600407_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน2.docx
เนื้อหาในไฟล์
600407_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน2
พ่อครูว่า....วันนี้วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2560 เป็นวันที่ 3 ของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 41 เราได้เอามหาจัตตารีสกสูตร มาอธิบาย ถึงข้อ 275 แล้ว เมื่อเอาพระสูตรนี้มาอธิบาย ตัวเองรู้สึกสบายใจ เพราะว่า มีหลักฐานจากพระอนุศาสนี ต้นตำรับของพระพุทธเจ้าเลย ที่ได้ตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก มันเป็นเครื่องยืนยัน ว่าสมาธิของพุทธ เป็นสมาธิที่ทำให้เกิดความเป็นอาริยชน หรือเรียกว่า อริโยสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิแบบทั่วไป ที่เขารู้จักกันดีทั่วโลก สมาธิอย่างนั้น มันคนละเรื่องกัน เพราะว่าสมาธิที่เขาทำกันอย่างสากล เป็นสมาชิกนอกรีต หรือคนละเรื่องกันกับ ของศาสนาพุทธ
สมาธิจากตื่นสู่หลับอันไม่ขาดตอน สมาธิที่เขามีอยู่ ในศาสนาต่างๆใดๆ นั่งสะกดจิต แล้วทำ meditation แต่สมาธิของพระพุทธเจ้า เป็นสมาธิของคนทั่วไป ที่คนต้องสร้างอยู่ ในชีวิตประจำวันธรรมดา ทุกเวลา ยืน เดิน นั่ง นอน สามารถทำได้ถึงขั้นนอนหลับ ก็เป็นสมาธิ ต่อเนื่องไปเลย ตื่นอยู่ก็เป็นสมาธิ หลับไปก็เป็นสมาธิ ก่อนนอนก็คิดพิจารณาอะไร พอหลับไป เราก็คิดเรื่องนั้นต่อไปได้เลย อย่างนี้เรียกว่า เป็นสมาธิที่ต่อเนื่อง ไม่ได้ขาดตอน ถ้าใครฝึกฝนดีแล้ว มีสมาธิ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็ดำเนินฝึกไป มันจะเกิดอย่างที่อาตมาว่า เพราะอาตมานี้ฝึกตนมา เหมือนกันทุกคนไหม,, ตอนยังตื่นๆ หรือหลับตาลงไป ก็ยังรู้สึกตัว เป็นการระลึกรู้อยู่ภายนอก ก็ระลึกอย่างหนึ่ง แต่พอตัดไปในภวังค์ มันเป็นเรื่องอีกเรื่อง เรียกว่าฝัน มันก็คนละเรื่องกันไม่ต่อกัน นั่นเรียกว่า สมาธิไม่ได้ต่อเนื่อง สติสัมปชัญญะ ไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าฝึกอย่างดีแล้ว สมาธิดีแล้ว ขณะนี้ที่เรากำลังคิดอยู่ นอนหลับเราก็คิดไป แม้เราจะหลับเข้าสู่ภวังค์ ตัดทวา
อ่านต่อ
รภายนอก ความคิดเดียวกันนั้น ก็ยังสอนเรื่องอยู่ไป แม้แต่ที่สุด ตื่นมารู้สึกตัวความคิดนั้น ก็เป็นเรื่องเดียว ต่อเนื่องกัน นี่เรียกว่าสมาธิที่ต่อเนื่องเป็นสติสัมปชัญญะ นอกจากเราจะคิดเรื่องนี้พอแล้วนานแล้ว ก็เอาเรื่องใหม่ขึ้นมา แต่ถ้าเรื่องมันต่ออยู่ก็จะต่อ นี่พูดเล่าจากความจริง ไม่มีใครบรรยายที่ไหนหรอก ตัวเองทำได้อย่างนั้นเลย เล่าสู่ฟัง อาตมาว่า ต่างกับตอนที่ไม่ได้ฝึกสมาธิ มันไม่เป็นอย่างนี้
มิจฉาอาชีวะ 5 มิจฉาวณิชชา 5 เรามาต่อที่อาตมาอ่านไปแล้ว อธิบายไปถึงข้อ 275 [275] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ ฯ 1 . การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น (กุหนา) มีในงานการเมือง คืออาชีพที่ชั่ว จะเป็นนักค้าก็เป็นการค้าที่ชั่ว มิจฉาวิณิชชา 5 เป็นต้น ชั่วทางกาย วาจา ใจ 2. การล่อลวง หลอกลวง (ลปนา) ในนักธุรกิจ-การเมือง เป็นการทำชั่วทางวาจา ใจ 3. การตลบตะแลง (เนมิตตกตา) ยังเสี่ยง-ยังไม่แน่แท้ เราต้องมาเลิกอาชีพมิจฉา จนจิตเราเข้าใจเกิดปัญญาว่า ที่เราทำมานั้น เป็นอาชีพไม่ดี บาป ชั่ว ที่เกิดในสังคมชาวพุทธ ที่เขาไม่รู้ว่าที่ทำอยู่นั้น เป็นเรื่องชั่วเรื่องบาป เป็นอบาย เป็นเรื่องนรก ไม่ควรทำ คนที่ทำอยู่ ก็บอกอยู่ตลอดทุกเวลา อาชีพที่เป็นบาปนั้นคือ อาชีพที่มันมอมเมา เรียกว่ามิจฉา มัชชะ(มอมเมา) หรือเป็นภัย เป็นพิษ (วีสะ) อาชีพอย่างนี้ไม่ควรทำ ในมิจฉาวณิชชา 5 เป็นการค้าพาณิชย์ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) แต่ทุกวันนี้เลวร้าย ประเทศไหนผลิตอาวุธได้ร้ายแรง และขายราคาแพง กับถือว่าเป็นประเทศที่เจริญมาก ที่จริงแล้วมันเลวหนัก สร้างอาวุธที่เลวร้ายได้มากเท่าไหร่ ยิ่งชั่วเท่านั้น คนไหนคิดผลิตได้ ยิ่งชั่วหนัก ทำให้สังคมบรรลัยจักรหนักยิ่งขึ้น นี่คือความไม่ประสีประสา ไม่เข้าใจของสังคมโลก ประเทศใดที่ ไม่มีอาวุธไปทำร้ายทำลาย อย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่มีกองทหารไม่มีอาวุธ ก็เป็นประเทศที่อบอุ่น สังคมโลกทุกวันนี้ จึงเป็นสังคมที่น่ากลัว ยุคเมื่อสองพันสามพันปีล่วงมา การสร้างอาวุธ เป็นการสร้างหอกดาบลูกศร ประมาณนั้นเท่านั้น เป็นอาวุธร้ายของเขาแล้ว มันก็เลวแล้วมาค้าขายแบบนั้น ก็ได้บาปตลอดเวลา ในชีวิตนี้อาตมารู้สึกอย่างหนึ่ง ว่ามันมีร้านขายปืน คนก็ไปซื้อปืน อาตมารู้สึกงงๆ ว่าคนซื้อปืนไปทำไม อาตมาคิดออกแต่ว่า คนที่ไปซื้อปืนไว้ในครอบครัว ไปซื้อไว้สำหรับฆ่าคนในครอบครัว หรือไม่ก็ฆ่าตัวเองตาย เห็นมาอย่างนั้นเยอะ ปืนที่ซื้อไว้ในครอบครัวในบ้าน เอาไว้สำหรับยิงโจร ไม่ได้ยิงหรอก แต่เอาไปทำร้ายทำลายกันเอง โกรธขึ้นมา ก็เอาปืนนั้นไปทำร้ายทำลายกัน ที่บอกว่าเอาไว้ป้องกันตัว สำหรับยิงโจร ไม่ได้ทำหรอก ปืนทั้งหลาย ที่ซื้อไว้ในครอบครัว ส่วนใหญ่ ไปทำร้ายทำลายกันเอง ที่ไม่ควรจะต้องมีปืน หรืออาวุธมีไว้ในมือใกล้ตัว เท่าที่อาตมาเห็น ไม่รู้คนอื่นเห็นด้วยหรือเปล่า ปืนที่ซื้อไว้ในครอบครัว ไว้ใกล้ตัวเอง จะไม่ได้เข้าไปจัดการสิ่งอื่น แต่เอาไปบำเรอความโกรธตัวเอง บำเรอจิตวิปริตในตัวเอง ถ้าใครมีปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ใช่มีหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่ คนสามัญ ซื้อปืนไว้ในครอบครอง เป็นการซื้อไว้บำเรออารมณ์กิเลสตัวเอง ดีไม่ดี เอาไว้ยิงเล่น แสดงความเถื่อน ความอำมหิตวิปริตของตน อย่างน้อยก็ขี้หวงแหน สมบัติตัวเองมาก คนจะมาลักขโมยแย่งชิงสมบัติ ก็เอาปืนไว้ป้องกัน ปืนมันไม่ได้ป้องกัน คนลักขโมยหรอก คนลักขโมยไม่รู้หรอกว่า คุณมีปืนอยู่ในบ้าน แม้มันรู้ก็ป้องกันตัวเอง ก็ทำตามความสามารถความรู้ของมัน คนมีอาชีพชั่วร้ายไปอย่างที่ว่า มันเข้าใจได้ง่าย แต่คนมีอาชีพ กุหนา เช่น นักร้อง นักรำ นักกีฬา ที่ยั่วยุให้คนมัวเมาติดยึด พวกนี้คืออบายมุข ทั้งนั้นเลย เรื่องการละเล่น ดารา ขณะนี้มันหนัก ที่จะต้องโป๊เปลือย ยั่วยวนราคะ โทสะโมหะ ขออภัยพวกนี้ นรกกินหัวทั้งนั้น ควรจะต้องด่าให้รู้ตัวบ้าง ไม่อย่างนั้นเหลิง คุณไม่ได้เจริญอะไร แต่งตัวยั่วยวน วอบแวบ เจตนา มีวิธีการออกมาโชว์ในสังคม ทำเป็นนมหก คือมันหนักหนาสาหัส จิตมันลามกใช่ไหม มันอยากโชว์อยากอวด จิตคนเลวร้ายลงไปทุกที สมัยโบราณ สมัยอาตมาไม่มีหรอก แต่งเสื้อผ้าแบบนี้ สมัยอาตมาอายุ20 - 30 แต่เดี๋ยวนี้มันไปถึงไหนไหน ไปเอาอย่างต่างประเทศเขา ต่างประเทศจะมีศาสนา จะสอนอะไรรู้จักศีลธรรม ธรรมะอย่างไร ก็เรื่องของเขา แต่ของเราชาวพุทธ สอนว่าอย่างไหนดี ก็ควรทำ อาตมาขอยกย่องชมเชย ศาสนาอิสลาม เรื่องอบายมุขหยาบ ของเขาไม่มี เขาดูแล ทำให้ศาสนิกของศาสนา เขาอยู่ในกรอบขอบเขตดีมาก ขนาดนั้น ยังมีชาวมุสลิม มาเป็นดาราโป๊เปลือยอีก ออกนอกทางของเขา ต้องไปตามโลกสังคมเพราะทำแล้วได้เงินทอง ได้ลาภยศแบบโลกๆ นักการเมืองที่หางานเพื่อโกง งานตัวเอง เป็นนักการเมือง หรือนักธุรกิจ จะได้เปรียบได้โกงกิน นั่นแหละคือพวกสัตว์นรกทั้งนั้น อาตมาพูดสัจจะ อธิบายสัจจะ เขาไม่เรียกมนุษย์หรอก เขาเรียกสัตว์นรก คือการปฏิบัติพฤติกรรม กุหนา การทำงานอาชีพพวกนี้ อย่าง พาณิชย์ ค้าขายอาวุธก็เลวเป็นอย่างแรกแล้ว 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) การค้าขาย เป็นงานของฆราวาส มิจฉาวณิชชา 5 ไม่ได้ห้ามพระภิกษุ แต่ห้ามชาวพุทธ ฆราวาส แต่ไม่เคยเอามาสอนกันเลย แต่ชาวพุทธอโศก เลิกค้าขายอาวุธ ไม่ค้าขายสัตว์เป็น 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) ชาวพุทธไปเปิดเขียงขายหมู ขายวัว ขายปลาปู อะไรในตลาด เป็นชาวพุทธนอกรีต ชาวพุทธอบายมุข ชาวพุทธมิจฉาวณิชชา ชาวพุทธสัตว์นรกทั้งนั้น 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) พวกค้าขายน้ำเมา
5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) คุณอย่าทำเลยชีวิตนี้ คุณได้ทำกรรมวิบาก เป็นทรัพย์แท้ของตนเอง การได้เงินทองข้าวของลาภยศ เป็นชั่วระยะหนึ่ง ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ติดตัวเป็นวิบาก ติดอัตภาพไป คือบาป คือชั่ว คุณทำใส่ตัวเอง ใครได้ฟังอาตมาแล้ว รู้ตัวว่าเราทำอาชีพบาป รู้ตัวตอนนี้ก็เลิกเสีย หยุดแล้วก็อนุโมทนาสาธุ ที่คุณได้ทำ นั่นเป็นอาชีพ ขายน้ำเหล้าน้ำเมา แม้แต่อาชีพเต้นแร้งเต้นกา ดาราหรือนักกีฬา ที่ทำอย่างจัดจ้าน ให้คนติดจัด เรียกว่ามอมเมา มัชชวณิชชา มันเป็นวีสวณิชชา เป็นอาชีพที่เป็นพิษภัย เอาล่ะมันไม่เหมือนยาพิษ ที่กินเข้าไปแล้วร่างกายตาย แต่ชีวิตมันเป็นพิษ เป็นอาชีพได้เงินทองแลกเปลี่ยน ยุคอาตมาก็ได้ฝึกเตะบอล เป็นนักบอล ไม่มีการได้เงินทองเลย เวลาจะเตะบอล ก็ต้องเกณฑ์คนมานั่งรอบสนาม ไม่ได้เป็นอาชีพเลย และไม่ได้เล่นกันพร่ำเพรื่อ เล่นเพื่อออกกำลังกาย นานๆก็มาแข่งกันที แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นอาชีพ เป็นการได้รายได้ เป็นธุรกิจการค้าขาย ต่างประเทศเขาไม่รู้เรื่องอบายมุข ก็เลยเละเทะ แล้วคนไทยก็ไปนิยมตามค่านิยมโลก เมื่อไม่รู้ตัว ก็เลยเละเทะมากขึ้น ถ้าใครได้ฟังอาตมาแล้ว เปลี่ยนแปลงเสียก็ดี มันเป็นการทำอาชีพการค้าขายที่ไม่ดี ไปใช้การกีฬา การเต้นแร้งเต้นกา ทำมาหากิน ถ้าจะทำเป็นเรื่องของการอาศัยพักผ่อน ออกกำลังกาย เป็นชั่วครั้งคราวในชีวิต มันก็ดี ไม่ได้ชื่อเป็นอาชีพ งานประจำ ก็ทำได้ แต่นี่มันเป็นอาชีพ มิจฉาอาชีวะ หรือนักโกงล่อลวง ลปนา ลปนา การใช้เล่ห์ วิธีการ อย่างธัมมชโยก็ใช้ กุหนา ลปนา ทั้งวิธีการทำและพูดหลอกลวง ครอบงำให้คนหลงใหลติดยึด เพื่อจะทำการค้าขายวิมานสวรรค์ สวรรค์นั้นคือนรก ใครยังจำได้ไหม ที่อาตมาได้บรรยายไปแล้ว ผู้ที่เอาสวรรค์มาล่อ ก็คือเอานรกมาล่อ คนเข้าใจสวรรค์ว่าคือนรกไม่ได้ คนนั้นโง่ดักดาน นี่พูดตรงๆ เพราะว่าศาสนาพุทธ เป็นศาสนาโลกุตระ ศาสนาดับภพชาติ ไม่ยินดีในภพชาติไหนๆ แล้วมีใครสร้างภพนรก มาหลอกคนบ้าง ก็ไม่มี บอกว่า นรกชื่อนี้ขุมนี้ ใครจะไปบ้าง ก็ไม่มีใครไปหรอก มีแต่บอกชื่อสวรรค์ อย่างธัมมชโย หลอกว่ามีสวรรค์ เฟส 2 3 4 แม้แต่ฤาษีลิงดำ สอนสวรรค์ 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้นพวกนี้ไม่รู้จักพุทธศาสนา พุทธศาสนา เป็นศาสนาดับภพจบชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภพอะไร ภพสวรรค์ก็คือภพนรก ต้องชัดเจน ถ้าไม่ชัดเจนก็พูดไม่ถูก กลายเป็นศาสนางมงาย เอาภาษามาเรียกสวรรค์ แท้จริงก็คือ ภพชาติคือนรก สวรรค์จตุมหาราช เป็นสวรรค์ชั้นหยาบร้ายแรงมาก ถือง้าวหอกดาบ เขาปั้นเป็นรูปหน้าตาโปน เขี้ยวยาว กัดจมเขี้ยวเลย เขาออกแบบไว้ให้กลัว แต่คนกลับไปยินดี อยากได้สวรรค์ สวรรค์ชั้นจตุมหาราช นั้นเป็นยักษ์ทั้งนั้นเลย ทั้งยักษ์ทั้งมาร นั่นแหละคือนรก ถ้าไม่รู้ ก็หลงว่าเป็นสวรรค์วิมาน ที่อยากได้อยากมี จากจตุมหาราช ก็เป็นดาวดึงส์ ยามา นึกว่าสวรรค์ดีขึ้น แต่ที่จริง หยาบ ละเอียดเข้าไปอีก ยิ่งเป็นปรนิมมิตสวัตตีคือนรกชั้นที่ 6 เทวดาหรือเทพ มีสามระดับ สมมุติเทพ คือพวกอวิชชา เขาสร้างสวรรค์ให้แก่ตัวเอง และก็เป็นนรกให้แก่ตัวเอง อยู่ในสมมุติ ที่ผู้อวิชชาไม่รู้ทำเอา แต่พอมารู้ก็มาเลิก ก็อุบัติใหม่เป็นอุบัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพ สมมุติเทพเป็นเทวดาโลกีย์ ไม่รู้จนมารู้ แล้วทำตนให้เป็นอุบัติเทพ จนไม่มีอุบัติ บริสุทธิ์เป็นวิสุทธิเทพ ในทานสูตร ถ้าจะทำทาน คือทำตนเป็นผู้ให้ ทานคือละความโลภ ต้องรู้จิตตนว่า จิตตนจะโลภ ที่จะยึดเอาประโยชน์ตอบแทน ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา 4. การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด (นิปเปสิกตา) 5. การเอาลาภแลกลาภ (ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตา) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 275 มหาจัตตารีสกสูตร) เราให้แล้ว อย่าต้องการอะไรแลกเปลี่ยน ให้อันนี้เพื่อจะได้อันนั้น เป็นวัตถุเหมือนกัน ก็เป็นการแลกเปลี่ยนวัตถุกัน บาเตอร์ แต่ทีนี้ไม่ได้แลกวัตถุ แต่แลกเอานามธรรม สวรรค์วิมาน ภพชาติในจิต ทำแล้วจะได้สวรรค์วิมาน ชั้นนั้นชั้นนี้ อย่างฤาษีลิงดํา พูดว่าจะได้สวรรค์ชั้น 7 6 5 ไป หรืออย่างธัมมชโย หรือทั้งนั้น ในวงการศาสนา
สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ [276] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาอาชีวะเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์อย่าง 1 สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง 1 ฯ แม้แต่ทำงานเอาค่าแรง ลาภแลกลาภ ยังไม่พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 พวกเรามาอยู่ในนี้ ทำงานประจำ ไม่มีรายได้อะไร ให้แก่ตัวเองเลย เอาเข้ากองกลางทั้งหมด นั่นคือ พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 เมื่อเริ่มรู้ทางปฏิบัติในศีล 5 เริ่มต้น แต่ก็ละเมิดศีล 8 ก็ยังมีบาป แต่ถ้าศีล 8 มาเป็นศีล 10 นี้ปลอดภัยแล้ว ไม่เป็นบาป ในการดำเนินชีวิต [277] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ เป็นสาสวะคือผู้นี้มีภูมิปัญญาแล้ว ปฏิบัติอาชีพในประจำวัน ไม่ทำแล้ว กุหนา แต่ไม่สิ้นอาสวะ อยู่ในฐานะของเสขบุคคล กำลังเลิกทำบาป มาเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ศีล 5 งานอาชีพที่ยังได้เงิน ที่ไม่ใช่สิทธิของเราเป็นต้น เช่นว่า เราทำอาชีพข้าราชการ ก็ได้เงินเดือนเป็นงานเลี้ยงชีพ เสร็จแล้วก็ไปหาทาง มีลำไพ่เพื่อจะได้เปอร์เซ็นต์เพิ่ม อันนี้แหละคือ นอกอาชีพแล้ว เปอร์เซ็นต์ นี้ คุณเป็นเจ้าหน้าที่ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ แต่ทุกวันนี้ ทำเป็นการแฝง จะซื้ออันนั้นอันนี้ก็หาทาง อย่างจะซื้ออาวุธ ก็ถูกเพ่งเล็งแล้ว พวกนักค้ามันรู้ดี ถ้าผู้ใหญ่ที่มีสิทธิมากๆ เป็นคนตัดสินว่าซื้อหรือไม่ซื้อ มันก็ให้เปอร์เซ็นต์ แต่ที่จริง มันได้กำไรอยู่แล้ว มันรู้แสนรู้ พูดไปก็รู้ๆกันทั้งนั้น สาสวะ คือ เสขบุคคล มีปัญญารู้แล้วว่า เราจะทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ จะเลิกมิจฉาอาชีวะ 5 หลายคนอยู่ในชุมชน ก็เลิกทำ แต่เมื่อออกไปข้างนอกก็ยังทำ ยังแลกเปลี่ยนเอารายได้ ซื้อขายอยู่ก็ยังเห็นใจ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มาอยู่ในนี้แล้ว อย่างน้อย คนมาอยู่ในชุมชนชาวอโศก เป็นคนหมดบาป ในเรื่องมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ 5 บอกไว้นี่ใครรู้ตัวก็รีบมา มันเป็นแดนที่ปราศจากมิจฉาชีพ นะจ๊ะ เป็นสาสวะ เหลือกิเลสที่มีก็เป็นสาสวะ ก็ล้างต่อไป แต่คุณปราศจากมิจฉาชีพแล้ว อยู่ในชุมชนชาวอโศก ทุกแห่งไม่ได้ทำบาป เป็นผลแก่ขันธ์ ชีวิตของคนมีขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีบาป เป็นผลแก่ขันธ์ อุปธิเวปักกา ไม่ต้องคิดอ่าน สัมผัสสำคัญคือรูป ไม่ต้องใช้สัญญากำหนดรู้เลยว่า เรื่องนี้มันจะได้กี่เปอร์เซนต์เลิกเลย ก็ปลอดภัย เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ส่วนแห่งบุญคือ การทำใจในใจ บุญนี้เป็นกิริยา บุญมีแค่กิริยา ไม่มีตัวตนรูปร่าง เป็นแค่กิริยาที่ต้องมีสติสัมปชัญญะรู้ตัว ผู้ใดกระทำบุญ ต้องอ่านจิตเป็น รู้เข้าไปถึงจิตตน ว่าจิตเราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ จะทำอาชีพ กัมมันตะ การพูด วาจา จะคิด สังกัปปะ คุณก็รู้ไปถึงจิตเลย สังกัปปะ หากคุณเอง ดำริกามผสมในจิต ยิ่งหยาบถึงมิจฉา 4 ของวาจา ก็เลิกเลย อย่างน้อยเลิก มิจฉากัมมันตะ 3 มิจฉา 4 ของวาจา คุณไม่พูดโกหกจากใครส่อเสียด เพ้อเจ้อ ก็พ้นบาปมาเรื่อยๆ ถ้ามีกาม พยาบาทเป็นมิจฉาก็เลิกก่อน ส่วนวิหิงสาเป็นรายละเอียด ก็อย่าให้มีกาม พยาบาทในจิต ก็พ้นบาปมาเรื่อยๆ ตามลำดับ แม้แต่เป็นสาสวะ คุณก็รู้จิตของคุณ แล้วอย่าให้จิตมีขั้นแรก ก็กดข่มไว้ทางกาย พยายามอดทน ไม่ให้มีอาชีพที่เป็นมิจฉาอาชีวะ ให้อย่างนี้แล้ว ก็ยังยาก ต้องแลกลาภ ก็ต้องกดข่ม จะต้องมอบตนในทางผิด ก็ข่มไว้ก่อน เช่นเป็นนายทุน ไม่มีนายทุนคนไหน ที่ไม่เอาเปรียบคน ทำงานอยู่ในโลก เป็นทางผิดทั้งนั้น ถ้าจะค้าขาย ให้ได้ส่วนเกินมาพอเลี้ยงตน ใครได้เปรียบมาก เกินราคาทุนนิดหน่อย น้อยเท่าไหร่ คุณก็ยังมีส่วน ไม่บาปไม่เป็นหนี้ แต่ถ้าทำเกินทุนเท่าไหร่ ก็บาปเท่านั้น ถ้าเท่าทุนก็ไม่เป็นหนี้ มันจึงยากมาก ที่จะไม่เป็นหนี้ เราจึงพามาทำค้าขาย เราคิดค่าแรงค่าตัวด้วย เราจะเป็นเจ้าของ หรือหัวหน้า ก็มีค่าตัว ทีนี้เราจะไม่เป็นหนี้ ก็คุณสมมุติค่าตัวคุณ100 ก็อย่าเอาเต็มร้อย ค่าอื่นๆก็คิดไป การค้าขายบุญนิยมมี หนึ่งต่ำกว่าราคาตลาด สองเท่าทุน ขายขาดทุน ราคาตลาดเขาขายเฉลี่ยเท่าไหร่ เอาค่าเฉลี่ยไม่เอาที่แพงสุดของตลาดนะ แล้วเราก็ขาย ราคาต่ำกว่าราคาตลาด ถ้ายิ่งไม่เอาค่าตัวเลย ไม่แลกคืนมาเลยสูงสุดเป็นต้น ก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ง่าย แต่เราทำได้ในยุคนี้ ชาวอโศก ถ้าประเทศชาติมีแนวคิด การทำธุรกิจอย่างนี้ อยู่ในกฎเกณฑ์ของศาสนาพุทธ เมืองไทยจะเจริญ ล้ำหน้าเขา ชาวอโศกเรา สินค้าหลายอย่าง เรามาลดราคาต่ำกว่าตลาด เราทำไม่ได้หมด เราทำได้แค่นี้ แล้วเราทำได้หลายอย่าง ไร้สารพิษน่ากิน น่าใช้ แต่เราก็ขายอย่างราคาถูก บางอย่างเราก็ทำได้ไม่เก่ง ในพวกอุตสาหกรรม เราทำทางกสิกรรมได้ดี แต่ไม่ได้เป็นฟาร์มใหญ่ หากกิจการหาเงินอย่างทางโลก เราไม่ได้ทำอย่างสะสม ก็เลยมีเงินทุนไม่มาก คนจะมาร่วมก็ไม่มาก จะทำกิจการใหญ่ได้ไม่มาก แต่ถ้ารัฐบาลทำเลย เอาความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ของพระพุทธเจ้าไปประยุกต์ทำ ทำให้เป็นกิจการ เอาชาวอโศกเป็นแกน ทั้งค้าขาย ทั้งผลิตเลย พวกเราก็จะนำให้ลด อย่างน้อย ลดค่าตัวค่าแรงงาน การทำเศรษฐศาสตร์ ให้เจริญได้ ค่าแรงงานยิ่งถูกเท่าไร สังคมนั้นเจริญมาก ถ้าสังคมใดก็แล้วแต่ มีค่าแรงงานที่แพง สังคมนั้นจะเดือดร้อนวุ่นวาย เจ๊ง พืชเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญ สังคมชาวอโศก มีค่าแรงเป็น 0 เป็นสังคมที่เจริญ ถ้าจะเป็นรัฐ เป็นประเทศก็เจริญมาก สร้างสรรค์ได้ ทำอย่างขยันหมั่นเพียรด้วย ไม่ต้องมีเงิน หรือว่ายศชั้นมาบังคับ อะไรขาดแคลน ก็ไปช่วยกันทำ เกิดจากปฏิภาณปัญญาสำนึก ไม่มีกฎเกณฑ์อะไร มาบังคับมากมาย คือความอิสระเสรีภาพ เป็นปัญญากับความสำเร็จของมนุษย์ เราจะอยู่กันอย่างมีปัญญา และมีความสำนึกว่า งานนี้ควรจะทำ เขามีงานอะไรด่วน ที่เราควรจะไปช่วย ก็ไปช่วยกันไป ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ หากบริหารและเข้าใจอย่างที่ว่า ให้สังคมไทยเป็นอย่างนี้ มีปัญญามีสำนึก ไม่ต้องมาแย่งชิงเอาเปรียบเอารัด ใช้เล่ห์เหลี่ยม หรือทำการทุจริต ซึ่งมันเป็นทุกข์ นอกจากเป็นทุกข์แล้ว ก็เสื่อมทรามด้วย นี่เป็นการพัฒนาสังคม
สาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ บุญคือการลดกิเลสในใจได้ การได้บุญ คือการได้เสียกิเลสไป ไม่ได้เสียหาย อะไรเสีย ก็เสียกิเลส
ในข้ออาชีพต่อมา พระพุทธเจ้าอธิบายว่า
สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ [278] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้นเจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แลสัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ พ่อครูว่า...งด คืออยากได้มากก็ไม่ทำ เว้น คือเจตนาตั้งใจไม่เอาเลย การเลี้ยงชีพใด ที่เป็นการเพิ่มกิเลส เราก็ไม่ควรจะทำ ควรให้ลดกิเลส ควรต้องหยุดอาชีพนั้นเลย หากเพิ่มกิเลส งานไหนที่มันยังเสี่ยง ว่าจะบาปหรือไม่ ก็หยุดก่อน ถ้าเสี่ยงไม่ต้องทำ เอาที่แน่ใจว่า ไม่มีส่วนบาป ส่วนผิด ทำได้แล้วก็อย่าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับคนที่เป็นมิจฉาชีพ ส่วนการทำอย่างไม่เอาสิ่งที่แลกเปลี่ยน เป็นเรื่องลึกซึ้ง เมื่อทำได้ ก็หมดก็เป็นอนาสวะ หาอาสวะมิได้ ข้อ 278 นี้ เขาก็ตีความว่า ถ้าอนาสวะถึงเป็นโลกุตระ แต่ข้อ 277 เขาก็ว่า เริ่มต้นเสขบุคคล ไม่เป็นโลกุตระ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะว่า เมื่อเริ่มต้นลดกิเลส ก็เป็นโลกุตระ
โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตระ 37 เมื่อเป็นโลกุตระแล้ว แม้จะเป็นสาสวะคือส่วนแห่งบุญ คือรู้จักจิต เมื่อเราจะทำอาชีพอะไรก็แล้วแต่ เราอ่านจิตเรา จิตเรามีกิเลส ก็จัดการให้กิเลสลด แม้จะดับไม่สนิท ดับได้ชั่วคราว วิกขัมภนปหาน ฝึกไปเป็นครั้งคราว ละเว้นไปตามลำดับ การจะรู้กาย เวททนา จิต ธรรม กาย เวทนา จิต ธรรมไม่ได้แยกกัน กายคือองค์ประกอบของ ภายนอกและข้างใน ของมหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป 24 อ่านรู้รูป 28 ให้ได้เรียกว่า กาย กายมีรูป 28 ซึ่งมีนามเป็นประธาน สัญญากำหนดรู้ว่า เรากำลังเกี่ยวข้องสัมผัสกับอะไร ภายนอกอยู่ เมื่อสัมผัสแล้ว แม้เราทำอาชีพ อาตมาทำอาชีพปลูกผักนี้ หรืออาชีพพวกเรา ปลูกพืชผัก จิตเมื่อทำอาชีพนี้แล้ว เกิดความใคร่อยาก กาม พยาบาท จะมีอะไรมาผสมกับอาชีพเรามากมาย มันได้ดีแล้วจะต้องขึ้นราคา เราทำอันนี้ได้สวยงามเหลือเกิน เอาไปขายแล้วขึ้นราคาก็จะดี นี่คือกาม ใคร่อยากมากมาย ตะกละตะกราม กามขึ้นถึงกรามเลย จะขบกัดเคี้ยวกิน ตะกละตะกรามใหญ่เลย ต้องรู้ว่าจิตของเรา มีความคิดโลภ ก็อย่าทำเลย ของดีของชาวอโศก ก็พยายามผลิตของดี ยิ่งเป็นของดี แต่ยิ่งราคาถูก ปริมาณและคุณภาพก็ดี สมบูรณ์ด้วย quality quantity ของดี ราคาถูกซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ เบื่อทวงปวดท้อง เรื่องเงินเชื่อ เป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ในสังคมมนุษยชาติ ใครที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นเรื่องที่เลวร้าย คนนั้นตกนรกหมกไหม้ ชาวอโศกนี่อาตมาพาทำ ไม่ให้มีเงินเชื่อ ไม่ตกนรกเดือดร้อนวุ่นวาย เงินเชื่อเผลอไม่ได้ มีดอก เรียกว่ากู้ แต่ของเรามีแต่เงินเกื้อ ไม่มีดอก หรือว่าเงินยืม เงินหนุนกัน ไม่ใช่เงินหนี้ ถ้าเงินกู้มีดอก ดอกอะไรก็ไม่เป็นพิษภัย เท่ากับดอกเบี้ย ดอกที่ทำให้สังคมบรรลัยจักร คือดอกเบี้ย ดอกเบี้ย คือดอกเงิน ชีวิตก็มีการงาน กัมมันตะ แล้วให้รู้ว่า มันมีกิเลส กาม พยาบาท มาผสมหรือไม่ อย่างทำงานอาชีพ ที่อาตมาพาทำ สัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจาก็สบาย สัมมาวาจา ถ้าจะค้าขายอยู่ภายนอก ก็ต้องพูดอะไรบ้าง จะอยู่ข้างในนี้ เราผลิตอะไรขึ้นมา คิดดูสิ อย่างมาปลุกเสกฯ กินท้องแตกเลย ไม่เห็นต้องค้าขาย อย่างแตงไทย แตงกวา แตงโม แตงร้าน มันออกมามากจะเน่า ต้องช่วยกันกิน กินไม่ทัน มันก็เลยเน่า แตงมันไม่อยากเน่านะ ช่วยกินๆให้มันหน่อย เยอะเลย อะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำ ก็ทำในฤดูกาล อย่างพริกนี่ เราทำอะไรก็ดูสมบูรณ์ดี จริงๆแล้ว เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณด้วย พืชผักที่ดูสมบูรณ์งดงาม ดูว่าเกี่ยวกับจิตวิญญาณที่ดีด้วย ของทางโลกต้องร้องเพลงให้ฟัง เอาใจพืชพันธุ์ธัญญาหาร มันก็เจริญ แต่นี่เราไม่ทำ เราให้อาหารสิ่งที่ถูกต้อง มันก็เจริญ เป็นธรรมดา
สติกับความเพียรอย่างไรในมรรคมีองค์ 8 ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความ พยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม 3 ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ สัมมาสติกับสัมมาวายามะ เป็นคู่ที่จะทำงานร่วมกับ สัมมาทิฏฐิ เช่น สัมมาทิฎฐิข้อ 1 ผู้ทำทาน (ทินนัง) ทำทานอย่างไรจะเป็นผลดี เป็นอานิสงส์เจริญ ก็ต้องทำเป็นบุญ อ่านใจ เมื่อให้แล้ว จิตอย่ามีภพชาติ อย่าโลภ ภพชาติพยาบาทโกรธเคืองชิงชัง ก็ไม่เอา ต้องตั้งสติให้ดี คุณรู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว ว่าการทำทาน ต้องทำใจในใจ อย่าให้มีภพชาติ ทำทานแล้วเกิดผล ในการลดภพชาติ ลดกิเลส แต่ถ้ามิจฉาทิฐิ สอนว่าทำทานแล้ว จะได้สวรรค์วิมานได้บุญ สอนบุญเป็นของที่จะได้ สอนบุญผิด บุญแท้จริงคือ ทำใจในใจ อย่าให้มีภพชาติ อย่าให้มีโลภโกรธหลง รู้จักจิต อ่านอาการ ลิงค นิมิตของจิต ให้จิตเราอย่ามีอาการไปเกิด ต้องฆ่าไอ้หวังตายแน่ อย่าให้มีไอ้หวัง หวังว่าจะมีอะไร ได้ตอบแทนมา ในชีวิตของมนุษย์ ถ้าแต่ละวันๆ มีแต่เสียสละ มีแต่ให้ วันๆเราได้ทำกายกรรม การกระทำ มีแต่เสียสละ กาย วาจา ใจ พูดก็พูดแต่ให้ ไม่ได้พูดเอา คิดก็มีแต่คิดให้ มีแต่ให้ๆๆๆ แต่รวมแล้วทั้งคิด พูด ทำ คือทำงานไม่ใช่ได้แต่ให้ แต่ไม่ทำงาน เอาอะไรมาให้ เอาแต่นั่งเฉย มันต้องทำงาน และมีผลผลิต จึงจะให้ได้ ไม่ใช่นั่งเฉยๆ ทำจิตว่าง ไม่นึกไม่คิดอะไร หลับตาอมตุ่ย อย่างนั้นไม่เรียกว่าสมาธิ ไปหยุดจิต ไม่คิด อย่างนั้นเป็นศาสนาอื่น ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธต้องทำงานอาชีพ แล้วอ่านจิต ถ้ามันมีกิเลสหรือมีภพ อาตมาว่าอธิบายชัดนะ ว่าอย่าให้มีภพชาติ ทำอาชีพก็ไม่ต้องมีภพชาติ ไม่ต้องมีสวรรค์วิมานไม่ต้องมีนรก ไม่ต้องคิดนรก แม้คิดสุจริตทำสุจริต ก็ไม่ต้องมีสวรรค์ คืออาชีพไม่มีภพชาติ การงานก็ไม่มีภพชาติ นึกคิดก็ไม่มีภพชาติ คุณทำงานอย่างนี้ คือจิตว่าง จิตว่าง คือ ไม่สร้างภพชาติในจิต แต่มีความพยายามทำงานให้ดี ให้เจริญ ตามสิ่งที่ควรจะมีจะเป็น มีสติสัมปชัญญะปัญญา ว่าคืออะไร ไม่เช่นนั้น ก็งมงายกับว่าง อยู่เฉยๆ แล้วจะเพียรพยายามอย่างนั้น เพื่ออะไร จะทำอะไรรับประทาน ไม่ทำมาหารับประทาน อธิบายอย่างนี้แล้วเหมือนด่า คนที่พานั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ทำอะไร ไม่คิดอะไร จะต้องไม่มีอะไรคิด พวกคอลัมน์นิสต์เขียนกัน ว่าจะสร้างสมาธิ ต้องไม่คิดอะไร ถ้าคิดอะไรอยู่ ยังไม่ใช่สมาธ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive