591106_วิถีอาริยธรรม งานมหาปวารณา อรหันตโพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591106_วิถีอาริยธรรม งานมหาปวารณา อรหันตโพธิสัตว์
สมณะฟ้าไทว่า..วันอาทิตย์ที่ 6 เดือนพฤศจิกายน 2559 ขึ้น 7 ค่ำเดือน 12 ปีวอก งานนี้ที่ปฐมอโศกเรียกว่างานมหาปวารณา เมื่อวานนี้พ่อครูเทศน์ก่อนฉันเรื่องมหาปวารณา เรื่อง ปวารณา คือการยอมให้ติได้ว่าได้ คนที่ยอมให้ติได้ว่าได้คือคนประเสริฐ คนที่ไม่ยอมให้ว่าให้ด่าได้เป็นคนต่ำเป็นคนชั่ว เป็นคนยึดติดอัตตา อาตมาบันทึกไว้อย่างสำคัญเพื่อสอนตนเอง ในหนังสือเหนือแนวคิดของแรงรวมชาวหินฟ้า ได้บอกรายละเอียดของโพธิสัตว์ไว้ว่า….
"พระโพธิสัตว์คือสัตว์ชนิดใดเล่าพระเจ้าข้า?" สมันตภัทรทูลถามถึงพระอมิตตพุทธ พระพุทธเจ้าทรงพริ้มพระเนตรลงตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า ดูกรสมันตภัทร โพธิสัตว์ คือ ผู้ที่ละเลยแล้วซึ่งตนเอง หลงลืมแล้วซึ่งตนเอง ท่านถือเอากายของสัตวโลก เป็นกำเนิด เพื่อร่วมทุกข์กับสรรพสัตว์ ท่านคือ ผู้ปลดปล่อยโลก ท่านทำลายความมืดมิดด้วยแสงสว่าง ดูกรสมันตภัทร โพธิสัตว์ดำรงอยู่ทุกสถาน แม้ในนรกขุมที่ลึกที่สุด ประตูนรกจะถูกเปิดออก เพื่อผองสัตว์ จะได้รับความบรรเทา โพธิสัตว์คือความชื่นชมยินดี ของปวงสัตว์ทั้งหลายในโลก ไม่ว่าสถานการณ์ จะคับแค้นเพียงใด โพธิสัตว์ก็ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไป เพื่อยังความสว่างแก่ชาวโลก ความทุกข์ยาก และบาปกรรม ความชั่วร้ายและอยุติธรรมจะถูกขจัดออกไป ธรรมะจะส่องแสงเจิดจ้าเหนือหมู่ชนในโลก ตราบใดที่พระโพธิสัตว์ยังดำรงอยู่ (คัดบางตอนจากหนังสือโพธิสัตว์ธรรม) ในหนังสือเล่มนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม สำหรับพระโพธิสัตว์ที่อยู่ใกล้ๆนี้ อาตมาไม่ต้องคิดเดาเอาเลย ดูก็เห็นทุกวันหน้าตาเป็นอย่างนี้ ท่าทางเป็นอย่างนี้แนวคิดเป็นอย่างนี้ พูดเป็นอย่างนี้ ท่าทางเป็นอย่างนี้ ฉันอาหารอย่างนี้ นอนท่านี้ ยกเว้นตอนเข้าส้วมไม่ไ
อ่านต่อ
ด้ดูว่านั่งท่าไหนเท่านั้นแหละ ในความรู้สึกของอาตมา เราเป็นคนที่โชคดีที่สุด ที่เราได้ใกล้ชิดพระโพธิสัตว์ ความจริงแล้วท่านสูงกว่าเรามากมายมหาศาล แต่ท่านมาแสดงความเป็นกันเองมากน้อมมาสู่เรา ให้เราได้จับต้องได้ในสิ่งที่ท่านนำเสนอ เป็นโชคดีในชีวิตของเรามากที่ได้สัมผัสสิ่งนี้ เกิดมาชาติหนึ่งอาตมาว่าเป็นความคุ้มค่าที่สุด มาเจอบุคคลเช่นนี้เขาเกิดมาอย่างนี้ขอเกาะขาไปอย่างนี้ จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ เป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องเกาะท่านไปอีกอย่างนี้ เป็นนิยตโพธิสัตว์ นั้นเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เป็นสยังอภิญญา พึ่งพาตนเองได้จนกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า เราก็ต้องพึ่งพาท่านไปจนกว่าเราจะถึงพุทธภูมิ วันนี้พ่อครูจะไขความเรื่อง อรหันตโพธิสัตว์ ถ้านั่งอยู่ในที่นี้เป็นพระอรหันต์หมดประเทศไทยจะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขนาดไหน โลกนี้จะดีขึ้นขนาดไหน สงครามโลกไม่เกิดขึ้นแน่นอน ก็เดาตามประสาตนเองนะ พ่อครูว่า ..ในประเทศไทยขณะนี้บรรยากาศกระแสสังคมเป็นพลังงานของพฤติกรรมของมนุษย์มากๆคนรวมกันเข้า จนกระทั่งเป็นคนไทยทั้งประเทศ อาการเคลื่อนไหวต่างๆของมนุษย์คนไทยนี้ มันส่อแสดงบอกแจ้งถึงความเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ที่ว่านี้ ในประเด็นของความแสดงออกของประชาชนทั้งมวล เขาแสดงออกว่าเขาศรัทธาเลื่อมใสเทิดทูนบูชาคนผู้หนึ่ง คือพระเจ้าแผ่นดินของไทย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 นี้ คนเราเมื่อรู้ค่า ของสิ่งที่มีค่า เสร็จแล้ว ของมีค่านั้นพรากไป ของมีค่านั้นหลุดมือไป คนที่รู้ค่าจริงๆว่า โอ้! ของมีค่านั้น เราควรจะมีด้วย อยู่ด้วยไม่ควรจะพรากไป แต่เมื่อพรากไปแล้ว จิตวิญญาณที่รู้สึกอย่างจริงจังหรือคุณค่า เป็นคนชาติที่ดี ที่ถูกต้อง ที่ประเสริฐด้วย หลุดไปนี่ ก็เกิดอาการเสียดาย แล้วก็กลายมาเป็นเสียใจ เสียใจที่ตัวเองช้าไป ไม่ได้ แม้แต่ผู้ที่ได้บ้างแล้ว ก็น่าจะได้ ยิ่งๆเท่าเทียมกับพระองค์ นี่เป็นการแสดงออกของกรรมกริยาของมนุษย์คนไทยขณะนี้ ทั่วประเทศเลยแสดงออกมาให้เห็นเป็นปรากฏการณ์อย่างแท้จริง มันก็แสดงว่า 1. คนไทยมีปัญญา คนไทยมีปัญญารู้ว่าสิ่งที่ดีที่ประเสริฐจริงนั้นคืออะไร? ซึ่งมีในองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของเรานี้ เขาเห็นแล้วมีปัญญารู้แล้วเข้าใจแล้ว 2. เมื่อมีปัญญารู้แล้ว เขาก็จะต้องนับถือเทิดทูนบูชา ยกย่อง จึงมาแสดงอาการเทิดทูนบูชายกย่อง กันอย่างพรักพร้อม ผู้ที่รู้จริง จิตใจมีความรู้สึกอย่างนั้นจริง และตอนนี้เป็นโอกาส มันต้องเป็นโอกาส เพราะว่าในขณะที่พระองค์ยังทรงมีพฤติกรรม ท่านทรงสอน ทรงบอก ทั้งวจีกรรม กายกรรม มโนกรรม แสดงออกพร้อมหมด ถ้าคนเข้าใจ แต่ตอนนี้สิ้นพระชนม์ลงแล้วก็จบแล้วในกายกรรม วจีกรรม ส่วนมโนกรรมก็ไปตาม ทิศทางของพระองค์ 3. คนก็อาลัย ไม่อยากให้จากไป อยากให้กลับคืนมา ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นความจริงอันนี้ก็ยิ่งเกิดความอาลัยที่มาก ๆๆๆ คนที่แสดงออกอาการจริงนี้จึงเต็มไปหมด อาตมาก็อยากจะสรุปว่า ถึงอย่างไรก็ตาม อาการต่างๆที่อาตมาสาธยายเล็กน้อยนั้น เกิดขึ้นจริงแล้ว ถึงอย่างไรก็ตามเป็นปรากฏการณ์ที่แจ้งความจริงอันหนึ่งว่า ในโลกใบนี้ขณะนี้ ประเทศไทยมีบุรุษผู้หนึ่งที่มีพฤติกรรมอันประเสริฐสุด ความประเสริฐนั้น แยกได้เป็น 2 อย่าง ใหญ่ๆ อย่างที่ 1 ผู้นั้นสามารถทำให้กิเลสลดไปจากจิตใจได้จริงๆ เป็นสัมมา การลดกิเลสประเภทหนึ่งเรียกว่า กดข่มไม่ให้แสดงออกบทบาทของกิเลสเรียกว่า สมถะ อีกอันหนึ่ง(2) เป็น การลดกิเลสอย่าง วิปัสสนา ของพระพุทธเจ้า รู้จักกิเลสในตัวเองอย่างจริง แล้วสามารถลดกิเลสได้ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าด้วย…. มรรคมีองค์ 8 กับโพชฌงค์ 7 ขยายเต็มเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เรียกว่าโลกุตรธรรม 37 ปฏิบัติแล้วก็จะได้เป็น บุคคลอีก 9(โลกุตรธรรม9) (โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตตผล นิพาน) อรหัตตผล คือทำจิตตนให้ไม่ลึกลับ อรหะ แปลว่าไม่ลึกลับ อรหัตตผลตั้งแต่จุดหนึ่งสองจุด โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล ไปเป็นสกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล ก็คืออรหัตตผลเจริญจริงตามลำดับ อีกอย่างหนึ่งเมื่อผู้นั้นสามารถทำจิตใจตนเองให้บรรลุได้แล้ว เรียกว่าตรัสรู้ ภาษาบาลีเรียกว่า โพธิ หมายความว่าเป็นผู้ได้เกิดความรู้ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัส เป็นคำตรัสคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ผู้ใดสามารถปฏิบัติตนให้เกิดความรู้ตาม... 1 ตามหลักเกณฑ์เราเรียกว่า ศีล 2 ปฏิบัติเป็น อธิจิต คือทำให้กิเลสลดลงได้ เรียกว่า อธิจิต เจริญ 3 มีธาตุรู้เป็น ปัญญา รู้หลักเกณฑ์ปฏิบัติ แล้วรู้วิธีลดกิเลส กิเลสก็ลดจริงๆจนกิเลสดับได้ มีปัญญารู้ตามมาหมด หมดกิเลสเรียกว่าวิมุติ มีความรู้เรียกว่าวิมุติญาณทัสนะ กิเลสดับอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ผู้ที่ทำกิเลสลดได้เรียกว่า อรหันต์ ผู้ที่มีความรู้ว่าตนเองกิเลสดับได้แล้ว โดยศาสนาพุทธ ผู้ที่กิเลสลดได้นั้น จะต้องเป็นประโยชน์ท่าน จะต้องช่วยผู้อื่นสืบสานศาสนาต่อไป เป็นผู้แจกธรรม หรือจำแนกธรรม เรียกว่าพระโพธิสัตว์ * ความเป็นอรหันต์กับโพธิสัตว์คือ…* อรหันต์นั้นทำตนให้บรรลุ โพธิสัตว์นั้นบรรลุแล้ว* ต้อง*ช่วยผู้อื่น ใช้คำว่า ต้อง* ถ้าบรรลุแล้วไม่ช่วยผู้อื่น ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนแบบนี้
ประโยชน์ตนคือ พระอรหันต์ ประโยชน์ท่านคือ พระโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือ ผู้ที่มีความตรัสรู้ แล้ว ถ้าไม่มีความตรัสรู้ ผู้นั้นไม่ใช่พระโพธิสัตว์ โพธิสัตว์คือ ผู้ที่มีประโยชน์ตนเองและทำประโยชน์ท่าน เรียกว่าอุภยัตถะ ถ้ามีแต่ประโยชน์ตน อัตตัตถะ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ หากมีแต่ประโยชน์ท่าน ปรัตถะ ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ หากไม่มีเนื้อแท้ในตนเองจะเอาเนื้อที่ไหน จะแจก ต้องมีเนื้อแท้ของตัวเองก่อนถึงจะแจกได้ ช่วยผู้อื่นได้ให้คนอื่นได้ ต้องมีมากพอที่จะให้ผู้อื่น ในภาคปฏิบัติไม่มีใครจะให้หมดตัว แต่ในภาคปลายสุดอย่างพระอวโลกิเตศวรก็จะช่วยผู้อื่นให้ปรินิพพานหมดก่อน ตนเองค่อยปรินิพพาน ก็เป็นสุดยอดปณิธานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อรหันต์ ต้องมีความจริงของอรหัตผล ไม่มีความลึกลับในอัตตา ทำให้อัตตาลดละจางคลายดับสิ้นในตนหมด จึงเป็นอรหัตผล * *อรหันต์ แบ่งลำดับเป็น 1. อรหันต์ในโสดาบัน 2.อรหันต์ในสกิทาคามี 3.อรหันต์ในอนาคามี 4.อรหันต์ในอรหันต์* เป็นผู้ที่จะต้อง มาทำงานสืบสานศาสนา พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาเสร็จทำงานเสร็จก็ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็จะมีผู้ที่สืบทอด เป็นผู้ที่มีสัจจะความจริงสืบทอดไป ต้องไปเกิด ไปวนเวียน เพื่อสืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า ด้วยความกตัญญูกตเวทีอย่างจริงจังจริงใจ ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำกันไป ไม่มีเรื่องงมงายปิดบังอำพรางเป็นเรื่องสัจจะ ศาสนาพุทธมีสิ่งจริงดังว่า แต่ได้ผิดเพี้ยนไปมากแล้ว ผู้ที่มีสัจจะ จะมาทำหน้าที่สืบทอดต่อ จะอุบัติขึ้นมาเป็นครั้งคราว ตอนนี้เมืองไทยขาดโพธิสัตว์ที่จะมาช่วยฟื้นฟูหรือทำความจริงขึ้นไปอีกนานพอสมควร อาตมาอุบัติ ขึ้นมาในปางนี้ยุคนี้ อาตมารู้แจ้งแล้ว และชัดเจนว่าอาตมา มาเป็นผู้ที่จะสืบสานศาสนา เมื่อรู้ตัวเองก็มาบอกประกาศไป พอประกาศไปก็รับไม่ได้ เพราะไปครอบงำความคิดกันไว้ว่า ผู้ที่บรรลุแล้วบอกใครไม่ได้ ผู้ใดบรรลุแล้วบอกคนอื่นไม่ได้ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ผู้รู้ทางศาสนาเป็นที่นับถือของเมืองไทยพูดตรงๆเลยว่า ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วบอกความบรรลุธรรมออกไป ผู้นั้นตัดสินเลยว่านั่นแหละ คือผู้ที่ไม่บรรลุ ในพระไตรปิฎกพระสูตรเล่ม 1 เลย โลหิจจสูตร ข.๓๕๒ มีประเด็นสรุปไว้ว่า ด้วยพระพุทธคุณ [๓๕๒] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์เกิดมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้ว ไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือ ความโลภ ว่าเป็นธรรมลามก เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ดังนี้ โลหิจจพราหมณ์ได้ยินข่าวว่า พระสมณโคดม ศากยบุตร ทรงผนวชจากศากยสกุลเสด็จจาริกมาในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป เสด็จถึงบ้านสาลวติกาโดยลำดับ และเกียรติศัพท์อันงามของท่านพระโคดมพระองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ(พ่อครูว่า...คือท่านรู้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆมาแล้ว มากมาย จนไม่มีใครจะรู้ตามท่านไม่ได้ สืบสาวต้นตอไม่ได้ เพราะมีมานานมากแล้ว จนพระพุทธเจ้าองค์นี้ก็เหมือนมีธรรมะของตนเองแล้ว ทรงไว้ซึ่งในจิตอัตภาพของใครของมัน แต่ท่านไม่ลึกลับในอัตตาแล้ว อัตตาที่มีอยู่นี้จึงเป็นแค่อัตตาอาศัยมาเปิดเผยมาสอนมาแนะนำให้คนอื่นได้รู้ตาม จนเป็นคนที่ไม่ลึกลับในอัตตา เป็นอรหันต์ได้เช่นกัน มีหน้าที่จะต้องทำสืบต่อไป) ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ วิชชา คือความรู้ที่จะพาบรรลุอรหันต์ มี ๘ วิชชา คำว่าวิชชาไม่ใช่ความรู้ปลูกกล้วยหรือโลกียศาสตร์ใดๆ แต่วิชชานั้นรู้เฉพาะเรื่อง รู้กิเลส* แล้วทำกิเลสดับได้ อาตมาต้องพยายามเน้นนัยสำคัญของพยัญชนะ ที่ทุกวันนี้เพี้ยนไปหมด ทุกวันนี้ใครไม่รู้อะไรก็บอกว่า อวิชชาหมด แต่แท้จริงคนฉลาดมากนั้นแหละคือจอมอวิชชา เอาความรู้โลกไปเอาเปรียบ โหดร้ายต่อผู้อื่นไม่ใช่ฉลาดวิชชาเลย ไม่รู้เป้าหมายศาสนาพุทธว่าเรียนรู้อะไร สุดท้ายเมื่อเรียนรู้วิชชาแล้ว ความประพฤติเราจะเปลี่ยน เป็นจรณะ ขอยืนยันว่าความประพฤติของอาตมานั้นกายกรรมซับซ้อนเหมือนคนที่พูดแรงมีกายกรรมที่แรง ที่อาตมาแสดงความแรงก็เพราะว่าคนมันด้าน พวกนี้อยู่ยงคงกระพัน ฟันไม่เข้ายิงไม่ออก จึงต้องกระแทก คนที่ได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธมีอยู่มากที่สุภาพเรียบร้อย บรรยายได้นิ่มนวล คนฟังดี ฟังสบายดี ไม่ทิ่มแทงกิเลส แต่พลังงานทางจิตเขาไม่ถูกกระแทก เขาจึงไม่รู้สึกว่าต้องเปลี่ยนแปลง อาตมาจึงต้องแรงทั้งน้ำหนัก แรงทั้งสุ้มเสียงสำเนียง ฟังแล้วภาษาแรงก็ดูเหมือนหยาบ หยาบคือพูดความผิดของคนที่มันผิด แล้วคนที่ผิดนั้นมันรักความผิดของตนเพราะมันมีอัตตา มันไม่อยากให้ใครมาพูด อัตตาของข้าใครอย่าแตะ แต่อาตมาไม่แค่สัมผัสแต่กระแทกอัตตา เพราะผู้ที่สอนสุภาพเรียบร้อยสัมผัสอัตตาเขา มันเฉยหมดเลย มันลดกิเลสที่ไหน อาตมาพูดไปจนป่านนี้ยังไม่ค่อยกระเตื้องเลย แต่อย่างน้อยพวกคุณฟังเข้าใจเอาไปทำมีผลบรรลุจริง แน่นอนว่ายาก แล้วคนมาปฏิบัติก็จะน้อย เพราะว่าคนเขาได้ฟังมาแล้วว่าต้องสุภาพสงบ แต่ยุคนี้ยุคจัดจ้านจิตใจแข็งหนา จะเห็นได้ว่า คำพูดกิริยาท่าทางก็แรง แต่ในลึกๆในคนมันรู้ว่า รุนแรงไม่ดี มันควรจะนิ่มนวล ลึกๆนั้นใครๆก็รู้ อาตมาก็รู้ แต่มันไม่ใช่ยุคของมัน ที่จะทำอย่างเบาแล้วได้ผล ในสมัยพระพุทธเจ้าก็แรง แต่ไม่แรงเท่ายุคนี้ที่ด้านกว่าหนากว่า เพราะฉะนั้นอาตมามีความเห็นเช่นนี้ แล้วได้ผล การทำแรงแล้วคนก็รับฟัง คนที่สามารถรับแรงกระแทกแรงได้นั้น แสดงว่าคนนั้นไม่ถือดี ไม่ถือตัว ไม่มีอัตตามาก คนที่มีอัตตามากนั้นเมื่อแตะต้องความไม่ดีงามของเขานิดเดียว เขาก็ไปแล้ว คนมีปัญญาก็จะรู้ว่าเมื่อแตะอัตตาแล้วมันจะมีไหวพริบปัญญา ก็จะสนใจ แต่คนไม่มีไหวพริบและมีอัตตา เมื่อแตะเข้าจะไม่เอาแล้ว การกระแทกแรงนั้น เป็นการคัดเลือกคนที่มีปัญญาและความกล้า ไม่ใช่คนที่รักตัวเองไม่ยอมมาศึกษาไม่ยอมเปิดเผยตน พวกนั้นน่าสงสาร คนพวกนั้นไม่มีประโยชน์และไม่ได้รับประโยชน์อันนี้เลย เพราะฉะนั้นการแสดงแรงๆ... 1. แรงให้ถูก จิ้มให้ถูก คือพูดความจริงให้ถูกความจริง กระแทกแรงๆ คนที่มีปฏิภาณปัญญา พอเขาฟัง ถูกทิ่มแทงกิเลสตนเอง ก็จะบอกว่า ใช่ ๆ กิเลสเราแท้ๆ ยอมรับ 2. มีปัญญา รู้ว่ากิเลสตัวเอง และมีปฏิภาณฉลาดรู้ว่าเราไม่ควรจะไปยึดถือกิเลสตัวเอง เราจะต้องกล้าไปหาคนนี้ ไม่ใช่ว่าจะหนี คนนี้รู้กิเลส ก็ยิ่งต้องเข้าหา ถ้ามีปัญญาล้างกิเลสก็ยิ่งจะต้องเข้าหาอีก อัตตาของตนก็จะได้รับการชำระออกแน่ มีประโยชน์แน่คนนี้ ก็เข้าหาเลย แต่ถ้าใครที่ไม่มีปัญญา เขาก็จะบอกว่าพูดไม่เหมือนคนอื่นๆที่เขาพูดกัน คนนั้นก็โง่ไปอีก ดักดาน ยิ่งมีปฏิภาณปัญญารู้ว่าเขาพูดโดนกิเลส แต่ก็ไม่อยากล้างกิเลสตนเอง เป็นคนโง่ ฉลาดที่รู้กิเลสตนแต่โง่ที่รักกิเลส ก็จะไม่ค่อยมาเอา ไม่มาใกล้ จะสงวนถนอมกิเลสตนเอง อาตมาว่าโง่ไม่รู้กิเลสเสียก็ยังดีกว่า แต่นี่รู้กิเลสตนนะ ยิ่งเขาสอนให้ล้างกิเลสก็ยังไม่เอา มันโง่หนักหนาสาหัส ทริปเปิ้ลโง่เลย)
เสด็จไปดีแล้ว(สุคโต) (คือคนนี้ยังไม่ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็คือต้องรู้จักการดำเนินไป ไม่ใช่เป็นพลังงานหยุดนิ่งเฉยๆ แต่เป็นพลังงานเคลื่อนที่ออกไปแล้ว เรียกว่า คตะ สุคโต คือผู้ที่รู้ว่าการเคลื่อนพลังงานออกไปนี้ มีแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่ประเสริฐ ไม่มีทุคโต เป็นผู้รู้รอบ ทุ และ สุ แล้วเอา ทุ ออกไปหมด เป็นผู้ที่สำเร็จแล้วมีแต่ไปดีอย่างเดียว) โลกวิทู ทรงรู้แจ้งโลก (เป็นผู้ที่เข้าใจความเป็นโลก กามโลก รูปโลก อรูปโลก หรือดับความเป็นโลกียโลก แล้วอยู่เหนือโลกียโลก อย่างที่โลกทำอะไรท่านผู้มีโลกุตระไม่ได้ เพราะท่านรู้แจ้งโลก รู้เท่าทันโลก โลกทำอะไรไม่ได้ โลกจะมาโน้มน้อมให้ทำชั่วไม่ได้เลย)
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก (เป็นผู้นำพาคนอื่นให้เจริญ) ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็สอนได้เท่านี้ แต่จะไม่ยอมแพ้ ก็จะทำให้ได้ดียิ่งกว่านี้อีก อาตมาทำงานมา 46 ปีก็ชักจะยากแล้ว คนตีทิ้งตลอดชีวิตก็มี แต่คนกลางๆ ไม่ได้ตีทิ้งอาตมาเด็ดขาดทีเดียว หรือคนที่ตีทิ้งไปโดนหมัดอัปเปอร์คัทก็อาจตาสว่าง ก็จะใช้ทุกหมัด อาตมาจึงเป็นนักชกที่ต้องใช้พลังชกอย่างแรง สัตถา เทวมนุสสานัง ท่านสอนคนที่เป็นเทวดาและมนุษย์ ไม่มีผี คือผีก็ไม่มาให้สอนหรอก คนที่รับคนอื่นเป็นอาจารย์ แล้วเป็นอาจารย์ที่ถูกจริง คนนั้นเริ่มเป็นมนุษย์ คือมีจิตประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ )
พุทโธ เป็นผู้เบิกบานแล้ว( ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วไม่เหี่ยว ไม่เคร่ง พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำจิตเศร้าสร้อย แล้วไม่ให้ทำจิตจืดด้วย ในอานาปาสติ ก็สอนปัสสัมภยัง กายสังขารัง คือให้ดับกิเลสให้ได้แล้วทำจิต อภิปโมทยังจิตตัง เป็นจิตใจที่ร่าเริงเบิกบานยิ่งปราโมทย์ จิตใจจะเบิกบานเท่าเดิมอยู่เสมอ ถามจริงใครเคยเห็นอาตมาหน้าเศร้าบ้าง นอกจากอาตมาอยู่คนเดียวก็ไม่จำเป็นต้องทำร่าซ่า ยิ้มก็บ้าไปใหญ่ แต่ถ้าอาตมาอยู่กับคนอื่นจะเบิกบานร่าเริง ไม่ได้แกล้งนะ ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนาเบิกบาน เช่นเดี๋ยวนี้อาตมาปฏิบัติอนุโลม ไปเลยกว่าที่เขาเรียนมา เช่น ยิ้มไม่เห็นไรฟัน อาตมาตอนนี้หัวเราะเสียงดังขึ้นบ้าง เพื่อให้โลกเบิกบานขึ้นมาด้วยจะไปเครียดไปนั้นมันไม่ดี)
ภควา เป็นผู้จำแนกพระธรรม(เป็นผู้สาธยายแจกแจง ตอนนี้อาตมาก็แจกแจงจนละเลียด แต่ก็จำเป็นเพราะว่ามันคลี่ไม่ไหวหรือผิด เราก็จำเป็นต้องจำแนกให้ดีที่สุด คนที่บรรลุแล้วไม่จำแนกไม่บอกใครก็ใจดำ
พระองค์ทรงกระทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดามนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. พ่อครูว่า...คำว่าโลกนี้ คือโลกปุถุชนสามัญ เทวโลกคือ แปลว่าดี แปลว่าเจริญ แต่ดีและเจริญอย่างโลกีย์นั้นมันวนเวียน สั่งสมหนาขึ้นติดยึดขึ้น อาตมากำลังไขเทวดา 6 ชั้น แล้วคนก็อยากจะเป็นเทวดา อาตมาก็สอนว่า เทวดาคือภพคือชาติ คนที่ไปหลงเทวดาก็คือ ยังมีภพชาติ ก็คือคนที่โง่ทั้งนั้น เทวดาแบ่งเป็นสามอย่าง 1. สมมุติเทพ 2.อุบัติเทพ 3.วิสุทธิเทพ คนก็แสวงหาเทวดาทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครอยากได้ นรก แต่คุณทำ(นรก) เพราะอวิชชา คุณอยากได้สวรรค์ เจตนาอยากได้สวรรค์ แต่คุณทำแล้วได้นรก ทั้งๆที่มันไม่มีระบุอะไรว่าใครอยากได้นรก แต่กรรมเป็นอันทำ กรรมที่ทำ ที่เป็นภพเป็นชาติคือนรกทั้งนั้น การกระทำใดไม่เกิดนรกก็เกิดสวรรค์ เกิดสวรรค์นั่นแหละที่เกิดนรก ถ้าคุณไม่เกิดสวรรค์คุณก็ไม่เกิดนรก แปลว่าคุณทำเพื่อสวรรค์ทั้งนั้น แต่มันเป็นนรก เพราะฉะนั้นคุณจะทำสวรรค์หรือทำนรกก็อันเดียวกัน ต้องทำแบบไม่เป็นสวรรค์ไม่เป็นนรกก็จะ สั้นง่ายและจริง ทำให้ได้ สมณะฟ้าไทว่า...ยาก พ่อครูว่า..ยาก ก็ กลับไปเลย ใครยากจะอยู่ยกมือ (ยกกันพรึ่บทั้งสมณะฟ้าไท) ธรรมะพุทธศาสนาทุกวันนี้สอนแต่…… -เรื่อง ทาน และก็สอนผิดด้วย -เรื่องสวดมนต์ -สอนเรื่องจารีตประเพณี -เลวกว่านั้นสอนกันแต่เรื่องหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขหาเงินหาทอง นี่คือศาสนาพุทธทุกวันนี้เป็นอย่างนี้ อาตมายืนยันว่าอาตมาพูดถูกไม่ได้พูดผิดเลยด้วย -แล้วยังมีการสอนเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์อีกด้วย มันเป็นเรื่องที่ลึกลับไม่รู้เรื่อง แล้วถูกหลอกให้วาดวิมานวาดสวรรค์ จะได้อยู่ยงคงกระพัน จะได้สวรรค์ จะได้สุข ทั้งที่สุขและทุกข์จะต้องไม่มี ผู้หมดสุขหมดทุกข์คือ ฐานนิพพาน เป็นอุเบกขาเนกขัมสิตเวทนา รู้ให้จริงแล้วทำอาการนั้นให้มั่นคงแข็งแรง จนมีปัจยการต่อเนื่องเป็นอุเบกขาตลอดกาลนานคืออรหันต์ เมื่อทำอุเบกขาให้แก่ตัวเองแล้ว ก็มีพลังงานที่เอาไป อภิสังขาร ปรุงแต่งเป็นกายกรรม วจีกรรม สอนเป็นรูปแบบ เป็นวิธีการสื่อสาร จัดองค์ประกอบ มีความรู้เป็นศิลปะ มีนัจจะ คีตะ วาทิตะ แสดงรูปอนุโลมปฏิโลม แสดงรูปแบบโลกีย์เป็นอย่างนี้ ที่ควรหลุดพ้นที่ควรเลิกได้ในตน ด้วยการประกอบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสประกอบด้วยวัตถุดิน น้ำ ไฟ ลม ท่าทางนัจจะคีตะวาทิตะ จัดองค์ประกอบอภิสังขาร จัด composition ให้ผู้ที่เข้าใจจะศึกษาจะได้ปฏิบัติมีมรรคผล คนอนุโลมอย่างนี้ทำ คนมองไม่ออกก็อ่านตามอาการ อาการไม่หยุด ไม่สงบ คนที่ติดแต่บัญญัติไม่รู้อนุโลม ปฏิโลมก็ไม่รู้ อาตมาใช้ท่าทีลีลาแสดงสื่อให้คนเข้าใจสัจธรรมนั้นๆ จริงๆ อาตมาไม่แคร์หรอกที่คนจะติดยึดว่าไม่สุภาพไม่เรียบร้อย ที่จะเข้าใจตามที่ดีของเขาว่าต้องแสดงตามที่เขาประมาณคือสภาพสงบ พอมาเห็นอาตมาแสดงต่างไปผิดไปจากที่เขายึดติด คนยึดติดอย่างนั้นน่าสงสาร สมณะฟ้าว่า...เขาสอนอย่างนั้นมีคนบรรลุไหม พ่อครูว่า...เขาไม่เชื่อว่าคนบรรลุ สมณะฟ้าว่า...เขากล้าปฏิญาณไหมว่าบรรลุ พ่อครูว่า...เขาไม่กล้า…(พ่อครูไอ) สมณะฟ้าว่า...ฟังธรรมที่เขาบรรยายกันฟังแล้วก็นั่งหลับ แต่ฟังพ่อครูหลับไม่ลง กิเลสถูกจิ้มตลอด แสดงธรรมอย่างที่ซ้ำซาก แต่คนไม่หลับได้ พ่อครูว่า...เป็นผู้ จำแนกธรรม ... พระองค์ทรงกระทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง แล้วทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดามนุษย์ให้รู้ตาม พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็การได้เห็นพระอรหันต์เห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล. พ่อครูว่า ความงามในเบื้องต้น เริ่ม 1 2 3 4 ก็จะเข้าใจว่า ต้องเรียบร้อยแต่มันร้อย(100)ก่อนไม่ได้มันต้อง 1 ก่อน 2 ก่อน 3 ก่อน จะถึง 100 มันจะเรียบร้อยก่อนไม่ได้ คุณจะเอา 100 มาทำก่อนไม่ได้ อาตมาเข้าใจเรียบร้อยทั้งอัตถะ พยัญชนะ
[๓๕๓] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์ เรียกโรสิกะช่างกัลบกมาว่า มานี่แน่ะ เพื่อนโรสิกะ ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลถามพระสมณโคดมผู้มีอาพาธน้อยพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลังอยู่สำราญ ตามคำของเราว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์ถามถึงพระองค์ผู้มีอาพาธน้อย พระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่าทรงพระกำลังอยู่สำราญ อนึ่ง จงทูลอย่างนี้ว่า ขอพระโคดมผู้เจริญพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์ เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้. โรสิกะช่างกัลบกรับคำโลหิจจพราหมณ์แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์ถามถึงพระองค์ผู้มีอาพาธน้อยพระโรคเบาบาง ทรงกระปรี้กระเปร่า ทรงพระกำลังอยู่สำราญ และให้กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ โปรดรับภัตตาหารของโลหิจจพราหมณ์ เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้. พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้วด้วยดุษณีภาพ. [๓๕๔] ครั้งนั้น โรสิกะช่างกัลบกทราบว่า พระผู้มีพระภาคทรงรับนิมนต์แล้ว จึงลุกจากอาสนะถวายอภิวาททำปคะทักษิณแล้ว เข้าไปหาโลหิจจพราหมณ์ถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคตามคำของท่านแล้ว และพระผู้มีพระภาคก็ทรงรับนิมนต์แล้ว. ลำดับนั้นโลหิจจพราหมณ์ได้ตกแต่งขาทนียโภชนียะอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน โดยล่วงไปแห่งราตรีนั้น แล้วเรียกโรสิกะช่างกัลบกมาว่า มานี่แน่ะ เพื่อนโรสิกะ ท่านจงไปเฝ้าพระสมณโคดมถึงที่ประทับแล้วกราบทูลเวลาแด่พระสมณโคดมว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถึงเวลาแล้วภัตตาหารสำเร็จแล้ว. โรสิกะช่างกัลบกรับคำโลหิจจพราหมณ์แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญถึงเวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว. ทรงโปรดโลหิจจพราหมณ์ [๓๕๕] ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครองอันตรวาสก แล้วทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังบ้านสาลวติกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. เวลานั้น โรสิกะช่างกัลบก ตามเสด็จพระผู้มีพระภาคไป ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โลหิจจพราหมณ์เกิดมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้ว ไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้วไม่ควรสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภว่าเป็นธรรมลามก เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานโอกาส ขอพระผุ้มีพระภาคโปรดทรงเปลื้องโลหิจจพราหมณ์เสียจากทิฏฐิอันลามกนั้น. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่เป็นไร โรสิกะ ไม่เป็นไร โรสิกะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของโลหิจจพราหมณ์แล้ว ประทับเหนืออาสนะอันเขาปูลาดไว้. ลำดับนั้น โลหิจจพราหมณ์จึงอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนให้อิ่มหนำแล้ว. [๓๕๖] ลำดับนั้น โลหิจจพราหมณ์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเสวยแล้ว ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงถืออาสนะอันหนึ่งซึ่งต่ำกว่า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะโลหิจจพราหมณ์ว่า จริงหรือ โ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive