580130_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง คนจิตว่างสามแบบ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข16 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580130_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง คนจิตว่างสามแบบ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 30 ม.ค.2558 ใกล้จะสิ้นเดือนอีกแล้ว รู้สึกว่าโลกหมุนเร็วจริงอาตมาชักสงสัย อาตมาพักไปหลายวัน คนก็บอกว่าอย่าเพิ่งเทศน์เลย อาตมาก็ว่าอาตมาแข็งแรงดี สังคม ก็คือ กลุ่มมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มต้นมีกลุ่มมนุษย์ขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้ พลโลกมี เจ็ดพันล้านคนแล้ว เมืองไทยมี 67 ล้านคนแล้ว มีคนเขียนคำถามมาว่า _1 .คนไทยชอบมีลูกพี่ส่งเสริมคนมีบารมี ตั้งแต่ครอบครัว ชั้นเรียน จนถึงสังคมวงกว้างทุกระดับ จะหาคนไทยที่เป็นคนเป็นไทยจริงๆยาก ทำอย่างไรให้คนไทยเป็นคนพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องก้มหัวให้นักเลงโต _2 .หาคนไทยที่กล้าคิดกล้าทำยาก ส่วนใหญ่ชอบทำเลียนแบบกัน ทำตามกันในเรื่องไร้สาระ จะทำตัวดีมีคุณค่ากลับอาย ปัญหานี้ท่านเห็นว่าควรแก้ไขอย่างไร พ่อครูว่า… คำตอบขอ ง อาตมาตีหัวเข้าบ้านคือต้องมาสร้างจิตให้มาปฏิบัติธรรม สร้างจิตให้เป็นอิสระ แล้วมีปัญญา พอมีปัญญาจะกล้าคิดกล้าทำ ถามว่า ทำไม? คนไม่กล้า ทำไมอาย เพราะเขาเองเขาไม่มีปัญญา ยิ่งเรื่องดีๆไม่กล้า แต่เรื่องไม่ดีกลับกล้าทำตาม นั่นแหละยิ่งไร้ปัญญา คำว่าปัญญาคำนี้ไม่ใช่แค่ฉลาด คำว่าฉลาดนี้กว้าง มีฉลาดแกมโกงด้วย มีกิเลสเห็นแก่ตัวยิ่งยากใหญ่ สังคมยิ่งส่งเสริมคนฉลาดยิ่งเป็นภัยกับสังคม สรุปสร้างให้คนฉลาดแล้วไม่มีคุณธรรมะนี่เป็นภัยกับสังคม ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พุทธเป็นศาสนาที่เป็นเจ้าของโลกุตระเลย อาตมาภูมิใจที่เป็นชาวพุทธ แล้วมาทำงานสืบสานศาสนาด้วย ทำให้คนได้รับศาสนาพุทธยิ่งภูมิใจ เกิดมาไม่เสียชาติเกิดเลย อาตมาสัญจรไปทางเหนือก็อาพาธ เป็นหวัด ตอนเดินลงจากดอยก็มีจังหวะดีสอนองค์ประกอบภาพให้

อ่านต่อ

วันนี้ก็ได้โอกาสไปมอบหยาดน้ำใจ ตามใจจริงที่จริงใจกับท่านวิชา ก็ดีใจที่เราได้เห็นคนที่เอาจริงเอาจัง คนกล้าซึ่งหาคนที่กล้าเอาจริงเอาจังยาก อย่างที่คำถามว่า คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำดี แต่ทำชั่วได้ง่าย มันเป็นเรื่องกิเลสจริง แต่ที่เรากล้าทำดีเพราะมีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า เราก็มอบให้เรียบร้อย อย่างนี้น่าเป็นข่าว แต่ทุกวันนี้ข่าวไม่ดีมีมาก ข่าวอบายมุข เล่นกีฬานี่เป็นข่าวดัง แต่ข่าวคนทำดีนี่ไม่เป็นข่าวหรือเป็นข่าวไม่ได้ก็ไม่รู้ สิ่งที่จะเป็นตัวอย่างสิ่งจูงน้ำให้เด็ก ผู้ใหญ่ได้เห็นใคร่ทำตามเอาแบบอย่างไม่มี มีแต่ข่าวฆ่ากันอำมหิตโหดร้ายฆ่ากันไปทั่ว ในหน้านสพ.แต่ละวัน ข่าวจะยกย่องคนดี ปีๆหนึ่งจะได้กี่ครั้ง แต่ข่าวที่เอาคนเลวร้ายมาโฆษณา มาว่า ที่จริงก็ควรให้รู้ แต่ก็ไม่น่าจะน้อยกว่ากัน มันน้อยมากเลยที่จะเอาคนดีมายกย่องเชิดชู ก็เลยลำบากมากในเรื่องจิตวิทยาสังคม อาตมาก็ใคร่จะชักชวน หากผู้ใดเห็นดีเห็นงามก็ช่วยกัน สื่อสารมวลชนเดี๋ยวนี้มีอิทธิพลสูงมาก ที่มีผลต่อสังคม อาตมาว่าน่าจะได้ช่วยกัน อาตมาว่ามีผลสูงนะ น่าจะได้คิดดูดีๆ น่าจะทำ ด้านที่ไม่ดีมาโฆษนาแล้วคนก็ชอบซื้อกัน แต่ข่าวดีที่เขาว่าไปยกย่องคือยกย่องพวกเล่นกีฬา การละเล่นบันเทิงเต้นๆดีดๆ อย่างนั้นอีก อาตมาว่าถ้าตั้งหลักตั้งใจดีๆ ถ้าสื่อสารนี่จะได้มีอะไรใหม่ๆ ที่ส่งเสริมแบบนั้นทำมาเก่าทำมานานแล้ว มันน่าจะเปลี่ยนแบบใหม่ได้ไหม ถ้าเปลี่ยนแบบใหม่ประเทศไทยน่าจะดีขึ้นก็ส่งเสริมคนดี แล้วนานๆที่จะส่งเสริมกัน แล้วไปส่งเสริมกลุ่มหมู่องค์กร แต่คนดีทำดีเล็กๆน้อยๆ ที่ทำทั่วไปไม่มีคนส่งเสริมเท่าไหร่ _ คนเก่ง คนดี คนฉลาด คนกล้า คนควรฝึกอย่างใดก่อนให้ความสำคัญอย่างใดก่อน ? พ่อครูว่า… คำว่าคนเก่งนี่ เอาไว้บ๊วยสุดเลย ไม่เก่งช่างมันเถอะ คนฉลาด นี่ก็ยิ่งพอพูดถึงฉลาดนี่ คนฉลาดเอาไว้บ๊วยกว่าบ๊วยอีก ฉลาดนี่คือมีไหวพริบ คิดทันรู้อะไรที่พฤติกรรมมนุษย์สังคมนี่คือคนฉลาด แต่เขาไม่ให้คนล้างกิเลส คนฉลาดนี่ยิ่งฉลาดแต่ไม่มีธรรมะเป็นหลักประกันในตนยิ่งเป็นภัย ถ้าจะปฏิรูปประเทศไทย ต้องสร้างการศึกษาที่พัฒนาจิตวิญญาณ แม้สมองก็เป็นอุปกรณ์ให้จิตวิญญาณใช้งาน สมองแต่ละคนก็แล้วแต่บารมีว่าของใครจะดีหรือไม่ แต่เจ้าสมองนี่เป็นอุปกรณ์วิญญาณเป็นตัวใช้ หากวิญญาณเป็นตัวผี เป็นตัวควบคุมจัดการ ก็ยิ่งแย่ใหญ่ ยิ่งไปฝึกให้การศึกษานำพาให้ฉลาดรู้มากเอาเปรียบคนทำร้ายคนซับซ้อนทำให้คนนึกว่าไปช่วยเขาอีกด้วย อาตมาขอตอบกำปั้นทุบดินเลยว่าการแก้ปัญหาทุกอย่างอยู่ที่ธรรมะอย่างเดียว ไม่ว่าศาสนาไหนก็ได้ แต่ว่าไทยเราเป็นพุทธส่วนใหญ่ก็เอาพุทธยิ่งเป็นโลกุตรธรรม จะเป็นคนฉลาดแท้ๆ ฉลาดมาจากคำว่า ฉฬยตนะ คืออายตนะ 6 คำว่าฉฬ แปลว่า 6 แล้วก็กร่อนมาเป็นฉลาด ฉฬายตนะ คือ สะพานของวิญญาณที่เป็นธาตุรู้ เมื่อผัสสะเมื่อใด ฉฬยตนะเกิด เมื่อเกิดแล้วก็รู้ ปสาทรูป โคจรรูป ตากระทบรูป หูกระทบเสียง เกิดธาตุรู้คืออายตนะ คือฉลาด 6 ทวาร คนเราจะมีความรู้จาก 6 ทวารนี่แหละ ส่วนข้างในที่ไม่เกิดจากฉฬายตนะไม่เกิดจากความจริง ถ้าต่างคนต่างคิดอยู่ภายในไม่ออกมาเลยก็ไม่เกิดโทษภัย แต่ไปคิดแล้วแสดงออกมาเป็นภัยเป็นโทษต่อข้างนอก แต่ถ้าคุณคิดเป็นโทษเป็นภัยแล้วไม่ออกมาทางกายวาจาเลยก็ไม่เป็นภัย ความจริงที่จะอยู่กับสังคมต้องมีพฤติกรรม กาย วาจา เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติแล้วจะเป็นผล พอเป็นปริเฉทรูปคือความว่าง แล้วเกิดวิญญัติรูป 2 ผู้บรรลุฌาน 4 เป็นอุเบกขาเป็นความว่างความวางเฉยแล้ว ผู้ได้ฐานเป็นจิตว่าง แม้จิตว่างโลกีย์เคหสิต ะ อุเบกขาเวทนาก็ไม่เกิดอะไร ไม่มีผลออกฤทธิ์เดชชอบชังอะไรชั่วคราว วิญญัติ ทั้งกายวิญญัติ ความเคลื่อนไหวทางองค์ประกอบนอกก็ไม่เกิด จิตเป็นประธาน มาเป็นองค์ประชุมทางความเคลื่อนไหวทั้งกายและวาจา ผู้มีอุเบกขาเคหสิตะ แล้วก็ไม่มีวิญญัติอะไร แต่ถ้าผู้ได้อากาสาฯตัดรอบถึงปริเฉทรูปแล้ว จิตว่างแล้ว ของพระพุทธเจ้า ว่างอย่างเนกขัมสิตอุเบกขา ขอเจาะลงถึงปรมัตถ์และโลกุตระ อุเบกขา ถ้าของพระพุทธเจ้าแล้วจิตว่างจากอกุศล ว่างจากกิเลส ไม่ใช่ว่างอย่างตรรกะ คือคนจิตว่างอย่างแรก เขาเข้าใจจนคิดว่าตนเองว่าง ซาบซึ้งได้เข้าใจได้ ว่าตนเองว่าง ความว่าง สามชนิด ชนิดที่สอง นั่งสมาธิหลับตาแล้วได้ความว่าง ออกจากการนั่งบางคนก็ว่างได้ พยายามกดข่มว่าไม่เอาโลกธรรม กามคุณ ฝึกไปมันก็พอกดข่มได้ แต่เขาก็บอกจิตตนเองไม่ได้ว่าว่าง เพราะเขาไม่ได้ศึกษาฝึกฝนตอนสัมผัสเงินทองชื่อเสียงข้าวของแล้วอ่านอาการว่ามีชอบหรือชัง มีความรู้สึกอิฏฐารมย์หรืออนิฏฐารมย์ ไม่ได้ฝึกเรียนรู้ขณะผัสสะ แต่พอมีคนอธิบายให้ฟังก็ไปนั่งคิด แล้วพอปฏิบัติจริงๆ กับของจริงหลัดๆ นั้นการปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะทั้งนอกและในครบ สำเร็จอิริยาบถอยู่ ก็หมายถึงอิริยาบถอย่างครบพร้อมทั้งรูป 28 ผู้ที่มีจิตว่าง 1 .ว่างอย่างตรรกะ 2 .ว่างอย่างนั่งสมาธิหลับตา ทำให้จิตวางว่างเฉยอย่างไม่ชัดเจน โดยเฉพาะนามธรรม เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี่คือนามธรรม 5 ที่พระพุทธเจ้าแจกไว้ในหลักปฏิจจสมุปบาท ในวิภังคสูตร ท่านไล่ไปอย่างชัดเจนว่า นามคืออะไร มี 5 อย่างนี้ ผัสสะ เกิดวิญญาณ มันปรุงแต่งเป็นอารมณ์มันมีเจตนาเป็นเหตุ มีเจตนา 3 คือกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา วิภวตัณหาคือตัณหาที่เรียนรู้ภพชาติ เรียนรู้สัตว์ในภพชาติ แล้วล้างเหตุให้เกิดสัตว์ตามสังโยชน์แล้วศึกษา จิต มโน วิญญาณ มนสิการคือการทำจิต มโน วิญญาณนี่แหละ จัดการเรียกว่าสังขาร ถ้าให้กิเลสสังขารก็คือคนอวิชชา ปล่อยให้สังขารกิเลสโต เกิดสุขทุกข์บทบาทเป็นไปตลอด แต่พอมาศึกษาจึงทำวิสังขารได้ คือจัดการจิตตัวการได้ มีมนสิการ ในมูลสูตร เรามีฉันทะเป็นมูล แล้วต้องมนสิการเป็นเลย ถ้ามนสิการไม่เป็นทุกอย่างก็สุญโย แล้วต้องมีผัสสะเป็นเหตุให้เรียนรู้ ผัสสะเมื่อไหร่เกิดเป็นความจริงไม่ใช่ความจำ โผฏฐัพพะ จึงเป็นหนึ่งในโคจรรูป คือวิสยรูป โผฏฐัพพะคู่กับกาย เมื่อผัสสะเกิดวิญญาณเกิด ผู้จะรู้องค์ประชุมของสัตว์ต้องรู้วิญญาณฐีติ 7 ในขณะผัสสะ เมื่อคุณหลับตานอนลงไปไม่มีผัสสะ ไม่เรียกวิญญาณ ท่านเรียกจิต มโน เท่านั้น ผู้จิตว่างอย่างตรรกะ อย่างนั่งหลับตาสมาธิไม่เป็นโลกุตระ แบบโลกุตระคืออยู่เหนือโลกีย์ โลกธรรมทั้งหมด โลภโกรธหลง ไม่ใช่จะเหนือมันทีเดียวหมด แต่ทำไปทีละลำดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ว่างอย่างโลกุตระนี่ต้องศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้ามีเนกขัมสิตอุเบกขา กำจัดกิเลสให้หายไป มันรู้จักตัวกิเลส ถามหมอว่าเวลารักษาให้เชื้อโรคเกลี้ยงแล้ว ไม่มีกลับมาอีก แต่กิเลสนี่ออกหมดจากจิตได้ จิตว่างอย่างเสถียรถาวร ได้อย่างพุทธถึงมี นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เมื่อจิตว่างแล้วสามารถทำงานกับสังคมตามบารมีของท่าน อนุโลมให้เขามีแต่ผลดีทั้งสิ้นเลย ไม่ใช่ว่าว่างแล้วไม่ทำอะไรเลย ไม่รับรู้อะไรเลย แต่ว่ากลับมีภาวะตอบรับอย่างบริสุทธิ์ใจไร้อคติ หากเห็นว่าเป็นผลดีก็ทำ ไม่ดีมีผลเสียจะไม่ทำ คนจิตว่างของแบบพระพุทธเจ้านี่จะมีคุณค่าสูงสุดต่อโลกต่อสังคมด้วย คนเราทำงานนี่มีสองอย่าง คือมันชอบก็ทำ ชอบมากก็ทำมาก หรือสองเอาเงิน แม้ไม่ชอบแต่ต้องทำเอาเงิน มีสองอย่างนี้แหละที่จะทำงาน เอาลาภ ยศ สรรเสริญสุข กับเอาชอบ รสบำเรอใจ แต่ โลกุตระนั้นไม่ได้ทำเพื่อเสพรส แต่ทำเพราะปัญญา ทำเพราะความรู้ที่แท้จริงว่าเป็นประโยชน์คุณค่า ถ้าไม่สมควรแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาก็อยู่เฉยๆไม่สมควรทำก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้ทำเอาลาภยศ ไม่ได้บำเรอใจ ทำไปก็เหนื่อยฟรี แล้วประโยชน์ตนไม่มีอีกแล้วมีแต่ประโยชน์ท่าน สรุปคือจิตว่างอย่างพระพุทธเจ้านี่ไม่เป็นโทษภัยกับใครเลย แล้วขยันทำประโยชน์สร้างสรร แล้วไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำแล้วจะเป็นจะตาย ไม่ทำก็ได้ ก็ผ่านวันผ่านเดือนปีไปเฉยๆ ไม่เกิดประโยชน์คุณค่า ไม่ใช่ว่าอยากจะสอนจะบอกอะไรนัก สำคัญคือ อาตมาอ่านอาการใจ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ต้องอ่านนามรูป คือสภาพนามธรรมเราที่ถูกรู้ เราก็มีนิมิตเครื่องหมายว่าอาการนี้คืออย่างไร โลภ โกรธ ดีใจ เสียใจเป็นเช่นนี้ รู้อาการใจ แต่ที่ต้องทำนี่เพื่อบรรยาย เอาตัวเองเป็นตัวอย่างว่าคนเป็นได้ทำได้ คนที่ศรัทธาก็จะตามมาพิสูจน์แล้วจะรู้ว่าอาตมาพูดเท็จหรือจริง เพื่อยืนยันว่าเป็นไปได้ จิตบรรลุธรรมเป็นเช่นนี้ ซึ่งอธิบายยากที่สุดว่าจิตบรรลุธรรม ไร้กิเลสจิตว่างแล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าจิตว่างแล้วจะอยู่เฉยๆเด๋อๆ แต่ขยันสร้างสรร คนก็จะคิดว่าอยากไหม? ยกตัวอย่างพระพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วมารก็มาอาราธนาว่าตายเสียสิ พระพุทธเจ้าก็ว่ายังไม่ตาย จนกว่าจะมีพุทธบริษัท 4 เก่ง รู้ บัญญัติ จำแนก ต้องสาธยาย ปรับปวาทะ(วาทะที่ต่างกันก็ต้องปรับกัน) ก็ต้องทำ อย่างเดียรถีย์คือต่างลัทธิความเห็นกัน พระพุทธเจ้าท่านพอรู้ว่าคนนี้เดียรถีย์ยึดทิฏฐิคนละอย่าง ท่านก็ว่าความเห็นของเรากับของเธอคนละอย่าง หากเขาพอทำความเข้าใจได้ก็ทำ ไม่ใช่ว่าทำข่มเบ่งหรือเอาชนะคะคานเขานะ ปรับวาทะ ทำให้ความเห็นลงกันได้ สงบได้ แต่สุดท้าย พระพุทธเจ้าก็ว่าของเธอก็อย่างหนึ่งของเราก็อย่างหนึ่ง ต่างคนต่างทำก็แล้วกัน ต้องให้คนดีที่กล้าก่อน เราต้องการคนดีที่กล้า ทั้งที่คนดีก็มี แต่ไม่กล้า คำว่ากล้านี่ลึกซึ้งนะ คนที่ไม่กล้าเหตุใหญ่คือมีอัตตา กลัวจะเสียตัวเอง จะเสียรังวัด เสียผลดีไม่ได้อะไร ทำไปแล้วเสียผล กลัว หรือกลัวจะเสียรู้ อัตตาทั้งนั้นเลยทั้งที่คนดีมีแต่ไม่กล้า ตอบว่าจะเอาอะไรก่อนก็เอาคนดีที่กล้า คนดีคือคนมีธรรมะมีคุณธรรมที่แท้จริง ถ้าเป็นโลกุตระคือถาวรแท้จริง ตรวจแล้วตรวจอีกว่ากิเลสหมด รู้โลกด้วย จิตเป็นโลกุตรจิต

คำว่าปรมัตถ์กับโลกุตระ พวกที่ยังไม่ใช่พุทธหรือผู้ไม่เข้ากระแสพุทธสามารถมีปรมัตถธรรมได้แต่ไม่มีโลกุตระ คือไม่เข้ากระแส เพราะเข้ากระแสโลกุตระต้องเริ่มรู้ตั้งแต่กายในกาย ไปจนกว่าจะจบโลกุตระ 37 ทีนี ้ ผู้ที่ได้ปรมัตถ์ ชาวฤาษีเขาก็มีปรมัตถ์ เขาเข้าถึงจิตนะ อย่างพวกนั่งสมาธิหลับตาน่ะให้อยู่ในจิตอย่าออกนอกจิต เพราะไม่ศึกษาผ่านทวารนอก พวกนั่งหลับตาทั้งหมดทั้งมวลไม่มีโลกุตระเลยไม่มีกายในกาย เข้าใจกายว่าแค่ร่างเนื้อนอก แล้วกายนี่ต้องมีการกระทบนอกด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมีจิตรับรู้ด้วย จึงจะเรียกว่าครบทั้งนอกและใน พวกนั่งหลับตาอยู่กับจิต ทำจิตในจิตได้ด้วย แบบของเขาสงบได้แต่ไม่ถูกอาริยธรรม ทำจิตได้เก่ง ดีไม่ดีส่งจิตให้มีอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ได้แต่ไม่รู้โลกุตระ ศาสนาพุทธไม่เน้นสิ่งเหล่านั้นเลย แต่ถ้าคนเป็นพุทธบรรลุแล้วจะมีเอง เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ของพระพุทธเจ้านั้นผู้มีสัมมาทิฏฐิเท่านั้นจึงเป็นผู้ทำจิตในจิตเป็นโลกุตระ โลกุตระนั้นเริ่มที่ กายในกาย การทำจิตสมบูรณ์สุดอยู่ที่การทำสมาธิ สำเร็จแล้วคือสมาหิตัง จิตตั้งมั่นจากการล้างกิเลสออกจากจิต แต่ศาสนาพุทธต้องรู้ข้างนอกด้วยจึงเรียกว่ามีความจริง หากเอาแต่จิตในจิต ไม่มีกายในกายไม่ได้เลย ต้องลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ จึงถอนอาสวะสิ้น

บุคคล 6 : สัทธานุสารี ธัมมานุสารี สัทธาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี ปัญญาวิมุติไปถึงอุภโตภาควิมุติถือว่าเป็นอรหันต์ สายปัญญา : 2 . ธัมมานุสารี 4 . ทิฏฐิปัตตะ 6 . ปัญญาวิมุติ (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) ส่วนกายสักขี สายศรัทธา : 1 . สัทธานุสารี 3 . สัทธาวิมุติ 5 . กายสักขี (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8 ) ศาสนาพุทธตั้งแต่โสดาบันก็มีกาย ตั้งแต่กายของสัตว์อบาย คือสัตว์ชั้นต่ำ ที่มีความชั่วเสื่อม เช่น โกงที่ละแสนล้านนี่สัตว์ชั้นต่ำมาก อยู่อบาย คนโง่จนไม่รู้ว่าตนเองโง่ คนตายเพราะตนมากมายฉันก็ไม่เกี่ยว แทนที่จะสลดใจว่าตนไม่มีฝีมือน่าละอายขอลาออก แต่ไม่เลย กายสักขี หมายความว่า มีอันนี้ยืนยันอยู่โทนโท่ เป็นสักขีพยาน ทั้งนอกและใน ถ้ามีแต่ภายในคนอื่นไม่รู้ด้วยไม่ใช่สักขี สักขีต้องมีผู้รับรอง อย่างน้อยตนเองต้องรับรอง บอกกลางๆให้คนอื่นรับรู้ด้วย จึงประกอบไปด้วยทั้งนอกและในตลอดเวลา โสดาบันต้องเริ่มตั้งแต่รู้อบายแล้วตีกรอบเป็นบริบท ปริเฉทรูป เราโกงจัดก็พอที ชีวิตนี้ไม่โกงเลยได้ไหม ทั้งชาติจะไม่หยุดโกงหรือยังไง จะไปเอาแต่ทุจริตเอาของใครหรืออย่างไร บางคนทั้งชาติก็กินไม่หมดก็ไม่หยุดโกง แค่ตีกรอบว่าหยุดโกงแค่ปริเฉทรูปนี้ก่อน มันคิดจะทุจริตก็หยุดก่อนได้ไหม ตีกรอบอบายของตน ยิ่งคุณใจละเอียดมันติดในสวย อย่าไปหลงใหล ยึดติดไปกับเขา คุณเห็นกายสัตว์องค์ประชุมที่เรียกว่า กาย เห็นอันนี้แล้วตาวาว ผีมันมีช่องทางโอกาส ต้องรู้ว่าตอนสัมผัสแล้วมีโอกาส คุณว่าคุณไม่โกง ก็ลองให้เจอโอกาสเป็นผู้บริหารก่อน ล้านหนึ่งไม่โกง สิบล้านก็ไม่ ถ้าร้อยล้านก็ชักเป๋ พอถึงพันล้านก็ไม่โกงหมดหรอก แต่เอาแต่บางส่วนตามน้ำได้ก็เอา เป็นต้น พวกข้าราชการผู้บริหารชั้นสูงมีเหตุปัจจัยให้เรียนธรรมะพระพุทธเจ้าเยอะ ขอให้สัมมาทิฏฐิ การไปนั่งหลับตาไม่ใช่โลกุตระไม่ได้กายในกาย กา ย คือองค์ประชุมของรูป นาม ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส พอสัมผัสปั๊บมันก็เกิดวิญญาณผี ถ้าคุณไม่ได้ศึกษาสัตว์มันก็ทำงานโดยที่คุณเองไม่รู้ตัวด้วยว่ามันคิดโกงสารพัดไปแล้ว อัตโนมัติ เราต้องรู้ด้วยความฉลาดที่เห็นๆ ครบความจริงทั้งนอกและใน เราเองพิสูจน์ด้วยตนสิว่า งบฯก้อนนี้เป็นพันล้าน เราไม่โกงกินได้เลย พิสูจน์ความจริงหลัดๆเราชนะได้เลยก็พิสูจน์ความจริง ทำได้ก็เป็นโลกุตระไปตามลำดับจิตก็เจริญไปเรื่อยๆ ทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการการเมืองก็มีโอกาส ข้าราชการคือผู้จัดสรรงบ จัดสรรวัตถุเพื่อประชาชน มีเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชน ที่จริงเงินเดือนที่ได้ของข้าราชการนี่เป็นบาปนะ เอาเปรียบชาวบ้าน ยิ่งค่าเงินทุกวันนี้ประชาชนชั้นล่างมีรายได้น้อยแต่ข้าราชการมีรายได้มากขึ้นไปไม่รู้จบ ทุกวันนี้ประชากรเกิดมาเป็นหนี้ทันที อาตมานี่จริงๆมีฝีมือในการเอาเปรียบสังคมนะแม้ไม่ได้เรียนจบอะไรสูงๆ แต่ว่าก็มีความสามารถหาเงินได้มาก กว่าคนเรียนจบดร.สมัยนั้นอีกนะ พวกนั่งสมาธิหลับตา รู้จักจิต เจตสิก พอรู้บ้าง แต่ไม่ละเอียดลออ ยิ่ง รูป นิพพานไม่รู้ได้เลย จะไม่รู้รูป 28 ไม่รู้หรอก ในภาวรูป 2 ไม่รู้ชีวิตินทรีย์ ที่กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเกิดชีวิตสัตว์ คุณเอาแต่อยู่ภายในจิต ไม่มีโลกุตระในพวกนั่งสมาธิหลับตา โลกุตระในระดับผู้ที่จะเข้ากระแส อย่างกายในกายนี่ไม่ได้มีแค่ ร่างกับวิญญาณรวมกันแต่ว่า มี เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมไม่ได้แยกกันเลย กายสเภทา ปรัมมรณา คือดิน น้ำ ไฟ ลมที่รวมตัวกันเป็นร่างแยกจากจิตวิญญาณ ไม่เกิดผัสสะแล้ว วิญญาณไม่เกิดทางทวารนอกแล้วคนตายไปแยกเด็ดขาด ก็ไปตามวิบากหลังจากการตายแล้ว พระพุทธเจ้าว่าหลังจากการตายแล้วนรกเป็นที่หวังได้ ส่วนใหญ่จะตกนรก คำว่ากาย จึงยิ่งใหญ่ที่จะยืนยันว่าผู้ใดจะเข้ากระแสโลกุตระ การศึกษาของพระพุทธเจ้าทุกวันนี้มันเสื่อมเสีย พลาดผิด พระพุทธเจ้าท่านว่า ถ้าไม่ได้มีผัสสะ วิญญาณมิได้มี กายคือองค์ประชุมของหมวดหมู่หมวดกองของ สัญญา เวทนา สังขาร คือวิญญาณ เมื่อคุณไม่มีการกระทบสัมผัสทางทวารนอก ก็ไม่มีวิญญาณ ไม่มีกาย กายสักขี พระพุทธเจ้ากำหนดเลยว่าถ้าจะมีสักขีพยานของคำว่ากาย ต้องพร้อมไปด้วยสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยความเป็นกายอย่างสำเร็จอิริยาบถอยู่ คุณจึงทำให้อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ ถ้าคุณไม่สามารถครบกาย ครบองค์ประชุม มีทวารนอกและวิญญาณ คุณไม่สามารถทำให้อาสวะสิ้นไปได้ คุณนั่งหลับตาให้ตายไปอีกล้านชาติ สมาธิหรือจิตตั้งมั่นของคุณก็ไม่มีอาสวะสิ้นได้เลย อาสวะคือกุศลจิตตัวปลาย โสดาบันเอาหยาบก่อน เช่น คุณโกง ต้องหยุดโกงให้ได้ เช่น คุณอยู่ในตำแหน่งสูงสามารถโกงได้มาก ไม่มีหรอกชาติไหนๆก็มีโกง อย่างน้อยก็ต้องคอมมิชชั่น สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ อาสวะบางอย่างสิ้น ต้องสัมผัสครบทั้งนอกและใน ต้องมีอัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิปัสสติ ตั้งแต่กามภพ รูปภพ อรูปภพ ในโสดาบันจะมีอาสวะบางอย่างสิ้นได้ เช่น การโกงนี่แหละในมิจฉาอาชีวะระดับกุหนา เช่น เราไม่โกง ไม่ให้คนโกงได้ด้วยก็ยิ่งดี แค่เขาจะโกงเก่งก็แล้วไป เราไม่เก่งแข่งโกงกับเขา เมื่อสามารถเรียนรู้กิเลสตัวนี้ได้ในระดับกามภพ จนคุณสัมผัสภายนอกอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว เหลือแต่แวบวาบเป็นรูปราคะ อรูปราคะ อยู่ อาสวะบางอย่างสิ้นได้ คุณจึงจะทำให้อาสวะทุกอย่างหมดสิ้นได้ จะสิ้นสุดได้ต้องรู้ว่าความหมดสิ้นอาสวะเป็นเช่นใด ก็ต้องอานาคามี อรหัตตมรรคแล้วจึงรู้ได้ จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน