580304-ทวช.พุทธาภิเษกฯที่ไพศาลี พุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจกาย จึงไม่มีนิพพาน ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข20 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580304-รายการเทศน์ท ำวัตรเช้า งาน พุทธาภิเษกฯ ที่ไพศาลี เรื่อง พุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจกายจึงไม่มีนิพพาน 1 โดยพ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้วันมาฆบูชา วันที่ 4 มีนาคม 2558 เริ่มต้นมีคนให้ประกาศรับสมัคร นศ.เข้าเรียน รร.อาชีวะที่บ้านราชฯ หรือ ว.สว. 1 .สา ข า วิชายานยนต์ 2 .สาขาวิชาช่างต่อเรือ เราเปิดสาขาใหม่คือ ช่างต่อเรือ ซึ่งบ้านราชฯนี้มีเรือมาก เรือใหญ่ด้วยที่เป็นเรือไม้ เราอนุรักษ์เอาไว้ อาตมาพยายามปลุกชีวิตแม่น้ำมูนให้มีชีวิตชีว า มีการคมนาคม มีการตลาด การค้ากัน เราเปิดเรียนสาขาใหม่คือช่างต่อเรือ จะมีทั้งเรือเหล็ก เรือไม้ ทั้งซ่อมและสร้างเรือกัน ให้เรียนกัน อยา ก สร้าง ดูแลรักษากันเป็นชีวิตเป็นอาชีพเลย และ 3 .สาขาวิชาพืชศาสตร์ 4 .สาขาวิชาการตลาด ทั้งหมด 4 สาขา เริ่มตั้งแต่ระดับ ปวช. และมี ปวส. มี 1 .สาขาวิชาพืชศาสตร์ 2 .สาขาวิชาการจัดการทั่วไป สาขาวิชาการถ่ายภาพและมัลติมีเดีย 4 .สาขาวิชา … .. รับสมัครตั้งแต่ 1 เม.ย. 2558 ติดต่อรับใบสมัครที่ คุรุเนียนใจ กลางสอน และคุรุคะนึงนิตย์ ศรีสุข ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ในงาน อีกอันหนึ่ง คือ ผู้สนใจสมัครผู้ช่วยทำงาน สถาบันสัมมาสิกขาวิชชาราม(ส.สว.) หรือ SVI ทั้งเต็มเวลา และบางเวลา ไม่จำกัดวุฒิ โดย เฉพาะอาจารย์ประจำหลักสูตร สัมมาชีววิถีเศรษฐกิจพอเพียง มีเนื้อหาหลักในการ ศึกษา โดยมีศาสนาเป็นแกนหลัก และสามารถประกอบสัมมาอาชีพได้ อยากจะรับอาจารย์ประจำ จำนวน 2 คน ต้องจบ ป.โท รับแบบสอบถามได้ที่ หมอทศพล เปี่ยมสมบูรณ์ ใครจะช่วยก็เชิญ มาเป็นอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ของเราทุกคน ฟรีหมด ไม่มีเงินเดือน เบี้ยเลี้ยงอะไร ทำงานฟรี ซึ่งทางโลกเขาทำไม่ได้ แต่ของเราทำได้ แล้วเราพยายามเพิ่มเป็นอุดมศึกษา ก็ยังไม่เรียบร้อยสักที ก็ค่อยพากเพียรไป แม้ว่าจะรู้สึกว่

อ่านต่อ

ามันไม่พร้อมทั้งนิตินัย แต่พฤตินัยเราทำตลอดเวลา ของเราเป็นการให้ความรู้แก่คนจริง เราไม่ได้ทำเพื่อการค้า หรือเอาอามิส เราทำเพื่อสร้างความรู้ ความดี เรามีหลักปรัชญา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา สิ่งที่นำคือศีลเด่น หรือธรรมะ เราจัดไว้ถึง 45 % เป็นงาน 35 % และวิชาการ 25 % แต่วิชาการ นี้เราก็ทำให้ได้รู้เต็มเท่ากับของเขา 100 % เด็กเราจบไปก็ไปเรียนรู้กับความรู้ข้างนอกได้ ไปสอบไปเรียนอุดมศึกษาต่อได้สบาย จบ ป.โท ป.เอก มาก็เยอะ ได้เกียรตินิยมด้วย ส่วนอุดมศึกษาเราก็ได้มีของเรา ให้ใบรับรองของเราเองไม่ได้มีนิตินัยอะไร แต่วิทยาลัย ปวส.นี่เป็นนิตินัย แต่ว่า ป.ตรี ยังไม่มีนิตินัย พูดถึงเรื่องที่เป็นชีวิตของเรา วันนี้ “ วันมาฆบูชา ” เราจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของสมเด็จปู่วิชิตอวิชชา เป็นองค์แรกที่เราจะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของปางนี้ องค์นี้เป็นหินทรายสลักทั้งแท่งตัน ในเวลา 8:30 น. สมเด็จปู่ออกงานไปชุมนุมประท้วง แสดงอานุภาพของท่านตามมีจริงเป็นจริงก็ว่ากันไป ส่วนเย็นก็จะมีการเทศน์กัณฑ์พิเศษ ของมาฆบูชา มาเข้าสู่บทเรียน เป็นคน เกิดมาเป็นคน อาตมาไม่ได้บังคับใคร แม้แต่น้องๆ เป็นคนเกิดมาแล้ว อาตมาเห็นจริงเห็นจังเลยว่าชีวิตมนุษย์เกิดมาชาติแล้วชาติเล่า ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเท่ากับธรรมะ ที่เป็นโลกุตรธรรม เกิดมาแต่ละชาติได้โลกียธรรม ไม่มีเที่ยง สมบัติผลัดกันช ม ไม่มีแก่นสาร Root แห่งชีวะ ไม่มีรากแห่งชีวิต แต่ โลกุตระนี้มี Root of life เป็นเชื้อทางจิตวิญญาณ เป็นเชื้อหยั่งลงไป เพาะลงไปที่ DNA เป็นเชื้อนามธรรมทางจิตวิญญาณ ที่พูดนี้อาตมาก็ประกาศออกไปจนหมดเนื้อหมดตัวแล้ว จิตวิญญาณพระพุทธเจ้านี่ ศึกษาแล้วรู้จักสภาวะจิตวิญญาณแท้จริง ไม่ได้เรียนเฉพาะภาษา แต่เราจับสภาวะ จิต มโน วิญญาณได้จริง แล้วสร้างได้จริง เห็นจริงเป็นของจริง แล้วทำให้เป็นอารยธรรม โลกุตรธรรม ซึ่งทุกวันนี้มันเพี้ยนไปหมด แม้เมืองไทยเมืองพุทธก็เป็นพุทธปฏิรูป เนื้อแท้เนื้อธรรมหายไปหมด ออกนอกพุทธ กลายเป็นเรื่องตกแต่งประดับประดา แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปหมด พระพุทธเจ้าท่านว่า สักการะนอกขอบเขตพุทธ นั้นยิ่งกว่าแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ที่เขาพยายามเรียนรู้บุญทำบุญ แต่เขาไม่รู้จักบุญ เขาว่า บุญคือกุศล ซึ่งอาตมาได้หลักฐานว่า บุญคือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ คำว่าสันตานังคือ จิตวิญญาณ และปุนาติ คือชำระ วิโสเทติ คือให้สะอาดหมดจด บุญไม่ใช่สภาวะความดีงามเหมือนกุศล ส่วนกุศลนั้นอย่างหนึ่ง เป็นผลวิบากที่จะได้รับสนองตอบ แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติจะไปนิพพาน แต่ไม่ได้รู้จักนิพพาน และไม่รู้จักบุญ ไม่รู้จักกาย มโน วิญญาณจริง อย่างสัมผัสเองจริง คือจะต้องสัมผัสจริง เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นนักวิทยาศาสตร์ แล้วทำให้จริง จนกิเลสหมด หรือมีเชื้อ DNA ของโสดาบัน แต่โสดาปัตติมรรค ยังไม่เกิดเชื้อจริง โสดาปัตติมรรค มี 4 ขั้น คือ โสตาปันนะ คือเริ่มรู้จักจับกิเลสในกาย(องค์ประชุมรูปและนาม) ได้ แล้วสัมผัสตัวกิเลสได้อย่างรู้ตัวกิเลสจริงเรียกว่าอัตตา ตัวตนกิเลส พอได้แล้วก็พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ (ข้อ 2 ) ว่าใช่นามธรรมตัวนี้ของเราเอง ว่าเป็นสักกายะ แล้วเราก็มีวิธีเรียกว่า ศีลพรต ผู้ใดมีสัมมาทิฏฐิก็ใช้วิธีนั้น ไม่ว่าจะ มรรคองค์ 8 หรือ โพธิปักขิยธรรม 37 หรือจรณะ 15 ก็คือมีรูปและนามประกอบกันเสมอ คือกาย เน้นที่นาม แต่ว่าต้องมีรูปประกอบเสมอๆ เราจะรู้ว่าจิตเราเป็นกิเลส มีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส อย่างไร ก็ต้องอ่าน ว่านี่คือ กิเลสในจิต กิเลสคือจิต แล้วทำกิเลสลดได้ มันไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแบบเพิ่มขึ้น เป็นปุถุชน เราก็รู้ กิเลสเราไม่ลดไม่เพิ่มก็ได้แค่นั้น แล้วถ้าเราทำให้กิเลสลดได้ก็เป็นอาริยชน มีของจริงยืนยัน สัมผัสรู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นมันไม่เที่ยง พ้นสีลลัพพตปรามาส เห็นของจริงเลย มันลดได้โดยอนุปัสสี 4 กิเลสลดหรือเพิ่มก็รู้ ต้องเห็นความจริงอย่างไม่งมงาย ไม่เอา ไม่จินตนาการ ต้องรู้จัก รู้แจ้งรู้จริงในการลดละนั้น เห็นกิเลสลด จนกิเลสดับก็ทำต่อ ให้จิตสงบรำงับได้ก็รักษาผล เป็น อาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ให้เกิดอเนญชาภิสังขารให้เป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พ้นสีลลัพพตปรามาส คือทำให้กิเลสลดได้ ตามเห็นรู้อนุปัสสี 4 (อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี) สรุป โสดาบัน ขั้น ๒ อวินิปาตธรรม ก็ต้องทำให้กิเลสลดลงไปอีก อวินิปาตธรรม อย่าให้ตกต่ำ ต้องไม่ตกต่ำให้เป็นปกติธรรมดาจนเป็นขั้นที่ 3 ขั้นที่ 3 นิยตะ เที่ยงแท้ ขั้นที่ 4 เป็น สัมโพธิปรายนะ คือเที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ต่อไป เราทำได้อย่างสัมมาทิฏฐิ หากทำถึงนิยตะ นี่คือทำให้ได้แก่นเชื้อโลกุตระใส่จิตวิญญาณ อย่างแท้จริง อาตมาทำงานศาสนามา 45 ปีแล้ว ใครตั้งใจฟังดีๆจะชัดเจน ไม่ใช่ของสูญเปล่าธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องกลับคืนมา ประเทศไทยกำลังฟื้น ทางการเมืองก็กำลังฟื้น ทำกันอยู่ก็ขอให้กำลังใจ ถ้าถึงเวลาอาตมาก็จะลงไปช่วย

ของพุทธรู้กันได้ ไม่ใช่แค่สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล แต่ว่าเห็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ก็รู้ไปถึงมโนได้ว่า จิตของเขาเป็นอย่างไร จิตของเขามีความเป็นลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาขนาดไหน ซึ่งเป็นวิการรูป 5 รู้ด้วย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกรับกลิ่น ลิ้นรับรส ท่านก็จะรู้ถึง ลหุตาหรือคุรุตา ก็ประมาณได้ว่าความต่างเป็นอย่างไร หนักเบาต่างกันอย่างไร น้ำหนักความเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ซึ่งเกี่ยวกับรูป นาม ต่อเนื่องถึงจิตภายใน ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ขาดกัน จะรู้สันตติที่ต่อเนื่องกัน รู้ถึงลักขณรูป อีก 4 เป็นความไหวของนามธรรม เริ่มมีวิญญัติเกิด ก็จะพอรู้ตามบารมีของผู้รู้ได้ จะรู้จักอุปจยะ ชรตา รู้จักจุดเชื่อมต่อ สันตติ และรู้อนิจจตา มี 4 ลักษณะนี้ ผู้สามารถรู้รูปรู้นามก็สามารถอ่านสภาพได้ อ่านได้ตั้งแต่ภายนอกหยาบใหญ่ จนถึงภายในได้ รู้สภาพที่ดับสูญหรือเสื่อมมาจนดับ ถ้าดับก็สูญ ดับของรูป ดับของนามก็รู้ จะรู้พลังงานเป็นอินทรีย์ ว่าชีวิตมันเกิดหรือดับแล้ว ดับถึงขั้นจิตดับ หรือยังไม่หมดจิตยังมีพีชะเป็นเอกพีชีก็รู้ อย่างมนุษย์จิตหมดไป แต่ยังเหลือพีชะ เป็นมนุษย์พืชเป็นพีชะ ระดับพลังงานพีชะไม่มีจองเวร ไม่มีพยาบาท ไม่รักไม่ชัง ไม่มีเวร ไม่มีบุญอะไร พวกที่ไม่เรียนโลกุตระ ก็ไปยึดมั่นถือมั่นจิต เป็นก้อนแข็งอยู่ ดับดิ่งภายใน แม้กายนี้แตกดับแล้ว แต่จิตยึดอยู่ ไม่ยอมปล่อย มีอัตตาจัด ก็มีผมงอก เล็บงอกอยู่ อย่างพวกนั่งหลับตาสมาธิ สะกดจิตลงสู่อนุสัย ตายไปก็ไม่ฟื้นแล้ว พลังงานทางจิตก็ยังตกค้าง มีพลังงานเหลือเศษ ตัวผิวหนังก็ค่อยๆแห้งไม่เน่าแบบธรรมดา คนก็ไปหลงฤาษีแบบนั้นว่าเป็นผู้วิเศษตายแล้วไม่เน่าก็เก่งแบบฤาษี ไม่ใช่อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ไม่ได้ทึ่งอะไร เราเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่พาทำ พระพุทธเจ้าให้รีบเผา พระพุทธเจ้าเอาไว้แค่ 7 วัน พระพุทธเจ้าก็ต้องเน่า ไม่ใช่เก่งเหมือนฤาษี เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว วนเวียนในโลกีย์หลงใหลใน กาม ในอัตตา ลาภ ยศ สรรเสริญ มันไม่เที่ยง สมบัติผลัดกันชม ขึ้นๆลงๆ อย่างเก่งได้ได้กัลยาณธรรม หากไม่เรียนรู้แล้วฝึกให้มีจิตที่ โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปริยนะ ถ้ายังไม่ถึงนิยตะไม่แน่ ไม่เข้ากระแสก็เสื่อมได้ ต้องให้ถึงนิยตะ ไปสู่ที่สูงเป็นอรหันต์ได้ อย่างนาน 7 ชาติตามที่พูด แต่ไม่ได้แบบว่าเกิด 7 ชาติเป็นคนแล้วบรรลุอรหันต์นะ แต่ว่าเป็นชาติทางจิต ที่เป็นชาติ 5 อย่าง เราต้องมาสร้าง DNA ทางจิตนี้ให้ได้ ถ้าไม่ได้พระพุทธเจ้าเรียกว่าโมฆบุรุษ เป็นชาติๆไป อย่างเก่งก็ได้กัลยาณธรรม สุจริตบ้าง แต่ก็วนสุขทุกข์ในโลกธรรม ในกามเท่านั้น ไม่เที่ยงแท้เลย ผู้ที่ได้มาฟังอาตมาแล้วก็ให้รู้ว่าเอาเลย อาตมาไม่นิยมบังคับ แต่ให้เกิดปัญญาแล้วมาเอาเอง ถ้าชีวิตต้องการเจริญจริง ถ้าเป็นอาริยะแล้ว เป็นอรหันต์แล้ว ถ้าจะสร้างลาภ ยศ นั้นเป็นไปตามวิบากบารมี อาตมาปางนี้นี่ บารมีทางธรรมสูงกว่าคุณจำลอง แต่บารมีทางโลกีย์ คุณจำลองรวยลาภมากกว่าอาตมา แต่จริงๆแล้วอาตมาไม่ได้มีเท่านี้ แต่ว่าชาตินี้ต้องมาสร้างบารมีทางพุทธธรรม ต้องเอาภูมิที่เป็นพุทธมาทำ จน ไม่หล่อ ไม่สวย ไม่รวย ไม่รู้ ไม่มีอลังการมาส่งเสริม เอาธรรมะเพียวๆ เพราะงั้นอาตมาใช้ธรรมะเพียวๆ เพื่อพิสูจน์สัจธรรม ให้บริสุทธิ์ มาถึงวันนี้ ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด

สรุปอีกที เกิดมาเป็นร่างกายมนุษย์ สัตว์นรกก็เกิดมาได้รูปร่างเป็นคน จะเห็นได้ว่าสัตว์นรกตัวเป็นๆเลวร้ายมาก บางทีดูเหมือนผู้ดีที่สุด แต่เป็นมารใหญ่เป็นเทวบุตรมาร หลอกคนได้มาก คนก็ติดตามหลงใหล อย่างธัมมชโย ก็เป็นเทพบุตรมารที่ร้ายกาจมากแล้วจับมือกับทักษิณ ขออภัยที่ต้องพูดสัจจะความจริง อาตมาไม่ได้โกรธเคืองนะ แต่สงสาร อาตมาพูดตรง จริง เปิดเผยความจริง วันนี้วันสำคัญมาฆบูชา หากใครมาพบสิ่งนี้แล้วไม่เอา.... ก็เลือกเอา เกิดมาเป็นคน หรือมนุษย์ แม้ว่าโลกนี้จะบอกว่าสัตว์ตัวไหนเลวร้ายมาก แต่ที่จริงคนนี่แหละเลวร้ายกว่า คือหลอกเขาให้เชื่อว่าตนดีด้วย แต่ที่จริงตนเลวร้ายมาก เก่งฉิบหายเลย อาตมาพูดขวานผ่าซาก คนจะมาเรียนรู้ธรรมะอาตมาต้องมีปัญญา และกล้าหาญ ปัญญาเป็นตัวคัดเลือก ของใครของมัน ใครจะมาเอาก็เรื่องของเขา อาตมาหากจะหลอกใช้โลกีย์บ้าง คุณก็มาได้มากกว่านี้ อย่างธัมมชโย อาตมาไม่ได้ทึ่งอะไร สงสารเขา ที่พูดนี่ไม่ได้บอยคอตนะ ถ้าไม่พูดเลยก็หนักกว่า ก็สงสารเลยพูด น่าจะกลับตัวนะ คุณชนะนี่คุณยิ่งได้อกุศลหนักเน่าเข้าไปอีก ไม่มีบุญ มีแต่บาป เป็นพระเป็นเจ้าไปเหยียบดอกไม้ที่เป็นวัตถุอนามาสก็เอามาเล่นมาหัวมาย่ำมาเหยียบ คนธรรมดาเขาก็ไม่เหยียบ แต่ว่านี่เป็นธรรมะไม่รู้จัก มาลาคันธ วิเลปน ธารณ มัณฑน วิภูสนัฏฐานาอีก มันไม่ได้เป็นศิลปะเลย เป็นอนาจาร เป็นโลกียะเยิ้มเลย เขาไม่เข้าใจก็เลยเอามาเป็นเรื่องรูปประกอบ ศีลข้อเดียวนี้เขาย่ำยีแหลกราญเลย เขาไม่เข้าใจไม่รู้ นี่คือวิชชาของคน เขานึกว่าดีเลิศลอย แต่ยิ่งดำดิ่งหาเหวนรก โลกียะนึกว่าสูงแต่ถ้าอวิชชามันยิ่งพาลงต่ำ พาตกแต่งดราม่า เป็นใครก็ไม่รู้แล้วมาห่มเหลือ เต๊ะท่าแบกกลด แสดงกิเลสเหมือนผู้หญิงอวดโป๊ นี่น่าสงสารเหมือนกันเลย น่าไม่อายจริงๆ อนาจารเท่าไหร่ก็ไม่รู้ว่าตนเองอนาจาร

- มีคนถามมาว่า คนที่เคยบรรลุอรหันต์แล้ว บางทีมาเกิดใหม่ก็ไม่ได้เป็นอรหันต์แต่มีอาริยธรรมได้ไหม? พ่อครูว่า… คนที่เป็นอรหันต์แล้วก็เป็นโพธิสัตว์ แม้มาเกิดใหม่ก็มาเพิ่มบารมี เป็นพระโพธิสัตว์ มีระดับตั้งแต่ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์....ไปจนถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งตั้งแต่เป็นโสดาบันก็เป็นโพธิสัตว์ระดับนั้น สั่งสมไปตามลำดับ จนถึงสัมมาสัมโพธิญาณ ขั้นที่ 9 คนที่ถามมา จะบอกว่าไม่เป็นอรหันต์ ท่านเป็นแล้ว แต่เมื่อเริ่มเป็นโพธิสัตว์ท่านที่บารมีไม่แข็ง ก็จะเป็นลิงลมอมข้าวพองไป แต่ท่านไม่ตกต่ำหรอก เพราะขนาดโสดาบันก็ไม่ตกต่ำแล้ว อรหันต์ย่อมไม่ตกต่ำ แต่ก็จะมีพลังงานโลกุตระของท่าน ท่านก็จะพยายามช่วยคนตามบารมีท่าน แต่ถ้าบารมีไม่มาก ก็อาจจะต้องผิดพลาดบ้าง ทางโลกียะ ถูกวิบากบ้าง รับทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ไป แต่บารมีโลกุตระก็แล้วแต่คน ก็สั่งสมอาริยธรรมไป อาริยะ อนุโพธิสัตว์เป็นต้นไป ถ้าโสดาฯสกิทาฯอนาคาฯ ท่านต้องไม่ประมาทหากประมาทก็ช้า ตอบว่าเป็นอรหันต์ไม่มีเปลี่ยนแปลงแน่ แต่จะมีวิบากโลกีย์ ถ้าประมาทมากวิบากโลกีย์ก็มากตาม ดีไม่ดี ก็อาจลาออก ระหว่าง ทางได้ แม้นิยตโพธิสัตว์สอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้าได้ ก็ยังลาออกได้ ท่านลาออกไปเองได้ ท่านไม่ยอมต่อก็เลิกเอง แต่ถ้าถึงขั้น 8 แล้วท่านไม่มีผิดที่จะต้องถูกไล่ออก แต่ท่านออกเอง ซึ่งถูกออกมี 2 อย่างคือ 1 .มีอนันตริยกรรม 2 .เป็นเพศหญิง นอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับตนเอง

พ่อครูว่า… มาต่อที่ มหานิทานสูตร ข้อ 60 อาตมาย้ำยืนยันว่า พระไตร ปิฎก เ ล ่ม 16 ข ้อ 60 ท่านอธิบายถึงการรู้ รูป นาม ท่านว่า จะรู้นามรูป ก็ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ต้องมีนามกับรูปตลอดเวลา นามรูป ก็คือกาย ถ้าเรียกว่า รูปนามก็เป็นสามั ญ แต่ว่า ถ้าเรียกว่า นามรูป นี่ก็เป็นวิสามัญแล้ว คือกาย จะไม่แยกรูปกับนามเลย ต้องมีกายสักขียืนยันด้วย อย่างสัมผัสหลัดๆโต้งๆ ด้วยความรู้ยิ่งของตนเอง ถ้าไม่มี ก็ไม่มีปรากฏหลักฐาน ไม่มีของจริง เมื่อมีกาย ก็ต้องแยกกายสังขาร กายวิญญาณ ปรุงแต่งกันอย่างไร แล้วคุณก็จะต้องพยายามทำให้เจริญ กายสังคหะให้เจริญ หรือกายสังเคราะห์ ต้องรู้กายสัญเจตนา แล้วก็ต้องรู้ มโนสัญเจตนา คุณต้องพยายามให้ ไม่มีภพ เป็นวิภวภพ ต้องรู้เจตนาว่าจะทำให้หมดภพ ก็รู้จักสัญเจตนาที่เป็นวิภวตัณหา ต่างจาก กามตัณหา ภวตัณหา ต่างด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส เราปฏิบัติไปตามลำดับ คือปฏิบัติในกามภพก่อน เรียนกามหยาบคือ อบาย ก่อนเรียน ภวภพ จึงลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ต้องกำหนดรู้กายสัญเจตนา รู้แล้วก็จะรู้จัก กายกลิ คือกิเลส สิ่งชั่วช้าในองค์ประชุมนามรูป หรือในกาย สิ่งเป็นโทษ องค์ประชุมพลังงานจิตเจตสิกอกุศลจิต เมื่อรู้ตัวก็รู้กายกลิ ถ้าไม่รู้กายกลิ จะไม่รู้สักกายะ ไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 พุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจกาย จึงไม่มีนิพพาน

คุณต้องจับตัวกาลี ที่เป็นกายกลิให้ได้ ถ้าไม่รู้ก็ประหารโจรไม่ได้ ต้องจับสักกายะให้ได้ แล้วค่อยจัดการ อภิสังขาร ปรุงแต่ง ปรับปรุงให้เป็นกายสังคหะ สังเคราะห์กายให้ดีขั้นได้ ถ้าไม่รู้ก็เดาเอา สะกดจิตเอา นั่งดับ เป็นวิชาการนอกพุทธ ย่างหนอ ก้าวหนอ ยกมือมีสติ แต่ไม่เข้าปรมัตถ์ ไม่รู้ รูป 28 จิต 89 อีก เมื่อไม่รู้จะทำให้กิเลสลดได้อย่างไร? ไม่รู้ กายทุกข์ ไม่รู้ทุจริต กรรม 3 ที่เกิดจากตัวจิตเป็นต้นเหตุก็ไม่รู้ ผู้จับอ่านนามรูป จับองค์ประกอบได้ ก็จะสามารถ ปรับแต่ง ประกอบ compose ให้เกิดความดีงามขึ้นได้ ศิลปินของพุทธต้องจัดองค์ประกอบได้ มีรูปและนามที่เป็นตัวรู้ จัดองค์ประกอบในกรอบที่เรากำหนดไป แต่ละกรอบเรียกว่าปริเฉท โสดาบันก็เริ่มตั้งแต่ศีล 5 เป็นปริเฉทของแต่ละคน ก็เรียนรู้กำจัดกิเลสไปตามกรอบเรา ไม่ใช่ว่าเอาหมด นอกเกณฑ์ก็เอา เป็นวิตักกจริต จะช้านานมาก หากทำได้ตามลำดับลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลก็จะดีมาก เมื่อคุณไม่รู้จักกายสัมผัส ก็แยกไม่เป็น แล้วเวลาปฏิบัติธรรมต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย ขณะเป็นๆอยู่นี่ไม่ใช่ตอนตาย ตอนเป็นๆมีสัมผัสทางทวาร 6 จึงเรียนรู้วิญญาณได้ มีปสาทรูป โคจรรูป ทำงานเกิดภาวรูปอีก 2 ต้องทำให้เกิด 1 เดียวไม่มีเพื่อนสอง แม้เหตุปัจจัยคืออบายเรื่องเดียว เราก็ทำให้เป็นเอกบุรุษ เป็นปุริสภาวะให้ได้ หยุดแล้ว เอกปุริสสะ ทำให้หยุดให้ได้ ตั้งแต่องค์ประชุมภายนอกคือ กายสังขาร ไม่ใช่ว่าให้ร่างกายหยุดทำงาน แต่ที่จริง กายคล่องแคล่วนี่ดีกว่าอยู่แข็งๆนิ่งๆนะ ต้องรู้จักการแสดงออกที่เหมาะสม อย่างที่บางประเทศเปลือยกายได้ไม่ผิด แต่ว่ามาเปลือยที่เมืองไทยนี่ไม่ได้นะ ก็ตามธรรมเนียมของแต่ละที่ ต่างกัน แล้วแต่ยึดถือทางกาย ทางองค์ประชุมภายนอก จิตก็เรื่องของจิต ยึดถือต่างกันไป ถ้าเป็นอรหันต์จะรู้จักประมาณได้ดี ไม่ทำเวอร์ไป กายานุปสสนา กายาสุปัสสี กายกัมมัญญตา คือองค์ประชุมของ กัมมัญญตา คือกรรมการงานที่ควบคุมด ้วย อัญญา หรือ ญาณปัญญาอันยิ่ง กายคตะ หรือ กายคตาสติ คือการดำเนินไปของรูปและนาม มีบทบาทไปแล้ว ไปสู่คติ ที่ไปถึง จะเป็นสุคติ หรือว่าทุคติ ก็ต้องทำกายคตาสติ มีสติควบคุมการเคลื่อนของรูปนาม จะมีทั้งอานาปานสติ ด้วยในกายคตาสติ และร่วมด้วยสติปัฏฐาน 4 ทำงานร่วมกันตลอดเวลา ถ้าแยกก็ไม่ได้บรรลุ หมดทางนิพพาน ต้องรู้กายในกาย เวทนาในเวทนา เวทนา 108 มีมโนปวิจาร 18 ที่ต้องแยกเคหสิตเวทนากับ เนกขัมสิตเวทนา นี้สำคัญ หากแยกไม่ออกก็ยากที่จะปฏิบัติได้บรรลุ การบวช แบบเอาคนที่ไหนไม่รู้มาบวช เป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนคน แต่ไม่ได้รู้ปฏิบัติแยกแยะเช่นนี้ ก็เป็นการทำบาปมาก หากไม่แก้ค ร าวนี้ ก็เป็นอนันตริยกรรมอีกเท่า ไร จิตในจิตก็รู้เจโตปริยญาณ 16 หากไม่รู้ตั้งแต่กายในกาย ก็ไม่รู้เวทนาในเวทนา ไม่รู้จิตในจิต ไม่รู้ธรรมในธรรม แน่

แค่คำว่ากายในบาลีนี่มีเยอะมาก ต้องรู้ความจริงจากบัญญัติพยัญชนะ รู้มากก็ละเอียด หากไม่รู้ก็ไม่ละเอียด แต่ ตัวกายหลักๆต้องรู้ เช่น กายกลินี่เป็นตัวสำคัญที่ต้องรู้ เพราะกายนี่ พระพุทธเจ้าเรียกว่า มโน จิต วิญญาณ กายคือนาม แต่ว่าไม่ทิ้งรูป แต่เน้นนาม เป็นสำคัญ นัยสำคัญของกายคือ นามแต่ทิ้งรูปไม่ได้ การบรรลุธรรม แม้โสดาบันก็ลืมตามีสัมผัสนอก รู้นอกใน ครบ กายธรรม สกิทาฯก็ลืมตาเปิดรับรู้ มีกายครบ อนาคาฯก็เปิดทวาร 6 ครบ สัมผัสอยู่ แต่ไม่มีกิเลสกับภายนอกแล้ว เหลือแต่กิเลสภายใน ก็ยังอยู่กับสังคม เปิดทวารรับรู้ น่าสงสารคนที่ไม่รู้จักเวทนา คือสงสาร นั่นเอง เรื่องกายต้องเรียนให้เข้าใจดีๆ เช่น กายทรถะ คือหมายถึง จิตมีความไม่สงบสนิท ในพระอรหันต์ คือกิริยา ที่เป็นภาระ ที่ต้องบริหารมันอยู่ จะเรียกว่าทุกข์ก็เป็นของท่าน มันเหลือส่วน มันมีสภาพ 1 .ทุกข์ 2 .กิลมถะ และ 3 .ทรถะ ต้องทำ “ ทุก ข์” ให้หมดก่อน เหลือแต่ “ กิลมถะ ” คืออนาคามี ไม่มีทุกข์สุขในกามภพ เหลือแต่กิลมถะ ส่วนอนาคามีจบกิลมถะก็เป็นอรหันต์ เหลือแต่ “ ทรถะ ” อรหันต์จะไม่สงสัยเรื่อง กายทรถะ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ตนจะอนุโลมเอง ท่านจะรู้วิบาก อาตมาทำความหยาบ พูดแรงก็เบียดเบียนคนก็ต้องรับวิบาก อาตมาเต็มใจรับ อาตมาพูดว่าคนๆหนึ่งออกโทรทัศน์ด้วย คนได้ยินเท่าไหร่ ประโยชน์มีมากกว่า อาตมาขอแลก โทษของอาตมารับในวิบาก แต่ประโยชน์เพื่อมวลมนุษย ์ ในฐานะโพธิสัตว์อาตมาก็ต้องทำ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด

เกิดมาเป็นมนุษย์อย่าเป็นโมฆบุรุษ คือไม่ได้อาริยธรรมโลกุตรธรรมเลย แม้น้อยนิด ได้แต่โลกียธรรม ซึ่งไม่ต้องอยากได้มันก็จะได้แน่โลกียธรรม ใครไม่ได้โลกุตรธรรม อาริยธรรมเลยก็เสียชาติเกิด ชิงหมาเกิด คนเกิดมาแล้วต้องหาให้เจอ ทำให้ได้ ในโลกุตรธรรม ต้องพบสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน