600405_เทศน์เปิดงานปฏิญาณศีล 8 ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ #40.docx
เนื้อหาในไฟล์
600405_เทศน์เปิดงานปฏิญาณศีล 8 ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ #40
พ่อครูว่า…วันนี้เวลาห้าโมงครึ่งเราจะมีการประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรองดอง หรือปรางสมานัตตา ปางนี้เป็นองค์แรก ในโลก ปางปรองดององค์แรกในโลก จะนำขึ้นประดิษฐานวันนี้ หน้าองค์พระพุทธาภิธรรมนิมิต ซึ่งมีแท่นที่อาตมาเคยนั่ง องค์นี้เป็นโลหะ
ที่มาของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ วันนี้วันพุธที่ 5 เมษายน 2560 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 5 ปีระกา เป็นวันเริ่มต้นงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 41 เราจัดปีละครั้ง พอครั้งที่ 41 ก็เท่ากับปีนี้เป็นปีที่ 41 จัดมา 41 ปีแล้ว และเราก็จะจัดต่อไป ในชาวอโศกเรา เพราะเราถือว่างานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ และปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ชื่อต่างกันเท่านั้นเอง แต่การปฏิบัติเหมือนกัน โครงสร้างเดียวกันทั้งหมดคือ เป็นการมาปฏิบัติธรรมมาฝึกฝน เป็นธรรมเนียมประเพณี เป็นจารีตของชาวอโศกเรามา อาตมาทำงานศาสนาพุทธมา 46-47 ปี ย่าง และเราได้จัดงานอันนี้มา ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย ก็เลยไม่นับ อาตมาได้คิดที่จะจัดทำอันนี้ขึ้นมา ก็ได้คิดจากที่อาตมาบวชมาเสร็จ ก็ในกลุ่มพระภิกษุ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายแหล่ก็ไปปฏิบัติงานจัดงานปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ กัน แต่ท่านทำกันนั้น มันเป็นการปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ อิฐหินดินปูน นั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งท่านก็มีการอยู่ปริวาส การอยู่ปริวาสไม่ได้ทำอย่างที่ท่านพาทำ อาตมาไม่รู้ก็เลยไปเข้าปริวาสกับเขา ทั้งที่อาตมาไม่ได้อาบัติอะไร ก็ไม่รู้เขาบอกว่าไปอยู่อย่างนี้ มันจะได้บริสุทธิ์ได้บุญกุศล อาตมาก็ไปเข้าปริวาสกับเขา ทั้งที่อาตมาไม่ได้อาบัติขั้นสังฆาทิเสส อยู่ปริวาสจะต้องเป็นอาบัติขั้น คุรุกาบัติ เป็นอาบัติที่รองจากปาราชิก ก็ไปเห็นพฤติกรรมที่เขาจัดงานกัน ให้ญาติโยมมาทำบุญทำทาน สวดมนต
อ่านต่อ
์ให้พรไปตามพิธี บางทีจัดถึง 10 วัน อยู่ปริวาส ได้เงินทองกันเป็นงานใหญ่ ขอบริจาคกัน เมื่อเสร็จงานก็แบ่งเงิน พระที่มาเข้าปริวาสก็แบ่งเงินกัน อาตมาก็เห็นว่าการที่จะให้คนมาชุมนุมกันแล้วก็ร่วมกันด้วย ช่วยกันพากันปฏิบัติประพฤติดี ไม่ใช่อยู่ปริวาส แต่คนมารวมกันก็ดี มีญาติโยมมีพระมารวมกัน แล้วก็มาช่วยกันอบรมสั่งสอนมาประพฤติปฏิบัติให้ดี อาตมาก็เห็นดีในเรื่องนี้ แต่ไม่ยอมเรียกว่าปริวาส ก็คนไม่มีความผิดนะที่มานี่ เป็นคนต้องการพัฒนาปฏิบัติเรียนรู้สิ่งควรปฏิบัติ สิ่งใดประยุกต์ให้เป็นการจัดการอย่างนี้ แล้วก็เห็นว่าการ ปลุกเสกฯ เขาก็ปลุกเสกอิฐหินดินปูน พุทธาภิเษกฯ อิฐหินดินปูน อาตมาก็เลยเอาชื่อพุทธาภิเษกฯ ปลุกเสกฯ มาตั้งการอบรมฝึกฝน แทนการได้เงินจากการขายพระ โฆษณาออกทางหนังสือพิมพ์กัน เป็นการปู้ยี่ปู้ยำศาสนาทำลายศาสนา เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นของขลังเป็นรูปไส้เดือนกิ้งกืออะไรไม่รู้ ก็ขอให้พวกเราตั้งใจยืนหยัดนำพาทำ ในสิ่งที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ พาปฏิบัติ เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์ของศาสนากันให้ได้
อ.เป็นต้น กวีนอนเปล่าก็เศร้าใจ เขียนมา
ปลุกเสกศักดิ์สิทธิ์เป็น คนจนได้จริง พราหมณ์เอย หากแม่น้ำ คงคา ศักดิ์สิทธิ์ดังมนตรา เสกได้ กุ้งหอยเจ่าปูปลา สรรพสัตว์ใต้นที ขึ้นสู่สวรรค์ก่อนใช้หมดสิ้น พราหมณ์เอ๋ย พุทธเอยหากเสกน้ำ มนต์ขลัง โปรดสดับพุทธพจน์ดัง ตรัสไว้ ศาสนาพุทธต้องพัง เป็นเพราะ ใครฤา พาเสกน้ำมนต์ไซร์ ผิดซ้ำพุทธเอย เห็นดินปูนอิฐปั้น ปลุกเสก เกจิอาจารย์เอก อวดอ้าง รู้มนต์ร่ายทายเลข ต้นเหตุ เล่นหวย เปิดกรุพระสร้างพระเครื่อง เช่าซื้อหมื่นแสน สูบบุหรี่ พ่นคว้าง กลิ่นควัน เคี้ยวหมากไม่เว้นวัน สดับไว้ ยกย่องว่าอรหันต์ เหินเหาะเวหา อบายมุขเลิกไม่ได้ พุทธะห้าม อรหันต์ เจ้าสำนักหนึ่งนั้น พารวย รู้เสกให้ร่างสวย หลอกไซร้ สอนให้โง่งงงวย สูงกเงินเฮย โกยทรัพย์จนหมดไส้ ฝากซื้อเฟสสวรรค์ พุทธเรือพายพาข้าม สาคร โจรนั่งกันหน้าสลอน มากล้น กระแสหลักพายจร จอดรับ โจรา เจ้าสำนักหนึ่งนั้น พาจน สอนมุ่งเพื่อมรรคผล แน่แท้ ไตรปิฎกอ้างดล ปริยัติ ยกมาปฏิบัติปฏิเวธแล้ ถูกต้น กลางปลาย ศีลวิสุทธิ์ลุให้ อรหันต์ สมาธิจิตมหัศจรรย์ แกร่งได้ ปัญญาย่อมยืนยัน รู้ยิ่งจริงเฮย ไตรสิกขาผูกไว้ ครบถ้วนสัจธรรม ไม่ถอยแม้หนึ่งก้าว บาทา ไม่มุดกึ่งเมล็ดงา หลบคู้ ประกาศทั่วพสุธา สะเทือนโลกมนุษย์แล อุปสรรคสร้างนักสู้ ห่อนแล้ยุคสมัย อ.เป็นต้น นาประโคน
พ่อครูว่า ..ศาสนาพุทธมีมากกว่า 2600 ปี ตอนนี้เสื่อมสนิท กล้าพูดเช่นนั้น กระแสหลักกระแสใหญ่ ชัดๆคือคณะมส.มหาเถรสมาคม ยังงมโข่งกับสิ่งที่ผิดพลาดแล้วหลงว่าถูก อาตมาขอกล่าว อาสภิวาจาเลย ท่านไม่กระเตื้อง ไม่เคยเขยื้อนขยับ ท่านยังคงเส้นคงวาในความเสื่อม และอัตราก้าวหน้าในความเสื่อมดูจะมากขึ้นด้วยนะ ส่วนอัตราก้าวหน้าของความเสื่อมเจริญขึ้น แล้วมันจะมีที่พึ่งได้อย่างไรในสังคมชาวพุทธ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ 95% ต้องพากเพียร เพื่อนำความสุข ความถูกต้อง เป็นสมาธิจิต สัมมาปฏิบัติของพระพุทธเจ้ากลับคืนมาให้ได้ ด้วยความมั่นใจจริงใจ เท่าที่จะมีภูมิปัญญา ตามภูมิอาตมามั่นใจว่าไม่ผิด จะต้องปะทะ จะต้องไปชนกัน จะต้องไปสวนกระแสกันอย่างไรก็ทำ เพราะเป็นสถานะที่เลี่ยงไม่ได้เมื่อคนหนึ่งผิดคนหนึ่งก็ถูก ถ้าอาตมาผิด เขาก็ถูก อาตมาก็มั่นใจในภูมิปัญญาว่าของอาตมาถูก ก็เลยทำเต็มที่ ซึ่ง มั่นใจจริงๆว่าเขาผิด อาตมาจึงทำเต็มที่ ท่านแน่ใจว่าของท่านถูกก็ โต้มา อาตมาก็จะฟัง และตรวจสอบจากการปฏิบัติที่เป็นชุดเดียวกัน อาตมาอ่านหนังสือออก ท่านพยายามแปลให้ตรงพยัญชนะเลย อาตมาก็ขอบคุณมากที่รักษาไว้ ต้องให้ถูกต้องตามไวยกรณ์ อันนี้ดี อาตมาก็ได้อาศัยอันนี้ สิ่งที่แปลเป็นภาษาไทยก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ท่านก็เลยออกภาษาบาลีมาต่อกัน ดูแล้วแทบไม่เป็นภาษาคน แต่เมื่อเอาภาษาบาลีมาต่อกัน ก็เข้าท่า ใช้ได้ ที่ว่าใช้ได้ คือ เมื่ออ่านแล้วตรงกับสภาวะที่อาตมามี อาตมาก็ยังจะมีอายุยืนยาวไปอีกนานเท่าไหร่ก็ขอทำงานนี้ไปจนตาย ไม่เปลี่ยนแปลงอาชีพ ที่กระทำ เพราะอาตมาออกบวช มาทำงานนี้โดยตรง ด้วยความมั่นใจและแน่ใจ มาเพราะอาตมารู้เห็นจริงๆว่า อาตมาต้องมาทำงานนี้ เพราะงานธรรมะเป็นงานอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ สังคมมนุษยชาติมันทุกข์ร้อน ก็เพราะขาดธรรมะ ถ้ายุคกาลไม่มีศาสนาก็แล้วไป คนเรานับถือศาสนาพุทธหรือศาสนาอื่น ก็ต้องพยายามศึกษาปฏิบัติให้ดีตามที่พระศาสดาแต่ละศาสนาสอนไว้ แต่เราเกิดมาเป็นพุทธ ต้องดำเนินไปตามทางพุทธ พยายามปฏิบัติให้ถูกต้องดีงาม ตามพระศาสดาของพุทธทรงสอนไว้ ยิ่งอาตมาทำงานมานานปี ก็ยิ่งเห็นความจริงมากขึ้น ยิ่งเห็นว่าต้องช่วยๆ ยิ่งทำก็ยิ่งต้องช่วย ก็ป่าวประกาศชวนกัน มาร่วมกันศึกษามาช่วยกัน ก็มีคนที่ไม่เอาแล้วทางโลก ทิ้งงานการหากินทางโลก แล้วมาช่วยกันเพื่อจะสืบสานศาสนานี้ไป ก็มีเพิ่มขึ้น ทุกวันนี้ก็มีเพิ่มขึ้น ที่ถอนตัวออกไปบ้างก็มี ก็มีเข้าๆออกๆก็ทำได้ ไม่เลวนัก ดีอยู่ใช้ได้ ที่อาตมาภาคภูมิใจพวกคุณใจก็คือ ยุคนี้ คนที่จะเข้าใจธรรมะที่เป็นศาสนาโลกุตระมันยากมาก
การเกิดอัญญะ คนจะเกิดอัญญะ อัญญะ อาตมาอธิบายแล้วว่าเป็นพลังงานของ ธาตุจิต ธาตุวิญญาณ ตัวที่มันเริ่มรู้โลกุตรธรรม นั่นแหละตัวแรกที่เป็นพลังงานธาตุรู้ ที่ต่างจากธาตุรู้โลกียะ หรือธาตุรู้ของปุถุชน ปุถุชนมีธาตุรู้ตัวเดียวคือโลกียะ ไม่ข้ามเขต โคตรภูญาณ ไม่ข้าม ผู้ใดเริ่มมีอัญญะ ที่เป็นญาณ เป็นธาตุรู้ที่เข้าใจว่า เกิดเป็นคนจะต้องมาทางนี้ทางประเสริฐ ทางที่จะต้องทวนกระแสที่หลงแย่ง ลาภยศสรรเสริญโลกียชน ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็มาหลงสะสมลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เข้าใจอย่างนั้นเป็นสามัญของชาวโลก แม้แต่ศาสนาเทวนิยมไม่ใช่โลกุตระ เพียงแต่ว่า ศาสนาโลกียะเทวนิยมเป็นแต่ว่า คุณจะเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เอาเถอะ เพียงแต่อย่าทุจริตให้สุจริตเข้าไว้และมีเมตตา สุจริตและเมตตาช่วยเหลือผู้อื่นเป็นกัลยาณธรรม แต่ของพุทธกลับความคิดเลยว่า..ไม่ใช่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นตัวการสำคัญ ที่หลอกให้เราหัวปักหัวปำและหวังว่าจะต้องได้ดีมากๆ แม้สุจริตก็ตาม... ไม่ใช่เลย แม้แต่สุจริตก็ไม่ควรจะสะสมกอบโกยอะไรเลย ไม่ต้องมีไม่ต้องเป็นเลย ในลาภ ยศ จะเป็น เศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่ง เศรษฐศาสตร์สุดยอดของพระพุทธเจ้า ขั้นมีงานการเลี้ยงชีพ คืออาชีวะ สูงสุดทำงานไม่ต้องมีรายได้ ฟรีเลย อย่าว่าแต่สุจริตแล้วรับของที่ควรได้ควรเป็นควรมี ก็ไม่ต้องเลย แม้ของพึงได้พึงมี เราก็ยังสละออกเอาช่วยเหลือผู้อื่น จนกระทั่งไม่ต้องมีทรัพย์สมบัติศฤงคาร ก็คือพระอนาคามี เป็นคนอยู่ในโลกสังคมมนุษย์ แต่ไม่เป็นภัยให้อะไรกับสังคม ไม่แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เหมือนอย่างเช่นชาวอโศก ที่ส่วนใหญ่แล้วมาเป็นเช่นนั้นตามบารมี เพราะมีอัญญะเข้าใจชัดแล้ว อัญญะ กับเฉกะ เฉกะจะเฉลียวฉลาดอย่างไรก็คือโลกียะ ส่วนอัญญานั้น ใครเกิดมีความรู้ความเข้าใจตัวนี้ก็เป็นความเข้ากระแส โสดาปัตติมรรค เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ จิตเป็นจริง ซึ่งเป็นอจินไตย แต่มันเป็นเรื่องที่อาตมามีปัญญารู้ความหมายของอันนี้ ซึ่งก็ยกนิทานอัญญาโกณทัญญะ ที่เป็นคนแรกที่ท่านสอน ในห้าคนนี้เกิดอัญญะได้คนหนึ่ง อาตมาก็สอนมาในร้อยในห้าพันคนก็ยังไม่เกิดอัญญะ แต่ก็มีเกิดอยู่แต่ไม่ได้ทำสถิติตรวจสอบ พระพุทธเจ้าหยั่งรู้จิตโกณทัญญะ เมื่อเทศนาสองกัณฑ์แรก เสร็จ โกณทัญญะเกิดจิตเข้าใจ อัญญะแปลว่าอื่น ลักษณะอัญญะคือความฉลาดเฉลียวไม่ใช่เฉกะ หรือเฉโก แต่ฉลาดเฉลียวแบบโลกีย์ จะฉลาดแบบสุจริตก็ดี ถ้าไม่เป็นความสุจริตเป็นความทุจริตก็ไม่ดี เป็นบาปใครบาปมัน แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ทั้งมีความสุจริตและเสียสละ ทั้งละตัวตน หมดตัวตนอัตตา แล้วรู้จักความเป็นอัตตา อัตตาคือมีพลังงานยึดตัวตน ต้องเพื่อตัวตน จนสุดท้ายไม่เพื่อตัวตน มีตัวตน แต่มีสมรรถนะ มีความขยันหมั่นเพียร มีกรรมการงาน ไม่ทำเพื่อตน แต่ทำเพื่อผู้อื่นไปเลย เป็นแต่เพียงตัวเองอย่าให้เสียสุขภาพ จะทำงานของตน อย่าให้เสื่อม จะเสื่อมก็เสื่อมสุขภาพ ส่วนเสื่อม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ไม่มีแล้ว เจริญลาภ เสื่อมลาภ เจริญยศ เสื่อมยศ เจริญสุข มีทุกข์ ก็ไม่มีแล้ว มีแต่ขยันเสียสละ พากเพียรเพื่อผู้อื่น แล้วมีกินมีใช้ อยู่ทำงานในหมู่กลุ่ม เป็นหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ทำมิจฉาอาชีวะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะ มีแต่พาทำสัมมาอาชีวะ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ในหมู่มิตรดีสหายดี มีพฤติกรรมสังคมวัฒนธรรม อย่างชาวอโศก มีวัฒนธรรม 30-40 ปี จึงพากันทำ ไม่มีบาปแก่ชีวิต อยู่ในนี้เป็นสังคมที่ปลอดภัย เป็นสังคมที่น่าอยู่ แต่ไม่มา ก็พอรู้ว่าดีแต่ไม่มา กิเลสมันไม่ให้มา มันต้านไว้ สู้กิเลสหน่อยสิ มาให้คับๆหน่อย ชุมชนชาวอโศกมีที่ว่างเยอะ ก็มารวมกัน พากเพียรพากันปฏิบัติประพฤติไป
โพธิสัตว์ ๙ ระดับ อาตมาไม่ได้แกล้งชมเพื่อหลอกลวง และเล็มเลียบเคียงให้คนมาหลงเชื่อว่าที่นี่ดี แต่ที่นี่ดีจริงๆ เป็น มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรแปลว่าทิฏฐิ สหายแปลว่าร่วมประโยชน์ ๑. มีมิตรผู้มี“ทิฏฐิ”ตรงกัน ปรารถนาดีต่อกัน (กัลยาณมิตโต) . ๒. มีมิตรดี ผู้มีความร่วมมือ ร่วมประโยชน์ดี (กัลยาณสหาโย) ๓. มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) นี้เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ (คือ ทั้งสิ้นของศาสนา) (พตปฎ. เล่ม ๑๙ ข้อ ๕) อาตมาทำได้ยากมากที่จะทำให้คนมาเป็นเช่นนี้รวมกัน อาตมาทำงานทางโลก ได้ลาภยศสรรเสริญสุข แต่มาทำงานทางนี้ไม่ได้ลาภยศสรรเสริญสุข ได้คำด่าด้วยแต่ไม่ทุกข์ อาตมามีแต่ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ ทุกข์ต้องหางานให้ตนเกิดประโยชน์คุณค่า อาหารปริเยติทุกข์เป็นต้น ที่สำคัญคือ อาตมาประกาศตนเป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ได้ธรรมะ บรรลุธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ตามลำดับขั้น ถ้าเป็นขั้นต้นเรียกว่าพระโสดาบัน ก็เอามาเผยแพร่สืบสานต่อ เรียกว่าโพธิสัตว์ ช่วยงานพระพุทธเจ้า รื้อขนสัตว์เอามาสืบสานธรรมะพระพุทธเจ้าต่อไป นั่นคือโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าแท้จริงก่อน ทางเถรวาท เข้าใจว่าโพธิสัตว์คือผู้ที่ตั้งจิตเป็นพระพุทธเจ้า แต่บรรลุธรรมไม่ได้ เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์ เพราะความเข้าใจผิดของเถรวาท คือ 1. ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเป็นพระพุทธเจ้า จะบรรลุธรรมไม่ได้ แน่นอนบรรลุพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะถ้า เขาเข้าใจอย่างนี้ แล้วอีกอย่างเขาเข้าใจว่าใครที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์จะต้องตายแล้วสูญ ก็จะไปเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ นี่คือมิจฉาทิฏฐิอย่างหนึ่งของชาวเถรวาท อีกประเด็น แม้จะบรรลุพระโสดาบันก็ไม่ได้ คือบรรลุต้นก็ไม่ได้ ปลายก็ไม่ได้ แม้จะบรรลุโสดาบันเชื่อว่าต่ำสุด ก็ต้องเจ็ดชาติก็จะได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หรือแม้แต่โสดาบันที่เกิด สองชาติหรือหนึ่งชาติก็เป็นพระอรหันต์ได้ เพราะฉะนั้นใครตั้งจิตจะเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นพระพุทธเจ้าจากมนุษย์ทำไม่ได้แม้แต่เป็นพระโสดาบัน ก็อย่างนั้น ก็ต้องบรรลุธรรมแบบ ทันทีฉับพลัน เป็นพระพุทธเจ้าเลย แล้วออกทางไหนเดินไปช่องไหนที่เป็นพระพุทธเจ้าได้ เขาคิดได้อย่างไร เอาอะไรมาคิด อาตมาก็เลยมาประกาศว่าพระโพธิสัตว์จะต้องบรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ เลยกว่าอรหันต์อีก และมีถึง 9 ระดับ ที่อาตมาพูดนี้ จากหลักฐานที่อาตมาได้มาโดยตรงของอาตมา ติดมาแต่ปางบรรพ์ โพธิสัตว์ ๙ ระดับ โสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะหรือสัมมาสัมพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ต้องมีอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า
อุปวาโท การพูดร้าย ในศาสนาพุทธมีการศึกษา ไม่นอกไปจากการศึกษา 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองพุทธกว่า 95% ถ้าเอาโครงสร้างของไตรสิกขาไปใช้ในทางวิชาการ ทางการศึกษามหาวิทยาลัย หรืออุดมศึกษา ถ้าเอาไปพยายามประยุกต์ หรือจัดการการศึกษาให้ได้อย่างนี้ ประเทศไทยจะเป็นสุขสงบ สบาย จะเจริญยิ่งกว่านี้อีกเยอะ คำว่าเจริญ ภาษาอังกฤษคือศิวิไลซ์ คำว่าเจริญของโลกียะทางโลกหมายถึงโลกียะ คือจะเจริญแบบมีลาภ ยศ สรรเสริญบริบูรณ์ แต่ศาสนาพุทธซับซ้อน ผู้ที่เข้าอันดับโลกุตระจะยิ่งไม่สะสมลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หมดความสุขหมดความทุกข์ ใครจะสรรเสริญหรือนินทา ใครจะว่าอะไรก็ไม่มีปัญหา อาตมาไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก เขาว่าร้ายอุปวาโทอาตมา ว่าร้ายคือ เขาว่าอาตมานี้ผิดมาทำร้ายศาสนา อาตมาโดนไหม...แล้วการว่าร้ายอาตมานั้นผิด เขาว่าร้าย แต่อาตมาไม่เป็นคนร้าย อาตมาถูก แล้วเขาพูดร้ายไม่ได้พูดดี อาตมาถูก ดี ก็ควรยกย่องอาตมา แต่เขาไม่ได้ยกย่อง จะมาปราบอาตมาด้วย เขาอุปวาโท พูดร้าย ไม่ใช่อุปวาโทคือแปลว่าไม่พูดกระทบตนกระทบท่าน ถ้าพูดไป พูดถึงใครแล้วไปกระทบเขาไหม ถ้าพูดดีแล้วก็กระทบ พูดชั่วก็กระทบ แล้วแปลว่า อย่าไปพูดกระทบตนกระทบท่าน แล้วจะพูดไปทำไม ถ้าพูดแล้วก็กระทบ ถ้ากระทบแล้วคน ไม่พูดดีไม่พูดเสียก็ต้องพูดกลางๆ ไม่ดีไม่เสีย แล้วจะเอาคนกลางๆฟัง แล้วคนที่เขาเป็นกลาง แล้วจะไปแก้ไขอะไรเขา อย่างพูดแต่คำกลางไม่ดีไม่ชั่ว คุณจะทำอย่างนั้นก็ทำไป อาตมาว่าไม่ทำ ไม่เกิดประโยชน์อะไร อาตมาจะทำแบบนี้นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง แล้วอาตมาซวยมาก ติคนชั่วมันก็ไปถูกเขาเกือบหมด พอพูดดีก็กระทบตนเอง เลยเป็นการกระทบตนกระทบท่านอย่างนี้ ไม่มีทางเลี่ยง จะหาคนที่ดีเป็นตัวอย่าง ก็หาได้ยาก ยิ่งกว่ายาหยอดตา แต่พูดตำหนิถูกคนเยอะ แต่จำเป็น ถ้าความดีอยู่ที่คนไหนไม่พาให้คนนั้นเสื่อม จะอยู่กับเขาอีก 5 ปีหรือ 10 ปีก็ไม่พาให้เสื่อม แต่ถ้าความชั่วอยู่กับคน มันพาให้เสื่อม จะอยู่กับเรา 1 วินาทีหรือ 1 นาที มันก็พาเสื่อม อยู่นานเท่าไหร่ก็พาให้เสื่อมหนักหนาสาหัส ต้องให้เขาได้รู้ตัวแล้วเลิกการกระทำนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่าเหมือนคนมีผ้าชุบน้ำมัน ที่มันไหม้ไฟอยู่บนหัว ก็ต้องรีบเอาออก ความชั่วก็เหมือนอย่างนั้น ใครเห็นว่าพระโพธิรักษ์เกิดมาแล้วเอาแต่ด่าคนก็ถูกแล้ว ถ้าขืนชมก็ชมพวกตัวเอง พวกเขาก็จะหมั่นไส้ ก็เลยไม่ค่อยได้ชม เป็นไฟต์บังคับ
ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ) เข้าสู่เนื้อหาศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ) ทุกวันนี้ ศีลก็มิจฉาทิฏฐิ สมาธิก็มิจฉาทิฏฐิ ปัญญาก็เป็นมิจฉาปัญญาหรือยิ่งกว่าเฉโก แม้ความเฉลียวฉลาดมันยังไม่เข้าร่องเข้ารอยไม่ตรงเลย ที่พูดนี่ไม่ได้ใส่ความ ศีลคืออะไร ตอนนี้ในเมืองไทยก็สอบตก กันเต็ม เขาเข้าใจว่าศีลคือวินัย ศีลคือหลักเกณฑ์ของศาสนาพุทธ พระศาสดาจะบัญญัติศีลขึ้นมาทุกพระองค์ เพื่อให้คนปฏิบัติ เพื่อเกิดผล ศีลมีสองลักษณะ ลักษณะหนึ่งเพื่อให้คนปฏิบัติ ให้เกิดบรรลุ จุลศีลเป็นต้น ท่านก็ตั้งไว้แต่ 26 ข้อ ต่อมา มัชฌิมศีลเป็นศีลสูงขึ้น เจริญก้าวหน้ากว่าจุลศีล จุลศีล มัชฌิมศีล คือ ศีลพาบุคคลให้เจริญสูงสุดจนถึงอรหันต์ได้ ส่วนมหาศีล มหาแปลว่าใหญ่ เป็นศีลของศาสนาทั้งหมด เป็นเครื่องหมายยืนยันว่าศาสนาพุทธทุกคน ไม่ละเว้นทั้งฆราวาสและ นักบวช ต้องเว้นขาด เดรัจฉานวิชาทั้งหมดในมหาศีล จึงจะยืนยันความเป็นชาวพุทธ ถ้าละเมิดมหาศีล ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธละเมิดมหาศีลเกือบหมด ประพฤติกันอย่างที่มหาศีลห้ามไว้ ให้เว้นขาด แต่เขาประพฤติกันเต็มบ้านเต็มเมือง ประพฤติกันอย่างไม่ได้รู้สึกรู้สา ว่า อันนี้ผิด เป็นคำห้ามของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า พระพุทธเจ้าให้ทำหรือเปล่า มหาศีล ติรัจฉานวิชา [๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า ๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทางเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์. พ่อครูว่า...สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ก็คือพวกอื่นที่ไม่ใช่พวกพระพุทธเจ้า จะทำอย่างไรให้พระทั้งหลายเลิกบูชาไฟ เลิกจุดเทียน จุดธูป เป็นเครื่องประกอบพิธีในการปฏิบัติ กิจของศาสนา เราเลิกได้ แล้วเราเจริญได้ไหม ทำไมพระพุทธเจ้าท่านได้ห้าม อัคคียัญ ใช้ไฟเป็นสื่อ เขาใช้สื่อเป็นอะไรใช่สื่อไปติดต่อจิตวิญญาณ เป็นพวกเทวนิยม ชาวเทวนิยมเขาใช้กันอยู่ ผู้ที่เป็นอเทวนิยมจะไม่ใช้ไฟเป็นสื่อ ไม่ใช่พิธีบูชาที่ใช้ไฟเป็นเครื่องประกอบในการปฏิบัติประพฤติ แต่ชาวอโศกเลิกได้ แม้ในยุคสมัยเดียวกัน ในยุคนี้ก็ยังมีคนมีดวงตา มีความรู้ความสามารถมาเลิกได้ ยากไหมในการเลิกบูชาไฟ ….มันจะยากอะไร แต่เพราะลึกๆตัวเองยังติดยึด เพราะยังเข้าใจไม่ได้ว่าวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ล่องลอย เป็นภพชาติ แล้วคุณก็ยังมีเยื่อใยเกี่ยวข้องกับภพชาติอีก คนที่มีวิบากอยู่ไม่หมดอัตภาพ ยังไม่ตายด้วยปรินิพพานเป็นปริโยสาน ธาตุวิญญาณจริงของอัตตภาพนั้นมี ไม่สูญสิ้นจากมหาเอกภพนี้หรอก แต่วิญญาณเหล่านั้นติดต่อกับใครไม่ได้ เพราะกรรมเป็นของๆตน ใครปฏิบัติอะไรก็ต้องไปรับวิบากของตน แล้วไม่มีใครไปเกี่ยวข้องได้ กรรมเป็นของตน กรรมพาเราเกิด กรรมเป็นที่พึ่ง ที่อาศัยเราเป็นทายาทรับมรดกกรรมของตน เอาไปแบ่งเหมือนเงินทองข้าวของไม่ได้ พ่อแม่แบ่งให้ลูกไม่ได้ ปู่ย่าตาทวด แบ่งถึงลูกหลานเหลนไม่ได้ ไม่ต่อทางเจเนติกใดๆเลย ตนเท่านั้นต้องรับมรดกกรรมของตน พ่อทำรับของตน ลูกทำก็รับของตน ไปรับของคนอื่นไม่ได้ กรรมแบ่งกันไม่ได้ กรรมบุญ บาป กุศล อกุศล เขาชอบแบ่งกันนัก แบ่งไปหาอะไรกัน มันแบ่งไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ฟังบ้าง แล้วไปคิดให้ดีๆอย่าไปทำให้เมื่อยเสียเวลา แรงงาน ทุนรอน แบ่งไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง แล้วกรรมจะพาเราเป็นไปต่างๆ เราเป็นเผ่าพันธุ์ของกรรมของตนเอง ไม่มีเผ่าพันธ์ุคนอื่น แล้วตนเองก็ได้อาศัย จะเป็นความทุกข์ความสุขความชั่วความดี ก็เพราะกรรมของตน พระพุทธเจ้าจึงได้มาเปิดเผยความจริง สอนว่าวิญญาณ เมื่อตายไปแล้ว ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มี มี แต่ชอบพูดว่า คนที่ตายไปแล้วจะไปเจอคนที่ตายไปก่อนอยู่ในนรกอยู่ในสวรรค์ นั้นไม่มีหรอก วิบากเป็นของตนเอง กรรมเป็นของตน ใกล้จะตายจะเป็นนรกของตัวเอง ไม่มีใครไปตกนรกด้วย นรกหนักหนาสาหัสอย่างไรก็เรื่องของตนเอง ไม่มีใครร่วมได้ด้วย นรกสวรรค์ของตัวเอง เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพูดเลยว่าตายจะไปสวรรค์ นรก พระพุทธเจ้าให้ทำที่ปัจจุบัน นรกในปัจจุบันสวรรค์ในปัจจุบันเป็นอย่างนี้ ซึ่งจะมีชั้นตอนที่พรางลวง ยกตัวอย่าง สองคน คนหนึ่งอยู่ต่างประเทศอีกคนหนึ่งอยู่ในประเทศไทย คนหนึ่งชื่อทักษิณ อีกคนหนึ่งชื่อธัมมชโย เป็นผู้พ่ายแพ้ทางธรรมะหรือปาราชิกแต่กลับได้ชื่อว่าธัมมชโย อีกคนหนึ่งเป็นคนเมืองเหนือแต่ดันได้ชื่อว่าทักษิณแปลว่าใต้ แม้แต่ชื่อก็หลอกตัวเอง ชื่อเดิมของเขาก็คือชื่อไชยบูรณ์แปลว่าชนะเต็ม เขาจึงหลงไปหมด นึกว่าตัวเองคือไชยบูรณ์และเป็นธัมมชโย นึกว่าตัวเองเป็นทักษิณแต่ที่จริงเป็นคนเหนือ เป็นคนละทิศ นึกว่าตนเองได้สวรรค์ แต่แท้จริงได้นรกมาตั้งแต่เกิด แต่นึกว่าได้สวรรค์ ทั้งคู่นี้ตกนรกทั้งคู่ เขาไม่รู้ตัวเองหรอก เขาคิดว่าสวรรค์นรกคือตอนตายแล้วไป ที่จริงแล้วนรกอยู่กับเขานั่นแหละ เขาอยากกลับบ้าน นั่นแหละนรกแล้ว เขาพูดเหมือนไม่หนักหนา บอกว่าจะปล่อยให้ตายอยู่ในต่างประเทศหรืออย่างไร เราก็ต้องการ อยากให้เข้ามา เพื่อจะได้ชำระความ ตัดสินแล้วก็มาเข้าคุกก่อน และอีกหลายคดีก็ยังไม่ได้ตัดสิน
วิธีอ่านอาการจิต ศาสนาพุทธให้พิสูจน์ปัจจุบัน เรียนรู้อะไรทุกอย่างในปัจจุบัน เช่นจะเรียนรู้วิญญาณ วิญญาณคือธาตุรู้ รู้ได้ด้วยการฝึกฝนปฏิบัติ มันมีอาการของวิญญาณ อาการของวิญญาณชนิดหนึ่ง เรียกว่าเวทนา เจตสิก อาการชนิดหนึ่งของวิญญาณเรียก สัญญาเจตสิก อาการชนิดหนึ่งของวิญญาณเรียก สังขารเจตสิก ไปอ่านในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก ที่อาตมาได้เขียนไว้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ คนนี่ พระพุทธเจ้าให้ศึกษา 5 ขันธ์นี้ 5 ธาตุนี้ คือ รูปธาตุ เวทนาธาตุ สัญญาธาตุ สังขารธาตุ วิญญาณธาตุ สัญญา เป็นตัวทำงานกำหนดหมาย จดจำ อ่านอาการ มันไม่มีรูปร่างเส้นสาย แต่มีตัวตน รู้ตอนมีการเคลื่อนไหว เช่นอาการโกรธ คือจิตวิญญาณ จิตโกรธ มันอยู่ในเรา อ่านอาการในใจตนเองให้ได้ ใครไม่สามารถ อ่านอาการโกรธตอนเราโกรธ ใครอ่านไม่ได้ ยกมือ …..มีอยู่คนเดียว จำนวนพันคนนี้ ใครอ่านอาการ โลภ โลภะ ตัวเองไม่ออก ...มีอีกก็คนเก่าคนเดียว อาการหลงมันอ่านยากกว่า ...มันไม่มีหรือว่าอ่านไม่ออก อาการ ตอนนี้เรากำลังโกรธ ...ใจเราเป็นอาการอย่างไร ก็ไม่เคยตรวจสอบไม่เคยรู้สึกหรือ นึกถึงที่เคยโกรธ ...เคย ถ้าผู้ใดอาการโกรธ ก็ไม่เคยอ่านรู้เลย อันนี้แย่ อาการโกรธคืออาการตัณหาในจิต ถ้าอย่างนี้แล้วปฏิบัติธรรมไม่ได้ อ่านอาการมันออก แล้วทำให้หายไปจากจิต จนมันไม่เกิดอีกเลย นั่นคือการบรรลุธรรม อาการโลภก็เช่นกัน ก็รู้นะว่าอาการโลภกับโกรธมันต่างกัน เรียกว่าเพศหรือลิงค แล้วต้องรู้ว่าอาการนั้นเกิดจริง เจอลูกน้ำเต้าอันนี้ใหญ่มาก เถามันจะขาดไหมนี่ แต่มันอยู่ได้นะ โตงเตงอยู่ได้ ใหญ่จริงๆ และลูกอื่นๆอีก การศึกษาของพระพุทธเจ้าให้มาศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา จะศึกษาทางโลก ทางตรีโทเอก หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงจิตแล้ว ไม่เป็นสมาธิ ถ้าเรียนแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงจิตอย่างถาวร อย่างมิจฉาทิฏฐิแล้วแก้เป็นสัมมาทิฏฐิได้อย่างถาวรเลย นั่นแหละคือคุณบรรลุธรรม มันจะถาวรยั่งยืน เพราะมันมีปัญญา มีความรู้ ว่านี่ดี นี่แหละจิตของเราเป็นจิตอย่างนี้ จิตอย่างมีอกุศลจิตไม่ดี ต้องเอามันออกได้อย่างถาวร ไม่เกิดในจิตเลย นั่นแหละคือผู้มีปัญญาของพระพุทธเจ้าผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า คือผู้มีนิโรธ
กถาวัตถุ 10 การศึกษาพระพุทธเจ้ามีเช่นนี้นิดเดียว เรียกว่าศีล สมาธิ ปัญญา เรียนให้เกิดวิมุติ แล้วมีตัวรู้วิมุติ เรียกว่า วิมุตติญาณทัสสนะ ใครจะพูดอะไรพระพุทธเจ้า ย่นย่อไว้ ๑๐ อย่าง คือกถาวัตถุ 10 ๑. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . ๒. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) ๓. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . ๔. เรื่องที่ชักนำไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive