240208-2-302 ทางเอกภาค2-ตอน302(หน้า579)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท056.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมธรรมชาติที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาตั้งใจเรียนต่อกันอีกถ้าผู้ที่ฟังไม่ปะติดปะต่อก็พยายามตามทางออกตั้งใจตามดูดีๆเพราะว่าการเรียนรู้การทำวัตรเช้านี้เราทำวัตรเป็นเรื่องติดต่อและก็ยิ่งเป็นภาวะลึกซึ้งเป็นธรรมะระดับสูงมีเบื้อง ทำกลางวันปลายซับซ้อนอีกหลายรอบหลายชั้นผู้ใดที่ไม่ได้ฟังติดต่อติดตามมาไม่มีพื้นฐานสำคัญอยู่ก็ต้องตั้งใจดีๆนะอย่างน้อยที่สุดเราก็พอจะรับได้บ้างบางช่วงบางตอนที่อธิบายเป็นรอบซ้อนบางทีก็พูดหยาบผสมในวงวัฏจักรของความหยาบนั้นเพื่อยกคำประกอบอธิบายขึ้นมาให้เทียบเคียงกับความละเอียดละออก็ได้ทำอยู่เสมอเพราะฉะนั้นเราก็จะจับเอาได้ในรอบไหนก็เอาน่ะฟังไปในเมืองเราศึกษาตั้งใจศึกษาเล่าเรียนแล้วเราก็ไปเรื่อยๆ ถ้าเราได้มาถึงตอนที่ขยายความซ้อนซับซ้อนลงไปอีกถึงสภาพของผู้ที่มีอาภาพจะมีอาภาพอยู่ในลักษณะต่างๆเงินก็ลองสังเกตมาตั้งแต่อาพาธในลักษณะของเมื่อเรานึกว่าเรามีอากาศเรามีความว่างความโปร่งเสร็จแล้วเราก็ยังมีการติดความว่างความโปร่งนั้นนี้เป็นอาพาธอย่างหนึ่งที่รถติดความว่างความโปร่งของอากาสานัญจายตนะถ้าติดข้าวก็เป็นพรหมที่ออก ผมมีผู้ที่เป็นไปได้จริงบริสุทธิ์สะอาดมาจริงจิตขึ้นถึงภูมิจริงไม่ใช่หมายความว่าเราเข้าใจภาษาว่าอากาสานัญจายตนะพรหมหรือเราเองเรามีจิตว่างชั่วคราวและเราก็โดยอดีตอร่อยชั่วคราวอาจจะว่าเป็นผมก็เป็นพรมเป็นพรหมชั่วคราวเดี๋ยวตกจากฐานพรหมลงมาอยู่ฐานอบายก็ได้ทางอื่นก็ได้ก็ถูกแล้วเรารู้ลักษณะถ้าเผื่อว่าเป็นพรหมแท้ๆเป็นบุคคลก็หมายถึงพระอนาคามีทีเดียวแล้วเขาก็ไม่ติดแล้วกิเลสหยาบเขาร่อนกามราคะปฏิฆะหยาบร่อนไปแล้วแล้วก็เข้ามาสู่ภูมิอย่างนี้ผมของหยาบในโลกคือหลุดจริง ก็ไม่ปฏิเสธติดก็ไม่ไปคลุกคลีเกี่ยวข้องกันแล้วเพรา
อ่านต่อ
ะว่าจิตมันปลดปล่อยจริงจิตมันวางจริงไม่ใช่การตั้งใจอยู่แต่ว่าได้ปฏิบัติลดละลงวางจิตนายพลายหรือจางคลายมาโดยสัจจะแล้วของคนผู้นั้นผู้นั้นจึงเรียกว่าพระอนาคามีหรือเป็นพรมคือฐานพระอนาคามีฐานพรหมที่แท้จริงเป็นพระอนาคามีเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวด้วยโรคกรรมเพราะไม่โลกไม่ใช่คนเสพกามนี้คือพรหมจรรย์พรหมจรรย์ไม่เสพกามโดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงผู้ชายรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสลาบยศ เป็นฐานต่ำทั้งสิ้นแล้วผมอาจจะติดสรรเสริญหรือว่าธนาคารมีติดสรรเสริญนั่นเป็นฐานของพระพรหมธรรมดาผู้ปกครองที่นี่ขณะที่เรากำลังพูดถึงนี้มันรูปปกพรมอรูปพรหมเศษเสี้ยวของกามเกลี้ยงสิ้นแม้รูปปัจจุบันเกลี้ยงสิ้นลาภยศเกลี้ยงจิตใจกว้างสะอาดหมดจดจากลาภยศอย่าว่าแต่ลาภยศเลยแม้แต่สรรเสริญแม้แต่สุขที่เป็นสภาพภพชาติของอัตภาพอื่นๆที่มีรูปมีร่างมีอัตราตัวตนที่เป็นตัวเป็นตน หยาบเป็นเมืองพรหมเป็นสวรรค์วิมานเป็นอะไรต่ออะไรเข้าใจหมดแล้วไม่ติดแล้วเป็นจิตว่างๆล่ะจิตปรงปลงเฉยๆแล้วรู้อาการรู้อารมณ์และได้รับอารมณ์เสวยอารมณ์และเสวยอารมณ์อากาศบริสุทธิ์ทะลุหรือเป็นสภาพของจิตกว้างๆอารมณ์หรือปฏิเสธรูปจิตว่างแล้วเสวยอารมณ์นั้นแล้วเสร็จการติดอารมณ์นั้นยังเป็นอาภาพพระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดแม้แต่การติดอาการของเธอประการหนึ่งเป็นอาภาพ เป็นความเป็นโรคจึงยังไม่ใช่ความบริสุทธิ์บริบูรณ์เพราะเราเองเราต้องรู้ให้ชัดเข้าใจให้ชัดต่ออาการต่ออารมณ์ไม่รู้แล้วเป็นได้แล้วเราก็ใช้อาศัยเท่านั้นเหมือนกับเราเองเราเป็นคนมีสมบัติเรามีถ้วยโถโอชามนั้นมีเตียงมีตังค์เรามีเสื้อมีผ้ามันก็อาศัยใช้ไม่ใช่ของเรามันจะสูญเสียหายหรือมันจะเสื่อมจะโทรมไปมันก็เป็นของธรรมดาแม้แต่ที่สุดอันโจรลักไปไฟไหม้เสียมันก็สูญได้มันก็ไม่ใช่ของเราเราไม่ได้ทุกข์เพราะมันต้องสูญไปจากเราพลาดไปจากเรามันจะไม่มีในตอนนี้เราไม่ได้ใช้ช่วยโทรตามจนลืมก็ไม่ได้ใช้ เป็นปีหลายปีเพื่อเธอก็ไม่ได้ใช้ดีไม่ดีนะไม่ได้ใช้แล้วมีคนเอาไปซะด้วยแล้วก็ลืมหายไปเลยเราก็ไม่ได้ห่วงหาอาวรณ์เพราะไม่ใช่ของเรามันไม่ใช่ของเราเราไม่ได้ห่วงไม่ได้หาไม่ได้อาวรณ์อะไรไม่ได้ติดไม่ได้ยึดมันก็จากพรากไปเป็นธรรมดาหรือมันจะเสื่อมสลายแตกแยกธาตุไปแล้วก็ช่างมันเพราะฉะนั้นแม้แต่อากาศสภาพมันก็ไม่ใช่เรื่องของเราที่จริงอากาศสภาพนี้เนื่องด้วยอารมณ์นะซึ่งเราผ่านมาแล้วสรุปกันมาแล้วแม้แต่ว่างคำว่าว่างคำนี้ไม่ได้เกิดนอกจิตว่างคำนี้เกิดอยู่ที่จิตคำว่านี้ก็คือเรื่องของจิตท่านพุทธทาสถึงจำเป็นต้องใช้คำว่า ไม่ใช่ความว่างที่หาได้เกี่ยวกับจิตไม่เสร็จแล้วก็ต้องมาเถียงกันกับคุณปิดเพราะว่าเครื่องบินไม่รู้เรื่องไม่รู้เรื่องของศาสนาแล้วก็เถียงข้างๆของครูเล่นน่ะคารมอะไรไปตามเรื่องตามราวจะไปเรียกว่าก็ว่างที่ไหนมันก็ว่างที่ว่างอากาศว่างสูญญากาศว่างมันก็ว่างแต่มันไม่ใช่อารมณ์นิพพานไม่ใช่ถามนิพพานไม่ใช่เรื่องของมนุษย์ที่จะใฝ่หาอารมณ์นี้หรือเป็นปรมัตถ์ไม่ใช่เรื่องของปรมัตถ์แล้วผู้ใดที่จะรู้แจ้งก็จะรู้แจ้งจุดสำคัญในว่ามันเรื่องของจิตว่างนี่มันจิตว่างจิตมันว่างจากสภาพอะไรหลายๆอย่างที่เรากำลังอธิบายกันแม้แต่ว่า เอามาจากอารมณ์ที่ไปติดยึดในกามในพบอะไรต่างๆนานาที่เราอธิบายไปแล้วจะเห็นอารมณ์นั้นเองโดยตนผู้นั้นจะรู้จะเข้าใจเสร็จแล้วเรายังไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็นของเราไม่ได้เสพอารมณ์นี้นั้นเป็นอาภาสแต่ถ้าเรารู้แล้วเราก็ไม่มีปัญหาอะไรแม้แต่บางขนาดเราจะอยู่ในอารมณ์อื่นซึ่งเป็นอารมณ์ที่สังขารปรุงสร้างเป็นไปเราก็ไม่ได้โหยหาอาวรณ์บางทีอาจจะหนักเหน็ดเหนื่อยอยู่ด้วยซ้ำเราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะต้องแค่อารมณ์อยู่ที่ว่างนั้นแต่เมื่อเวลาที่เราจะเลิกจากอื่นหรือเราต้องการที่เราจะพักว่างโลกแล้วก็โล่งได้ตลอดเวลามันอยู่ที่เรามัน มีที่สิ้นไม่มีที่สุดวัดอนันต์ตรังเมื่อไหร่เมื่อไหร่มันก็มีจะเอาเมื่อไหร่มันก็ได้มันไม่มีขีดไม่มีอะไรมาข้องไม่มีอะไรมาคั่นเลยมันได้โดยง่ายได้โดยตลอดเวลาเมื่อไหร่เมื่อไหร่มันก็จะว่างก็ว่างมันมีลักษณะหลายอย่างที่บอกให้ผู้ที่บรรลุถึงหรือผู้ที่ได้นั้นว่าเป็นอย่างไรคุณจะต้องฟังมันเป็นสภาพที่ได้แล้วได้เลยแม้เราไม่ไม่อยู่ในอารมณ์นั้นเราก็จะได้จะได้อีกเมื่อไหร่เราก็ได้แต่ตอนไหนเราก็ได้แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเป็นของเราด้วยไม่ลงติดตรงอะไรผู้ที่สามารถได้จึงมีจริง จึงได้จะรู้สึกเองว่าเออมันมีฐานอาศัยมีสันตะวิหารมีของที่สบายแล้วมันเป็นวิญญาณด้วยอันเดียวกันอย่างที่พิสูจน์ให้ฟังแล้วว่าสภาพนี้เป็นสภาพของอารมณ์เดียวกันหมดเลยแต่เป็นแต่เพียงว่าเราอธิบายด้วยความหมายแยกกันไม่ออกเหมือนพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์อาสาวิญญาณนินจาอากิญจัญญายตนะก็แยกไม่ออกเหมือนกันกับพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มันเป็นลักษณะจิตจิตนี้คุณก็วิญญาณเป็นญาณมันจายเจตนามันคือตัวธาตุรู้วิญญาณและมันก็มีอาการว่างแล้วมันก็มีอาการไม่มีอาการอัดกินกันอ่ะกินจรรยากินโจ๊ก มันก็มีทั้งสภาพไม่มีแล้วมันก็มีทั้งสภาพมีว่างๆแล้วมันก็เป็นธาตุรู้เป็นวิญญาณอันแท้มันแยกกันไม่ออกหรอกดังที่ได้เอาทำเป็นสมการว่าอนันต์โตอากาโสติมันก็เท่ากับอนันตังวิญญาณอันติอันนั้นโตกับอนันตังมันตัวเดียวกันเท่านั้นเองลากหางผิดกันหน่อยเท่านั้นเองที่จริงก็ตัว X เหมือนกันค่าสมการนี้ xxx ถ้าออกมันก็เท่ากันอาการปกติก็เท่ากับวิญญาณอันติอากาศก็เท่ากับวิญญาณวิญญาณก็เท่ากับอากาศวิญญาณก็เท่ากับว่างๆว่างๆก็เท่ากับวิญญาณวิญญาณนี้ก็เป็นของว่างๆของว่างๆนี่ก็คือวิญญาณหรือจิตนั่นเองจิตนี้ก็เท่ากับของว่างของว่างนี้ก็เท่ากับคือจิต แต่คิดว่าเป็นธาตุรู้นะมันรู้ว่าว่างว่างคืออะไรแล้วมันเสวยอาการนั้นเองซะด้วยมันเท่ากับนี่ไม่ใช่เท่ากับอยู่คนละฝั่งเลยที่จริงมันเป็นเนื้อเดียวกันซะด้วยจิตมันก็ว่างๆอย่างนั้นเพราะฉะนั้นลักษณะนี้เราเป็นลักษณะพูดจบจึงจึงจิตนี้จึงเป็นจิตวิญญาณนางอริทัศนันท์อนันตังสะโตปะปังธิดายกมาเฝ้าวารีนี้มาใส่หมดเลยนี่หน้า 579 นางเอก a = ปฐวีจะอาโปจะวาโยนะขาดสติเอกธวัชสัญจรทีคันจะอนุชทูลังสุภาษิตพังเอะอะมันจะรูปปัญจะอะเสสังอุปโลกจะติดวิญญาณและสัตว์นิโรธเทนะไอ้ตัวนี้เป็นตัวไขตัวที่สำคัญ เอสเพรสจึงเป็นที่สุดความเข้าถึงที่สุดคือลักษณะอาการอย่างนี้มันเป็นวิญญาณเป็นวิญญาณสำคัญวิญญาณสะอาดวิญญาณที่จะชี้ให้ใครดูก็ไม่ได้มันก็เป็นวิญญาณธาตุวิญญาณอยู่อย่างนั้นเมื่อใดเมื่อใดมันก็มีวิญญาณในตัวเราอนันตังสรรพคุณก็พังเมื่อเราเข้าไปดูสภาพของจิตแล้วจิตของพระอรหันต์เป็นจิตอย่างนี้ท่านเจ้าก็สว่างไสวโปร่งใสอยู่ธรรมดาเรียกว่าวิญญาณก็พัดสอนหรือจิตสัมผัสสอนลักษณะอย่างนี้แหละท่านอธิบายไว้ในแง่เงินที่ให้เรารู้ว่าปฐวีจะอาโปจะมาวาโย เพราะว่าเพราะว่าดินก็ดีน้ำก็ดีลมก็ดีที่จริงมันน่าจะมันมันมีเท่านี้จริงๆในพระบาลีมันไม่มีคำว่าเตโชนะไม่มีคำว่าเตโชมีคำว่าปฐวีอาโปวาโยไม่อยากลงไปในที่นี้เคยอธิบายสู่ฟังมาแล้วก็จะขออธิบายวันนี้อีกว่าที่ท่านบอกว่าไม่มีดินไม่มีน้ำไม่มีลมอย่างลงตั้งลงไปในภาพนี้นั่นน่ะโดยความจริงแล้วธาตุวิญญาณเนี่ยเอาดินไปยัดเข้าไม่ได้หรอกดินมันจะเข้าไปอยู่ในวิญญาณไม่ได้มัน ถามคนละเรื่องน้ำก็ตามลมก็ตามเอาไปยัดเข้าไม่ได้หรอกมันประหยัดของมันมันคนละธาตุธาตุลมก็ธาตุอยู่ข้างนอกนี่เดี๋ยวเราจะรู้เท่ากับทวีธาคืออย่างไรอาโปธาตุคืออย่างไรวาโยธาตุคืออย่างไรมึงก็เป็นสภาพที่เรารู้อยู่มันเป็นมหาภูตรูปเพราะฉะนั้นนายวิญญาณธาตุนั้นอะไรมันก็หยั่งลงไม่ได้จริงๆอะไรมันก็ยัดไปเข้าไปไม่เข้าหรอกแต่ว่าเมื่อเป็นธรรมาธิการแล้วมันไม่ใช่เรื่องของวัตถุเช่นท่านก่อนเป็นดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุอย่างที่เป็นแท่งเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันแต่เอาลักษณะรูปเอาลักษณะรูปคืออาการ งานของดินน้ำลมมันต่างกันอย่างไรมันลักษณะต่างกันอย่างไรลักษณะดินมันเป็นก้อนแข็งมันเป็นสิ่งตีไม่แตกมันเป็นสิ่งก่อกุมเกาะกลุ่มยังแข็งด้วยอาโปธาตุก็ยังเกาะกลุ่มแต่ก็ยังเกาะกลุ่มอย่างเหลวไปไหลมาหนุ่มๆๆมีภาพหลายภาพแล้วเป็นลักษณะอย่างนั้นเพราะฉะนั้นลักษณะจิตของผู้ที่เป็นจิตประภัสสรจิตบริสุทธิ์แล้วนี่ไม่ติดตังค์แบบก้อนหินก้อนดินแข็งดื้อแข็งโด่อยู่อย่างนั้นไม่เป็นอาการอย่างนั้นลักษณะอย่างนั้นไม่เป็นด้วยจึงเรียกว่านักฆ่าสติแต่ไม่มีอาการแข็งเปรียบประดุจจากคนอื่นได้หรือคนติดยึดติดตีไม่แตกไม่เป็น หรือไม่เที่ยงไม่แท้เหลวไปไหลมาปัดๆๆเหมือนอาโปธาตุเหมือนน้ำธาตุเร็วๆไหลๆก็ไม่เป็นจิตนี้มีความตั้งมั่นมีความเด่นชัดแน่ชัดจริงจังนะเป็นสภาพของน้ำธาตุไม่มีเป็นสภาพของอย่างน้ำท่าหรือลักษณะของอย่างน้ำธาตุไม่มีในอาการของจิตสัมผัสนี้หรือแม้แต่จะไม่ตั้งมั่นวันไว้ได้เหมือนธาตุลมอะไรเปรี้ยวๆอะไรแถวๆอยู่ก็ไม่มีนิ่งสนิทนิ่งสนิทตะวันไว้ แว่วแผ่วอะไรหรือว่าเปอร์เซ็นต์ก็สายอะไรเหมือนภาพลมอ่อนผิวก็ได้แต่ไม่ต้องพูดถึงพายุนะไอ้ลมพายุอย่างนั้นยิ่งไม่มีใหญ่ๆไอ้อย่างนั้นมันหยาบคายมีแม้แต่ละอองธุลีแบบวาโยธาตุปิ้วๆวันๆไม่ไหวไม่หนักแน่นหนักแน่นไม่โยกโคลงเป็นลักษณะเด็ดขาดเป็นลักษณะตั้งมั่นอย่างยืนหยัดยืนยงขนาดเหลวไหลอย่างน้ำท่านั้นก็อยากไอ้นี่อย่างขนาดที่เรียกว่ามันเป็นจิตที่มั่นคงไม่หวั่นไหวอะไรเลยไม่พริ้วไม่แผ่วไม่พริ้วไม่แผ่วไม่ ปลาไหลเรียกว่ายิ่งละเอียดอาการอย่างนี้ก็ไม่เป็นที่จิตนี่อธิบายลักษณะให้ฟังแล้วต้องเข้าใจและก็ต้องรู้อาการลักษณะอย่างนี้ตรวจจิตด้วยเพราะไม่เช่นนั้นจะไปผ่าซื่อว่าโอ๊ยไม่บรรยายไม่ใช่ไม่มีดินยังไม่ลบก็วิญญาณมันยังไม่ลงอยู่แล้วดินจะเป็นยัดเข้าไปในวิญญาณได้ยังไงเมื่อคนละเรื่องอันนึงมันมหาภูตรูปอีกอันนึงมันอุปาทานจะรู้ว่าคนละรูปคนละร่างคนละเนื้อคนละตัววิญญาณธาตุก็อย่างหนึ่งรูปภาพก็อีกอย่างนึงบางคนละอันเพราะมันไม่ใช่รูปภาพเพราะน้ำมันไม่ใช่มาหากูแต่รูปไม่ใช่คนสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาไม่ใช่ไม่ใช่สิ่งของแท่งก่อน วิญญาณธาตุหรือนามธาตุไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นเพราะยังไงมันก็ยัดกันไม่เข้าอยู่วันยังค่ำแต่ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นทำไมต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าสื่อแทนท่านตรัสนี่เป็นสื่อหมายความหมายเป็นภาษาแทนลักษณะนามธรรมหรือทำในธรรมถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ไม่ได้เราก็ไม่มีความหมายในสิ่งนี้แล้วเราก็บอกว่าเอ้าก็ใช่สิจิตมันไม่มีอะไรยัดเข้าไปได้บินเข้าไปไม่ได้ตั้งลงอย่างลงไม่ได้มันก็เป็นสัจจะอยู่แล้วคุณไม่ต้องศึกษามันก็เป็นอยู่แล้วแต่เหตุผลอันนี้เอามาใส่เข้าไปโดยไม่มีความหมายโดยไม่มีการศึกษาไม่ได้การศึกษาจะรู้ได้ด้วยเพราะว่าสิ่งเหล่านี้เทียบเคียงลงไปแล้วมันเป็นอย่างนั้นมันมีลักษณะอาการอย่างนั้นเป็นนามธรรมเป็นธรรมในธรรมแต่แม้ลักษณะอาการอย่างนั้นคุณเข้าใจความหมายไหม ไม่เข้าใจแล้วคุณก็ดูที่จิตเราด้วยตรวจสอบด้วยความหมายเหล่านี้อีกอย่างนี้เรียกว่าภาษาพูดนี้มีประโยชน์เป็นทฤษฎีใช้การได้ไม่ใช่ภาษาแบบว่าเอาดินอย่างไม่ลงเพราะอย่างนั้นไม่ต้องพูดก็ได้นี่ก็มันของแน่ๆอยู่แล้วแต่คุณเองคุณติดตั้งแข็งแท่งก่อนดื้อด้านกระเด้งกระด้างอยู่หรือเปล่าถ้าเป็นคุณก็เป็นลักษณะของปฐวีธาตุแล้วคุณยังหล่อๆและๆหลายๆไม่เที่ยงไม่แท้น้องๆแดงๆอยู่หรือเปล่าถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปอาบลักษณะของคุณเองคุณดีมากแล้วล่ะแต่ยังวันยังไหวอยู่บ้างยังมีพริ้วๆแถวๆยังมีอะไรอาวรณ์ยังมีอารมณ์และอารมณ์น้อยอะไรเป็นวาโยธาตุอยู่คุณยังมีอยู่ไม่เหลือ ถ้าไม่เหลือแม้แต่ปฐวีอาโปวาโยเมื่อกี้บอกแล้วว่าไม่มีเตโชธาตุในวันพระบาลีก็ไม่มีเตโชธาตุท่านน่าจะลืมหรือท่านไม่น่าจะลืมเขาจะมาพระพุทธเจ้าท่านไม่น่าจะลืมเพราะแกจะอาจารย์จดตกเหรอก็ไม่น่าจะจดตกมึงไม่จบตกเราก็พิจารณาได้ว่าไอ้เรื่องของเตโชธาตุนี้เป็นอุณหภูมิย่อมมีแม้อุณหภูมินี้ไม่ได้หมายความว่าร้อนเท่านั้นเตโชไม่ได้หมายความว่าความร้อนอย่างเดียวนะแต่โชว์ท่านี้เป็นอุณหภูมิร้อนก็ตามเย็นก็ตามมันอยู่ในใจเพราะแสดงถึงภาพของอุณหภูมินี้ขณะนี้แล้วมันไม่ใช่ร้อนมันไม่ใช่เย็นมันวางมันว่างจากอะไรหมดแล้วเพราะฉะนั้นในการ จะร้อนจะเย็นอยู่นะมันเป็นสภาพทุกข์สุขที่ชัดเจนเหมือนจะบอกว่าเย็นเราเอาหมายเอานิพพานมาเย็นซะด้วยซ้ำไปเราจะไปเทียบค่าผมเกี่ยวกับร้อนๆเย็นๆพวกนี้ถ้าจะพยายามอธิบายมันก็ได้นะแต่ว่ามันก็คงเป็นอุณหภูมิในส่วนเย็นแล้วพระธาตุกินเลยวาโยธาตุไปอีกวาโยธาตุก็เป็นบอกแล้วว่าละเอียดมันจะมีภูมิประๆไหมมันสงบแล้วนะจริงๆน่ะไม่มีจิตละเอียดอ่านไม่ออกในลักษณะของวาโยธาตุนะถ้ายังอยากขายอยู่อย่างก้อนดินก้อนหินมันก็คงจับได้ง่ายๆหรือมันเร็วไปไหลมาก็เป็นลักษณะที่ไม่เที่ยงไม่แทงมาเป็นพวกพี่ตักกันจริตเป็นหยาบใหญ่ๆเสมอไป จับจดเร็วๆหลายๆมันลักษณะตรงกันข้ามกันกับดินธาตุหรือปฐวีธาตุส่วนบาโยนั้นเป็นการล้างพวกหยาบพวกนี้ได้หมดนะยังเหลือเศษๆเกือบๆหรืออะไรอาวรณ์ด้วยมีอะไรเกิดนิดๆหน่อยๆอะไรอยู่หรือเปล่าเบาๆแล้วก็มีตาเบาๆดูทีนี้เลยไปจากอาโปธาตุนั้นเป็นลักษณะที่ยิ่งต้องสุขุมาลย์นั้นเพราะฉะนั้นถ้าจะหมายถึงเตโชธาตุมันก็เป็นลักษณะเย็นเย็นมากแล้วเย็นอย่างจะเป็นทาสสมบูรณ์และเพราะฉะนั้นอธิบายไปอีกมันก็จะต้องไปลงตัวที่มันก็สภาพเย็นแล้วพื้นที่แถวๆนั้นมันก็ไม่ร้อนแดดร้อนอะไรแล้วเย็นมันก็เย็นจัดเกินไปมันก็คงไม่ใช่แล้วเย็นจนเกาะติดเป็น ดินธาตุมันก็กลับบนวนไปหาดินธาตุคือธาตุจับธาตุเกาะนอกนั้นอันนี้ก็เข้าใจถึงลักษณะเราเข้าใจถึงสภาพธรรมของความรู้ความหมายที่เราจะเอาไปใช้อ่านเอาไปใช้พิสูจน์เรื่องของจิตวิญญาณด้วยต่อมาเอะอะรับสัญญาณจะเอาอันนี้ก่อนไม่ว่ายาวสั้นรักษาแปลว่าสั้นทีค่ะแต่ว่ายาวสั้นก็ดียาวก็ดีก็ไม่มีลักษณะเป็นสั้นเป็นยาวที่นี้อีกแหละลักษณะนี้มันก็ถ้าเอาทั้งโลกก็เป็นต้องไปวัดเป็น คำกลอนเพราะความเป็นวัตถุแท่งก้อนมันไม่มีแต่จิตของเราเองนี่แหละมีลักษณะติดต่อหรือมีลักษณะสั้นจนกลายเป็นอุดแฉสั้นจนตายไปอุดเฉะคือไม่มีอะไรสืบต่อยาวจนเป็นทีฆะไม่รู้จักจบเป็นสัตว์สะบัดก็ไม่มีลักษณะอย่างนั้นเป็นลักษณะลงตัวในตัววิญญาณก็รู้ว่าวิญญาณเกิดก็ลุกเกิดตั้งอยู่ก็รู้ตั้งอยู่และดับก็รู้ดับจะว่ามีระยะก็มีแต่ว่าสั้นก็มีระยะสั้นยาวตามกาลแห่งองค์ประกอบหรือปัจจัยไม่ได้มีสั้นมียาวโดยหลงใหลอะไรอนงค์คู่หลังอนงค์หรือ แปลว่าละเอียดถูหลังหรือผุดลังธุระน่ะแปลว่าหยาบคายมันไม่เป็นลักษณะละเอียดเกินไปไม่เป็นลักษณะหยาบเกินไปอีกและเป็นสิ่งที่รู้ได้เป็นเนื้อเป็นตัวชักเนื้อตัวนี้เป็นรู้นะเนื้อตัวนี่เป็นรู้เช่นเรารู้อากาศสภาพหรือเรารู้ความว่างของจิตของเราเนี่ยเราจับเนื้อถูกตัวเลยสัมผัสติดชัดเจนอาการอย่างนี้อาการว่างไม่ใช่ว่าว่างเมาโปร่งซะจนเราไม่มีสภาพสัมผัสติดปัญญาของเราสัมผัสไม่ได้ไม่ใช่จิตปัญญาของเราแม่นมั่นสัมผัสโป๊ะถูกตัวปั๊บไม่อ่อนไม่บาง ไม่ละเอียดจนจับไม่ติดและก็ไม่ใช่ของหยาบคายเพราะลักษณะความหมายที่บอกว่าอากาศสภาพความโปร่งโล่งว่างที่ใช้ภาษาไทยแปลนี่นะความโปร่งโล่งว่างเราสัมผัสของเราติดเลยแต่ไม่ใช่หยาบไม่ใช่ละเอียดไม่ใช่ถูหลังไม่ใช่ของหยาบที่เป็นท้องแข็งเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันเป็นตัวเป็นตนไม่ใช่อัตราแล้วก็ไม่ใช่จะละเอียดจนไม่รู้จักลักษณะสัมผัสไม่ได้บางเบาจนเกินการจนไม่รู้เรื่องไม่ใช่แล้วก็อธิบายเป็นภาษาเป็นความหมายได้อย่างนี้คือเรียกว่าไม่หยาบไม่ละเอียดความอยากความละเอียดไม่หยั่งลงอยู่ได้สัดส่วน 2 ตัว ท้ายสุภาสุพรรณบวกอสุภะก็เป็นสุภาสุพรรณบุรีอสุภะก็ไม่ดีเป็นสภาพที่มันไม่ได้เป็นความดีความไม่ดีอะไรกลางๆไม่หลงติดหลงยึดอะไรจิตใจไม่ได้หลงยินดีหรือไม่ไม่ยินดีถ้าบอกว่าศุภะแปลว่าอสุภะแปลว่าไม่ยินดีไม่เป็นของดีไม่เป็นของงามก็ไม่มีสภาพว่าไม่เป็นของงามและก็ไม่ได้หลงไหลว่าเป็นของงามที่ต้องหยุดยึดติดที่จริงนั้นมันเป็นของดีโดยโวหารเป็นของดีโดยความหมายแต่เราก็ไม่หลงดีจนเราไปติดยึดว่าเป็นดีดีเป็นของเรา สภาพสุภาสุพรรณไม่มีนี่เป็นความหมายว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหลายทั้งแหล่อยู่ในสภาพที่ลงตัวหมดรักฉันจากที่ท่านจะว่ามีก็มีจะว่าไม่มีก็ไม่มีอนงค์ทูลังเจ้ามีก็มีจะว่าไม่มีก็ไม่มีคำว่าไม่มีก็หมายความว่ามันไม่หยาบมันไม่ละเอียดหรือมันไม่สั้นมันไม่ยาวหรือว่ามันไม่ดีหรือมันดีอะไรอย่างนั้นน่ะแต่ที่อธิบายไปแล้วถ้าเรียกว่ามีมันมีลักษณะนะมีลักษณะบอกแล้วจะว่าสั้นว่ายาวมันก็มีเหตุองค์ประกอบมีในตัวจะว่าละเอียดกว่านี้ก็มีลักษณะพอเหมาะพอเจาะที่เราเองสัมผัสได้แต่ว่ามันดีไม่ดีมันก็มีลักษณะบอกเราได้อยู่ว่ามันจะบอกด้วยว่าอาหารก็เหมือนของดีเป็นสภาพดีที่สุดเป็นจิตสะอาดแต่ ก็ไม่ได้ติดได้ยึดอะไรแม้มันจะไม่เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างอื่นไปปรุงหยาบกว่านั้นหรือว่าจะบางคนจะบอกว่ามันไม่ดีบ้างแต่เราก็อนุโลมไปทำอะไรต่ออะไรไปโดยให้จิตวิญญาณมันไปปรุงไปสร้างไปเป็นไปไปมันไม่ได้อยู่ว่างๆโล่งๆอย่างเก่าอย่างนั้นเราก็เข้าใจของเราเองนะแต่ถ้าน้ำมันจะรูปปัญจะอะเสสังอุปโลกจะติดลักษณะอย่างนี้ท่านเรียกว่านามก็ดีลูกก็ดีน้ำมันจะรู้ปัญจะในการเอาอันจะมาบวกเข้าไปนามไอ้ลักษณะรู้รูปรู้นามแล้วนามก็รู้รูปก็รู้อย่างนี้แล้วแล้วก็ไม่ได้ติดยึดไม่ได้เหลืออักเสบสังแปลว่าไม่เหลือ อะเสสังข์นี่แปลว่าไม่เหลือไม่เหลือไม่ได้ไม่ได้อยู่ในสภาพนี้อุปโลกจะติดนี่หมายความว่าในลักษณะที่เข้าถึงนี้บุคลิกดีก็คล้ายๆกันกับอุปสรรคนั่นแหละมันก็อุปสรรคปะทะอุปสรรคมีสภาพที่มีจิตเข้าไปร่วมเข้าไปเป็นเข้าไปมีในสภาพอย่างนี้เป็นสภาพที่ไม่เหลือน้ำไม่เหลือรูปแต่เอาความว่าไม่เหลือน้ำไม่เหลือรูปพระแสงจันทร์แปลว่าไม่เหลือแต่ที่จริงก็มีสภาพรูปสภาพน้ำภาษามันก็ซ้ำซ้อนจำยอมมันก็แย่งกันอยู่ในตัวทุกที่ยิ่งละเอียดที่มันเหมือนอย่างนั้น มันเหมือนรูปเหมือนนามแต่สิ่งที่ถูกรู้นั้นไม่มีอะไรว่างๆโล่งโล่งจะวาดรูปก็ไม่ใช่รูปไม่มีรูปอะไรนี่แต่เป็นสิ่งถูกรู้ได้ว่าว่างจะวาดภาพรู้นั้นก็เป็นอันนั้นเสียเองจะว่าเป็นนามก็เป็นอันนั้นซะเองนั่นแหละแต่ว่ามันนานก็เป็นอันนั้นไปเองเป็นสภาพว่องๆจะวาดรูปก็เอ๊ะมันก็อันเดียวกันมันอย่างนั้นแหละเพราะฉะนั้นสภาพที่จะแยกว่าน้ำจะแยกว่าลูกไม่เหลือแต่ว่าเป็นนามรูปโดยโวหารมีนามว่ามีสิ่งที่ถูกรู้มีตัวรู้ไหม มีตัวรู้มีนามมีลูกแต่จะว่าเป็นนามเป็นรูปมันก็ไม่ใช่คุณต้องรู้นะถ้าคุณไม่รู้คุณก็เป็นไม่ใช่จะว่ารู้ก็ไม่ใช่จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิงก็คิดว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญาแต่ถ้าคุณพ้นในว่าสัญญาณน่ะสัญญาแล้วคุณรู้เชียวคุณรู้เลยอ้อรู้แล้ว IC IC ไม่ใช่ I know เท่านั้น IC เลยตอนนี้ถ้าใช้ภาษา มันเห็นแจ้งเข้าใจชัดเลยเห็นแจ้งเข้าใจชัดเลยมันอุทานในตัวอย่างที่ว่าเนี่ยโอ้ IC IC มันเข้าใจมันซาบซึ้งมันสัมผัสติดอย่างนั้นเลยเป็นเองของตัวเองแต่ไม่ใช่น้ำไม่ใช่รูปแพะจึงเรียกว่านามรูปไม่เหลือแต่มันก็เป็นหนามรูปพูดอีกย้อนไปย้อนมาสิ่งอย่างนี้รู้เองเข้าใจเองด้วยตัวของเรานี่ไม่เหลือนามรูปอย่างนี้เพราะวิญญาณนักษัตรนิโรธเทนะตัวนี้ตัวใครสำคัญคือสิ่งที่แปลกปลอมเป็นอาคารตัวเองเป็นแขกจอนเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ ตัวของวิญญาณธาตุอันบริสุทธิ์สะอาดที่เรียกว่าอัสสะหรืออัดสาธรทศนิยมโลกโลกเป็นรสอร่อยของโลกเป็นรถติดรถยึดที่มันมีแฝงปนเข้าไปใช้งานเข้าไปบงการเข้าไปเป็นของแทรกเป็นกาฝากเป็นเนื้อปนอะไรของจิตวิญญาณแท้ๆไม่มีแล้วนิโรธเทนะดับสนิทเกลี้ยงไม่เหลือถ้าอยู่ถ้าสัมผัสใกล้ก็เป็นแต่เพียงสิ่งใกล้ที่ไม่ใช่ตัวอาการอารมณ์ของเราแต่เป็นสิ่งที่เราร่วมรู้ร่วมทำกับผู้อื่นให้ผู้อื่นเป็นเรื่องของผู้อื่นตัวเราเองนั้นไม่มีไม่มีรถอร่อยของโลกไม่มีอัดสักไม่มีชีวิตชี ไม่มีเราไม่มีเว้นเป็นวิญญาณนะสะนิโรเทกส่วนของวิญญาณเพราะฉะนั้นคำว่าวิญญาณวิญญาณอันนี้ถ้าตั้งสมการก็ได้วิญญาณเท่ากับวิญญาณนะสะนิโรธเทนะถ้าใครแปลวิญญาณเท่ากับวิญญาณนักษัตรโดยไม่มีคำว่านิโรธเทนะให้คะแนนสูงมันจะไปเท่ากันได้ยังไงล่ะวิญญาณเท่ากับวิญญาณบวกอัสสะไม่ได้เพราะว่าถ้าคือมีอัตตะออกมาต้องนิโรธกำกับมีตัวข้านิโรธในแปลว่าตัวข้าเป็นตัวดับดับอะไรดับอรรถไม่ใช่ดับวิญญาณเพราะฉะนั้นวิญญาณเท่ากับวิญญาณทักษะนิโรธเทนะ เพราะฉะนั้นในตัวของมันเองเมื่อถอดวงเล็บออกแล้วสิ่งเหล่านั้นคูณกันตายไปหมดเหลือแต่วิญญาณเท่ากับวิญญาณสมการนี้สตพสมการที่ถูกต้องเพราะว่าอัดสักนิโรธประหารกันเกลี้ยงศูนย์ก็ถอดวงเล็บออกไอ้นั่นฆ่ากัน 0 หมดเลยเหลือวิญญาณท่านก็วิญญาณอ้าวสูตรนี้ถูกโจทก์ไม่ถูกถ้าคือวิญญาณเท่ากับ 0 หรือวิญญาณเท่ากับไม่เท่ากับวิญญาณก็ไม่ชัดแจ้งสิตอนนี้เบลอไปเบลอมาพิสูจน์กันไม่ได้สักทีเพราะฉะนั้นการพิสูจน์สมการนี้ก็คือวิญญาณเท่ากับวิญญาณนักษัตรนิโรธเทนะในลักษณะของวิญญาณนักศึกษานิโรธประหนึ่งจะสมการที่เราใช้อักษรแทนเหมือนกับตัวที่เข้าวงเล็บไว้อยู่เพราะถอดวงเล็บออกบาง ใกล้จะอัดสักตอนนี้เราชนะฆ่ากันบรรลัยเลยบวกลบคูณหารกันบรรลัยเลยสูญตายเกลี้ยงจึงเหลือวิญญาณเท่ากับวิญญาณ qed สตอสมการนี้ถูกต้องนะอันนี้ก็ใช้การอธิบายเชิงอธิบายคณิตศาสตร์ปลายๆสู่ฟังสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจโดยใช้วิธีนี้ด้วยความเข้าใจแบบนี้อธิบาย ความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้นิโรธเทนะสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริงๆเราดับเครื่องหรือเราทำ 0 หรือจิตมันปราศจากสิ่งนี้แล้วจะมีอยู่เป็นแต่เพียงธาตุรู้ธาตุรู้ของเรารู้นี่จะรู้อากาศจะรู้ดินน้ำไฟลมจะรู้ลักษณะแม้ลักษณะน้ำลักษณะน้ำลักษณะดินลักษณะลมอะไรต่างๆหรือลักษณะสั้นยาวก็เป็นเรื่องของวิญญาณรู้แต่เราไม่ได้เป็นภาพไม่ได้เป็นธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมไม่มีไฟธาตุลมไม่ได้เป็นทาสของนามรูปไม่ได้เป็นทาสของสั้นยาวหยาบละเอียดหรือดีไม่ดีไม่ได้ตกเป็นทาสดีหรือไม่ดีเป็นวิญญาณอิสระเสรีสมบูรณ์ ยาอิสระเสรีสมบูรณ์รีบตายขึ้นมาถึงสภาพอธิบายซ้อนว่าอากาศก็ดีวิญญาณก็ดีกำลังสัมพันธ์กันมันว่างมันโล่งแล้วมันเป็นลักษณะอย่างนี้เป็นวิญญาณสะอาดประภัสสรเพราะงั้นพูดใดที่เกิดแจ้งจนถึงขั้นวิญญาณวิญญาณจะนะออกขนาดนี้นี่แหละแล้วก็ยังไม่เกิดอนัตตสัญญาในอัตรานั้นให้อัตราท่านอายตนะออกป่านนี้ยังหลงตนตอนนี้ในวงเล็บเป็นพรหมศักดิ์อยู่ยังติดยึดในภูมิรู้ในวงและวิญญาณโดยไม่รู้ตัวยังมีลูกจิตยังดับไม่เป็นวางไม่สนิทหรือยังไม่ปล่อย ชนะแล้วอุทาส่วนนี้จิตยังมีเศษอาพาธโดยไม่รู้ในอาพาธผู้นั้นก็จะเหน็ดเหนื่อยมานะในวงเล็บเจ้าลูกจิตหรืออายตนะหรืออุทานส่วนสุดท้ายนี้แหละจะเป็นสังโยชน์จะเป็นสังโยชน์ซื้อต่อต่อไปอย่างจะไม่รู้ตัวรู้ตนอยู่นั่นเองกล่าวคือจะรู้ๆๆไม่รู้ความหยุดความจบไปตะพึดตะพือพุทธาก็จะตกตะกอนเพิ่มพูนเป็นปรามาสน้ำมันในวงเล็บอัตราที่โตใหญ่เรื่อยๆไปเป็นอัตราฐานและโยกชัดๆดังนี้คือไม่จบสิ้นอัตราลงได้สภาพธรรมที่สูงสุดของศาสนาพุทธกับศาสนาเท จมหรือปรมาตมันที่มีสัจจะจบบริบูรณ์แล้วก็อยู่กับพระเจ้าเป็นพระเจ้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้าก็คือสภาพอัตราหรืออาจตามมันปรมาตมันที่ไม่รู้ว่าสิ่งนี้ที่จริงไม่มีตัวตนไม่มีเราไม่มีเขาไม่มีใครของใครไม่ใช่อะไรอะไรแต่ศาสนาเทวนิยมนั้นเขาเป็นสูงสุดก็ทำได้เลยแล้วก็ไปกับพระเจ้าหรือเปล่าก็ไปกับอัตภาพเป็น Universal So เขาก็เป็นอย่างนี้แม้จะทำให้วิญญาณสะอาดแล้วสูงสุดบริสุทธิ์เป็นจิตพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์เขาเรียกว่าพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์แล้วก็เขาก็ยังมีจิตวิญญาณนี้นิรั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive