580122_เทศน์ก่อนฉัน ชมร.เชียงใหม่ ปรองดองแบบพุทธ ๕ แบบ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580122_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่ ชมร.เชียงใหม่ เรื่อง ปรองดองแบบพุทธ 5 แบบ โดย พ่อครูโพธิรักษ์
_ พ่อครูเดินทางจากสันติอโศกในเช้าวันพฤ หัสบดี 22 ม.ค. 2558 เวลา 05:00 น. ไปขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง กทม. เพื่อเดินทางไปจ.เชียงใหม่ ระหว่างอยู่บนรถพ่อครูก็ได้แง่คิดเรื่องที่จะเทศนาระหว่างสนทนากับปัจฉาสมณะ และระหว่างรอขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง กทม. พ่อครูก็ได้พบกับพระสุเทพ และพระที่เคยเป็นอดีตสส. เช่น พระอิสระ ส มชัย ที่รอจะขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปจ.สุราษฎร์ธานี ก็ได้โอภาปราศรัยกันอย่างอบอุ่น ที่ครั้งหนึ่งได้เคยร่วมต่อสู้ ร่วมเป็นร่วมตายกัน ในการชุมนุม กปปส. พ่อครูเดินทางมาถึงสนามบินเชียงใหม่ ในเวลาประมาณ 08:15 น. แล้วเดินทางต่อมาที่ชมร.เชียงใหม่ พ่อครูเริ่มเทศน์ก่อนฉันที่ ชมร.ชม. เริ่มประมาณ 09:00 น.
พ่อครูว่า … อาตมามาถึงสนามบินเชียงใหม่ก็มีพวกเรามาต้อนรับกันเยอะเลย อบอุ่นนะ สนามบินแทบแตก ก็ไม่ได้มาตั้ง 7 ปีแล้ว ถ้าเป็นเด็กก็เข้าประถมหนึ่งแล้ว เมื่อถึงนานก็ยังไม่ลืมนะ อาตมาก็มาตามทางก็ได้คิดถึงเรื่อง เมื่อมาพบกันตอนนี้บ้านเมืองก็มีเหตุการณ์เข้าด้ายเข้าเข็มหัวเลี้ย ว หัวต่อ ลุ้นระทึก วันนี้ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 2 ก็เลยไม่รู้ว่าจะตัดสินกันออกมาอย่างไร พรุ่งนี้ 23 แล้ว ก็เป็นวันตัดสิน น่าจะเหมือนกับวันชิงแชมป์โลกมวยของไทย แต่ ก่อนนี้ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยนิยมแล้ว ครั้งนี้ถ้าตัดสินเป็นอกุศลก็จะเกิดผลสูงมาก ราคาบาป นรกก็มากลึกสูง แต่ถ้ามาทางกุศลจะได้ประโยชน์มากเลย งวดนี้ ลองลุ้นกันดู เมื่อวานอาตมาได้เทศน์เรื่องอำนาจ วันนี้ก็ว่าจะเทศน์เรื่องปรองดอง... เปิดเรื่องนำด้วยอารัมภบทว่า .. .เหตุการณ์บ้านเมือง มีป ระชาธิปไตย 82 ปี ได้หมักหมมเชื้อร้ายอกุศล ทุจริตมา มาถึงวันนี้ถึงค
อ่านต่อ
ราวเพราะคนดีตื่นตัว คนดีทนไม่ไหวแล้ว มามากจนถึงมีปฏิวัติ เห็นปฏิวัติที่งดงามมาก สุภาพมาก ยึดอำนาจอย่างสวยงาม ไม่มีประเทศไหนทำได้สวยงามเช่นนี้มาก่อน และไม่ได้เกิดอย่างไม่มีเหตุ แต่มีเหตุอยู่ เป็นการปฏิวัติที่เรียบร้อย ราบลื่น ง่ายงาม ก็เหลือแต่ปฏิรูป ซึ่งปฏิรูปก็ยังไม่ยอมให้ทำกัน ดึงดันกันอยู่ เกือบจะถึงปีแล้ว ก็สู้กันมาเรื่อยๆ แต่ก็สู้กันอย่างผู้ดี แม้ทางโน้นจะหยาบคายและด้านทน อาตมาต้องใช้ภาษาว่า ง่าน โด้ คือยิ่งกว่าด้าน ง่าน คือด้านสุดโง่ ส่วนโด้ คือโง่สุดด้าน....อาตมาก็บัญญัติคำมาใช้เอง ก็เคี่ยวข้นมาถึงจุดนี้ เป็นจุดวิกฤติแล้ว ผู้มีหน้าที่ที่จะต้องทำก็ขอให้ทำหน้าที่อย่างสุจริต มีสติสัมปชัญญะเถิด ประเด็นปัญหาคราวนี้อยู่ที่ไหน ที่คาราคาซังคือ สังคมไทยเรื่องการเมือง มาถึง ณ ลมหายใจเฮือกนี้ คือฝ่ายหนึ่งก็อ้างคำว่าปรองดอง เขาไม่มีทางออกก็เลยต้องหยิบเขาคำนี้มา คือความผิดของเขามันมากจนไม่มีทางเลี่ยงแล้ว ก็เอาคำนี้มาแก้ตัว มาเล่นลิ้นว่าเพื่อความสงบสุขน่า แล้วเราก็ต้องมาวิจัยว่าจะปรองดองกันได้ไหมอย่างไร...อาตมาก็จะใช้วิชาการของพระพุทธเจ้า วิชาการพระพุทธเจ้าจะปรองดองหรือไม่ ก็ให้ประมาณใน 5 สภาพ 1 .สังวาส 2 .สมานสังวาส 3 .นานาสังวาส 4 .นิกาย 5 .อสังวาส พ่อครูว่า… คำว่าสังวาส คำนี้แปลว่า ธรรมะอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกัน ตอนนี้ภาษาไทยคำว่าสังวาสนี้เขาไปใช้เรื่องต่ำเรื่องเพศ แต่เรื่องความหมายดีงามของคำว่า สังวาส คนที่ไม่มีการศึกษาก็ไม่รู้ คนที่ศึกษาก็จะรู้ คนไทยอยู่ร่วมกัน เป็นพุทธเสียส่วนใหญ่ก็ใช้ธรรมะอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันนี้
ในหลวงตรัสว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 ฟังดูก็รู้ว่าอาตมาเข้าข้างใคร ซึ่ง ความเป็นกลางนั้น อาตมาแบ่งเป็น 3 นัยคือ 1 .คนที่เขาไม่รู้ว่าจะเข้าข้างไหน คือคนโง่ ไม่รู้ว่าฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด เขาไม่รู้ ก็เขาก็ต้องอยู่เฉยๆกลางๆ ไม่เข้าข้างใคร 2 .ต้องอยู่เฉยๆกลางๆแม้จะรู้ว่าข้างไหนดี ข้างไหนไม่ดี ข้างไหนถูก ข้างไหนผิด แต่เราก็อยู่กลางๆ ให้เขารบกันไปเอง เหมือนเราดูมวย พวกนี้ซาดิสม์ ชอบดูคนตีกัน ทั้งที่คุณไม่โง่รู้นะแต่ว่าก็ยังอยู่เฉยๆ พวกนี้แหละมิจฉาทิฏฐิ พวกนี้ต้องเตือนกัน เพราะเขาเข้าใจอยู่ว่ารู้อยู่ว่าอะไรผิดหรือถูก แต่เขามิจฉาทิฏฐิว่า ความเป็นกลางต้องไม่เข้าข้างใคร ให้เขาซัดกันไป นี่มิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าว่าต้องเข้าข้างคนดี เช่น ให้คบบัณฑิตไม่คบพาล อันนี้ทั้งกัมมัสตะเลย และให้นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคหารหัง นี่ด้วยวาจานะให้ทำความเป็นกลางของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อยู่เฉยๆกลางๆนะ 3 .พวกติดยึดอีกพวก พวกที่ไม่เข้าข้างคนดีอีกอย่างคือ ติดยึด หลงแล้วว่าจะต้องเอาข้างนี้ ผิดหรือถูกก็ไม่รู้ แม้ผิดทั้งๆที่รู้ก็จะทำ ฉันรักของฉัน ผูกพันของฉัน พวกนี้มโน ท่านก็ว่าต้องทำจิต ให้มีปัญญาปสาทะ คือมีปัญญาอยู่บนยอดปราสาท bird eye view มองให้รอบถ้วน ให้เห็นรอบว่าอะไรคืออะไร ให้ชัดเจนใช้ปัญญาตัดสินจริงๆ สุดท้ายเราจะใช้ปัญญาด้วยไม่อคติจริงๆได้ เห็นใครถูกก็ต้องเข้าข้างคนถูก เห็นใครผิดก็ไม่เข้าข้างคนผิด ไม่ใช่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวล 4 .ติดสินบน ซื้อไว้ ตกอยู่ใต้อำนาจ พวกนี้มีมากด้วย วันนี้มีบทความเขาก็เขียนว่า ถ้าวันนี้มีถุงขนมมาโปรยอีกสักห้าพันล้าน อุณหภูมิของประเทศจะเปลี่ยนไหม? คนพวกนี้กิเลสหนา ตกอยู่เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป เขาเอาอำนาจเงินทอง ตำแหน่งหน้าที่ หรืออื่นๆมาซื้อไว้ แล้ววิธีตัดสินคดีความของพระพุทธเจ้ามี อธิกรณสมถะ 7 อย่าง 1 . สัมมุขาวินัย ตัดสินในที่พร้อมหน้าทั้ง โจทย์และจำเลยพร้อมพยาน ตามพยานหลักฐาน 2 .สติวินัย ถือสติเป็นหลัก การยกเลิกความผิด เพราะเป็นพระอรหันต์หรืออริยบุคคลที่จะไม่ทำผิดวินัยในข้อนั้นได้ แม้แต่ในสังคมก็มีให้เอกสิทธ์แก่ผู้ใหญ่ในสังคมหลายๆตำแหน่ง เป็นต้น 3 . อมูฬหวินัย ผู้หายจากเป็นบ้า การเลิกความผิดเพราะผู้กระทำผิดนั้นวิกลจริตหรือเป็นบ้า 4 . ปฏิญญาติกรณะ ทำตามที่รับ การตัดสินตามการยอมรับผิด คำสารภาพของผู้กระทำผิด 5 . ตัสสปาปิยสิกา ลงโทษแก่ผู้ผิดที่ไม่รับ การลงโทษพยานผู้ที่ไม่ยอมพูดในการสอบสวนของคณะสงฆ์ 6 . เยภุยเยสิกา การตัดสินตามมติเสียงข้างมาก 7 . ติณวัตถารกะ ดุจกลบไว้ด้วยหญ้า วิธีประนีประนอม การตัดสินยกฟ้อง เลิกแล้วต่อกัน(ในกรณีทะเลาะกัน) ศัพท์สมัยนี้เรียกว่าซุกไว้ใต้พรมเลย ซึ่งแม้ว่าในองค์กรที่ตัดสินความผิดของนักการเมืองตัดสินมาแล้วหรือศาลตัดสินแล้วเขาก็ไม่ยอม ยังง่า น โด้อยู่อีก.... 1 . สังวาส แปลว่ามีธรรมะอันเป็นเครื่องอยู่ร่วมกัน เรามีพุทธธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นหลักตัดสิน เราก็อยู่รวมกันเป็นทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา
2 . สมานสังวาส คือ อย่างไร?.... สังคมธรรมดาจะให้คนไม่ขัดแย้งกันเลยไม่ได้ ปรมาณูสองหน่วยขึ้นไปไม่มีวันเหมือนกัน ยิ่งของใหญ่ขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเหมือนกันเป๊ะหรอก สรุปคือสังคมต่างจิตต่างใจอยู่กันอย่างสมานสังวาส คือไม่แย้งกันเลยก็ไม่ได้ อาตมาแปล ความสามัคคีว่า คือความขัดแย้งอันพอเหมาะ เพราะเมื่อมีความมีแล้วไม่มีอะไรที่ไม่ขัดแย้ง ยิ่งวัตถุยิ่งแล้ว แม้จิตใจก็มีนิพพานที่เป็นที่สุด เป็นความไม่ขัดแย้ง แม้อรหันต์ท่านก็จะเป็นผู้ยอม ซึ่งถ้าคนอื่นดึงดันจะเอาชนะแล้วไม่ยอม พระอรหันต์ท่านก็ยอมได้ อย่าไปเข้าใจว่า ผู้ยอมคือ ผู้แพ้อย่างเด็ดขาด จริงๆผู้ยอมแพ้นั้นแหละคือผู้ชนะ อาตมาเคยยอมแพ้มาแล้ว นี่คือเรื่องจริง แล้วที่เขาไม่ยอมอยู่ทุกวันนี้ แม้รู้ว่าตนเองผิด ก็จะเอาชนะ หรือไม่รู้ว่าตนผิดก็แล้วแต่ 3 . นานาสังวาส อันนี้อาตมาเป็นตัวอย่างเลยของนานาสังวาส เพราะในยุคพระพุทธเจ้าก็เกิดครั้งเดียวแล้วไม่ได้ใช้อีก แต่ในยุคกทม.นี่ก็มีการใช้ ในธรรมยุต เขาประกาศนานาสังวาส ตอนนั้นในสมัย ร. 4 ที่มีหลักฐานการลงชื่อนานาสังวาส แต่เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจกัน ก็อยู่กันอย่างพะอืดพะอม อยู่กันไป คำว่านานาสังวาส เป็นเรื่องความเห็นแยกกัน พระพุทธเจ้าว่า 1 .มีการประพฤติไม่เหมือนกัน 2 .มีการอธิบายขยายความธรรมะ(อุเทส)ต่างกัน เช่น อธิบายศีล สมาธิ ปัญญา คนละอย่างกัน วิมุติ นิโรธ นิพพาน ต่างกันเลย ซึ่งมนุษย์มีความเห็นต่างกันได้ธรรมดา อาตมาก็เห็นอย่างอาตมาเขาก็เห็นอย่างเขา 3 .กรรมต่างกัน คือความประพฤติปฏิบัติต่างกัน เช่น พวกเราไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นต้น ยิ่งเป็นนักบวชยิ่งต่าง เช่น พวกเราไม่รับเงิน เป็นต้น ความเข้าใจศีลก็ต่างกัน เขาเข้าใจว่าศีลแค่กายกับวาจา แต่ของเราว่าศีลต้องเข้าถึงจิต 4 .อุเทส การตีความเข้าใจธรรมะต่างกัน ก็ประกาศแยกกันทำ
ผู้จะแยกนานาสังวาส นั้น ฝ่ ายมีน้อยคนจะขอแยกก็ได้ หรือหมู่ใหญ่คนมากจะขอแยกก็ได้ เช่น พระพุทธเจ้าประกาศนานาสังวาสกับหมู่พระเทวทัตนะ พระพุทธเจ้าว่าความเห็นของพระเทวทัตก็อย่างหนึ่ง ความเห็นของตถาคตก็อย่างหนึ่ง เราก็แยกกันทำ ในนานาสังวาส แม้ไม่อยู่ร่วมหมู่กันแต่ก็อยู่ในโลกใบเดียวกัน ตำหนิกันได้ คัดค้านแย้งอย่างจังได้ พูดไปว่าไป แต่อย่าตีรันฟันแทงหรือไม่มีสิทธิ์ฟ้องร้องกันได้ เพราะต่างคนต่างเห็นกันต่างกันก็ไม่มีใครตัดสินได้ แล้วอย่าฟ้องร้องกัน ฟ้องก็ผิดหลัก แต่เขาก็ฟ้องอาตมาอีก ขออภัยอาตมาขอรื้อฟื้นนิดหนึ่ง แล้วทางโน้นก็เอาทั้งธรรมยุติ และมหานิยายมาร่วมกันฟ้องอาตมาอีก ผิดหลักคณปูรกะ ที่พระพุทธเจ้าว่าแม้คนเดียวก็ร่วมกันไม่ได้ แต่นี่มาเป็นหมู่เลย เล่นนอกกฎ ชกใต้เข็มขัดด้วย ก็ต้องยอมอย่างเดียว แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคงก็แล้วกัน 4 . นิกาย อันนี้แยกกันจริงแล้ว จะมาร่วมกันอีกคุณต้องเปลี่ยนทั้งรูปธรรมและความคิดความเห็น เช่น คุณบวชอยู่ฝ่ายเก่า แต่จะเปลี่ยนมาอยู่อีกฝ่ายก็ต้องเปลี่ยนทั้งรูปแบบคือ ต้องสึกมาก่อน แล้วมาเปลี่ยนเป็นอีกนิกาย แล้วเอาใจจริงเป็นหลักที่คุณต้องเปลี่ยน แต่ก็เอารูปแบบด้วยที่ต้องเปลี่ยน แล้วมีนัยของธรรมวินัยอีกมากที่ต้องคำนึง เช่น นิกายบางนิกายคือพระญี่ปุ่นศีลวินัยของเขาคือมีเมียได้ หรือว่าใช้เงินได้ อีกนิกายว่าใช้เงินไม่ได้ หรือนิกายหนึ่งว่า ปาราชิกแล้วก็อยู่กับหมู่ได้ แต่บวชไม่ได้เท่านั้น เราก็ว่า สมี นี่นะ เป็นโทษร้ายแรงสุดของศาสนา เรียกว่าตายไปชาติหนึ่งจากศาสนาเลย เป็นตาลยอดด้วนหรือกระเบื้องแตก ใบไม้เหลืองหลุดจากขั้ว ก็ต่อกันอีกไม่ติด แต่อีกคณะหนึ่งก็ยังคบหากันอยู่ เป็นปลาแดกที่เน่าแล้วไม่ไหวแล้ว ก็ยังรับประทานอยู่ เราก็ว่าไม่ไหวหรอก เราก็ขอแยก ในระดับนิกาย จึงเป็นพวกต่างก็อยู่ ต่างก็ทำ ถ้าจะเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยนทั้งความเห็นและการกระทำ
5 .อสังวาส คือร่วมกันไม่ได้เลย ตายจากกันไป 1 ชาติเลย เพราะปาราชิกเป็นโทษร้ายแรงสุด ร้ายแรงกว่าพรหมทัณฑ์ ที่เป็นโทษร้ายแรงรองจากปาราชิก พรหมทัณฑ์คือ ไม่บอกไม่สอน ทำเหมือนเขาเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ช่างศีรษะเลย คุณจะดีหรือชั่วก็แล้วแต่คุณ ไม่บอกไม่สอนเลย แต่ก็ให้อยู่กับหมู่ได้ ส่วนพรหมทัณฑ์นี่มีสิทธิ์เข้าหมู่ได้ แต่ปาราชิกนี้ไม่สามารถเข้าหมู่ได้อีก ความเห็นอันนี้ของอาตมากับมหาเถรสมาคมนั้นก็ไม่เหมือนกัน อาตมาก็อยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะปาราชิกนี่โทษหนักนะ แต่ไปซูเอี๋ยกัน แล้วใครจะไปกลัวโทษปาราชิก ถ้าคนปาราชิกมาในที่นี้ก็ต้องหยุดเทศน์ ให้เขาออกไปพ้นรัศมีที่จะฟังเทศน์ได้จึงเทศน์ได้นี่โทษร้ายแรงขนาดนี้เลย แต่รู้ทั้งรู้ว่าคนนี้ปาราชิก แต่ก็ทำลูบหน้าปะจมูกไป ไม่ไหว เราก็ไม่เอาด้วย สรุปแล้วอสังวาสคือขาดกันไป 1 ชาติเลย แต่ก็เรื่องเมตตาเป็นสัตว์ร่วมโลกกันก็ให้ได้แต่ว่าเรื่องธรรมะนี่ไม่เอื้อ ไม่ให้เลย ตกลง อสังวาส ปรองดองกันไม่ได้เลยนะแต่ นิกายนี่ปรองดองได้ถ้าคุณถอนความเห็น แต่อย่างเรื่องการเมืองนี่คุณไม่ถอนทิฏฐิก็ปรองดองกันไม่ได้ มาถึงนานาสังวาส คุณประพฤติกรรมต่างกัน ทิฏฐิต่างกัน อุเทสต่างกันทางโน้นก็ยังดึงดันไม่เหมือนแน่ เขาไม่ยอมรับเลยว่าตนผิด ตนเองลดเลี้ยวเคี้ยวคด ยิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ต อาบจารบี วิ่งอยู่บนลานน้ำแข็ง สรุปคือตอนนี้นานาสังวาสไม่ได้ ในระดับสมานสังวาส ก็ต้องมีความขัดแย้งกันพอเหมาะ แต่นี่ไม่เหมาะสรุปคือ สมานสังวาสก็ไม่ได้ แล้วมันก็เหลือแต่ต้องตัดสินอย่างเดียว ประเทศไทยป ระชาธิปไตย ไทยย่างมา 83 ปีแล้ว ในหลวงท่านว่า จะต้องส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง แล้วควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ อาตมาก็พยายามทำอยู่ในช่วงนี้ก็ทำอยู่ อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า อาตมาก็ทำตามที่อาตมาได้ศึกษา มั่นใจว่าไม่ได้มีอคติ อาตมาก็อ่านอาการเหล่านั้น อาตมาดูจิตอาตมาแล้วว่าไม่มี อคติ (ฉันทาโทสา โมหาภยาคติ) อาตมาว่าอาตมาไม่เป็นคนโง่ ไม่ดึงดันดื้อด้าน ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนไม่เปลี่ยนแปลง คนไหนไม่ดีอาตมาก็ถอย แต่ว่าคนไหนดีไม่เปลี่ยน อาตมาก็ยิ่งส่งเสริม แล้วอาตมาก็ไม่มีใครมาติดสินบนอาตมาได้ ไม่ว่ากี่ล้านก็ตาม อาตมาทิ้งมาหมดแล้ว แล้วประเด็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่มีปัญญารู้ว่าอะไรดีหรือชั่ว แต่เขาเข้าใจผิดว่าต้องไม่เข้าข้างใครเลย ไม่ได้หรอก ตอนนี้มันวิกฤติแล้วต้องใช้เสียงตัดสิน มีองค์กรหลายองค์กรตัดสินแล้ว ศาลตัดสินแล้ว มันก็ไม่ยอม ตัดสินตามหลักฐานแล้วก็ไม่ยอม เขาไม่ใช่คนมีคุณวิเศษที่คนยกให้ด้วย แล้วก็ไม่เป็นคนบ้า แล้วไม่อยู่ในข่ายปรองดอง ไม่อยู่ในหลักสมานสังวาส นานาสังวาส นิกาย ก็ได้แต่อสังวาส ประเด็นเดียว นี่คืออาตมาว่า ว่าโดยหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า อาจไม่ละเอียดพอแต่ก็ได้น่า ขณะนี้ยังเหลือวิธีการ เยภุยสิกา เป็นการใช้เสียงข้างมากตัดสิน ก็ใช้สภา เป็นองค์ประชุมระดับประเทสที่จะว่าความกัน ก็เหลือแต่ว่ากองเชียร์มีสิทธ์เชียร์ อาตมาก็กำลังทำอยู่ สามารถพูดได้ ท่านอาจบอกว่าไม่ให้ชุมนุม แต่เราทำนี่เป็นประเพณี แล้วเราก็ให้ความรู้กัน ไม่ได้ไปตีรันฟันแทงกับใครนะ พรุ่งนี้เราก็จะขึ้นภูฯ เกิดเป็นคนก็อย่าทำตัวเป็นคนไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ช่วยเหลือสังคมเลย เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โขลงเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่ใช่สัตว์ที่แยกตัวออกไปในเวลาหนึ่ง วัฒนธรรมตะวันตกนี้พลาดจุดนี้ เขามองว่า คนต้องพึ่งตนรอด เขาก็เลยมีวัฒนธรรมเลี้ยงลูกโตระดับหนึ่งก็ให้แยกออกไปมีครอบครัวใหม่ ไปหาเลี้ยงตนเอง ฝึกฝนสู้ชีวิต ถ้าไม่รอดก็มา รอดก็ไปเลย แต่มันเป็นการตัดขาดเยื่อใยมนุษย์เป็นจิตวิญญาณที่ไม่รวมญาติรวมมิตร ไม่เป็นภราดรภาพ แต่เอเชียเรามีวัฒนธรรมรวม เป็นกงสี ยิ่งของพระพุทธเจ้าเป็นสังฆมณฑลเลย เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีเลย อยู่กันอย่างมี สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 พุทธพจน์ 7 1. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) 2. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) . 3. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) 4. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) . . . 5. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) . 6. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) . 7. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. 282 - 283 )
พ่อครูว่า… ในหลักนานาสังวาส หากถือปาติโมกข์เล่มเดียวกันก็มาสวดร่วมกันได้ แต่ต้องปลงอาบัติให้บริสุทธิ์ก่อน เช่นต้องสละเงินทองให้พ้นอาบัตินิสสัคคียปาจิตตีย์ อย่าง พวกเราหากมีพระทางมหาเถรสมาคมมาก็ร่วมสวดปาติโมกข์ร่วมกันได้ แต่ก็ต้องให้เป็นพระปกตัตตะก่อนนะ แต่เมื่อคุณจะเห็นดีกับทางเรามาบวชเป็นสมณะก็ไม่ต้องสึกแล้วบวชใหม่เราก็รับเข้าหมู่ รับศีลธรรมนูญก็ได้เลย แต่ถ้าเป็นต่างนิกาย นั้นมาศึกษาร่วมกันก็ไม่ได้เพราะวินัยต่างกันมาก เช่นคุณมีเมียได้ เราก็ว่ามาอยู่จะวุ่นวายมากนะ ส่วนปาชาชิก อสังวาสนั้นไม่ได้อยู่แล้ว ไทยเราเป็นพุทธมาตั้งแต่ดั้งเดิม ศาสนาอื่นก็มีบ้างมาผสมหรือมีพราหมณ์เป็นศาสนาดั้งเดิมบ้าง สรุปว่าตอนนี้บ้านเมืองมันซีเรียสนะ ให้ปล่อยคลายบ้าง มาคบกับพวกเรานี่มี ใคร สนุกบ้างที่ไม่ใช่สนุกอย่างอบายมุขนะ ไม่จัดจ้านแบบเขา ซึ่งอีกหน่อยจะดีใจจนช็อกตาย ขณะนี้เป็นหน้าที่ของป ระชาชน เลย ยิ่งคนที่ได้รับหน้าที่ให้ทำ ได้รับแต่งตั้งให้ทำ ก็ต้องนึกถึงพระราชดำรัสของในหลวงเลยว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 คราวนี้ที่ลุ้นระทึกนี่เป็นดัชนีชี้วัดการเมืองไทย ผลจะออกมาอย่างไร หวยก็ออกที่ คสช.ทั้งนั้น อาตมาขอยืนยันว่า การเมืองคือธรรมะทั้งสิ้น คุณไม่ศึกษาก็ถูกให้เขาผลักเป็นสวะลอยไปกับสายน้ำ เขามีอำนาจชั่วดีมีแรงด้านไหนก็ไปด้านนั้น ตอนนี้เราต้องเสริมแรงด้านดี อย่างในหลวงว่า อย่าไม่ดูดาย สรุปคือการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน คนหนีการเมืองคือ ลัทธิฤาษี ก็บิณฑบาตแล้วหนีเข้าอยู่ป่าไม่ช่วยสังคมเลย อันนี้อกตัญญู หากจะอยู่ในป่าเลยไม่เกี่ยวกับคนเลยก็ไม่ว่า แต่นี่ยังอยู่กับคนบิณฑบาตเลี้ยงชีพอยู่ ก็ต้องกตัญญูต่อสังคม อาศัยเขากินแล้วไม่ให้อะไรเขาเลย คนไหนช่วยสังคมได้ดีแล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนจากสังคมเลย คนนี้แหละยอด ตอนนี้ต้องมาส่งเสริมคนดี โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่ให้ตัดสินให้ดี สิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว ก็ให้หยุด เช่น เราบอกว่าเราลงทุนสูบบุหรี่มาแล้ว 10 ปี จะให้เลิกก็เสียดาย อย่างนี้เป็นความคิดที่ผิดมาก ก็ต้องหยุดให้ได้ต่างหาก อย่างที่ไปรับถุงขนมเขามาแล้ว ทำผิดไปแล้ว ก็ต้องทำกรรมใหม่ให้ดี จะบอกว่าเขามีบุญคุณ ก็ช่วยเขาแล้ว อย่าไปคิดผิดไปช่วยทำให้เขาถลำจมในผิด เท่ากับคุณทำร้ายเขานะ คุณไปเข้าข้างคนผิดอีกก็คือเท่ากับกระทืบซ้ำให้เขาจมไปกับคนชั่วอีก เพิ่มคะแนนชั่วให้เขาอีก คุณคิดได้ไหม หยุดได้แล้ว อย่าไปให้กำลังกับสิ่งชั่วอีก การไปตอบแทนเขาไม่ใช่ไปเข้าข้างในสิ่งที่เขาผิดอีก นี่ไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณ แต่เป็นการอกตัญญู แต่การช่วยให้เขาเลิกทำสิ่งผิดนี่คือ การกตัญญู ถ้าชัดเจนว่าเขาผิด แม้จะมีส่วนชั่วอยู่ 51 ไม่แน่ใจ 49 ส่วน นี่ก็ชัดแล้วว่าเขาชั่วมากกว่าดี ยิ่งเขาชั่วมากกว่านั้นก็จะไปอยู่กับเขาทำไม ต้องมาช่วยทางดี ขณะนี้มันเข้าด้ายเข้าเข็ม ต้องทำให้ดี ไม่เช่นนั้นจะจม การตัดสินครั้งนี้จะเป็นการเปลี่ยนประเทศไทยถึงจุดวิกฤติ ถ้าคราวนี้ชนะ การเมืองไทยจะเปลี่ยนสภาพ critical point เช่น น้ำจะเปลี่ยนเป็นไอน้ำ หรือว่า ก้อนน้ำแข็งแข็งจะละลายแล้วกลายเป็นไอน้ำ บุญ แปลเป็นบาลีว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ แล้วบุญแปลเป็นไทยว่า การชำระจิตสันดานให้หมดจด แต่ทุกวันนี้เอาคำว่าบุญไปใช้เพี้ยนเป็นคำว่ากุศลไปหมด บุญคือการชำระกิเลส เป็นความดีสุดยอด เป็นกุศล แต่กุศลคือคุณงามความดีที่รวมทั้งหมด เช่น ทางตะวันตกเขาว่าการกอดกันถือว่าเป็นเรื่องดี แต่คนไทยบอกว่าเป็นเรื่องน่าอาย ต้องล้างออกไป หรือทำถ้าทนไม่ได้ก็ไม่ให้เปิดเผย อย่างอเมริกันเขามีการใช้วัฒนธรรมอเมริกันแชร์ แต่ไทยเราไม่ใช้แบบนั้น สรุป บุญ คือโลกุตรธรรม เป็นปรมัตถสัจจะ แต่กุศลเป็นสมมุติสัจจะ เป็นโลกียธรรม เปลี่ยนแปลงไปตามกาละเทศะ ทุกวันนี้ไทยเราเอาบุญเป็นเครื่องล่อ เพราะบุญเป็นความดีงามระดับยอดเยี่ยม เป็นเรื่องล้มล้างความยึดถือแม้สวรรค์และนรก ล้างทั้งดีใจและเสียใจ มันเหนือชั้นกว่า แม้กัลยาณธรรมบางอย่างจะดูเหมือนมักน้อยมาก ทำดีได้มาก แต่ที่สุดแล้วจะเวียนกลับได้ในที่สุด บุญนี้ไม่ได้มีอะไรตอบแทน มีแต่สิ้นกิเลสไป จนหมดกิเลสก็สิ้นบุญไม่ต้องทำบุญ เป็นปุญญปาปปริกขีโณ หมดบุญหมดบาป อรหันต์คือผู้สิ้นบุญแล้ว เพราะชำระกิเลสหมดแล้ว อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จบ บุญมีวันจบ แต่กุศลไม่มีวันจบ เป็นอรหันต์แล้วทำกุศลไปได้อีกเรื่อยๆ เป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกเป็นรอบๆเป็น โพธิสัตว์ 9 ระดับ 1. เป็นโสดาบันโพธิสัตว์ 2. เป็นสกิทาคามีโพธิสัตว์ 3. เป็นอนาคามีโพธิสัตว์ 4 . อรหันต์โพธิสัตว์ 5 .อนุโพธิสัตว์ 6 .อนิยตโพธิสัตว์ 7 . นิยตโพธิสัตว์ 8 . มหาโพธิสัตว์ 9 .สัมมาสัมโพธิญาณ
เพราะคำว่าบุญเพี้ยนไปเป็นกุศลหมดแล้ว ทุกวันนี้ในศาสนาพุทธ จึงไม่มีเครื่องมือชำระกิเลส เข้าใจไม่ได้ คำว่าบุญ เมื่อเร ฺฺิ่ มต้นปฏิบัติให้กิเลสลดได้เป็นส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยะ หรือปุญญภาค ถ้าได้ 1 หน่วยก็คือส่วนแห่งบุญ 1 หน่วย จนครบหมด 100 ก็หมดบุญ มีแต่ทำให้ถาวรรักษาผล อนุรักขณาปธาน คนนั้นจะต้องเข้าใจกิเลสแล้วมีวิธี ทุกขนิโรธคามีนินีปฏิปทา รู้จักวิธีล้างกิเลส จับสักกายะได้เป็นตัวตนกิเลส แล้วกำจัดได้ อย่างวิปัสสนาหรือสมถะ การสมถะก็กดข่มไม่ถาวร แต่วิปัสสนาก็ทำได้อย่างถาวร ไม่กลับกำเริบอีกได้ จะเกิดญาณปัญญาเห็น ขออภัยที่ต้องอวดอุตริมนุสธรรม เห็นว่ากิเลสจางคลาย แล้วมันไม่เที่ยงมีแวบก็ทำอีก จนหมด จนแน่น สั่งสมการล้างกิเลสจนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สัมมาสมาธิ ระหว่างล้างกิเลส เพ่งรู้ เพ่งเผา ชำระกิเลส เรียกว่าทำฌาน เห็น วิราคานุปัสสี กิเลสจางคลายได้ มีการกำหนดรู้ว่ามันจางคลาย มันเบาว่างขึ้น จนกระทั่งไม่มี การเหลือน้อยกับไม่มีนี่กำหนดรู้ยาก แต่คุณจะรู้ของคุณเอง เราจะต้องรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่างแม้นามธรรมกิเลสที่ปรุงแต่งกันเรียกว่า กายกลิ ผู้ปฏิบัติแบบพุทธจะแยกบุญกับกุศลได้ “ บุญ ” คือโลกุตระ “ กุศล ” คือโลกียะ ทุกวันนี้อาตมาบางทีอาจเผลอใช้พยัญชนะผิดเลย แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่าพฤติกรรมที่ทำคืออย่างไร เป็นบุญอย่างไร มีปหาน 5 อย่างไร มี วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน นิสรณปหาน อ่านความจริงจากสภาวธรรมทั้งหมด ต้องเอาบุญฟื้นคนมาให้ศาสนาพุทธให้ได้ มาเรียนวิธีการให้ดี แล้วมาปฏิบัติหากสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติธรรมไม่ได้ดี อาตมาให้ตัดคอเลย...เอวัง จบ