580303-พ่อครู ทวช. พุทธาฯ ไพศาลี เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข19 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580303- รายการเทศน์ ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ที่ไพศาลี เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน 2 โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า....วันนี้วันอังคารที่ 3 มี.ค. 2558 เป็นวันที่ 3 ของงานแล้ว วันนี้ก็จะอ่านมหานิทานสูตรให้ฟังก่อนให้จบแล้วค่อยสาธยาย...วันนี้เราจะเปลี่ยนโศลกใหม่ ซึ่งอาจได้ใช้โศลกนี้อีกหลายครั้ง เพราะเป็นโศลกที่ยิ่งใหญ่ โศลกที่ว่าชื่อ “ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด” ฟังให้ดีแล้วเป็นให้ได้ ...มีคำว่าในที่สุด เพราะการชนะนั้น ไม่ใช่ชนะรวดเดียว ส่วนมากจะเป็นผู้แพ้ก่อน แล้วจะชนะไป จนชนะทุกสิ่งทั้งโลก ในที่สุด อย่างอื่นชนะความบริสุทธิ์ไม่ได้ ใครจะทุจริตอย่างไรก็เป็นไป แต่โดยสัจจะแล้ว มันชัดเจนว่า คนที่บริสุทธิ์เท่านั้น ถึงเป็นสิ่งที่สูงสุด สังคมไทยทุกวันนี้ กระแสจะมาชัดเจนมาก แสดงสัจจะของสัทธรรมที่เป็นธรรมดาจะต้องเป็นเช่นนั้นเอง ตามสามัญตามจริง ส่อแสดงว่าต้องเป็นเช่นนี้ นั่นก็คือ ขณะนี้ คนผิด ย่อมเปิดเผยความผิดของเขาไม่ได้ ไม่กล้า ทั้งอาย ทั้งกลัว ทั้งโกงต่อไปอีก นี่คือลักษณะของคนผิด ส่วนคนถูกนั้นย่อมกล้าเปิดเผยความถูกของตนได้ ทั้งไม่เก้อ ไม่ยาก ไม่อาย ไม่กลัว ไม่บิดพลิ้วอะไรทั้งนั้น ยิ่งมีการกระทำที่กระทบต่อส่วนรวม ที่ปรากฏการณ์เกิดของแต่ละกลุ่มย่อยที่กระทบต่อสังคม ที่เกิดความผิด มีอาการปกปิด บิดพลิ้ว หมักหมม เน่าใน เกิดขึ้นหนักในสังคม อ่านออก คนที่พอมีปัญญาจะรู้ สักวันจะยิ่งกว่ามะเร็งร้าย หรืออีโบล่า มันจะเน่าเท่าใดก็แล้วแต่ ก็ไปบังคับกันไม่ได้ แต่ทุกคนก็พยายามมีมารยาทของเขาเป็นธรรมชาติ สังคมยิ่งต้องกระทบส่วนรวม มีปรากฏการณ์พิเศษที่สังคมต้องพยายามทำให้เกิดความถูกต้องให้ได้ ยิ่งต้องมีอาการเปิดเผย เพื่อจะแก้ เพราะสังคมยิ่งเน่าใน ยิ่งปกปิดกันอย่างที่เป็น เร

อ่านต่อ

าจึงต้องทำให้เกิดพฤติกรรมสังคม ให้มีปรากฏการณ์วิเศษในสังคม มีอาการเปิดเผย เพื่อแก้ปรับปวาทะ(คือคำสอน คำพูด ที่คลาดเคลื่อน วิปริตผิดเพี้ยนไปจากคำสอนพระพุทธเจ้า) เราต้องทำความถูกต้องให้ปรากฏสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย ผู้ที่สามารถทำให้ปรับปวาทะ ได้ ถูกต้อง ตอนนี้การทำให้วิปริตผิดเพี้ยนสัทธรรมของพระพุทธเจ้านั้นมากเกินไปแล้ว ทุกอาการเคลื่อนไหวทุกวันนี้ ในกระแสสังคม ความผิดของสัทธรรมพระพุทธเจ้า กำลังทำการปกปิดบิดพลิ้ว ทั้งหน้าไม่อาย ทั้งกลัว ทั้งไม่กล้า คนผิดไม่อยากเปิดเผยกัน เขาจะทำหนักอย่างไรในพฤติกรรม ความถูกต้องสัทธรรมของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งน่าเปิดเผยมากเท่านั้นเพื่อยืนยันสัจจะ ผลถูก แม้ว่า เราจะยังไม่รู้ชัดว่าอะไรถูกหรือผิดก็ตาม คนที่เขาไม่มีปัญญารู้ชัดเจนก็ตาม ก็ยังอยากจะให้ความถูกเปิดเผย ยิ่งคนที่รู้จักความถูกต้องความผิดที่แท้จริงแล้ว อย่าดูดายเพิกเฉย เพราะ ความถูกมันถูกความผิดข่มเหงทำร้ายหนักเหลือเกิน สังคมจะดีขึ้นอย่างเดียว ต้องเอาความถูกต้องขึ้นมา อย่างไม่ใช่อยากอวดนะ แต่เป็นสิ่งที่ควรทำจำเป็น คนถูก ต้องออกมาแสดงพฤติกรรม มารวมกัน ก็มีหลากหลายตามเหตุปัจจัยที่จะแสดงออกได้ อย่างอาตมาเป็นต้น มันแสดงได้แค่นี้นะ ที่จริงอยากแสดงกว่านี้ แต่มันแสดงได้แค่นี้ ก็ต้องมาช่วยกัน บางคนมีข้อจำกัด แต่ขอให้ออกมาเป็นกิริยาของ กาย วจี มโนกรรม ในตัวเราที่รู้ถึงความถูกต้องจริงใจ เป็นเช่นนี้ๆ เราแสดงอย่างจริงใจเลย อาตมาเชื่อมั่นว่า คนเราพยายามใช้ปัญญาทั้งนั้น ก็ต้องกรองเอาความถูกต้องออกมาแสดงทั้งนั้น ให้ความชั่ว ความผิดถูกข่ม ด้วยความจริงความถูกต้อง ก็ขอประกาศถ้วนทั่ว ใครมีปัญญารู้ว่าความบริสุทธิ์ถูกต้องเท่าไหร่ก็เทออกมา ตามเหตุปัจจัยของแต่ละคน ถ้าสามารถเท่าไหร่ได้ก็ทำเต็มที่ จะเกิดสังเคราะห์พฤติกรรมสังคม โดยไม่ต้องตีรันฟันแทงรบรากัน เพราะความถูกต้องดีงามไม่ร้ายแรง ความอบอุ่นปรารถนาดีนั้นไม่เป็นพิษเลย ขอให้แสดงออกตามปัญญาของแต่ละคน ให้นำความถูกต้องดีงามของตนแสดงออก นี่คือการแก้ไขปัญหาสังคม อย่าดูดายนิ่งเฉย ดีไม่ดีเอาความไม่ถูกมาแสดงออก ก็คือโง่และบ้า แม้แต่ผู้ที่อยู่ในสถานะผู้รักษาความสงบเรียบร้อย ไม่น้อยเลยรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ก็ยังไม่แสดงออกมา นี่คือคนอวิชชา ต้องตั้งสติทำความเข้าใจให้ดีว่า เราควรแสดงความโง่ความผิดหรือความถูกต้อง ต่อไปจะอ่าน มหานิทานสูตร ต่อจากวานนี้ ...เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะ อุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งภพ ก็คืออุปาทานนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน คือรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา เมื่อตัณหาไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะตัณหาดับไป อุปาทานจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งอุปาทาน ก็คือตัณหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เรากล่าวอธิบายไว้ ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าเวทนามิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ เวทนาที่เกิดเพราะจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อเวทนาไม่มีโด ย ประการทั้งปวง เพราะเวทนาดับไป ตัณหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า … คำว่า เพราะเวทนาดับไป ก็พอซื่อว่าดับแบบไม่เกิดเวทนาเลย เช่น ตากระทบรูป แล้วคุณไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนไม่เห็นเลย เพราะว่าเวทนาดับแบบพาซื่อ ตามองกระทบรูป หูก็ได้ยินเสียง แต่ไม่รับรู้ ดับการรับรู้เลย ไม่เกิดเวทนา แล้วจะสัมผัสไปทำไม มีทวาร 6 ไว้ทำไม นี่คือความผิดพลาดของนักปฏิบัติธรรม แล้วจะมาปฏิบัติทั้ง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทำไม เมื่อไปดับตั้งแต่ต้น ก็เลยไปนั่งทำดับทุกทวาร แล้วบอกว่านี่คือนิโรธ คือตัณหาดับ เขาเข้าใจเช่นนั้น ดับไปเท่าไหร่ก็ไม่มีทางได้บรรลุจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้พาซื่อดับเช่นนั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งตัณหา ก็คือเวทนานั่นเอง ฯ [ 59 ] ดูกรอานนท์ ก็ด้วยประการดังนี้แล คำนี้ คือ เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดการตกลงใจ เพราะอาศัยการตกลงใจ จึงเกิดการรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยการรักใคร่พึงใจ จึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวง จึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือ จึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกัน จึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท พ่อครูว่า...เหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ก็เกิดการป้องกัน แต่อกุศลก็ยังไม่ถึงกับลงมือลงไม้ ได้แต่ส่อเสียดคำเท็จ มีเหตุการณ์ร้ายแรงมากแต่ก็เกิดเหตุที่เบาทะเลาะกันด้วยภาษา ในสังคมกว้างก็ยังไม่หยาบคาย มีในสื่อสาร social media มีหยาบคายบ้าง นี่คือเรื่องจริงเรื่องใหญ่ แต่สังคมไทยอยู่ในภาวะที่ผู้บริหารข่มไว้ก็เลยไม่แรง ทั้งที่เหตุการณ์แรงหนักมาก ผู้ผิดกำลังบิดพลิ้วปกปิดหมักหมมจัดจ้าน อาตมาก็เรียกร้องให้ผู้ที่ถูกต้องออกมาแสดงความบริสุทธิ์ ถูกต้องดีงามให้เต็มที่ตามข้อจำกัดของแต่ละคน ซึ่งผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักทางสังคมอาจแสดงออกไม่ได้มากตามข้อจำกัด แต่ว่าผู้น้อยนี่ก็แสดงออกเต็มที่เลย จริงๆแล้ว ทาง social media ช่วยได้มาก ขอให้แสดงออกสิ่งจริงโดยบริสุทธิ์ใจ เพราะคนชั่วก็พยายามแสดงออกมาเพื่อสู้กับพลังทางสังคม ก็เรียกร้องผู้จริงใจ ปรารถนาดีต่อประเทศชาติ ทุกคนมีทั้งชั่วและดี แต่เราพยายามแสดงออกแต่ดีออกมา เราเก็บความชั่ว ต้องแสดงออกสิ่งดีออกมาเป็นโอกาสที่ดีมาก นี่คือธรรมาธรรมะสงคราม การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น คำนี้เรากล่าวไว้ด้วยประการฉะนี้แล ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวว่าเรื่องในการป้องกันอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การ วิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการป้องกัน(อารักโข)มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการป้องกันโดยประการทั้งปวง เพราะหมดการป้องกัน อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียดและการพูดเท็จ จะพึงเกิดขึ้นได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า...ตอนนี้ใครทำการป้องกัน ตอนนี้คนผิดกำลังออกอาการป้องกัน รักษาตัว เพราะตัวผิด เน่า ก็หมกหมัก ปิดบัง ป้องกันใหญ่เลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ถูกต้อง เขาแสดงการปกปิดอย่างไร เราฝ่ายถูกก็ต้องแสดงออก เพราะความถูกต้องดีงามแสดงออกได้ง่าย พฤติกรรมคนชั่วเขาแสดงออก คนดีก็ต้องแสดงออก ไม่ต้องตีกัน แล้วตอนนี้คนชั่วเขาอยู่ในฐานะป้องกัน โดยบิดพลิ้วโกหก อะไรออกมาเรื่อยๆ ถ้าเผื่อว่าคนถูกแสดงสิ่งถูกออกไป ถึงผิดจะแสดงออกมามากขึ้น การขายหน้าจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ แต่คนถูกไม่มีขายหน้า อย่าทำมีมารยาท ต้องเอาความจริงออกมาสู้กัน เอาของจริงตรงๆ ไม่ต้องมีมายาเลย นี่คือโอกาส เข้ากับนิทานแท้ในสังคม เราเติมปัจจัยเราเข้าไปเสริมเหตุที่สังคมมันสังขารสังเคราะห์กัน เราก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยสังคม เพราะคนชั่วเขาจะรุนแรงมาเรื่อยๆ แต่การแสดงออกของคนดีจะช่วยไม่เกิดความรุนแรงได้ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกเหล่านี้ คือ การถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การ แก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การกล่าวคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ก็คือการป้องกันนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความตระหนี่มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตระหนี่ โดยประการทั้งปวง เพราะหมดความตระหนี่ การป้องกันจะพึงปรากฏได้ บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการป้องกันก็คือความตระหนี่นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความยึดถือมิได้มีแก่ใครๆ ในภาพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความยึดถือโดยประการทั้งปวง เพราะดับความยึดถือเสียได้ ความตระหนี่จะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความตระหนี่ ก็คือความยึดถือนั้นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการพะวงมิ ได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการพะวงโดยประการทั้งปวง เพราะดับการพะวงเสียได้ ความยึดถือ จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความยึดถือ ก็คือการพะวงนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ รักใคร่พึงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความรักใคร่พึงใจโดยประการทั้งปวง เพราะดับความรักใคร่พึงใจเสียได้ การพะวงจะพึง ปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งการพะวงก็คือความรักใคร่พึงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เรากล่าว อธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าความ ตกลงใจมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีความตกลงใจ โดยประการทั้งปวง เพราะดับความตกลงใจเสียได้ ความรักใคร่พึงใจจะพึงปรากฏ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยความรักใคร่พึงใจ ก็คือความตกลงใจนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าลาภมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีลาภโดยประการทั้งปวง เพราะหมดลาภ ความตกลงใจจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งความตกลงใจ ก็คือลาภนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าการแสวงหา มิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆทั่วไปทุกแห่งหน เมื่อไม่มีการแสวงหาโดยประการทั้ปวง เพราะหมดการแสวงหา ลาภจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของลาภ ก็คือการแสวงหานั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าตัณหามิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เมื่อไม่มีตัณหาโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับตัณหาเสียได้ การแสวงหาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยของการแสวงหาก็คือตัณหานั่นเอง ฯ พ่อครูว่า … ขออนุโมทนากับพวกเรา ที่เอามาบรรยายนี่ คุณไม่หลับได้นี่เป็นปาฏิหาริย์มากเลยนะนี่ เพราะเป็นเรื่องลึกละเอียดมากเลยนะนี่ ไม่ใช่เรื่องสามัญนะ [ 60 ] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะดับผัสสะเสียได้ เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะ นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า … อย่างตาเรามองผลไม้นี่ มันก็มีทั้งมองแล้วรู้ว่านี่คืออะไร มี ลักษณะอย่างไร? ทุกคนรู้เหมือนกันหมด แต่อีกเวทนาคือรู้สึกอยาก ชอบ หรือไม่ชอบ ชัง นี่ก็เป็นเวทนาอีกอย่างหนึ่ง แล้วเราควรดับอันไหม? แต่ที่สอนกันมาก็ให้ดับไปหมดเลย นี่เป็นสิ่งที่ผิดพลาดของการสอนธรรมะกันมา อย่างฤาษี อาฬารดาบถ หรืออุทกดาบส ได้อากิญจัญฯและเนวสัญญาฯ เขาเข้าใจผิดว่า ต้องทำการดับให้หมด ทั้งสัญญา เวทนา ดับไปถึงที่สุดจะได้แค่อสัญญีสัตว์ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบจะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบ ก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูป นั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูป จักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติ ชรา มรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูปจึงยังเกิด แก่ ตาย จุติหรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติ ทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสารย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความ เป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ พ่อครูว่า … แม้นามรูป เป็นอาการนามธรรมในจิตที่ถูกรู้ ถ้าสัมผัสแล้วรู้แจ้งผ่านไป ไม่ยึดมั่น นามรูปก็ไม่เกิด วิญญาณก็ไม่เกิด ชาติก็ไม่มี แต่มีสัมผัส แล้วเวทนาทำงานด้วย ยิ่งชัดเจนว่า การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านี้ เราอยู่ในโลกสัมผัสทุกอย่างได้ แต่เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ผู้ผิดคือผู้ผิด ผู้ถูกคือผู้ถูก เราทำให้ถูกก็แล้วกัน ความบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลก...ในที่สุด จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน