580302-พ่อครู ทวช. พุทธาฯ ไพศาลี เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580302- รายการเทศน์ ทำวัตรเช้า งานพุทธา ภิเษกฯ ที่ไพศาลีอโศก - เรื่อง มหานิทานสูตร ตอน 1

พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 2 มี.ค.2558 เริ่มต้นการบรรยาย อาตมาจะนำเอามหานิทานสูตรมาใช้ พูดถึงเรื่องกายไปก็ไม่ใช่น้อย ซึ่งในมหานิทานสูตรนี้มีครบเลย ทั้งวิโมกข์ 8 วิญญาณฐีติ มาฟังที่อาตมาจะอ่านให้ฟังก่อน ในมหานิทานสูตร พระไตร ปิฎก เล่ม 10 ข ้อ 57 2 . มหานิทานสูตร ( 15 ) [ 57 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้: สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ กุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ นามว่า กัมมาสทัมมะ ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้นท่านพระอานนท์นั่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมา ข้าแต ่ พระองค์ผู้เจริญ ปฏิจจสมุบาทนี้ลึกซึ้งสุดประมาณ และปรากฏเป็นของลึก ก็แหละถึงจะเป็นเช่นนั้น ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นของตื้นนัก ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น อานนท์ปฏิจจสมุบาทนี้ ลึกซึ้งสุดประมาณและปรากฏเป็นของลึก ดูกรอานนท์ เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่แทงตลอด ซึ่งธรรมอันนี้ หมู่สัตว์นี้ จึงเกิดเป็นผู้ยุ่งประดุจด้ายของช่างหูก เกิดเป็นปม ประหนึ่งกระจุกด้าย เป็นผู้เกิดมาเหมือนหญ้ามุงกระต่ายและหญ้าปล้อง จึงไม่พ้นอุบาย ทุคติ วินิบาต สงสาร(ความวน) ดูกรอานนท์ เมื่อเธอถูกถามว่า ชรามรณะ มีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชรามรณะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ชาติมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ชาติมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีภพเป็นปัจ

อ่านต่อ

จัย เมื่อเธอถูกถามว่า ภพมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ภพมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีอุปาทานเป็น ปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่าอุปาทานมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า อุปาทานมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีตัณหาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ตัณหามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ตัณหามีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า ม ี เวทนาเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า เวทนามีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า เวทนามีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีผัสสะเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า ผัสสะมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอ พึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า ผัสสะมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า นามรูปมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า นามรูปมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีวิญญาณเป็นปัจจัย เมื่อเธอถูกถามว่า วิญญาณมีสิ่งเป็นปัจจัยหรือ เธอพึงตอบว่า มี ถ้าเขาถามว่า วิญญาณมีอะไรเป็นปัจจัย เธอพึงตอบว่า มีนามรูปเป็นปัจจัย ดูกรอานนท์ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยดังนี้แล จึงเกิดวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิด นามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงเกิดผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิด เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรามรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัส อุปายาส ฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ฯ พ่อครูว่า … “ สัญญา ” เป็นตัวเก็บข้อมูลไว้ เหมือนเคาะเครื่องคอมพิวเตอร์ ใครสามารถก็ดึงเอาสัญญามาใช้ แล้ว สัญญาที่เจริญขึ้นเรียกว่า “ ปัญญา ” ส่วนความรู้อย่าง “ อัญญา ” เป็นความรู้อย่างวิชชา เป็นธาตุรู้ที่มีนัย ของความเป็นพุทธแล้ว โกณทัญญะจึงเป็นคนแรกเลยในศาสนาพระสมณโคดม ที่มี “อัญญา” อัญญา สิ วัฒโพโกญทัญโญ เป็นธาตุรู้ที่รู้ลึกรู้ละเอียด โดยการสัมผัสรู้ สิ่งที่ถูกรู้คือ รูป สิ่งที่รู้คือ นาม ถ้าคำว่า นามรูป คือมีทั้งรูปและนาม นามคือสภาพนามธรรม ก็สามารถถูกรู้โดยนามของเราได้อีก [ 58 ] ก็คำนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ เรากล่าวอธิบาย ดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงเกิดชรามรณะ ดูกรอานนท์ ก็แลถ้าชาติมิได้ มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ มิได้มีเพื่อความเป็นเทพแห่งพวกเทพ เพื่อความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ (พ่อครูว่า … คนที่ยังเพลิดเพลินใน การเสพรสอารมณ์โลกีย์) เพื่อความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ (พ่อครูว่า … ทุกวันนี้ยักษ์มีมาก แต่เป็นยักษ์แปลงรูปมาแบบ เทวบุตรมาร ชนิดเขี้ยวลากดิน ถ้าใครตาทิพย์จะเห็นยักษ์อยู่รัฐสภา คือ จาตุมหาราชิกา) เพื่อความเป็นภูตแห่งพวกภูต (พ่อครูว่า … ระดับตั้งแต่ เทพ ยักษ์ คนธรรพ์ ภูติ ก็ไม่มีอาการ 32 ) เพื่อความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ (พ่อครูว่า … พวกจิตกลางๆ คือ มน ที่มีการพัฒนาได้ มีชมพูทวีป โลกหมุนมาเป็นอาการ 32 สติเต็มทั้งนอกและใน) เพื่อความเป็นสัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า เพื่อความเป็นปักษีแห่งพวกปักษีเพื่อความเป็น สัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน ดูกรอานนท์ ก็ถ้าชาติมิได้มีเพื่อความเป็นอย่างนั้นๆ แห่งสัตว์พวกนั้นๆ เมื่อชาติไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะชาติดับไป ชราและมรณะจะพึงปรากฏได้บ้างไหมฯ (พ่อครูว่า … มนุษย์ เป็นสัตว์ประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้นเพราะมีอาการ 32 และมีจิตที่เป็นกลางๆพัฒนาได้กว่าสัตว์เหล่าใด) ไม่ได้เลยพระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า … ใครเคยเข้าใจมาก่อนว่า “กาย” คือ ร่าง ไม่มีจิต แล้วอีกอย่างคือใครเข้าใจว่า “กาย” คือจิต คือมโน คือวิญญาณอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนมาก่อนเลย...ก็มีคนเดียวที่รู้มาก่อนว่า กายคือจิต รู้นิดหน่อย แล้วพวกเรามีบารมีนะที่ได้มาฟังธรรมะขนาดนี้นะเรื่องจริง เมื่อวานนี้ใครได้ฟังการประกา ศ อรหันต์ อาตมาไม่ได้มีจิตอยากอวดเลย แต่นี่ 40 ปีมาแล้ว แต่เพราะเขาเข้าใจกันว่า เป็นโสดาบัน เกิดอีก 7 ชาติ(ต่ำสุดคือสัตตักขันตุปรมโสดาบัน) ก็จะเป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วต้องตายสูญอีก อาตมาไม่ได้มีจิตสาเฐยยะในการประกาศ อาตมาประกาศอาริยะครั้งแรกปี 2517 ที่โคราช เขาถามว่าเอาอะไรมาเผยแพร่ ท่านเจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดที่โคราชฯก็มาถามว่า เอาอะไรมาเผยแพร่ อาตมาก็บอกว่าเอาธรรมะ เอาอาริยะมาเผยแพร่ ท่านก็ถามว่า บอกได้ไหมว่าอาริยะขั้นไหน อาตมาก็คิดว่าจะบอกดีไม่บอกดีนะ(ท่านเสียชีวิตไปแล้วเพราะอุบัติเหตุรถยนต์) อาตมาก็บอกว่า “ถ้าเผื่อว่าโสดาฯ สกิทาฯ ผมก็ผ่านนะ” ท่านก็ว่าอ๋อ มีโสดาฯ สกิทาฯด้วยหรือ? (อาตมาตอบอย่างเกรงใจนะ) ท่านเปรียญ 9 แล้วไม่น่าถามอย่างนี้นะ ต่อมาเมื่อวานนี้ก็บอกไป แต่อาตมาก็พูดเรื่องโพธิสัตว์ แล้วโพธิสัตว์ต้องเป็นอารยะเป็นอรหันต์มาก่อนนะ ก็พูดบรรยายมานานแล้ว ส่วนที่ตอบกับส่วนตัวก็บอกกับสองคนที่เล่าเมื่อวาน ว่าได้พูดว่าเป็นอรหันต์ ขวัญดีก็ถามนานแล้ว ตอนนี้ขวัญดีตายไปแล้ว ก็ถาม อาตมาก็บอกเขา เขาถามเพราะอ้างการศึกษา อาตมาก็บอกเขาว่าเป็นอรหันต์ ส่วนอีกคนก็ ศาสตราจารย์ แสง จันทร์งาม ตอนนี้อายุ 90 แล้ว มาถามที่สันติอโศก นานมาแล้ว เซ้าซี้ถาม อาตมาก็ยึกยักอยู่ตั้งนาน เขาถามว่า ท่านเป็นอรหันต์หรือเปล่า อาตมาก็บอกว่า เป็น ก็มีสองคนนี้แหละที่บอกกับส่วนตัวไป อาตมาคิดว่าขวัญดีก็เชื่อบ้าง แต่เขาไม่รู้ลึกเท่าไหร่ (มีคนบอกว่าขวัญดีไปบอกต่อส่วนตัวคนอื่นอีกบ้าง) ส่วนอ าจารย์ แสง นั้นเรียนมาทางศาสนา อาตมาเดาว่าท่านไม่เชื่อมากกว่า ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะอาตมาจริงใจ อาตมาไม่มีสิทธิ์พูดให้ใครเชื่อ แต่อาตมามีสิทธิ์พูดความจริง แล้วอาตมาไม่ชอบบังคับคนด้วย ยิ่งความเชื่อแล้วก็เป็นปัญญาของเขา อาตมาต้องการคนเข้าใจแล้วเชื่อถือตนเอง คุณจะมาว่าอาตมาไม่ได้ อาตมาไม่เคยและเล็มเลียบเคียงล่อลวงคนมา คนที่ล่อคนมาได้มาก คิดว่าตนเองเก่งนั้นโง่มาก มันไม่ได้ตัวจริงมา ได้แต่ขยะมา ก็เห็นแล้วน่าสงสาร เมื่อไหร่จะหลุดจากความโง่ วันนี้ก็เล่าเปิดเผยหมดเนื้อหมดตัว อาตมาไม่ได้ต้องการให้คุณเชื่อนะ ช่างศีรษะคุณเถอะ เชื่อหรือไม่อาตมาก็เป็นตัวของอาตมาเอง เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชรามรณะ ก็คือชาติ นั่นเอง ฯ พ่อครูว่า... คนเราก็มีเหตุมาประสมเป็นเรื่องราว เป็นนิทานของตน มีนิทานชาดกของตน ชาดก คือ ชาตกะ ก็คือ ชาติ นั่นเอง แต่ละคนมีนิทานทั้งนั้น นิทานคนไหนมีราคะ โทสะ โมหะ คนก็จับมาทำหนังเพราะคนชอบ และเวทนาเป็นนิทาน ผัสสะเป็นสมุทัยของมรรค ตัณหาเป็นสมุทัยเหตุใหญ่ทางจิตเลย ผัสสะกับตัณหานี่แหละปรุงแต่งจัดการกันเป็นนิทาน หรือเวทนา 108 ถ้าไม่เข้าใจเวทนา 108 อย่างมีปฏิสัมพัทธ์ เช่น นี ่ สัปปะรดบนโต๊ะนี้ พอสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนาเป็นเรื่องขึ้นมา ตากระทบรูป ก็เกิดนิทาน อวิชชามันสังขารปรุงแล้ว พออยากกินก็เป็นผี พอได้มากินสัมผัสก็เป็นเทวดา แซ่บดี พอไม่ชอบใจผีก็ขึ้นต่อ ดีไม่ดีอาละวาดเลย เหมือนนิทานผัวกินอาหารไม่ถูกปาก ก็ร่อนจานเลย นั่นคืออยากก็เป็นผีแล้ว พอกินเข้าไปไม่ถูกปาก ผีก็เข้าอีก ร่อนจานเลย นี่คือไม่รู้ วิญญาณผี วิญญาณเทวดา อาตมาก็ขยายความ พวกเราได้ฟังนี้เป็นอัพภูตธรรม ที่เป็นสิ่งที่อาตมามี เป็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่คิดว่ามีจริง ถูกต้อง แล้วอาตมาไม่ได้มีศักดิ์ศรีอะไรเลย ให้เขานับถือ ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาเข้าใจก็ตีทิ้ง แล้วเขาไม่เคยได้ยิน อัพภูตธรรม สิ่งที่เป็นอัจฉริย ะ อัพภูตธรรม น่าอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ในปหาราทสูตร เป็นความมหัศจรรย์ 8 ข้อ อาตมาก็ทบทวนสิ่งที่เป็นมา แล้วมาขยายอีก อาตมาแกล้งได้ไหม เอาอัพภ ู ตธรรม เอาอัจฉริยะนี่มาพูด แกล้งได้ก็แกล้งสิ อาตมาว่าให้มาจน พวกเราก็มาจนเป็นสิ่งอัศจรรย์ อาตมาไม่เคยล่อให้มาโดยบอกว่ามารวย มาสวย มาได้โลกธรรมอะไร นะ อย่างสมณะนี่มานี่ อาตมาบอกว่ามาตายกันนะ ไม่ได้ให้มาสบายกินนอนพุงพลุ้ย แต่แปลกนะ บางรูปไม่ผอมนะ สมสัดส่วน ก็คำนี้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบข้อความนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่า เพราะภพเป็นปัจจัยจึงเกิดชาติ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าภพมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เมื่อภพไม่มีโดย ประการทั้งปวง เพราะภพดับไปชาติจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งชาติ ก็คือภพนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะอุปาทาน (พ่อครูว่า … ต้องปฏิบัติจนเข้าไป ทำไป สร้างไป ฝึกตนจนเป็นช่างที่ไปรื้ออุปาทานออกหมดได้ ก็เป็นอรหันต์ ซึ่งจะไปรื้ออุปาทานได้ต้องเป็นช่างใหญ่) เป็นปัจจัยจึงเกิดภพ เรากล่าวอธิบายดัง ต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้ โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้ กล่าวไว้ว่าเพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงเกิดภพ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าอุปาทานมิได้มี แก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน เมื่ออุปาทานไม่มี โดยประการทั้งปวง เพราะอุปาทานดับไป ภพจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่ อครูว่า... อ่านไปก็จะไปตามเหตุผลได้ แต่ทั้งหมดเป็นสภาวธรรม ส่วนนักปรัชญานั้นขาดปัญญาที่เป็นตัวรู้ความจริงตามความเป็นจริง ที่ไปรู้ รูปนาม ถ้าไม่เข้าใจว่า รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ แค่นี้ก็เข้าใจไม่ได้ อย่างสมณะของเรารูปหนึ่งย้อนอาตมาว่า พ่อท่านไปรู้มาจากไหนว่าใครสอน รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นี่ตอนนี้ก็กระเด็นไปไหนต่อไหนแล้ว ซึ่ง รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ใครเข้าใจไม่ได้ก็ไม่มีทางปฏิบัติธรรมได้หรอก เช่น เสียงนี่ มันต้องถูกนามไปรู้ จึงมีปฏิกิริยาปฏิบัติต่อไปได้ เสียงจึงคือสิ่งที่ถูกรู้ ก็คือรูป นั่นเอง เขาได้แต่อัตวาทุปาทาน เช่น ลัทธิที่เขายึดอัตตา เป็นปรมาตมัน เป็นอาตมัน เขายึดแต่ว่าเขาไม่รู้สภาวะจริงหรอ ก อ่านอาการไม่ได้แต่ว่าเชื่อถือยึดถือ แต่ของพุทธรู้จริงแล้ว รู้ว่ามันไม่เที่ยง มันมีปรมาตมันในตัวเรา เริ่มตั้งแต่อรหันต์ถือว่าเริ่มต้นปรมาตมันยิ่งใหญ่ของคน แล้วปรมาตมันของแต่ละคนหรือพระเจ้า ที่เป็นปัจเจกของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันนะ ทีนี้ มีปรมาตมันทั่วไปอีก ก็คือ พลังงานรวม อย่างชาวอโศกมีพระเจ้าของชาวอโศก เป็นพลังงานสนามแม่เหล็กของอาริยภูมิ รักษาชาวอโศกอยู่ มีฤทธิ์เดชต่อชาวอโศกอยู่ ดูถูกมิได้ แต่คนไม่เชื่อดูถูก คนที่ดูถูกสิ่งใดเขาก็ไม่นับถือ เขาก็ไม่ได้อะไรจากสิ่งที่เขาดูถูก ถ้าเขานับถือเขาจะได้ นับถืออย่างเจโต อย่างศรัทธาเขาก็จะได้ ถ้านับถืออย่างปัญญาก็ยิ่งได้ แต่คนเราจะบังคับกันไม่ได้ ก็อธิบายสู่ฟัง ชาวเทวนิยมเรียกหาพระเจ้าๆ แต่ว่าเขาไม่ได้ร ู้ จักพระเจ้าเลย พระเจ้าคือ จิตวิญญาณ แล้วเขาก็ไม่เคยเรียนวิญญาณของตนเองเลย แล้วถ้าวิญญาณของตนมี ก็ทำให้วิญญาณตนเป็นพระเจ้าสิ คือมีพรหมวิหาร 4 มีเมตตา (เกิดที่ใจ) พอกรุณาก็มีกรรมกิริยาช่วยเขา ก็มีมุทิตาเขาพ้นทุกข์แล้วก็พอใจ ส่วนอุเบกขาก็ปล่อยวางจบ นี่คืออัปปมัญญา 4 ผู้ใดมีพรหมวิหาร 4 แล้วผู้นั้นคือ พรหม อัตตวาทุปาทานคือยึดถือแต่คำพูดเป็นลัทธิเลย แม้ชาวพุทธ จบเปรียญ เรียนดร.จบมาก็ตาม มีเจ้าคุณองค์หนึ่งบอกว่าโพธิรักษ์เป็นใคร (ผู้พูดจบเปรียญ 6 ) แล้วโพธิรักษ์จบอะไรมา...อาตมาจบเพาะช่าง เป็นช่าง ร้ อยมาลัย...ในอัตวาทุปาทาน เขาพูดเรื่องพระเจ้าก็ไม่รู้จักสภาวะของพระเจ้า เริ่มต้นวิญญาณเขายังสัมผัสวิญญาณไม่ได้เลย แล้วจะเอาอะไรไปรู้จักพระเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่า วิญญาณต้องเกิดจากผัสสะ มีปสาทรูป และโคจรรูปทำงานร่วมกัน มีนามธรรมไปทำงานเรียกว่าโคจระ ดำเนินการ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ไม่ใช่ว่าดับไม่รับรู้ไปหมดก็ผิดทางพระพุทธเจ้าเลย ที่ท่านให้รับรู้ครบทุกทวาร คือภาวะ คือปาตุภาวะ คือปาตุสัจจะ มันเกิดอาการแม้เป็นนามธรรมนั่นแหละสิ่งจริง ตากระทบรูปก็เกิดวิญญาณ รู้ว่า อันนี้สัปปะรด วิญญาณก็รู้ก็เห็นขึ้นมา นามธรรมทำงาน เป็นวิญญาณ ถ้าอวิชชามันสังขารปั๊บเลย เป็นผีหรือเป็นเทวดา ผีก็คือทุกข์ สุขก็คือเทวดา เป็นอาการจิตจริงๆ อาการสุข ทุกข์ คืออัตภาพของตัวเราหรือเฉยๆก็แบ่งเป็น เวทนา 3 เป็นเวทนาหลักที่ต้องเรียน แม้เวทนา 2 ก็ต้องเรียนรู้ละเอียด ส่วน กายิกทุกข์ คือเวทนาที่เกิดจากองค์ประชุม คือเรื่องของกาย(ไม่ใช่ว่ากายคือร่างเนื้อ ไปแยกกับจิต) กายคือ องค์รวมทั้งนอกและใน ไม่ขาดจากกันนะ แยกส่วนไม่ได้ แม้ปฏิบัติล้างอบายได้ เป็นโสดาบัน ไม่ติดอบายแล้วก็ยังไม่ทิ้งข้างนอก สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็ไม่ทิ้งข้างนอกนะ แล้วที่เขาสอนกันว่า อย่าส่งจิตออกนอก ก็คนละทางกับที่อาตมาสอนนะ คนที่สอนแบบนี้เขาว่าเป็นอรหันต์ด้วยนะ อาตมาก็ขอว่า ท่านมักน้อยได้จริง แต่ว่าปรมัตถ์ท่านไม่ได้ แล้วสอนว่าอย่าส่งจิตออกนอก ไม่รู้กายนี่ จบเห่เลย คำว่าอัตตาจึงไม่ใช่เรื่องสามัญ ผู้ใดมีญาณอ่านวิญญาณได้ ตากระทบรูปเกิดวิญญาณ เกิดอาการชอบ หรือชัง ดูด แรง หรือเบา หรือเหมือนเฉยๆ กับอาการเบาๆมันก็มีความต่าง อ่าน ลิงค คือเพศ ที่มันยังดิ้นอยู่ก็คือ อิตถีเพศ ส่วนที่สงบแล้วไม่ดิ้นก็คือ ปุริสภาวะ ให้ทำปุริสภาวะไม่ใช่อิตถีภาวะ จนสูงสุดเป็น อุตมปุริสสะ คือหมดอิตถีภาวะเลย เป็นเอกบุรุษ เป็นเอโก ที่ไม่ใช่แปลว่าหลีกเร้นอยู่แต่ผู้เดียวไม่เกี่ยวกับใคร พระพุทธเจ้าสอนพระเมฆิยะ ว่าอย่าไปเลยในป่า ป่าจะเอาใจของเธอไปเสีย สุดท้ายกิเลสกลุ้มรุมก็เลยกลับมาหาพระพุทธเจ้าเป็นนกติรทัสสี กามุปาทาน กามคืออาการของการสุขทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (แม้แต่โลกธรรม)พอสุขแล้วก็อยากได้มาเป็นของตนอยากได้ทั้ง กามคุณ ทั้งโลกธรรม แม้กระทั่งศักดิ์ศรี ถือดีถือตัวกัน คือไม่รู้อัตตา การยึดถือตัวตน อัตนียาคือเป็นของตน แต่ตัวตนนี่เนียนใน เป็นอัตตา ตัวกู ยังอยากมีอะไรอีกอันหนึ่ง ทิฏฐุปาทานคือยึดถือความเห็นความรู้ความเข้าใจ ยึดปัญญา ทุกวันนี้ท่านผู้รู้ทั้งหลายแหล่ ฟังให้อาตมาหน่อยก็ไม่ได้ ท่านมีความรู้ ตั้งใจฟังยิ่งดี ฟังแล้วพิจารณาให้ดี อย่าอาบน้ำกลัวเปียก น้ำเลยไม่เปียกตัวเสียที พอน้ำถูกตัวก็รีบเช็ดเลยไม่ซึมซับได้ การยึดทิฏฐิโดยไม่เอาความรู้ความเห็นของคนอื่นเลย แม้ธรรมะอาตมาขี้เหร่ แต่ก็มีประโยชน์บ้างนะ

ศีลพตุปาทาน คือยึดถือในศีลพรต ที่เอามายึด พื้นฐานเป็นศีล 5 ก็เอาแค่นั้นก่อน ก็ยึดถือสมาทานแค่นี้ ตามกรอบ แล้วมีการปฏิบัติประพฤติ เป็นพรต สัมผัสแตะต้องแล้วเกิดวิญญาณ อ่านอาการทางจิตทางกายออก แล้วอาการที่ไปติดยึด หลงเสพอร่อยเป็นสุขโลกีย์ ต้องแยกให้ออก ตั้งแต่หยาบๆ ได้วัตถุ ได้ยศ สรรเสริญ สัมผัสกามคุณ ก็ดีใจ พอใจ คุณก็อ่านอาการพอใจ ว่าไม่ได้อาการนี้มันจะตายไหม หัดเลิกหัดหยุดมันบ้าง มันไม่เที่ยงแท้ ไม่จริง ลองสละออกดูว่า สุขอันนี้ รสนี้ เงินนี้ ไม่ได้แสนจะตายไหม กินวันละมื้อดูสิ หรือกินวันละสามมื้อ ไม่กินจุบจิบดูสิ สัมผัสแล้วมันอยากทางจิต แต่เรากำหนดมื้อแค่ 3 มื้อแล้วนะ ก็อย่าไปกินนอกมื้อ ดูสิว่าจะตายไหม? มันไม่ตายหรอก ปฏิบัติอดทนก็เป็นเจโตสมถะ ไม่ให้มันเรื่อยก็ชินชา ยิ่งใช้ปัญญา ก็จะรู้ว่ามันหลอกเรา ไม่กินก็ไม่ตาย จนเห็นจริงเลย จะเห็นเลยว่าอารมณ์มันไม่จริง สัมผัสอีกมันก็ไม่ได้มีอารมณ์อีก ไม่มีเราก็ไม่แคร์ เอาอย่างอื่นแทนได้ เอาหมวกมาแทนเกือก เอาเกือกมาแทนเกือกก็ได้ ฝึกศีลพรตนั้นจนกิเลสจางคลาย เพราะปัญญา กดข่มก็รู้ว่ากดข่ม จนไม่กดข่ม มีไฟฌาน แปลว่าไฟกองพิเศษที่เผาไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ให้สลายไป มันมีอำนาจวิเศษไปเผาไปสลายพลังกิเลสได้เลย ฌานต้องมีปัญญา เป็นธาตุรู้เหนือชั้น ที่สลายกิเลสได้จริงๆ เป็นพลังงานเหนือพลังงาน ทำไปจะรู้เองเห็นเองเป็นปัจจัตตัง ก็ทำไปตามลำดับ จนบรรลุมรรคผลก็สำเร็จศีลพรต แต่ไม่บรรลุเพราะอุปาทาน เป็นมิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ปฏิบัติเป็นมิจฉาปฏิบัติก็ไม่ได้ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกก็ไม่ได้ ส่วนมากก็ยึดถือศีลพรต แต่มิจฉาปฏิบัติ หรือมิจฉาทิฏฐิอีก ก็เป็น ศีลพตุปาทาน ยึดได้แค่ศีลพรต ต่างจาก สีลัพ พตปรามาส ซึ่งเป็นการปฏิบัติจนสามารถรู้จักสักกายะทิฏฐิ แต่ไม่สามารถลดละกิเลสได้ อ่านตัววิญญาณเมื่อสัมผัสได้ อ่านอาการตัวตนได้ในปัจจุบันขณะ มีอาการ ลิงค นิมิต ให้ได้อย่างนี้ จากการฟังอุเทส แล้วเอาไปปฏิบัติ จับอ่านสักกายะให้ออก ว่าใช่แน่นะ พ้นวิจิกิจฉาเลย อาการอยากได้สัปปะรด เห็นผีเดี๋ยวนี้เลยมันดิ้นอยู่คุณกำลังพบสักกายะ พ้นวิจิกิจฉา แต่คุณสัมผัสแล้วไม่ได้ทำอะไรกับมันเลยก็ลูบคลำผีนี้อยู่ คุณผ่านสักกายะ ผ่านวิจิกิจฉา แต่ไม่พ้นศีลพตปรามาส ไม่ทำให้กิเลสลดได้ คุณเล่นหัวอยู่กับผีตัวนั้นลูบคลำมันอยู่ เล่นๆหัวๆ ทำเหยาะแหยะ คุณไปจับโจร ตำรวจนี้รู้จักโจรนะ แต่ว่าไปกินข้ามต้มกับโจร ไม่จับโจรเสียที ในวงการการเมืองเล่นหัวกับโจร อยู่นี่คือศีลพตปรามาส ผ่านแล้วรู้จักผี โจรได้ แล้วไม่จับโจรเสียที เมื่อไหร่จะปฏิรูป ปฏิวัติได้เล่า ผิดม. 157 นานแล้ว แค่ถอดยศแค่นี้ก็ไม่ทำ เมืองไทยจะหาคนกล้าสักคนได้ไหม? พูดนี่ไม่ได้โกรธเคืองนะ แต่ก็ท่าทีเข้าที สักวันหนึ่งอาตมาว่า เอาจริงนะท่าทีตอนนี้ อาตมาเชียร์เลย ( ช่วงนั้นมีข่าวเรื่องการจะถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ) ศีลพตุปาทาน ก็แย่กว่า ศีลพตปรามาส เพราะได้แค่ยึดได้แค่ ค ำ แต่ไม่ประพฤติสักที รู้จักศีลแต่ไม่ทำสักที แต่ถ้าทำแล้วมีพรตแล้ว รู้สักกายะตนแล้ว แต่ไม่จัดการกิเลสให้ลด ผู้นั้นไม่พ้นศีลพตปรามาส หากผู้ใดทำให้มันลดจางคลายได้ ก็ค่อยพ้นศีลพตปรามาส ได้ผลของโสดาปัตติผลไปตามลำดับ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน