600410_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน5.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์25 KB
วันที่แก้ไข11 เมษายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600410_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน 5

ทุกข์ที่เลี่ยงได้กับทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 10 เมษายน 2560 ที่บ้านราชฯ ขึ้น 14 ค่ำเดือน 5 ปีระกา วันรองสุดท้ายแล้วของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 วันนี้ 9 โมงเราก็จะมีการลากเรือ จะขึ้นไปตรงนั้นได้อย่างไรอาตมาก็คิดไม่ออก จะลากขึ้นไปบนเนิน เขาว่า เขาเล่นสำนวนคำว่า ว่า คำว่า หว้าเป็นชื่อต้นไม้ เอาเรือลำนี้ไปตั้ง หัวมันก็ไหม้ คนที่ซ่อมเขาก็ว่าซ่อมได้ ถ้าซ่อมไม่ได้ก็ไปให้ นายเบิร์ด ซ่อม ก็จะไม่ซ่อม ก็เอาไปไว้บนเขาว่า ให้เขาว่า เขามาเจอแล้วจะคิดว่า ทำไมเรือเป็นอย่างนี้ เขาก็จะทักอยู่นั่นแหละว่าไปได้หลายอย่าง เช่น ใครมาจุดไฟให้เรือไหม้ ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นว่า อนัตตา ไม่มีตัวตน เป็นอย่างนี้เอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เฉยๆ ให้คิดให้เตือนใจว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยง และพระพุทธเจ้าสรุปตรงกลางว่า ทุกอย่างเป็นทุกข์ ชาติปิทุกขา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เราเรียนรู้ทุกข์ แล้วเราดับเหตุแห่งทุกข์ มันจะดับอย่างไร ทุกอย่างเป็นทุกข์ ร่างกายก็มีมันก็ต้องทุกข์ เป็นความทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์ที่เลี่ยงได้ คือความสุขที่ไปยึดมั่นถือมั่น ที่เป็นอุปาทาน ทุกข์ที่มันประกอบไปด้วยกิเลสผสม ปรุงแต่งอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ทำให้เราไม่ทุกข์ในสิ่งเหล่านั้น เพราะว่าการปรุงแต่ง ไปกับอารมณ์นั้น ชอบใจก็เป็นสุข ไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ เป็นต้น มันเป็นความทุกข์ที่ไม่ควรจะทุกข์ ท่านก็สอนให้ล้างเหตุแห่งทุกข์นี้ได้ ส่วนทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องมี สิ่งที่ประกอบเป็นขันธ์ 5 มันเจ็บป่วย เป็นพยาธิทุ

อ่านต่อ

กข์เป็นต้น นอกจากเราจะเรียนรู้ความทุกข์ของขันธ์ ต่างๆ แล้วเรายังเรียนรู้ทุกข์ที่เลี่ยงได้ เพราะไปหลงโลก หลงอัตตา ยึดโลก ยึดอัตตา ไม่มีอื่นเลย มีอยู่เท่านั้นแหละ ต่างๆนานาสารพัด ที่จะเข้าใจแตกต่างกันไป ใครยึดอย่างไรก็ทุกข์อย่างนั้น แตกต่างกันไป เสร็จแล้วเอาความยึดแตกต่างมาเถียงกันมาทะเลาะกันอีก มันก็ยึดเข้าไป เป็นต้น

ความปรุงแต่งของโลกและอัตตา จริงๆ แล้วสรุป เรื่องความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ท่านตรัสรู้โลก กับอัตตา โลก คือสิ่งที่ปรุงแต่งทั้งหมดทั้งมวล ภายนอก ตั้งแต่ ห่างจากตัวเราไปนิดเดียว จนห่างไปทั้งประเทศ ทั้งหลายๆประเทศ ทั้งโลกทั้งลูก ปรุงแต่งอยู่ทั้งนั้น ถ้าไม่มีสัตว์โลก ที่มีจิตวิญญาณ มันก็ยังจะปรุงแต่งกันไป จนปรุงแต่งเป็นสัตว์ สัตว์มันก็อยู่กันตามธรรมชาติมีอัตโนมัติในชีวิตของมัน รวมถึงพืชก็มีอัตโนมัติของพืช เมื่อมาเป็นคนก็มีอัตโนมัติของคน ที่ปรุงเป็นจิตนิยาม สารพัดที่จะคิดได้ คิดดีก็ดีไป แต่มันคิดร้าย ร้ายจนกระทั่งตอนนี้ โดนัล ทรัมป์ก็สั่งยิงโทมาฮอร์ค 59 ลูกแล้ว นานๆแล้วที่ประเทศใหญ่ๆจะได้ทำอะไรอย่างนี้ ยิ่งโทมาฮอร์ค 59 ลูก ลูกละหลายบาทนะ เวลายิงไปฉิบหายวายป่วงไม่ใช่เล่นนะ แล้วมันจะยิงทำไม ทำลาย มีคนตาย ข้าวของพัง นี่ละจิตนิยาม ฆ่าแกงทำร้ายทำลายกัน เป็นทุกข์ที่เห็นชัดเจน แม้แต่ความรู้สึกทุกข์ในความไม่พอใจ ไม่สมใจ ไม่สมที่อยากได้ ไม่สมที่เราต้องการ เป็นต้น มันก็หลากหลายนิยามพิสดารมากมาย คิดแปลกๆวิตถารไปอีกมาก แล้วก็ก่อทุกข์ให้แก่โลก ทุกข์ที่มันมีด้วยทุกข์ขันธ์ สัตว์เดรัจฉานมีจิตวิญญาณ มันก็มีการรังแกเบียดเบียนกันเล็กๆน้อยๆ ไม่หาเรื่องอะไรกันมากมาย แต่เป็นคนนี่หาเรื่องกัน ข้ามทวีป ข้ามโลก นี่มันยังคิดเลยว่า จะมีสงครามในอวกาศ star war ระหว่างดาวลูกต่างๆ มันยังไม่เกิดเลย แต่ก็คิดฝันสร้างขึ้นมา จริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ มนุษย์ต่างดาวมีรูปร่างสารพัดที่คิดขึ้นมา สรุปแล้วก็บ้าความคิด พระพุทธเจ้าก็มาสอนว่าบ้าอย่างนั้นผิด ให้เลิกบ้าแบบนั้น มันไม่คิดดี ไม่คิดอยู่ในกรอบ ท่านก็เลยตั้งกฏหลักเกณฑ์ขึ้นมาว่า อย่าไปคิดฆ่าสัตว์ อย่าไปคิด ละเมิดไม่เอาของใครที่ไม่ใช่ของเรา อย่าไปคิดเรื่องกิเลสกามให้มากมาย จนละเมิด มันน่าจะมีวัฒนธรรม น่าจะมีคู่ก็คู่เดียวไม่ใช่สัตว์ที่สำส่อน เป็นคนก็อย่าพูดปด เป็นคนก็อย่าโง่นักไปเสพติดสิ่งที่พาเดือดร้อน ชีวิตไม่น่าจะต้องโง่ขนาดนั้น น่าจะมีปัญญารู้ว่า ไปเสพ ไปมัวเมาเสียเวลาทุนรอนแรงงานทำไม จะต้องมีภูมิปัญญารู้ว่าจะต้องเลิกมา เป็นขั้นตอน จนกระทั่งแบ่งเป็น ข้างนอก โอฬาริกอัตตา อัตตาหยาบใหญ่ภายนอก เป็นสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญ แย่งชิงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสต่างๆ ให้เลิกไปเถอะ มาขยันหมั่นเพียร มีลาภธัมมิกา สิ่งนั้นสิ่งนี้มีอยู่มีกินมีใช้ แทนที่จะเอาแรงงานไปวุ่นฟุ้งเฟ้อ ไปเต้นกระด๊อกกระแด๊ก แล้วก็ มีคนเอาเงินไป ให้กลายเป็นอาชีพอีก แต่ก่อนไม่มีใครจ้างหรอก เดี๋ยวนี้หลงติด เต้นกระด๊อกกระแด๊ก หาวิธีหลอกล่อให้พิสดารแปลกออกไปได้เงินได้ทอง แม้ร่ำรวย แล้วคนก็โง่หลงเอาเงินไปจ้าง พวกนักร้องดังๆ ต่างประเทศ จะต้องหาอะไรพิสดาร ท่าทางพิสดาร มีการแสดงออกพิสดารแปลกๆใหม่ๆ คนก็นิยมเอร็ดอร่อยปรุงแต่งจนร่ำรวย หลอกกันไปแย่งชิงลูกกลมๆในสนาม แย่งชิงกันอยู่นั่นแหละในสนามจนกระทั่งเด็กสงสาร เด็กก็ถือลูกบอลอีกลูกหนึ่งเข้าไป แล้วเอาไปยื่นให้ เห็นคนทั้ง 22 คนแย่งกันอยู่ในสนาม ก็เลยถือลูกบอลอีกลูกหนึ่งเดินเข้าไปในสนามไปยื่นให้ บอกว่าสงสารคน 22 คนแย่งกัน ก็เลยเอาอีกลูกไปให้ เขาแย่งชิง หลงกัน ไม่เอาเรี่ยวแรงเวลาทุนรอนมาสร้างสิ่งที่จำเป็นในชีวิต ถ้าจะร้องเพลงก็ร้อง อาตมาก็ยังแต่ง คือได้คิดว่า แต่ก่อนแต่งเพลงมอมเมา เกิดกิเลสแก่คน ก็เลยมาแต่งเพลงที่ทำให้คนลดกิเลส คนชั้นต่างๆก็คิดต่างกันไป คนชั้นต่ำก็คิดได้ต่ำ คนชั้นสูงก็คิดได้สูง มาถึงวันนี้แล้ว สังคมโลกจะเกิดมานานเท่าไรไม่รู้ แต่ว่าคนกลุ่มหนึ่งที่แสวงหาสิ่งที่ควรจะต้องได้ในชีวิต ตีกรอบมาที่คนไทย นับถือศาสนาพุทธ ตีกรอบมาถึงแม้คนอีกกลุ่มหนึ่ง ชาวอโศก ก็พยายามเผยแพร่ เอาธรรมะที่คนควรได้ควรมีที่พระบรมศาสดาของชาวพุทธได้ตรัสรู้ประกาศเอาไว้ให้รู้ให้ติดตาม เอาความรู้นั้นมาให้มนุษย์ได้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วตามลำดับ ตามบารมีของแต่ละคนที่จะรับไปได้ เมื่อได้แล้วก็ทำให้โลกนี้ดีขึ้น มันจะดีอย่างไร เป็นคนสูงสุดได้เป็นคนประเสริฐได้ รู้จักดับเหตุที่ไม่ประเสริฐที่เป็นสัตว์นรก ที่เป็นแบบสัตว์ชั้นต่ำ กิเลสจัดจ้าน จนกระทั่งกิเลสทุจริตต่างๆ กิเลสจัดจ้านไม่ใช่กิเลสทุจริต แต่เป็นอบายเหมือนกัน แต่กิเลสจัดจ้าน มีโทสะ แรง จัดจ้าน ก็เหมือนกัน อบายเหมือนกันกับทุจริต คนไม่เข้าใจอบาย ไปเร่งเร้า กามกันหนักหนาสาหัส นั่นคือโลกอบาย เขาพยายามยั่วยวนมีท่าทางที่ซับซ้อนอย่างนี้ sexy ขั้นสูงกลางต่ำ ทำให้แย่งชิงแข่งขันเอาชนะ จนต้องทุจริตโกง รุนแรง ทางกาม ก็จะแรงอีกอย่าง แรงอย่างจัดจ้าน ในจิตของมนุษย์ที่เรียกว่ากิเลสกาม กิเลสโทสะมูล ก็มีสองขั้วใหญ่ๆ เป็นเหตุร้ายของทุกวันนี้ คนเราไม่รู้จักเรื่องของกามเรื่องอัตตา พระพุทธเจ้าตรัสรู้กิเลส 2 อย่างใหญ่ๆ คือกามกับอัตตา หรือกิเลสโลกกับอัตตา พระพุทธเจ้าท่านพยายามหาทางสอนให้คนรู้จัก แล้วก็เลิกที่จะเกิดสิ่งเหล่านี้ที่จะกลายเป็นสัตว์นรกในจิตวิญญาณ จนกระทั่งให้เลิกจิตวิญญาณต่ำๆได้ ก็สูงขึ้นมาเป็น อุบัติเทพไปตามลำดับ คนที่หลงก็เรียกว่ามีสมมุติเทพ เทพที่เสพความสุข ความทุกข์ ในจิตวิญญาณของคนทุกคนที่ไปหลง เสพความทุกข์ ที่จริงไม่มีใครอยากเสพความทุกข์ ใครก็อยากเสพแต่สุข ไม่มีใครอยากได้ทุกข์นรก ไม่ดีงาม เสื่อมเสีย หรืออยากได้แต่ไม่ได้ก็ทุกข์ หรือไม่อยากได้แต่ได้ก็ต้องทุกข์ คนไม่ต้องการนรก อยากได้แต่สวรรค์ สวรรค์กับนรกเป็นธรรมะสอง ธรรมะสองนั้น มันก็จะต้องมีคู่ ไม่มีแยก ถ้ามีธรรมะสองมีคู่ อันหนึ่งมันเก๊ อีกอันหนึ่งมันจริง ในฐานะที่คน มีผัสสะ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีความรู้สึก ก็จะต้องรู้สิ่งเดียว มันไม่มีรู้สองสิ่ง แต่รู้สองสิ่งคืออวิชชา ความรู้อันหนึ่งเป็นเวทนาเก๊ เวทนาสอง พระพุทธเจ้าสอนให้มีเวทนาเป็นกรรมฐานหลัก ถ้าเรียนรู้ธรรมะคือเวทนา 2 แล้วแยกแยะ ธรรมะสอง ทำเวทนาสองให้เป็นเวทนา 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60

ศีลข้อ 1 2 3 โดยพิสดาร พระพุทธเจ้าสอนจะเรียนรู้หมดทีเดียวไม่ได้ ต้องเรียนรู้ตามลำดับ ตั้งแต่ 1.สัตว์ 2.ของ 3.สัมผัส ทางทวาร 5 แล้วเกิดกาม ก็เป็น3 นี่เป็นองค์รวมของรูปนาม องค์รวมของกาย แล้วก็วาจา ที่อธิบายนี้อธิบายไปหาใจเป็นตัวประธาน พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ใจ ที่มีการเกี่ยวข้องกับสัตว์ อย่างหยาบ คืออย่าไปทำร้ายทำลาย ไปฆ่า ไม่มีใจเอ็นดูเมตตามีแต่ความคิดร้าย อันนี้ก่อนเพื่อนเลย ทำก่อน เรื่องโทสะมูล พยาบาทรุนแรง ต้องเว้นขาดฆ่าสัตว์ ละอายในการไปฆ่าสัตว์ จุลศีลข้อแรกละการฆ่าสัตว์ มันละเอียดมาก เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ 3] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ต้องมีความละอาย เป็นคนจะไปฆ่าสัตว์ทำไม คนที่ละอายในการฆ่าสัตว์ แล้วจะไปกินสัตว์ได้ไหม ก็ไม่ได้ ยิ่งมีความเอ็นดูสัตว์ คนเรานี่ก็แปลก กินสัตว์ชนิดนี้ แต่รักสัตว์อีกชนิดหนึ่ง รักเลย ใครมาแตะไม่ได้ หมาข้าใครอย่าแตะ แมวข้าใครอย่าแตะ เดี๋ยวนี้หาสัตว์แปลกๆจากต่างประเทศมาเลี้ยง แต่บางอย่างเป็นพิษภัยก็ต้องดูแล คนเรากินสัตว์บางชนิด แต่สัตว์บางชนิดคนก็รัก แต่พระพุทธเจ้า ให้มีความเอ็นดู กรุณา คือเห็นสัตว์มันน่าช่วยเหลือก็ลงมือช่วยเหลือ แล้วยังหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ จะเป็นสัตว์เล็กน้อยสัตว์ใหญ่ ก็หวังจะเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้วปวงไม่เว้นแม้สัตว์ร้าย แม้สัตว์ตัวเล็ก แต่ที่เป็นเชื้อโรคในตัวเรา โดยมันทำร้ายเราก็ต้องเอาออก เพราะสัตว์มันไม่รู้เรื่อง แต่คนมันรู้เรื่อง ไม่อย่างนั้นมันไม่ไว้ชีวิตเรา เราก็ต้องเอาออก เอ็งเป็นสัตว์ชั้นต่ำ ไม่กี่เซลล์ แต่เรานี่เป็นสัตว์ชั้นสูงหลายเซลล์แล้ว แม้แต่ศีลข้อ1 ก็ละเอียดละออเข้าไปให้รู้ว่าสัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายกันทั้งสิ้น ให้มีใจหวังประโยชน์แก่สัตว์ต่างๆอยู่

ข้อ 2 พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่. เห็นของอะไรก็แล้วแต่ เขายังไม่ได้บอกว่าจะให้ เขาไม่ได้บอกว่าอันนี้แจกนะ ถ้าต้องการก็ต้องแลกเปลี่ยน ในยุคสมัยนี้ถ้าอยากได้ก็ไปซื้ออันที่เขาขาย หากไม่ให้ก็เกิดการแย่งชิงได้ การฆ่าสัตว์ การเอาของที่ไม่ใช่ของของเรา ก่อทุกข์ในโลก อย่าทำ คนที่เลิกฆ่าสัตว์ ไม่ไปเอาของที่เขาไม่ได้ให้ ถ้าทำได้ทุกข์ในโลกจะลดลง

ศีลข้อ 3 พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติ ห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน. ในจุลศีลนั้นเป็นศีล อพรหมจริยาเวรมณีเลย ประพฤติพรหมจรรย์ เว้นขาดเรื่องกาม คนคู่ รวมหมดแล้วท่านก็ตีความว่า เบื้องต้นละกาม ไปแย่งชิง ถ้ามีคู่ก็มีไป ถือว่าเป็นสุจริตไม่ก่อทุกข์ แล้วจารีตประเพณีของคน มันเป็นคู่ สัตว์บางชนิดมันก็เป็นคู่ คู่ผัวเดียวเมียเดียว ไม่สำส่อน คนก็เป็นสัตว์ชนิดที่มีคู่ เหมือนกัน สัตว์บางชนิดมีคู่ของมันได้ คนไม่สำส่อน จึงมีจารีตประเพณี ผัวเดียวเมียเดียว ใครนอกคู่ก็ถือว่าผิดศีล ทุกข์ที่ไปละเมิดคู่ของตนเป็นทุกข์ นอกใจก็วุ่นวาย หากคนตกลงแต่งงากันแล้วนอกใจแล้วเดี๋ยวก็ไปนอกกาย ก็จะก่อการทะเลาะกัน เพราะในสังคมเข้าใจกันแล้วว่า คนควรมีคู่ผัวเดียวเมียเดียว ไม่ละเมิดคู่คนอื่น เพราะไปละเมิดแล้วก็จะเกิดทุกข์อันหนึ่งในโลก โกหกและไปเสพติดสิ่งต่ำเป็นทุกข์ ก็ยังไม่พูดมาก มาพูดศีล 3 ข้อต้น

พิจารณากายสังขารในมูลกรรมฐาน 5 พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ในการปรุงแต่ง เรียกว่า กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ในปฏิจจสมุปบาท ความไม่รู้ของคนซึ่งไม่รู้ว่า สังขาร เป็นปัจจัย สังขาร คือสังขาร 3 กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร กายคืออะไร เมื่อไม่เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้น กายสังขาร เรียนรู้ในอานาปานสติ ก็มีปัสสัมภยังกายสังขารังก็ทำให้กายสังขารรำงับ อันแรกคือกาย ส่วนวจีเป็นผลปรุงแต่งของกายหรือจิต มันจะได้มาเป็นวจีสังขาร ถ้าในจิต วจีสังขาร ต้องเรียนรู้สังกัปปะ 7 เพราะมันอยู่ในสังกัปปะ 7 กายสังขารก็มีจิตสังขาร ก็กายกับจิตนั่นแหละเป็นหลัก แล้วจะเกิดเป็นวจีสังขาร ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 เมื่อเกิด ผัสสะ แล้วจะเกิดเวทนารับรู้สึก ตอนแรกไม่ได้แยก เรียกอัพยากฤต สุขทุข์ในนั้นยังไม่ได้แยก พอแยกออกก็จะเป็นสุขเป็นทุกข์ สำหรับคนอวิชชาจะยึดติดในทุกข์สุข ไม่รู้จักสังขาร

กายสังขาร จิตสังขารในอานาปานสติ มีกายสังขารให้ระงับ คนที่ไม่สัมมาทิฐิอ่านแล้วก็จะรู้สึกว่า กายคือมีแต่ภายนอกไม่มีภายใน เมื่อเขาทำอานาปานสติ ก็ไปนั่งหลับตา ทั้งที่ไม่นั่งหลับตาก็ทำอานาปานสติได้ แต่ไปเรียนรู้ของพวกนอกรีต กายคตาสติ คือมีสติรู้กายที่ดำเนินไป ร่างกายที่มี ก้าวเดินมีอิริยาบถ แล้วอานาปานสติ เขาก็กำหนดหลับตาให้เหลือแต่รู้ลมหายใจ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายต้องมีภายนอก หากสัมผัสแล้วไม่รู้จักภายนอก จิตไม่ได้กำหนดรู้การสัมผัส ตราบใดสัญญากำหนดรู้ภายนอกใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก สัมผัสแล้วจิตไม่ได้ไปรับรู้ด้วย ส่วนนั้นไม่ใช่กาย

สิ่งสัมผัสภายนอก หากเป็นกาย จิตตั้งรับรู้ จึงเรียกเป็นกาย หากจิตไม่รับรู้ไม่เรียกกาย คนมีผมยาวๆปลายผมไปสัมผัสกับอะไรที่เราไม่เห็น ผมก็ไม่รู้สึกได้ ผมหรือขนที่เลยประสาทออกไปแล้วไม่รู้สึก จิตที่รับรู้ในขันธ์ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้แยกกายแยกจิตในมูลกรรมฐาน 5 แยกกายแยกจิต คือแยกเรียนรู้จาก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ห้าอย่าง เรียกมูลกรรมฐาน มูลคือราก ต้น แยกกายแยกจิตให้ชัด มูลกรรมฐาน 5 ท่านสอนแยกความเป็นเราเป็นของเรา เป็นกามเป็นอัตตา ผม หากตัดมันก็ไม่รู้สึก เล็บที่ยาวพ้นประสาทรับรู้ ตัดออกก็ไม่รู้สึก ฟันส่วนที่ไม่มีประสาทรับรู้ก็กรอได้ ตัดได้ไม่รู้สึก ผม ขน ขนก็เลยมาเหมือนผมก็ไม่รู้สึก ผิวหนัง หนังที่เอาผิวๆนะไม่เอาหนังที่ติดประสาท หนังมันจะเนียนกว่าผม ขน ฟัน แต่ในศาสนาพุทธทุกวันนี้ ให้กรรมฐานก็ไม่ได้เรียนกรรมฐาน 5 อย่างนี้ อุปัชฌาย์ก็บอกกรรมฐาน 5 แต่เขาไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ ให้เรียนรู้ความคิดถือเป็นเราเป็นของเรา ผู้ยึดถือเป็นเราเป็นของเราก็ทุกข์ หากใครไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราก็ไม่ทุกข์ เล็บ ส่วนเล็บของเราพอมันยาวออกมาขนาดหนึ่ง พ้นประสาทรับรู้มันไม่ใช่ กาย ที่ไม่ใช่กายนั้น เอาอะไรตัดสิน ก็เอาที่ความรับรู้สึก หากพ้นความเป็นกาย ตัดทิ้งก็ไม่รู้สึก แสดงว่ามันไม่ใช่เป็นเราเป็นของเรา มันไมมีจิตร่วม ขาดจากจิตแล้วโดยธรรมชาติ สิ่งที่ไม่ใช่เรา เพราะมันไม่ใช่กายเราแล้ว แต่มันเป็นชีวะ เกิดมาแล้วเอาอาหารไปปรุงแต่ง ให้ยาวขึ้นได้อีก คนที่เรียนรู้พิจารณากมูลรรมฐาน 5 ถ้าไปยึด ว่าสิ่งที่ไม่ใช่กายเราแล้ว เป็นเราอยู่ก็จะทุกข์ อย่างทุกวันนี้เขาหลงเล็บ เล็บมันยาว บางคนแต่งเล็บ แต่ถ้าเราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราก็ตัดก็ไม่ทุกข์ มันไม่ใช่เราแล้วก็ไม่ทุกข์ แต่ถ้ายึดเป็นเรา แม้มันเป็นพีชะที่ไม่มีเวทนา ก็ทุกข์ ต้องเรียนรู้อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วจะเรียนรู้ทุกข์ แล้วจำทรงไว้คือธรรมะ

นามธรรม 5 นิยามชีวิต 5 ทุกวันนี้ไม่ได้เรียนรู้นิยามชีวิต 5 แต่ไม่มีในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ แต่โชคดี อยู่ในอรรถกถาจารย์ของท่านพุทธโฆษาจารย์ สำคัญมากเลยในการศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า เราเรียนรู้พลังงานอุตุ คือการปรุงแต่งของธรรมชาติ ไม่มีอัตโนมัติในตัวเอง ตัวเองเรียกว่าอัตตา แม้ดินน้ำไฟลม ไม่มีอัตตา ตัวเราคือตัว self ตัว I แล้วมีพลังงานอีก 2 คือ she he หรืออิตถีภาวะ ปุริสภาวะ ตัวเราเป็น 0 พีชนิยามก็มีตัวเรา แต่ปรุงแต่งเป็นอัตโนมัติของมัน มันรู้ว่าจะเอาดินน้ำไฟลมตัวไหนมาสังเคราะห์เป็นตัวมัน ตามที่มันมีสัญญากับสังขาร ก็ร่วมเป็นชีวะระดับหนึ่ง ระดับพีชะ ตามแต่ละเผ่าพันธุ์ของมัน มีความละเอียดมากมายหลากหลาย อย่างเช่นบนโต๊ะนี้มีผลไม้ชมพู่ เป็นต้น มีอีกมากมายหลากหลาย ถ้าเราสามารถอ่านอาการพลังงานได้ แยกแยะพลังงานได้ พลังงานในคนเป็นจิตนิยามแล้ว พระพุทธเจ้าสอนให้เราจัดสรรพลังงานของเราให้เป็นพีชะ ให้ไปปรุงแต่งตัวเองเท่านั้น อย่าเอาพลังงานของเราให้นิสัยเสียเกินพีชะ คือ ถ้าเราต้องการสิ่งที่จะมาเลี้ยงชีวิต ต้องการอาหาร กวฬิงการาหาร ก็ควรเอาอาหารมากิน มีธาตุอะไรควรได้ก็เอามาใส่ร่างกาย อาหารท่านแจกเป็น 4 หากเป็นผัสสะก็เกิดเวทนา แล้วจะเกิดเจตนา แล้วเราเองเราก็ไม่รู้ทัน เจตนามันอวิชชา จะมีกามตัณหาเป็นตัวต้น แล้วลึกเป็นภวตัณหา จบด้วยวิภวตัณหา เรียนรู้เจตนาที่มีกามก็ดับเจตนาตัวนี้ ดับเจตนา 3 คือกาม ความใคร่อยาก เจตนาคือธาตุรู้ที่รู้ทิศทางที่จิตเราจะไป พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้เรียนรู้นามธรรม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ แต่พระอภิธรรมเขาไม่ได้เรียนอันนี้ ไปเรียน เจตสิก 52 89 121 เขาแจกไปแยะแต่ที่ต้องเรียนคือ นาม 5 กับรูป 28 นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 คืออุปาทายรูป นามรูปเหล่านี้ต้องอาศัยสังเคาระห์สังขารไป

อธิบาย นาม 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคือ อ่านรู้จิต เจตสิก รูป นิพพานออก แล้วทำจิตทำใจ มนสิการ เราสามารถเรียนรู้แยกแยกจิตได้ การจะแยกจิตได้ จะต้องเรียนรู้ ทั้งรูปทั้งนาม และนั่นคือ กาย กายคือรูปกับนาม จะทำใจในใจก็ให้โยนิโส ให้ถ่องแท้แยบคายประณีตให้ลงไปถึงที่เกิด แล้วรู้เหตุที่ต้องกำจัดคือตัวไหน อย่าไปกำจัดผิดตัว นี่เป็นวิธีปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า คือมนสิการเป็น หากทำไม่ถูกต้อง ปฏิบัติธรรมไม่ได้ เช่นเขาทำใจในใจแบบสะกดใจ จริงๆ ปหาน 5 ของพระพุทธเจ้าก็มีวิกขัมภนปหาน คือกดข่มใจ มันเป็นอัตโนมัติธรรมดาธรรมชาติของคนอยู่แล้ว ที่มันจะทำการสะกดไว้ ยกตัวอย่าง เช่น เราอยู่กับสังคม สัมผัสกับคนนี้ เรื่องนี้ เหตุนี้แล้วจิตใจไม่ชอบ โกรธ คนก็กดข่มใจไม่แสดงออก ประเจิดประเจ้อน่าอาย นี่เป็นสามัญสำนึก มันเกิดกามก็ระงับไว้ อยากได้ใคร่อยากก็สะกดไว้ไม่แสดงออก ระงับไว้ก่อน ก็วิกขัมภนปหาน ธรรมดาธรรมชาติ แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้เรียนแค่กดข่ม วิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ ดับจิตข่มจิต แต่ให้แบ่งส่วนปฏิบัติ สัมผัสสัตว์ สัมผัสสิ่งของ ที่ไม่ใช่ของเราแตะก็ไม่ได้นะ ไม่ใช่ไปหยิบมาอีก ขนาดแตะก็ไม่ควรทำ ถ้าของเราชัดเจนว่าเรามีสิทธิ์ก็หยิบได้เอาได้ เอามาเป็นเจ้าของด้วยมีเอกสิทธิ์ เรื่องระหว่างเพศ เมถุน โดยเฉพาะเพศหญิงชาย อย่าไปสัมผัสแตะเนื้อต้องตัวกันเลย พรหมจรรย์ ถ้าไม่ถือศีลพรหมจรรย์ก็อย่าละเมิดเกินเลย มีกิริยาไม่ดีแล้ว ถ้าสัมผัสโดยไม่มีกามเกิดก็ไม่เป็นไร ถ้ามีกามเกิดเป็นเรื่องเพศต้องเรียนรู้เลิกหยุด พระพุทธเจ้าท่านสอน นาม 5 อย่างกับรูป 28 ดิน น้ำ ไฟ ลม ชัดเจน มหาภูตรูป จากดิน น้ำ ไฟ ลม เกี่ยวข้องกันคน มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 กระทบสัมผัสภายนอกแล้วเกิดเวทนา เป็นภาวะ หากเป็นภาวะเดียว เป็นเวทนา 1 ไม่มีเวทนา 2 เป็นปุริสภาวะอย่างเดียว ไม่มีอิตถีภาวะ ที่เป็นเวทนาเก๊ นั่นแหละจบ สัมผัสทีใดก็เฉยๆ ไม่มีอาการ อยากได้มาเป็นเรา เป็นของเรา มาเสพ ตั้งแต่เสพสัมผัสหรือเสพเป็นของเรา ผู้สามารถเรียนรู้หน้าที่พลังงาน ของเวทนา ถ้างั้นเวทนามีหน้าที่รับรู้สึก เป็นอารมณ์สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หน้าที่ของสัญญาเป็นหน้าที่ของการกำหนดหมาย สัญญาทำงานมาก ในตัวพลังงานจิต ผู้ที่รู้จักสัญญาแล้ว รู้ว่าสัญญา มันจะวิปลาส ในสัญญาวิปลาส 3 สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ : ก. วิปลาสด้วยอำนาจจิต และเจตสิก 3 ประการ คือ 1. วิปลาสด้วยอำนาจสำคัญผิด เรียกว่า สัญญาวิปลาส 2. วิปลาสด้วยอำนาจคิดผิด เรียกว่า จิตตวิปลาส 3. วิปลาสด้วยอำนาจเห็นผิด เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส ข. วิปลาสด้วยยึดเอาวัตถุเป็นที่ตั้ง 4 ประการ คือ 1. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง 2. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข 3. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน 4. วิปลาสในของที่ไม่งาม ว่างาม (เขียนว่า พิปลาส ก็มี) พระพุทธเจ้าสอนว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คุณสัมผัสกับอะไรก็ทุกข์ทั้งนั้นแต่ว่า วิปลาสไปว่าสุข หากใครสัมผัสแล้วไม่เที่ยง ทุกข์ ไม่มีตัวตน แต่วิปลาสแล้วสัมผัสก็จะบอกว่ามีตัวตน แล้วบอกว่าน่าได้น่ามี น่าเป็น วิปลาสไปเป็นสุภะเลย ทั้งที่มันอสุภะ ก็ไปวิปลาส อยากได้อยากมีอยากเป็น อยากได้ก็จะฆ่า ไม่ให้ก็แย่ง แย่งก็ฆ่ากันได้ ชนะก็ได้ไป นี่คือสงครามการอยากได้ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มนสิการคือ การจัดการใจตัวเอง ไม่เช่นนั้นจะสังขารบ้าบอเบียดเบียนทำร้ายทำลาย โลภจัดหวงแหน จนเป็นตัวกูของกู ของข้าใครอย่าแตะ

พาดพิงถึงคนกอบโกยหวงแหน มาเป็นตัวกูของกู โกยมาเป็นร้อยพันหมื่นแสนล้าน ร้อยล้านพ้นล้านไม่รู้จักจบจักพอ คนนั้นคือคนไม่รู้จักพอ ประเด็นความพอในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงได้ตรัสว่าให้เรียนรู้ความพอเพียง เพียงใดควรพอ ก็ต้องรู้จักขีดความพอ คนที่ไม่รู้จักคิดความพอ คนนั้นก็จะก่อบาป สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังรู้จักพอ เมื่อมันกินอิ่มแล้วก็พอ มันไปล่าสัตว์ เมื่อมันล่าได้มันก็กิน กินอิ่มแล้วมันก็ทิ้ง สัตว์อื่นก็มากินต่อ หรือไม่ก็แร้งลง สัตว์แบคทีเรียก็กินต่อ

คนไม่รู้จักการทำใจในใจนี่แหละ ที่เป็นต้นตอที่พระพุทธเจ้าตรัส การเรียนรู้ธรรมะก็ต้องเรียนรู้จาก สัตบุรุษ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)

คนที่มนสิการไม่บริบูรณ์จะไม่ได้สติสัปชัญญะที่จะต่อเป็นสัมปัชชติหรือสัมปัชชลติหรืออะไรอื่นๆอีก สัมปชัญญะ = ความรู้ตัว ต่อกับการมีสติระลึกรู้ สัมปชานะ = รู้สำนึกตัวในการปฏิบัติสติปัฏฐานอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สัมปัชชลิตะ = สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล.(ในรอบนั้น) สัมปฏิเวธะ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอดในรอบนั้น ปฏิสาเรสฺสามิ = จักทำให้เขาสำนึก ปัจจเวกขันตัสสะ = ได้สำนึก) ฌาน คือตัวบุญ เป็นพลังงานที่ไปจัดการกำจัดสลาย ไฟราคะ โทสะ โมหะ บุญ คือองค์รวมของการทำฌาน ฌาน คือการปฏิบัติ จะปฏิบัติให้เกิดฌานได้ต้องมีปัญญาประกอบ ขั้นปัญญาก็สามารถสร้างพลังงานทำพลังงานให้มีประสิทธิภาพสลาย การจัดสลายจึงต้องเกิดปัญญาถึงจะเป็น ไฟฌาน ท่านเรียกปัญญาขั้นฌานว่าคือปัญญาแต่ ธาตุรู้ของปุถุชนไม่ใช่ปัญญา มีแต่กาม โทสะ ผสมตลอด คือความรู้ของมนุษย์โลกียสามัญ เมื่อมาเรียนรู้แล้วก็จะรู้จักยับยั้งด้วยปัญญา หากศาสนาไม่ใช้ปัญญาก็จะกดข่ม หยุดคิดหยุดสัมผัสไม่แตะต้องเลย ชีวิตไปอยู่ในป่าเขาถ้ำ เป็นมนุษย์ไม่ทำอะไรก็ขอเขากินอย่างเดียว ลัทธิเชน พระพุทธเจ้าสอน มนสิการ เป็นตัวที่ต้องทำให้เป็น หากมนสิการไม่เป็นไม่มีทางบรรลุ ต้องแยกแยะจิต จนเข้าใจเวทนาในเวทนา คือ จิต เจตสิก มี กาม พยาบาท ที่ปรุงแต่งในเวทนาแล้วกำจัดด้วยปัญญา ว่ากิเลสมันไม่เที่ยง กิเลสเป็นเหตุแห่งทุกข์ จะเข้าใจอาการจิตที่เป็นกิเลส เข้าใจอย่างชัดเจนจนพ้น วิจิกิจฉา แล้วต้องฆ่ามันด้วย ศีลพ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน