื่อน วิปริตผิดเพี้ยนไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า) เราต้องทำความถูกต้องให้ปรากฏสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่สามารถทำให้ปรับปวาทะให้ถูกต้อง ตอนนี้การทำให้วิปริตผิดเพี้ยนสัทธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมากเกินไปแล้ว ทุกอาการเคลื่อนไหวทุกวันนี้ ในกระแสสังคม ความผิดของสัทธรรมพระพุทธเจ้า กำลังทำการปกปิดบิดพลิ้ว ทั้งหน้าไม่อาย ทั้งกลัว ทั้งไม่กล้า คนผิดไม่อยากเปิดเผยกัน เขาจะทำหนักอย่างไรในพฤติกรรม ความถูกต้องสัทธรรมของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งน่าเปิดเผยมากเท่านั้นเพื่อยืนยันสัจจะ ผลถูก แม้ว่า เราจะยังไม่รู้ชัดว่าอะไรถูกหรือผิดก็ตาม คนที่เขาไม่มีปัญญารู้ชัดเจนก็ตาม ก็ยังอยากจะให้ความถูกเปิดเผย ยิ่งคนที่รู้จักความถูกต้องความผิดที่แท้จริงแล้ว ต้องออกมาช่วยกัน เราทำแบบที่เราเป็นนี่แหละ เป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนจน ซึ่งคนเข้าใจยากเหลือเกินว่ามาเป็นคน คนจนนี่ประเสริฐ มีกินใช้เป็นบริขาร เครื่องอาศัยเท่าที่จำเป็น อย่างอนาคาริกชนท่านก็สุขสงบ อยู่กับหมู่นี่แหละ มีพฤติกรรมสังคม ที่เป็นแบบอย่าง ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า แล้วเรามีในหลวง ที่มีพระจริยวัตร ที่ชัดเจน อาตมาสัมผัสคำตรัสของในหลวงแล้วก็สามารถรู้ว่า ท่านมีพระปัญญาธิคุณ รอบรู้ขนาดไหน ที่ไม่ใช่ความรู้ของปุถุชน ยุคนี้ถ้าไม่พิสูจน์ยืนยันว่าทำแบบคนจนไม่มีทางแก้ไขทุนนิยมได้ ทำแบบอื่นไม่ได้ ต้องมาจนมหัศจรรย์ ตัวเองจน หมู่กลุ่มจน แต่อุดมสมบูรณ์ พอเป็นไปใช้สอย ไม่กักตุนสะสม สะพัดออกเกื้อกว้าง คนจะมีชีวิตเช่นนี้ได้ต้องมีของจริง ไม่กดข่ม ไม่ลำบากลำบนอะไร แม้เราจะไม่หมดกิเลสก็ปฏิบัติไปจนหมด เป็นอนาคามี มีแต่กิลมถะ ก็ลดละไป จนหมดกิลมถะ หมดวิปฏิสาร ก็เหลือทรถะ สุดท้ายเป็นอรหันต์ อยู่กับขันธ์ที่เป็นภาระ ภาราหเวปัญจขันธา เราก็ใช้ขันธ์ 5 ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ทำงานนี่ลำบากนะ ถ้าไปแย่งเขาก็ลำบากเช่นกันแต่ว่าไปช่วยเขานี่ลำบาก แต่เป็นความดีประเสริฐ ในหลวงตรัส เศรษฐกิจพอเพียง ท่านเป็นผู้ใหญ่ก็ตรัสอย่างประนีประนอม แต่อาตมาเน้นได้ เป็นหน้าที่ของอาตมาต้องทำ มาถึงวันนี้แล้ว มาประกาศความจริง ได้ว่า แม้ทุกวันนี้ หากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อรหันต์ก็ยังมีอยู่ ในสัมมาทิฏฐิ 10 มีโลกนี้โลกหน้า ที่ไม่ใช่แค่กายแตกตายไปเท่านั้น แต่ว่า เป็นโลกของจิตวิญญาณ ที่เกิดและดับ ไม่ใช่เกิดดับอย่างที่เขาว่าจิตก็เกิดดับตลอดเวลา แต่พระพุทธเจ้าท่านให้กิเลสดับแล้วกุศลเกิด อย่างเห็นแจ้งรู้ชัด รู้ชาติ 5 อย่าง มันพาเกิดตรงไหน แล้วมันทำให้ดับได้ กิเลสตายไปจนจิตสะอาด สัตว์นรกตาย อุบัติเทพเกิด กิเลสหมด เป็นวิสุทธิ์เทพ มันไม่หมดก็รู้มันจริง จับตัวมันได้ ต้องมีญาณเห็นของจริง มันเกิดก็รู้ มันดับด้วยเราทำให้มันดับได้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วไปทำดับ เป็น อสัญญีสัตว์ หรือเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เป็นการเห็นความเกิดความดับอย่างแท้จริง เมืองไทยเมืองพุทธต้องกอบกู้ ต้องสร้าง เศรษฐศาสตร์แบบพุทธ แบบพอเพียง แบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จบ