380608 การศึกษาล้ม สังคมเหลว โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์49 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

380608 การศึกษาล้ม สังคมเหลว โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ศีรษะอโศก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ อบรมครู จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ วันนี้เราก็เป็นคาบที่สอง ที่อาตมาเทศน์หรือมาบรรยาย มาปาฐกถาก็ตาม แล้วแต่ที่จะบัญญัติภาษาขึ้นมาเรียกการกระทำชนิดใดชนิดหนึ่งกันขึ้นมา สรุปแล้วก็เป็นการบอกแจ้งหรือแจก แจกสิ่งที่ควรจะรู้ ควรจะรับทราบแก่กันและกัน เมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้พูดถึงเรื่องของความกว้าง และลึกของโลก ของมนุษย์ ที่ไม่เข้าใจความจริง ซึ่งก็ได้วิเคราะห์ ก็รู้สึกจะวิเคราะห์แล้วก็พยายามใช้ภาษา ใช้สำนวน ให้สำเนียงด้วย ก็จัดพอสมควร ผู้ใดฟังดีๆ ก็คงจะพอเข้าใจได้บ้าง ถ้าใครเห็นว่า มันมีเนื้อหา มีอะไรที่ควรจะเอาไปใช้ เอาไปฟัง ไปทบทวนอีกได้ก็ เขาอัดเท็ปไว้ เมื่อวานนี้ เขาอัดเท็ปไว้นะ อาตมาตั้งชื่อเท็ปเมื่อวานนี้เอาไว้ว่า ซึ้งซึ้งถึงแก่นสัจจะ ใครอยากได้ก็ติดต่อทางผู้ที่อัดเท็ป อัดอะไรไว้ อาตมาเทศน์ทุกม้วน เขาอัดเสียงไว้หมด แล้วก็เอาไปทำเป็นเท็ป ที่ให้ไปฟังกัน เท็ปเผยแพร่ เทศน์ที่ไหนเขาก็อัด เทศน์เมื่อไหร่เขาก็อัด คุยกันเฉยๆ บางทีเขาก็อัดไว้ ไม่ปล่อยทิ้ง แล้วเขาก็เอาไป บางทีก็เอาไปรวมๆ กัน บางทีก็เอาไปตัดส่วนนั้นส่วนนี้ บางทีก็พูดกันเป็นการติดต่อกันเป็น Series เลยยาวต่อกันไป เป็นเรื่อง หลายวันหลายม้วน สิบม้วนก็มี เป็นเรื่องกว่าจะจบ อย่างนี้เป็นต้น เขาก็เอาไปทำเผยแพร่กันมา มีเท็ปที่เทศน์เอาไว้หลายหมื่นม้วน ก็ฟังกันมาอยู่เรื่อยๆ เรื่องราวของศาสนาพุทธนั้นเป็นเรื่องที่ อาตมาอาจจะมีใครเข้าใจว่าหลงศาสนาพุทธก็แล้วแต่ ไม่ถือสา ใครจะว่าเราหลงก็ช่างเขา แต่อาตมาคิดว่าอาตมาไม่ได้หลง แต่อาตมาแน่ใจตนเองว่าเราได้ เราได้ดีที่สามารถกล้าจน สามารถที่จะ

อ่านต่อ

เป็นคนอัปปิจฉะ อัปปิจฉะนี่ภาษาบาลี หมายความว่าเป็นคนกล้าจน หรือเป็นคนมักน้อย มักน้อยไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน ขี้เกียจทำงาน มักน้อยก็คือ ไม่ต้องอยากอะไร ไม่ต้องทำอะไร ไม่ใช่ มักน้อย แปลว่า คนที่ขยันหมั่นเพียร มีความสามารถสร้างสรร มีสมรรถนะสูง แล้วก็ขยันหมั่นเพียร มีความปรารถนาดี มีอิทธิบาท คนมักน้อย นี่มีอิทธิบาท มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีความยินดีในการงาน มีความพากเพียรในการงาน มีความเอาใจใส่ในการงาน มีการพิจารณาไตร่ตรองตรวจตราแก้ไขปรับปรุงการงานให้เจริญขึ้นอยู่เรื่อยๆ เป็นคนมีอิทธิบาทอย่างแข็งแรงอย่างสมบูรณ์ สร้างสรรได้ดี มีผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพดี มีความสามารถ แต่เอาน้อยสร้างขึ้นมาแล้ว ก็แจกจ่าย เจือจานให้คนอื่นไปมากๆ ตนเองเอาน้อย เอาจากที่ตนเองใช้ด้วยเรียกว่าอัตตาหิ อัตตาโน นาโถ พึ่งตนไม่ไปเอาของคนอื่น ตนเองทำงาน ตนเองสร้างสรร สร้างสรรแล้วก็อาศัยจากสิ่งที่ตนสร้างนั่นแหละ แม้ว่าเราจะไม่ได้สร้างตรงๆ เช่น เราไม่ใช่ชาวนา แต่เราต้องกินข้าว เราก็ทำงานอื่น สร้างสรรอื่น ค่าผลผลิต หรือค่าแรงงานเหล่านั้น มันก็มีคุ้มพอ ซึ่งยุคสมัยนี้ก็ชัดเจน ใช้ธนบัตรมาแลกเปลี่ยนไปเฉยๆซึ่งที่จริง ธนบัตรมันไม่มีค่าอะไร แต่มันแทนค่าเฉยๆ มันก็กระดาษบอกตัวเลข สำหรับราคาของค่า ค่าอะไรต่างๆเท่านั้น แล้วก็ไปทดแทนกัน อย่างที่อธิบายแล้วเมื่อวานนี้ ว่าเราสร้างอะไรขึ้นมา แล้วเราก็แลกเปลี่ยนเอามา แล้วเราก็เอาไอ้ค่าอันนี้ไปแลกเปลี่ยนเอาอื่นมา มันก็เสียเวลาเอาค่า แต่มันก็ไม่เสียหรอก มันทดแทนได้ แทนที่เราจะเอาไอ้ของชิ้นนี้ไปแลกกับชิ้นนั้นโดยตรง เราก็เอาไอ้ ธนบัตรน่ะ มาเป็นตัวกลางแลกมาเท่านั้นเอง ความจริงแล้ว ธนบัตรนั้น ไม่มีค่าอะไร ถ้าใครสะสมแต่ธนบัตร คนนั้นก็คือคนไม่มีอะไร สะสมเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้าน เป็นสิบล้าน เป็นร้อยล้าน เป็นพันล้าน มีมากๆ คนนั้นก็คือคนไม่มีอะไร ถ้าไม่เอาธนบัตรนั้นไปแลกอื่นมา ธนบัตรนั้น ก็คือเศษกระดาษธรรมดา กินก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ มันไม่มีอะไร มันเอามาทดแทนออะไรอย่างที่ว่าแล้ว แกงไม่เค็ม ก็เอาไปใส่แกงก็ไม่เค็ม ไม่เกิดรสชาติอะไรขึ้นมา ปวดหงปวดหัวปวดท้อง จะเอาไปแช่น้ำ หรือไปฝนกินแก้ปวดท้องก็ไม่ได้ มันไม่มี ประโยชน์อะไร มันไม่มี ธาตุอะไรที่ดีพอที่จะมาช่วยอะไรได้เลย เพราะฉะนั้น ผู้ใดสะสม ธนบัตรไว้มากๆ เหมือนกับคนที่เขาหลง สะสม สะสมจนกระทั่งเป็น เขาเรียกกันเป็นเศรษฐี ที่จริงเป็นกระฏุมพี เศรษฐีนี่ เป็นคำดี แปลว่าผู้ประเสริฐ ผู้ประเสริฐนี่ จน ผู้ประเสริฐต้องจน เหมือนพระพุทธเจ้า นี่ ท่านมีทรัพย์ศฤงคารแล้วท่านก็ทิ้งหมด เป็นคนจน มีบาตรใบเดียว แล้วท่านประเสริฐ ท่านทำได้อย่างวิเศษ ส่วนกระฏุมพีน่ะคือคนร่ำรวย แต่คำว่ากระฎุมพีนี่ มันหยามๆ คนเขาก็ไม่ชอบ ไปเรียกคนว่ากระฎุมพี มันหมายถึงความรวย แล้วคนรวยก็คือคนเอาเปรียบเขา ถ้าไม่เอาเปรียบเขาไม่มีรวย ขอยืนยัน คนไม่เอาเปรียบเขาไม่มีรวย ยิ่งคนมีแต่เสียเปรียบเขาเรื่อยๆ ยิ่งไม่มีทางรวยแน่นอน ขนาดไม่ต้องเอาเสียเปรียบหรอก เอาเท่าทุนนี่ ก็ไม่รวยอยู่แล้วคนเรานี่ ในอัตราการดำเนินการแลกเปลี่ยนนี่ เราก็แลกเปลี่ยนเท่าทุนอย่างที่ว่านี่ มันก็ไม่รวยอยู่แล้วแหละ มันต้องเอาเปรียบจึงจะรวย เพราะฉะนั้น คนที่ชื่อว่ากระฎุมพี เขาถึงไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าเขาเป็นคนเอาเปรียบ จึงไม่ยินดีให้คนเขาเรียกว่าไอ้กระฎุมพี เขาไม่อยากให้เรียก เมื่อไม่อยากให้เรียก คนก็พยายามไม่พูดให้แสลงใจกัน ก็เลยเรียกคนรวยว่าเศรษฐีนะ เป็นผู้ประเสริฐ บอกแล้ว ผู้ประเสริฐนี่ต้องจน แต่ที่จริง จนยิ่งใหญ่นะ เป็นคนจนอย่างที่พูดตอนต้น ว่าเป็นคนจนที่เป็นคนมักน้อย เป็นคนกล้าจน เป็นคนมักน้อย สร้างสรรมาก เสียสละมาก เมื่อเสียสละคนนั้นก็ไม่รวย หรือหมดเนื้อ หมดตัว คนสองคน อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆนะ ซึ่งคนก็รู้ดี เข้าใจ มีปัญญาพอสมควร เข้าใจ แต่เสร็จแล้ว ไม่ทำตามความดี ไปทำตามความชั่วกันไปหมด เลยกลายเป็นคนชั่วกันเต็มบ้านเต็มเมือง นาย ก. กับนาย ข. สองคน ลองฟังดีๆอาตมายกตัวอย่างเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นชัด มีฝีมือเท่ากัน สมมุติคนสองคนนี่ มีฝีมือความสามารถ ความเฉลียวฉลาดความเก่งเท่ากัน เพราะฉะนั้น แต่ละคนจึงสร้างสรรได้เท่ากัน สมมุตินะ สมมุติให้เขาเท่ากัน มันจะได้ชัด มันจะได้เข้าใจง่าย นี่เป็นหลักการ วิธีการสมมุติ วิธีการ หรือเรื่องจริงก็เหมือนกัน เรื่องจริง อย่างนี้มันก็เข้าใจง่าย เรา Constant คนสองคนนี้ว่ามีความสามารถเท่ากัน เก่งเท่ากัน ขยันเท่ากัน เพราะฉะนั้น ค่าของงาน ค่าของการผลิต ค่าของความสามารถของเขา แต่ละเดือนๆ ละเดือน สมมุติว่า ค่าของงาน ค่าของสิ่งที่เขาสร้างสรร เดือนหนึ่งตกประมาณหมื่นหรือห้าหมื่นก็ได้ มันจะได้เห็น สมมุติให้มันแพงๆ สูงๆ จะได้เห็นตัวเลขที่ต่ำและสูงชัดเจน ค่าของเขาราคาประมาณค่าตัวนี่เดือนละห้าหมื่น นาย ก.นาย ข. เท่ากัน แต่นาย ก. กะนาย ข. นี่มีรสนิยม มีค่านิยม มีความคิดนึกต่างกัน ทวนกระแสกัน คนหนึ่งเป็นโลกียบุคคล อีกคนหนึ่งเป็นโลกุตรบุคคล นาย ก. เป็นโลกุตรบุคคล นาย ข. เป็นโลกียบุคคล เหมือนคนโลกๆ ทุนนิยมทั่วไป ได้ห้าหมื่น เขาก็เก็บสะสม กล้ารวยไม่กล้าจนนี่คนนี้ นอกจากนั้นไม่พอ วิธีการของสังคมมีอีก ห้าหมื่นก็เอาไปออกดอก เอาไปลงทุนนั่น เอาไปให้กู้ เอา เอาไปอะไร รีดนาทาเร้นมาอีกเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น เงินจะงอกจะเงย จะร่ำจะรวย ได้เงินมาอีกมากมาย นาย ข.นะ แบบทุนนิยมอย่างคนโลกๆ ขอยืนยัน ขอบอกชัดๆ เหมือนพวกคุณนั่นแหละ อย่าหาว่าว่านะ มีรสนิยมอย่างนี้ มีค่านิยมอย่างนี้ มีความคิดอย่างนี้ มีความเห็นอย่างนี้ แล้วปฏิบัติอย่างนี้โดยไม่นึกว่าเป็นความเลวอะไร นาย ข. ทำอยู่ คนทั้งโลกทำอยู่ ระบบทุนนิยมทำอย่างนี้ ส่วนนาย ก. นี้มีค่านิยมคนละอย่าง ได้มาห้าหมื่น มักน้อย อัปปิจฉะ หัดละกิเลส ไม่เสพย์ ไม่บำเรอ จนกระทั่งไม่ติด ไม่มีกามคุณ 5 ไม่หลงใหลทรัพย์ศฤงคาร บ้านช่องเรือนชานมักน้อยอยู่บ้านเล็กๆ หลังเล็กๆ มันจะได้ถูได้ง่ายๆสบายๆ นอนก็แค่กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก ก็สบายนอนแล้ว ไม่ใช่นอนแล้วต้องพลิกดิ้นไป โอ้โห! นอนห้องนอน ต้องกว้างขนาดโน้น แล้วพลิกไปทั่วหรือเปล่าล่ะ คืนหนึ่งน่ะนอนน่ะ ก็ไอ้แค่นอนกันอยู่ตรงนั้นน่ะ อย่างดีก็ดิ้นอยู่ตรงนั้นไปเท่าไหร่กัน ถ้าฝึกปรือดีๆ แล้วก็ไม่ต้องดิ้นด้วย ก็นอนอยู่แค่นั้นก็เรียบร้อย สงบ พักผ่อน ตื่นเช้าขึ้นมาก็เรียบร้อย เก็บปัดเช็ดถูอะไรก็เรียบร้อย ไม่หนักไม่เหนื่อย นี่ แหม ทำซะใหญ่ เช็ดปัดก็ยาก เมื่อย คือ สร้างเรื่องโง่ๆ ให้แก่ตัวเองทั้งนั้นน่ะ ต้องมีบ้านหลังใหญ่ๆ ต้องมีไอ้โน่นไอ้นี่ ทำไม่ไหว ต้องไปจ้างคนมาอีก ก็เป็นขี้ข้าคนใช้ คนใช้นี่เขาเป็นนายนะ ทุกวันนี้นี่ระบบทุนนิยมนี่ไปสร้างบ้านใหญ่ๆข้าวของมีโน่นมีนี่เยอะแยะ ทำไม่ไหว ไปจ้างคนมา แล้วตัวเองไม่อยู่หรอก ต้องไปซอกๆๆๆ ไปหาเงินมาบำรุงบำเรอไอ้บ้านไอ้เรือนแล้วก็ไอ้คนใช้นั่นแหละ ไอ้คนใช้มันก็อยู่ทั้งวันทั้งคืนเลยนะ มันอาศัยอยู่หมดเลย มันใช้หมดเลยนะ คนใช้คือคนได้ใช้ ไอ้คนรับใช้ก็คือคนไปหาเงินซอกๆๆ แต่ทำตัวเป็นนายเต๊ะเลยนะ แต่เปล่าหรอก ไม่ได้ใช้ของนั้น น่ะใช้น้อย ถึงเวลากว่าจะได้มานอน ก็รีบนอนรีบตื่น ไปแล้วไม่ทันการ ต้องไปหาเงิน เพื่อเอามาประเคนให้คนใช้ เขาเป็นผู้ใช้ต้องหาเงินมาให้เขา แล้วเขาก็อาศัยอยู่กินนอนหลับ ใช้ร่มใช้เงาใช้บ้านใช้เรือน เขาเป็นคนรับ เป็นคนเสพย์ เป็นคนเสวย ตัวเองไม่ค่อยอยู่ ซอกๆๆไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรอก ตะลอนๆ นี่คือสภาพจริง แต่เขาคิดไม่ถึง เอาล่ะ ประเดี๋ยวก็จะขยายความแทรก ประเดี๋ยวก็ออกนอกประเด็น เข้าประเด็นตรงนี้ นาย ก. มีความคิดอย่างโลกุตระ มักน้อย มีน้อย กินน้อย ตัวเองลดละ ไม่ได้เสพย์ไม่ได้บำเรออะไร กินแค่นี้ก็พอ ยิ่งธรรมดากินวันละหนึ่งมื้อก็ได้ เสื้อผ้าหน้าแพร ก็ไม่กี่ชุด ไม่ต้องไปอวด ไปอ้างใคร แต่สมรรถภาพไม่ได้ลด ก็ได้ ไม่ได้ไปเอาเงินงอกเงินเงิยอะไรหรอก ดีไม่ดีห้าหมื่นได้มาก็เอาไปแจกจ่ายเจือจานเสียสละเผื่อแผ่ เอาไปทาน ไปบริจาค ไปให้คนที่มีประโยชน์คุณค่าเอาไปทำ ตัวเองก็ไม่สะสม อปัจจยะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ ไม่สะสม สันโดษ พอ กินมื้อหนึ่งก็พอ เงินเหลือห้าบาท สิบบาทก็พอ ได้มาเดือนละห้าหมื่นก็เอากินพอใช้ เราใช้ประมาณเดือนละสามร้อย ห้าร้อยพอ เงินนอกนั้นก็เอาไปใช้จ่าย ทำทานบริจาคให้แก่ประโยชน์คนอื่น อะไรต่ออะไร ตนเองก็เท่านี้พอจริงๆ ห้าปีผ่านไป สิบปีผ่านไป ยี่สิบปีผ่านไป นาย ก. จะรวยมั้ย? รวยมั้ย? ไม่รวย เพราะเขาไม่สะสม ไม่กอบโกย ไม่ไปขูดรีดนาทาเร้นใครมา มีแต่เสียสละเอาไปแจกจ่ายเจือจานสร้างสรร เอา! ไปบริจาคช่วยเหลือเฟือฟายมนุษย์คนอื่น แน่นอน อีกสิบปี ยี่สิบปี นาย ก. ก็ไม่รวย ส่วนนาย ข. นี่จะรวยมั้ย? รวยแน่นอน ห้าปี สิบปี ยี่สิบปี อาจจะมีหลายล้าน สิบล้าน ยี่สิบล้าน เพราะฉะนั้น อีกยี่สิบปี สามสิบปีมา เอานาย ก. กับนาย ข. มานั่งอยู่นี่สองคน คุณจะกราบใคร? (คนฟังหัวเราะ) ทำไมไปกราบคนจน อ้าว! คนฟัง : กราบความดี (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) พ่อท่าน : เอาละ อาตมาถึงบอกว่า ยกตัวอย่างให้คุณฟันี่ คุณรู้ทั้งนั้นน่ะ แล้วความจริงทุกวันนี้ โลกทุกวันนี้ คนกราบคนรวย หรือกราบคนจน บ้าหรือเปล่า เมาหรือเปล่า แม้ตัวคุณเองนั่นน่ะ จริงๆแล้ว เจอคนจนกับคนรวยสองคนนี่ คุณจะกราบใคร? แน่! ทำฉลาดนะ ทำฉลาด (พ่อท่านหัวเราะ) ทำฉลาด แต่ความจริงแล้วโดยเผินๆ แล้วนี่ กราบคนรวยก่อนใช่มั้ย? คนจนยังไม่กราบหรอก ที่พูดเมื่อกี้นี้ ทำลึก ทำเป็นว่าลึกดูพื้นฐานก่อน ก็เวลาเจอกัน แล้วจะไปสอบทานได้ยังไง กราบคนรวยก่อน อย่าไปพูดหน่อยเลยน่า (คนฟังหัวเราะ) พอเจอปั๊บ เจอหน้าไอ้คนนี้ โอ้โห ! เพชรพราวอะไรต่ออะไร เต๊ะท่ามาอย่างนี้ คนนี้ก็กระจอกมาอย่างนี้ กราบคนรวยก่อนเชื่อเถอะน่า ไอ้นั่นมันพูดลึกก็เอาล่ะ แล้วไปเถอะ ไอ้อย่างนั้นน่ะ ไอ้ความลึก แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ นี่คือความจริง สังคมที่อาตมายกให้ฟัง เสร็จแล้วก็เมามาย ไม่ค่อยเข้าใจกัน ถ้าคนเราลึกซึ้งจริงๆแล้วก็เป็นคนยืนหยัดยืนยัน ไปง้องงอน ทำไมคนร่ำรวยนะ ไม่ต้องไปทำว่า เอ๊ย! ก็ต้องคนรวยนี่ ไม่ต้องไปกราบมันก่อน ถ้าจะพูดอย่างที่คุณพูดนะ เดี๋ยวต้องขอสอบทานดูก่อน ไม่รู้จัก ถ้ายิ่งรู้จัก จริงๆแล้ว ไม่ กราบเอ็งเลยแหละ แล้วมันจริงหรือเปล่าละ แหม อยากรู้จังเลย ไม่จริงหรอก อ่อนเป็นขี้ผึ้ง ทั้งที่รู้ไอ้นี่มันขูดรีด ไอ้นี่มันโกงด้วยซ้ำ ก็ยังยอมมัน ซูฮกมันในสังคม นี่ละเป็นสังคมที่ล้มเหลว เป็นสังคมที่ไปไม่รอด เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่มาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่รู้สัจจะแล้วก็ฝึกฝนจริงๆ เป็นคนที่จะต้องรู้จักแก่นสาระของชีวิต ทำชีวิตให้เจริญ เจริญอย่างที่เป็นอย่างนี้ละ พระพุทธเจ้าให้ตรวจสอบเลย หลักตรวจสอบธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า จะเป็นฆราวาส หรือเป็นพระก็ตาม ถ้าปฏิบัติแล้ว 1.วิราคะ จะต้องลดละหน่าย คลาย คือกิเลสลดโลภ ลดโกรธ ความโกรธน้อย ความโลภน้อยลงจริงๆ หลักจริงๆ กิเลสก็คือโลภ โกรธ หลง นั่นแหละ คิดว่าพวกเราก็คงรู้กันทุกคน ความโลภเป็นอาการอย่างไร? ต้องอ่าน ต้องอ่านชีวิตของมนุษย์ที่ประเสริฐนี่จะต้องเรียนรู้ความโลภ อ๋อ! อาการโลภเป็นอย่างนี้ มันอยู่ในตัวเรานี่แหละ มันไม่ได้อยู่ที่หัว เวลามันโลภ เวลามันโกรธ มันไม่ได้อยู่ที่หัว ไม่ได้อยู่ที่มือ ไม่ได้อยู่ที่เท้าหรอก แต่มันอยู่ในร่างกายเรานี่แหละ ร่างกายเราเหมือนกับแท่งทดลอง เหมือนหลอดแก้ว เหมือน Test tube ที่มี Subject มีเครื่องจะพิสูจน์อยู่ในนั้นเสร็จ ก็คือ จิตวิญญาณอยู่ในนี้ เป็นตัว Medium เป็นตัว Subject ที่เราจะต้องพิสูจน์มันว่าจิตวิญญาณคืออันนี้ จิตวิญญาณนี่แหละ มีกิเลสอยู่ในจิตวิญญาณนี่ เราต้องอ่านอาการของมัน เรียกว่ารู้รูปรู้นาม สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป ตัวนามคือจิตวิญญาณเป็นตัวธาตุรู้ เป็นญาณ เป็นปัญญา รู้ว่า อ๋อ! อาการจิตเรานี่ กำลังมีความโกรธ อาการจิตของเราโกรธ มันเป็นอย่างนี้น่ะ ลองนึกดูซิ ลองนึกดูว่าเราเคยรู้สึกมั้ยว่า อ๋อ! อาการโกรธมันเป็นอย่างนี้ มันโกรธแล้วมัน โอ้โฮ!มันเร่าๆร้อนๆ มันวุ่นวาย มันไม่สุขละ มันทุกข์ มันเป็นอย่างนี้เอง แม้แต่โลภ ก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่ได้สมโลภ อยากได้ไอ้โน่น อยากได้ไอ้นี่ อยากเอาไอ้นั่น ยิ่งอยากแรงเท่าไหร่ มันยิ่งร้อนเท่านั้น มันไม่สุขหรอก มันทุกข์ อ่านอาการเหล่านี้ เรียกว่ารู้รูปนาม จิตของเรานี่ มันเป็นตัวปัญญาในตัว จิตของเราที่เป็นปัญญา หรือเป็นญาณรู้อาการของจิตของเราเอง ที่จริง กิเลสกับจิตมันเหมือนกัน มันอยู่ด้วยกัน มันหลอกเรามานานแล้ว แต่ความจริง กิเลสไม่ใช่เรา กิเลสนี่พระพุทธเจ้าเรียกมันว่าอาคันตุกะ เรียกว่าแขกไม่ใช่เจ้าของบ้าน จิตเราเป็นเจ้าของบ้าน แต่กิเลสนั้นเป็นแขก เราจัดการไล่แขกออกจากบ้าน หรือฆ่าให้แขกตาย ยิ่งไล่แขกออกไม่ให้แขกมันมาเยือนเลย ไม่ให้แขกมันเข้าบ้านเราเลย ให้มีแต่จิตแท้ๆเป็นเจ้าเรือน นั่นละ เราจะสมบูรณ์ พระอรหันต์เจ้าไม่มีแขก ไม่มีกิเลส พระอรหันต์เจ้า ไล่แขก หรือฆ่าแขกตาย จนกระทั่ง แขกไม่กล้าเข้ามาในบ้านอีก พระอรหันต์ เพราะฉะนั้น เราเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า นี่คือต้องเรียนอ่านอาการของจิต วันนี้ฟังหน่อยนะ อาตมาพูดถึงเนื้อเมื่อวานนี้ พูดรอบกว้าง รอบลึก เกี่ยวกับโลก โลกาวินาศ โลกานุวัตร โลกาภิวัตน์อะไรไป วันนี้เจาะลึกลงมาหา เรียกว่าปรมัตถ์ เรียกว่าสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ศาสนาพุทธนี่เนื้อมันอยู่ตรงนี้ เราต้องอ่านอาการมันให้ออก เมื่ออ่านออกแล้ว เราจะทำยังไงละให้มันลด เมื่อรู้ว่า โอ้โฮ! อาการโกรธมันเป็นอย่างนี้นะ มันทุกข์ นี่เรียกว่า รู้อริยสัจแล้ว เห็นทุกข์ เห็นอาการของทุกข์ แล้วเหตุของทุกข์ สมุทัยก็คือ อาการโกรธนั่นแหละ อาการโลภนั่นแหละ คือเหตุของทุกข์ แล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าไง อาการเหตุของทุกข์ ผู้ใดเคยเรียนมา นักธรรมตรี โท เอกอะไรก็แล้วแต่ หรือเปรียญอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องปหานตัพพา ฆ่ามัน นี่ อริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าก็สอนหัวใจศาสนา ก็สอนอยู่อย่างนี้ ฆ่ามัน หรือทำลายให้มันละหน่ายคลาย วิราคะนั่นน่ะ หลักแปดหลัก วิราคะ วิสังโยค อปัจจยะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ วิริยารัมภะ สุภรตา นี่ 8 หลัก นี่ภาษาบาลีแต่ละคำ แต่ละคำนี่ก็บอกความหมาย คำที่หนึ่งที่อาตมาพูดแล้วนี่ ต้องลดละจางคลาย ลดละจางคลายอะไร ลดละจางคลายกิเลสอย่างที่อาตมากำลังอธิบายนัยละเอียดเสริมลงไปนี่ ให้มันลดความโกรธ ลดความโลภ ลดความหลง ลดกาม ลดพยาบาท ลดความเบียดเบียน ใจเราไปเบียดเบียนใคร ไปเอาเปรียบเอารัดใคร อย่าให้มันมีอาการเช่นนั้น มันเป็นบาป มันเป็นหนี้ นี่วิราคะ เราได้ดีขึ้นมาลดแล้ว ทีนี้ เราก็จะต้องเรียนรู้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกว่า แม้จะได้ดี เช่นว่า เรามีสมรรถภาพสูงเหมือนอย่างที่ยกตัวอย่าง นาย ก. นาย ข. นี่นะ เราสามารถสร้างสรรได้สูง ได้มาก ได้มาย ก็อย่าไปติดไปยึด อย่าไปผูกมัดรัดรึง อย่าไปหลงว่าเป็นเราเป็นของเรา นี่ก็เงินของเรา นี่ก็บ้านของเรา นี่ก็ลูกของเรา นี่ก็เมียของเรา อาจจะสูงไปหน่อย ลูกของเรา เมียของเรานี่นะ สุดท้ายนี่ แม้แต่ร่างกายนี่ ก็ตัวตนของเรา สูงลิบขึ้นไปกว่านั้น คุณค่าความดี อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่มีคุณค่า ความดี ที่ท่านประพฤติ ท่านทำเองของท่าน เป็นคุณค่าความดีของท่าน แต่ เราก็ไม่หลงยึดคุณค่าความดีนี้เป็นเราเป็นของเรา นั่นสูงสุดเลย ท่านมีคุณค่าความดีมากที่สุดแต่ท่านไม่หลง อันนี้ นี่เป็นความไม่ผูกมัดรัดรึง วิสังโยค ต้องไม่ผูกมัดรัดรึงได้สุดยอดถึงปานนี้ เอาละ นี่อาตมาพูดให้มันจบ ให้มันถึงด้วยหลักสูตรที่สูงครบให้ฟังเท่านั้นเอง แต่การปฏิบัติต้องไต่ขั้นมาตามลำดับๆ อะไรที่ไม่ควรยึดไม่ควรที่จะผูกมัดรัดรึง ก็ปล่อยมันซะ เลิกมันซะ ทิ้งมันไปตามลำดับๆ หรือสะลออกตามลำดับ จนกลายเป็นคนไม่ สะสม ว่าไง นั่นละ วิเศษกว่าประเสริฐ สุดยอด คุณพูดนี่นะ คุณยังไม่เข้าใจความซับซ้อน อธิบายว่า นาย ข. นี่พฤติกรรม ของนาย ข.ได้มามากๆ นั่นเป็นวิธีการฉ้อฉล ซับซ้อนของทุนนิยม มันเอาไปออกกดอก ถ้านาย ข.ไปออกดอกอย่างนาย ก.ก็จะเหมือนกันใช่มั้ย หรือไปหาวิธีการโลภโมโทสันขูดรีด เอาเปรียบมาก็จะเหมือนกันใช่มั้ย แต่ไปอวดอ้างออกอากาศออกโทรทัศน์จ่ายทีละล้านๆ เขาหมดตัวมั้ย?ไม่หมดหรอก เขายิ่งได้ซับซ้อน อวดอ้างซับซ้อนอีกว่า ฉันบริจาค แล้วก็ดูก้อนใหญ่ก้อนโต ที่จริงมันเหยื่อล่อเหยื่อ เอาปลาซิวไปตกปลากระพง ซับซ้อนขึ้นอีก เป็นวิธีการของทุนนิยม ฉ้อฉล ยิ่งเลวชัด เพราะว่าเลวที่มีวิธีฉ้อฉลมาสอนคนให้คนหลง คนก็เลยหลงค่า เหมือนอย่างคุณกำลังงงๆ หรืออาจจะหลงตามเขานี่แหละ เห็นว่า นาย ข. นี่วิเศษ นี่ละกลวิธีทุนนิยม ที่ซับซ้อนและเลว เลวหนักขึ้นทุกที ยิ่งล่อ ยิ่งเอาเปรียบ เอารัดยิ่งพรางลวงคนอื่น ได้มามาก ได้เปรียบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเลวมากใช่มั้ย นั่นแหละคือ ระบบอย่างนาย ข.ซึ่งโลกทุนนิยมเขาทำกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วน นาย ก.นั้นเขามีทุนน้อย แน่นอน เขาไม่ได้มีซับซ้อนเลย เขาไม่ได้ไปทำชั่ว นี่หลอกล่อเอาเพิ่มมาๆ เขาก็บริสุทธิ์สะอาดๆยิ่งขึ้น ยิ่งสละได้ยิ่งจริงยิ่งขึ่น แต่ถ้าเขาไปทำอย่างนี้บ้าง เขาก็จะได้อย่างนี้เหมือนกัน แต่เขาไม่ทำ เพราะฉะนั้น เขาไม่มีความแปดเปื้อนมาเลย มีแต่ความสะอาดสดๆ ยากกว่า กล้าจนยากกว่ากล้ารวย นี่ความซับซ้อน ถ้าคิดค่าบุญค่าบาป อาตมาเคยสอนค่าบุญค่าบาปเยอะ แต่ว่า วันนี้คงไม่ได้พูดถึงขนาดนั้น ต้องเรียนรู้มีพื้นฐานไปเยอะๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ เรื่องระบบของพระพุทธเจ้า หรือ วิชาการของพระพุทธเจ้าของพุทธนี่ มีราคาบุญ ราคาบาปที่ซับซ้อนต่างกันอีกเยอะ ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ เช่น ว่า พระนี่นะ กินข้าวที่เขาบริจาคมาให้ก้อนหนึ่งเท่านี้ คุณเอาข้าวมาถวายพระ ค่าของบุญคุณได้มากกว่าคุณเอาข้าวก้อนนี้ไปให้หมาตัวหนึ่งกิน ก้อนเท่ากันนี้นี่นะ ข้าวเหมือนกัน ข้าวก้อนเดียวกัน นี่เอาให้พระคุณได้บุญมากกว่าเอาไปให้หมากิน นี่พอเข้าใจนะ ใช่มั้ย ฉันเดียวกัน ถ้าพระกินข้าวของชาวบ้านก้อนเท่านี้นี่ พระทำพฤติกรรมเดียวกันกับหมาทำ บาปมากกว่าหมาอีก อีกหลายเท่าตัวเข้าใจมั้ย นี่ค่าของบุญ ของบาป มันต่างกันอย่างนี้ เห็นมั้ย ทั้งๆที่เท่ากันเหมือนกันนี่ แต่บาปมันมากกว่ากัน บุญมันก็มากกว่ากัน เห็นมั้ย อย่างนี้ นี่มันมีรายละเอียดอีกเยอะนะ เอ้า! เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายที่ตั้งใจมันจะได้ครบ มันยิ่งยากอยู่ด้วยเรื่องปรมัตถ์เรื่องของพฤติกรรมทางจิตนี่นะ เพราะฉะนั้น จิตผู้ใด ถ้าเผื่อว่าได้เรียนรู้ อารมณ์โลภ โกรธ หลง แล้วก็ลดละ จางคลายลงไปเรื่อย แล้วก็ไม่ผูกมัดรัดรึง ไม่ติดยึด สะสม กอบโกยได้ วิราคะ วิสังโยค นี่ก็คือ ไม่ผูกมัดรัดรึง หัดสละออกซะบ้าง อย่าผูกอย่ายึด อย่ากอบอย่าโกย อปัจจยะ ต่อลงไปอีก ข้อที่สามไม่สะสม เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีวิธีไม่สะสมได้ แต่เราก็ไม่ยากจน เราก็ ไม่เดือดร้อน มันซับซ้อนนะ กว่าจะมาเป็นคนที่ทำมาหาได้มากมาย แล้วก็แจกจ่ายคนอื่นไป ไม่สะสมไว้ ไม่สะสมไว้ เขาไปแปลธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ซับซ้อน แล้วก็ขัดแย้งกันไปหมด ไปแปลเอาหัวใจเศรษฐี จะต้องสะสม จะต้องสะสมอารักขนาสัมปทาจะต้องสะสม ไอ้นี่ล่ะ แปลผิดหมด ถ้าแปลอารักนาสัมปทา แปลว่าถึงพร้อมด้วยการสะสม หรือการเก็บหอมรอมริบอะไรนี่ เขาก็แปลกัน นั่นละ จะยกตัวเองเป็นเศรษฐี ก็แปลว่า เอ้า!รู้จักรักษาของ แล้วก็แปลรักษาของนี่ แปลว่าสะสม ถ้าเช่นนั้นน่ะหมอที่รักษาโรคก็คือ สะสมโรคไว้มากๆ ใช่มั้ย จะได้เป็นเศรษฐี ใช่มั้ย รักษาน่ะ หมอรักษาโรคก็คือถนอมรักษาโรคนี่ให้งอกงามไว้ รักษาโรคให้เป็นมะเร็ง โตๆ พุๆ พองๆ มากๆใช่มั้ย มันไม่ใช่ รักษาคือทำให้ดีงาม ดีคืออะไร นี่นัยของกุศล อกุศลนี่จะต้องลึกซึ้ง นี่ล่ะแปลภาษาบาลี แล้วก็แปลไปตามความไม่เข้าใจ เลยกลายเป็นขัดแย้ง นี่ขัดแย้งกับอัปปิจฉะแล้ว ขัดแย้งกับสันตุฏฐิ ขัดแย้งกับอปัจจยะ ขัดแย้งกับการไม่ให้สะสม พระพุทธเจ้าไม่ให้สะสมก็พอรู้ๆกันอยู่นะ พระพุทธเจ้าสอนให้ใครมาบวช หรือใครมาปฏิบัติฦธรรมแล้วไป สะสม ไปโลภมากกอบโกย มีมากๆๆๆ มันถูกทางมั้ย ก็คิดว่าพวกเรา แม้จะไม่ได้ศึกษาธรรมะมากเท่าไหร่ ก็รู้กันอยู่แล้ว เพราะว่าพวกเราเป็นพุทธมาแต่อ้อนแต่ออก ปู่ย่าตาทวด หรือว่าสายเลือดของพระพุทธเจ้ามันอยู่ในเมืองไทยนี่ เยอะแยะ สะสมกอบโกย มันจะไปถูกเรื่องที่ไหน ใช่มั้ย มันไม่ถูกทางเจริญของพุทธ ของพุทธน่ะ ไม่สะสม อปัจจยะ ไม่สะสม ทั้งวัตถุทรัพย์ ทั้งกิเลส ไม่สะสมมันทั้งนั้นน่ะ หรือพฤติกรรมที่มันไม่ดีก็ไม่สะสมไว้ เรากระด้างอย่างนี้ เราก็เลยสะสมความกระด้าง เราหยาบคายก็สะสมความหยาบคาย เราเลว เราเป็นคนไม่เอาถ่านอย่างไหน ก็แล้วแต่เถอะ แล้วเราก็สะสมสิ่งเหล่านั้น มันไม่ถูกยังไง มันต้องเลิกสะสมความไม่ดี มันก็เลย ต้องสะสมความดี นี่มันมีตัวสำคัญอยู่อีก เราทำอะไรซ้ำๆซากๆ เราทำอะไรบ่อยๆ มันก็เป็นอันนั้น เพราะฉะนั้น เราต้องหยุดในกรรมวิธี เรียกว่ากายกรรม วจีกรรม ก็ตาม หยุดระงับ แล้วรู้ด้วยปัญญาซ้อนลงไปว่า มันไม่ดีแล้ว เราเลิก เลิกได้เราก็ค่อยๆเลิก แล้วค่อยๆไม่ชำนาญ ค่อยๆไม่เป็น จนกระทั่งทำไม่เป็นเลยในเรื่องของที่เคยทำชั่ว เคยทำไม่ดี ทำไม่เป็นเลย นั่นแหละยิ่งดีใหญ่ ส่วนดีที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ หัดให้มันชำนาญน่ะ ให้มันซ้ำๆๆ ซ้ำๆซากๆ ซ้ำๆซากๆ นี่แหละ เหมือนกับอย่างพวก เรามาที่นี่ ก็ถูกจับซ้ำซากอันไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ดี หัดทำซ้ำซากในสิ่งที่ดี พหุลีกัมมัง ทำให้มากๆ มันก็จะแข็งแรง จนกระทั่งเป็นเอง เรียกว่าตถตา เรียกว่าเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเอง เป็นปกติเลย แม้แต่ไม่ได้ตั้งสติ เอ๊อ! มันก็ดีเอง ดีอย่างติดตัวติดตน ดีอย่างเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปควบคุมมันก็เป็นตัวดี ส่วนดีน่ะมันทำไม่เป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำยังไงมันก็ทำไม่ออก อย่างนี้มันถึงจเรียกว่าเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา อย่างนี้เป็นต้นนะ นี่ลักษณะของธรรมะนี่อาตมาก็คงจะขยายให้มันจบ ทะลุไปหมดทั้งหัวทั้งหัวข้ออันนั้น หัวข้ออันนี้ก็คงยากนะ เพราะว่าเวลาเราก็มีเท่านี้ ก็ขออธิบายพอเป็นตัวอย่าง ก็อยากจะแนะนำหรือว่า ที่จริงก็เคยได้รู้มาบ้างหรอกนะ อาตมาคิดว่า พวกเราก็คงได้ร้มากันมากแล้วล่ะ อยากจะแนะนำให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ ว่าศาสนาพระพุทธเจ้านั้นสอนเรานี่ ก็คือเราต้องเกิดมาศึกษา เป็นพุทธศาสนิกเกิดมานี่ต้องศึกษา ศึกษาอะไร? การศึกษาของพระพุทธเจ้ามีอยู่สามแค่นั้นน่ะ ไตรสิกขา มี การศึกษาสาม ศีล สมาธิ ปัญญา มีเท่านี้ เท่านี้แหละเป็นพระอรหันต์ เท่านี้แหละ ประเสริฐสุด การศึกษาของพุทธนี่ มีการศึกษาสามเท่านี้ แต่สามเท่านี้นี่แหละยิ่งใหญ่ ในโลกนี้ ขาดการศึกษาสามนี้ ไปเรียนรู้แต่ตัวเดียว และไปหลงผิดด้วย คือไปเรียนรู้ การศึกษาสาม มีศีล สมาธิ ปัญญา ในโรงเรียนมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ เรื่องศีลตัดทิ้ง เรื่องสมาธิก็ตัดทิ้ง เรียนเรื่องปัญญาอย่างเดียว ใช่มั้ย? แล้วเรื่องปัญญาก็หลงผ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน