380705 บุญนิยมไร้พรมแดน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.docx
เนื้อหาในไฟล์
380705 บุญนิยมไร้พรมแดน โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2538
เนื่องในงานรามบูชาอาสาฬหะครั้งที่ 15
ห้องประชุม เอ.ดี...1 ม.ณ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ผู้ที่ขึ้นเวทีขึ้นมาแล้ว กล่าวอยู่คำหนึ่งว่า มองลงไปข้างล่าง ไม่เห็นอะไรเลย ก็จริง! เพราะว่าแสงไฟสาดขึ้นมาข้างบน พวกอยู่ข้างบนนี้มองลงไปข้างล่างก็ทวนแสง มองไม่เห็นใครสักคน เห็นแต่เงาตะคุ่มๆ เท่านั้น ก็ไม่เป็นไร ไม่เห็นก็พูดไปทั้งๆที่ไม่เห็นก็ได้ คนแสดงก็แสดงทั้งๆที่ไม่เห็นก็ได้ แต่ถ้าเผื่อว่าเห็นด้วย มันก็มีกระแสตอบรับ มันก็รู้สึกว่าเราก็จะได้แสดงกับผู้ที่มีคนดูอยู่ ก็คงค่อยยั่งชั่วขึ้น ในเวลามีประมาณแล้วแต่ว่าจะเป็นชั่วโมง หรือชั่วโมงกว่าในช่วงนี้ อาตมาก็จะใช้เวลาอันนี้ เพื่ออธิบายสารัตถะของชีวิต ของสังคม หรือของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ ตามที่อาตมาเห็น อาตมาเข้าใจ ที่อาตมาเห็น อาตมาเข้าใจนั้น ก็ได้ความรู้ ความเห็นเหล่านั้นมาจากการปฏิบัติธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรื่องนี้ อาตมาเป็นผู้ตั้งชื่อขึ้นมาเอง โดยเฉพาะคำว่า "บุญนิยม" อาตมาตั้งชื่อขึ้นมาในคำนั้น เจตนานั้นก็คือ ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะให้เทียบเคียงกับกับคำว่า "ทุนนิยม" โดยตรงเลยทีเดียว เจตนา คำว่า ทุนนิยมนั้น ในสังคมของเรา ผู้รู้หรือนักวิชาการ หรือผู้ศึกษาอะไรกันอยู่ ก็จะเข้าใจ "ศัพท์" คำว่า ทุนนิยมนี้กันได้ดี หรือประชาชนทั่วไปก็เข้าใจกันดีอยู่ ว่ามีลักษณะอย่างไร ทุนนิยม ก็คือ ระบบที่ตั้งหน้าตั้งตา เพื่อที่จะทำงานในระบบแลกเปลี่ยน ในการแลกเปลี่ยนนั้น ทุกคนมุ่งมาด ปรารถนา เพื่อที่จะให้ได้กำไร หรือได้เปรียบให้มากที่สุด เท่าที่จะกระทำได้ โดยความหมายทางคุณธรรม ก็หมายความว่า จะต้องทำให้สุจริต หรือมีคุณค่าในก
อ่านต่อ
ารที่จะไม่โหดร้าย จะไม่โหดร้าย แต่เมื่อมองในแง่ของ "บุญนิยม" ในแง่ของนักปฏิบัติธรรม ที่มีจิตวิญญาณได้รับการขัดเกลา ความโลภ โลภ โกรธ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลงไปแล้วจริงๆนี่ จนกระทั่ง มีความเห็นแก่ตัวน้อยลงๆ จนถึงจุดสูงสุด ก็เป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่ตัวเรา นี่เป็นความหมายธรรมดาๆ ของจุดมุ่งหมายของนักปฏิบัติธรรม ทุกๆศาสนามีเป้าหมายอันนี้ทั้งนั้น ส่วนในศาสนาพุทธนั้น อาตมาก็เห็นว่า เป็นศาสนาที่มีระบบวิธีหรือทฤษฎีหลัก ทฤษฎีอริยสัจ 4 หรือมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าที่เป็นทฤษฎียิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิบัติแล้ว จะได้รับผลขัดเกลาความเห็นแก่ตัวออก เป็นผู้ลดความเห็นแก่ตัวลงไปได้ มีกรรมวิธีอาตมาคงจะขยายความทั้งหมดของทฤษฎีหลักของพระพุทธเจ้า ในเวลาน้อยนิดนี้ไม่ได้ แต่ก็ต้องอธิบายบ้าง ถึงอธิบายบ้าง คงจะต้องอาศัยผู้ที่มีพื้นฐานนั่นแหละ ถึงจะรู้เรื่องได้มากหน่อย ส่วนผู้ไม่มีพื้นฐาน ก็คงจะยากหน่อยก็ขออภัย ชื่อเรื่อง ทางด้านนักศึกษา ตั้งให้อาตมานั้น ก็เอา คำว่า "บุญนิยม" ที่อาตมาได้กล่าวแล้ว คำๆนี้ อาตมาเป็นผู้ตั้งขึ้นมา แล้วเอามาผนวกกับภาษาของสมัยใหม่นี้ คือคำว่า สังคมไร้พรมแดน เอาคำว่าสังคมไร้พรมแดน นั้นมาเข้ากับคำว่า "บุญนิย" เพราะฉะนั้น จะต้องอธิบายในหัวข้อ หรือในชื่อ ตามชื่อเรื่องที่กำหนดมานี้พอสมควร คำว่า "บุญนิยม" นั้น อาตมาจะขอขยายตอนหลัง ตอนนี้ก็พูดถึงคำว่า "ไร้พรมแดน" กันเสียก่อน ในสังคมไร้พรมแดน ทุกวันนี้ ทุกคนก็คงพอเข้าใจ เพราะว่าเป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายอยู่แล้ว คือเป็นสังคมที่มีการเชื่อมโยงกัน มีการติดต่อกัน มีการสื่อสารกัน ที่เรียกว่า สารสนเทศ หรือว่าเรียกว่า สื่อสารสังคม สื่อสารมวลชนอะไรก็แล้วแต่ มีเทคโนโลยีที่สื่อสารกันอย่างสูง อย่างเร็ว อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพเหมือนกับเรื่องของปาฏิหาริย์ เราพูดอยู่ที่นี่ ข้ามแผ่นดิน ข้ามไปไหนๆๆ อยู่ได้ทั่วโลก เห็นหน้าเห็นตากันทั่วโลก สื่อเรื่องราวอะไรต่ออะไรไป ติดต่อกันได้ทั่วโลก ไม่มีอะไรคั่น แทบจะเรียกว่ามันทะลุถึงกันหมด เขาถึงเรียกว่า "ไร้พรมแดน" ที่เรียกว่าไร้พรมแดน มันทำอะไรต่ออะไรก็รวดเร็ว ติดต่อกันรับรู้ถึงกัน ทั้งเห็น ทั้งได้ยินเสียง ยังเหลือแต่กลิ่นเท่านั้นแหละ ตอนนี้กลิ่นมันยังไม่ไป ส่วนภาพกับเสียงนั้น แทบจะเรียกว่าทันทีทันใด เช่นข่าว ในขณะนี้ เขาชกอยู่ที่อเมริกา ชื่อยู่ตรงกันข้ามกับเมืองไทยนี่ ตรงข้ามกันคนละฝั่งโลกเลยนะ ด้านคนละด้านเลยของโลก อเมริกาก็อยู่ฝั่งหนึ่งของโลก ไทยก็อยู่ฝั่งหนึ่งของโลก ตรงข้ามกันเลย เวลานี้ "เที่ยง" ทางโน้น "ก็เที่ยง" แต่ "เที่ยงคืน" ของเรา "เที่ยงวัน" อย่างนี้ เป็นต้น ตรงกันข้ามกันเลย ขณะนี้ เที่ยงกว่าๆ เที่ยง 29 นาที ทางอเมริกา ก็เที่ยงคืน 29 นาที อะไรอย่างนี้ ประมาณนั้น แต่ก็เห็นกัน พูดกัน ถ่ายทอดถึงกัน มีสื่อสาร มีเครื่องไม้เครื่องมือ ทางเทคโนโลยี ทางวิทยาศาสตร์ เห็นถึงได้อย่างช้าไม่กี่วินาที ไม่กี่นาที ก็ถึงกันหมดแล้ว ถ่ายทอดอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา มาจากอีกด้านหนึ่ง ส่งข่าว ส่งคราวกันมาเห็นทั้งภาพ ทั้งเสียงอะไร ก็พรักพร้อมกันเลย รับรู้กันไปหมด มีอะไรเกิดขึ้น ดี หรือไม่ดี จุดสำคัญก็คือว่า สื่อที่เราส่งกันไป สื่อกันไปให้รู้ ให้รับทราบกันได้ นี่ มันมีผลดีหรือไม่ดี นี่สำคัญ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระ ของคำว่า ดี และ ไม่ดีนี่แหละ เราจะต้องทำความเข้าใจกันอีกมากเลยทีเดียว แล้วเราก็ต้องพยายามที่จะพัฒนาไปสู่ดี เมื่อเป็นมนุษย์เราก็คงจะต้องรู้ว่า การสื่อเพื่อที่จะให้มันดีนี่ มันก็ดีแล้วสำหรับมนุษยชาติ แต่ถ้าใครไม่เอาถ่านอะไรเลยนะ สิ่งที่ปล่อยปละละเลยไปดีไม่ดี ชั่วไม่ชั่ว ไม่รู้ละ แล้วแต่ว่ากิเลสมันจะพาไปอย่างไรก็ไปเรื่อย ชั่วๆ ดีๆ อะไร ก็ทำเลอะๆ เทะๆไปตามเรื่องตามราว คนเหล่านั้น เกิดมาในสังคม ก็เป็นภาระสังคม นอกจากจะเป็นภาระสังคมแล้ว ชีวิตของผู้นั้น สูญเปล่า สูญเปล่าไปเฉยๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่ได้มีผลวิบากอะไร มันก็ยังดีนะ แต่เมื่อเรียนรู้สัจธรรมแล้ว ไม่ได้คอยระมัดระวัง ไม่ได้คอยสังวร ไม่ได้คอยปรับปรุงตัวเอง ปล่อยชีวิตให้ดีๆ ชั่วๆ ไปตามกิเลส ส่วนมาก มันก็จะชั่ว ส่วนมากมันก็จะได้อกุศลวิบาก เพราะกิเลสนี่มันไม่พาเจริญดอก ไม่เรียนรู้กิเลส แล้วก็ไม่พยายามจะลดกิเลส กิเลสมันก็จะทำงาน ในชีวิตคนนี่ กิเลสเป็นเจ้าเรือน กิเลสเป็นตัวบงการ กิเลสเป็นตัวบังคับ กิเลสเป็นตัวที่จะสั่งการให้แก่คนกระทำ ไม่ว่ากาย กรรม วจีกรรม มโนกรรม มันก็จะสั่งการให้กระทำอยู่ตลอดเวลา คนก็จะสะสมเอาอะไรๆไป หรือว่า มีพฤติกรรมที่เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี่แหละ สั่งสมไปเป็นวิบาก วิบากหมายความว่า ผลของกรรม เราทำอะไรที่มันชื่อว่าดี มันก็เป็นผลอันนั้นดีหรือบุญ หรือกุศล หรือเจริญอะไรไม่ดีก็เรียกว่า"บาป" หรือ เรียกว่า "อกุศล" หรือเรียกว่า "ทุจริต" หรือ เรียกว่า "ไม่เจริญ" ในภาษาที่ใช้แทนกันได้พวกนี้ มันก็เป็นจริง ที่กรรมเหล่านั้นแหละ คือของจริง ในศาสนาพระพุทธเจ้านั้น มีสิ่งที่เป็นทรัพย์ หรือเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุดของแต่ละบุคคล ก็คือกรรมวิบาก คือ เราทำอะไร ก็สั่งสมมาเป็นทรัพย์ สะสมมาเป็นวิบาก เป็นผล ผลของกรรมนั่นแหละสะสมลงไป แล้วสิ่งสะสมนั่นแหละ จะเป็นตัวอาศัย เป็นตัวพาเกิด เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นของๆตน เป็นทรัพย์ของตน ตนจะต้องรับมรดกแห่งกรรมนั้น ลัทธิของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า "ลัทธิสัจจธรรม" หรือ "กรรมนิยม" กรรมเป็นของจริง กรรมสัจจะ กรรมนี่แหละ เที่ยงแท้ ซื่อสัตย์ที่สุด เรื่องของกรรม นี่เป็นเรื่องซื่อสัตย์ เป็นเรื่องจริงจัง เป็นเรื่องเที่ยงแท้ เป็นเรื่องบิดพลิ้วไม่ได้ เป็นเรื่องที่จะปกปิด เป็นเรื่องที่จะไปโกงไม่ได้ ใครทำแล้วก็เป็นของๆตน กระทำต่อหน้า กระทำลับหลัง กระทำที่ไหน ก็แล้วแต่เถอะ จะรู้ตัว เจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม ถ้าเราได้ทำลงไป ก็ชื่อว่ากรรม และสั่งสมลงเป็นวิบาก สั่งสมลงเป็นผลวิบาก เป็นทรัพย์ หรือเป็นสมบัติ เป็นสมบัติของทุกๆคน แต่ละคน ใครทำก็ของคนนั้น ภาษาบาลีภาษาศัพท์ ของท่านเรียกว่า กัมมัสสกตา ผู้ทำก็เรียกว่า กัมมัสสโกมหิ กัมมัสสโกมหิ คือกรรมเป็นของของตน กัมมัสสกตา นี่แหละ แปลว่ากรรมเป็นของๆตน ผู้ใดทำเป็นของผู้นั้น ไม่ว่าดี ไม่ว่าชั่ว ไม่ว่าอะไร จะเอาไปทำแล้ว เสร็จแล้ว จะบอกว่า ไม่เอาละ อันนี้เราไม่ได้เอาละ เราทำแล้วเราว่า ไม่ใช่ของของเราไม่ได้ โกงกันไม่ได้ ไปแบ่งกันก็ไม่ได้ แบ่งบุญ แบ่งบาป แบ่งกรรมชั่ว กรรมดีอะไรที่ไปทำๆ กันอยู่เลอะๆ เทอะๆ นั่นมันไม่ใช่ของพุทธหรอก มันขัดแย้งกับคำสอน มันขัดแย้งกับสัจจะของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ มันเพี้ยนไปมากแล้ว แบ่งไม่ได้ จะแบ่งบุญ แบ่งบาปอะไรไม่ได้ แต่ว่าบอกกันได้ บอกสิ่งที่เป็นบุญ บอกสภาพที่เป็นบุญ บอกได้ จะแบ่งได้แต่แค่คำบอก พระพุทธเจ้าท่านก็บอกเพียงแต่ชี้ทาง เป็นผู้เพียงแต่ผู้ชี้ทาง ส่วนใครจะได้หรือไม่ได้ นั้นต้องทำเอาเอง ทำแทนกันไม่ได้ ใครจะทำ ให้ดี ทำให้ชั่ว หรือทำให้จนกระทั่ง ฝึกฝนอบรมให้มันลึกซึ้งเป็นปรมัตถสัจจะ หมายความว่า ขัดเกลากิเลสจากใจ ผู้ใดทำได้ ถึงขั้นขัดเกลากิเลสจากใจ จนกิเลสลดลงๆ เป็นพระอริยะ หรือเป็นผู้ที่เจริญวิเศษ หรือเจริญในระดับวิเศษประเสริฐ เป็นพระโสดา สกิทา อย่างที่พวกเราชาวพุทธก็คงจะพอเคยได้ยิน จนเป็นพระอรหันต์ เป็นคนที่กิเลสหมดเกลี้ยงจากจิต ก็ต้องทำเอาเองทั้งสิ้น หรือแม้แต่สั่งสมบุญ สั่งสมกุศล สั่งสมสิ่งที่เป็นความเสียสละ สั่งสมความเจริญของเรา เป็นคนอดทน เป็นต้น เป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นคนเสียสละ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็สั่งสมเอา ถ้าเราไปซักซ้อมความเป็นคนกตัญญูกตเวที เราก็ได้ของเรา จะชำนาญ แล้วก็สั่งสมเป็นของตน เราจะเป็นคนกตัญญู เป็นคนไม่รู้คุณคน เป็นคนขี้เกียจ เป็นคนเอาเปรียบเอารัด เป็นคนขี้โกง ฉลาดขี้โกง เราสะสมอย่างนั้น เราก็ได้อย่างนั้น เราสะสมสิ่งดี ส่วนดี เป็นคนเสียสละ ไม่ขี้โกง ไม่เอาเปรียบเอารัดใคร เป็นคนที่เห็นว่าการเสียสละนี่เป็นของดี ถ้าได้เสียสละแล้วเป็นความวิเศษของมนุษย์ เราพูดในภาษาธรรมะ ภาษาวัด ภาษาพระ เราก็บอกว่ามีบุญ มีกุศล แต่ถ้าเราพูดในภาษาสมัยใหม่ พูดในภาษาโลก ก็หมายความว่า เราเป็นคนมีคุณค่า ประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อสังคม เรามีคุณค่ามีประโยชน์ต่อผู้อื่น หรือต่อสังคมนั่นแหละ คือ "บุญ" คือการเสียสละ คือการไม่เอารัดเอาเปรียบ คือผู้ที่ได้ ให้อะไรแก่สังคม แก่มนุษยชาติ แก่ผู้อื่นอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ความจริงพวกนี้ ถ้าเผื่อว่าเราพูดกันดีๆ คนมีปัญญา มีปฏิภาณ พอสมควรนี่ ตั้งใจฟังดีๆ แล้วนี จะรู้ว่าสัจจะพวกนี้นี่ เป็นสัจจะที่พอมีความเฉลียวฉลาดพอสมควร ไม่ต้องถึงขนาดฉลาดมากมายอะไร ก็พอฟังได้และฝึกฝนเอาได้ ลดละกิเลสที่มันเห็นแก่ตัว มันชอบเอาเปรียบ มันขี้โกง ลดละสิ่งเหล่านี้ได้จริงๆ สังคมทุกวันนี้ นี่เป็นสังคมที่ไม่ได้เอาใจใส่ในเรื่องของศาสนา หรือ ธรรมะพวกนี้ยิ่งขึ้นๆ สังคมโหดร้าย เห็นแก่ตัว มีเหลี่ยมโกงมากที่สุด อาตมาไม่ได้ลงโทษ แต่ขอพูดความจริง แม้แต่มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย ก็สอนกัน แนะนำกัน มีแนวโน้ม นักเรียนนักศึกษา มาเรียนอะไรกันนี่ เรียนไปเพื่อเห็นแก่ตัว เรียนไปเพื่อเอาเปรียบเอารัด มีปฏิภาณเหมือนกันว่า เสียสละนี่ดี แต่ไม่มีวิธีลดละกิเลสไม่มียิ่งเรียนยิ่งฉลาดกว่าเขา ได้เรียนมากก็รู้มากกว่าเขา สามารถมีสมรรถนะสูงกว่าคนที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้อบรม ไม่ได้ฝึกฝน แต่ไม่ได้เรียนวิธีลดความเห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้น มีเครื่องมือก็คือความรู้ ความสามารถใส่ตัวเองไปมากขึ้น เมื่อมีความรู้ความสามารถมากขึ้น ก็เอาความรู้ ความสามารถที่เหนือกว่าเขานั้นแหละไปกอบโกย ไปเอาเปรียบเอารัดมาให้แก่ตัวมากขึ้นๆ การลดความเห็นแก่ตัว หรือลดกิเลสนั้น ไม่ง่าย ถ้าไม่ใส่ใจฝึกฝนจริงๆ ลดไม่ได้ง่ายๆ แม้แต่วิธีลดที่ไม่ถูกวิธี ก็ยังลดไม่ได้เลย ขนาดรู้จักวิธี อย่างถูกวิธี ยังลดกิเลสยาก เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เอาใจใส่ในการที่จะมาเรียนรู้ เพื่อลดกิเลส ความเห็นแก่ตัว ไม่ได้ศึกษา และไม่ได้เอาจริงเอาจัง อาตมา ขอยืนยันแน่นอนเลยว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะลดกิเลสได้อย่างแท้จริง มีแต่จะทำพอกลบเกลื่อน สร้างเป็นมารยาทว่าฉันเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว ฉันเป็นคนเสียสละ ฉันเป็นคนเกื้อกูล ฉันเป็นคนช่วยสังคม แต่ในแนวลึก ความฉลาดในแนวลึกนั้น ทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่า เราเป็นคนดี เพราะลึกๆ คนเรารู้อยู่เหมือนกันว่า คนเสียนสละ คนที่ไม่เอาเปรียบเอารัด นี่มันดี ปฏิภาณธรรมดาทุกคนรู้ดี จึงแสดง สร้างภาพ แสดงความโก้เก๋พวกนี้ แสดงสิ่งดีพวกนี้ฉาบหน้า แต่แนวลึกแล้วนั้น เอาเปรียบ มันมีสภาวะซับซ้อน มีฉลาดแกมโกงพวกนี้ ภาษาบาลีท่านเรียกว่า "เฉโก" เฉโกนี่ แปลว่าฉลาด ความฉลาด แต่ฉลาดโกง แล้วก็โกงมาให้แก่ตัวทุกคน อาตมาขอยืนยันว่า ทุกคนที่ไม่ศึกษาสัจจธรรม แล้วไม่ตั้งใจอบรมฝึกฝนตนเองลดกิเลส อย่าว่าแต่ฆราวาส หรือว่าแต่ชาวบ้านธรรมดา แม้แต่พระ แม้แต่ภิกษุ ที่อยู่ในวัด ที่เรียนไม่ถูกทาง ไม่ศึกษาเอาจริงเอาจัง ก็ลดกิเลสเหล่านั้นไม่ได้ ลดไม่ได้ขอยืนยัน เมื่อลดไม่ได้ ก็มีภาวะซับซ้อน ภาวะที่ได้เปรียบหลายอย่าง คนจะเชื่อตั้งแต่รูปธรรม ตั้งแต่ว่าเป็นพระ เป็นผู้ลดกิเลส ถึงไม่ลดจริง คนก็พลายเชื่อ จึงเป็นโอกาสที่ภิกษุ หรือพระ ถ้าเฉลียวฉลาด ท่องบ่นตำหรับตำรา หรือว่าทฤษฎีของพระพุทธเจ้าไว้เยอะๆ เอาไว้อธิบายเหมือนกับว่าเรารู้ เหมือนกับว่าเราเป็น ว่าเรานี่แหละ รู้ยิ่งในภาษพระพุทธเจ้าเยอะแยะ คนก็พลอยเชื่อถือ พลอยเชื่อถือก็ศรัทธาเลื่อมใส เอามาให้เพราะมันมีลัทธิวิธีทำทาน เพราะการเสียสละกับผู้ที่เป็นคนดี เป็นคนที่ยิ่งบริสุทธิ์ใจ ไม่เห็นแก่ตัว ทานกับคนอย่างนั้น มันยิ่งได้กุศลมาก ได้ประโยชน์มากจริงๆ อันนี้ก็ซับซ้อนลึกซึ้ง อาตมาก็คงจะได้พูดยาวไปไม่ได้ เพราะมันมีเวลา คงจะได้พูดสั้นๆ หรือว่าอธิบายนิดๆหน่อยๆ เท่านั้น ทีนี้ ก็มาถึงคำสำคัญอีกคำหนึ่งเสียก่อน ที่อาตมาต้องการขยายความเมื่อกี้ถึงเรื่องของเนื้อหาของพระพุทธเจ้า ถึงเรื่องของกรรม ถึงเรื่องของบาปบุญอะไรนั้นบ้าง ก็เพราะว่านี่ เป็นแก่นสาร เป็นสารัตถะอันวิเศษของศาสนา สังคมไม่นำพาสิ่งเหล่านี้ ไม่เอาใจใส่สิ่งเหล่านี้ ศาสนาจึงไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย โดยเฉพาะในวงการศึกษา ศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งมาถึงมหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้ ไม่นำพาถึงเรื่องศีลธรรม คุณธรรม หรือศาสนา เพราะฉะนั้น คนจึงได้แต่ศึกษาเอาความรู้ และความสามารถใส่ตัว เมื่อได้ความรู้ ได้ความสามารถได้มากๆ ก็กลายเป็นปลาใหญ่ กินปลาเล็กไปเท่านั้นเองตลอดเวลา แก้ปัญหาไม่ได้ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก นี้แหละคือ ระบบ "ทุนนิยม" เพราะฉะนั้น พวกที่มีทุนมาก มีศักดิ์ศรีมาก มีอำนาจในสังคมมาก อำนาจของอำนาจเงิน อำนาจลาภ อำนาจยศ อำนาจสรรเสริญ ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ขอให้โด่งให้ดัง โด่งดังแล้วก็คนก็อยากจะรู้จัก นิยมชมชอบเป็นวิธีโฆษณา Promote อะไรกัน เพราะฉะนั้น ถ้าใครไม่ดัง ก็ต้องให้จุดให้ดัง ให้เขาสนใจตัวเราน่าดูน่าชมว่าจะมีอะไรน่าดู เป็นจิตวิทยาธรรมดาๆ เอากิเลสมาล่อ ดังให้คนสนใจอย่างไรได้ แม้มันจะไปในทางไม่ดี ไม่งาม เช่นผู้หญิง เป็นดาราไม่ดัง ก็หาทางจะให้มีคนสนใจ แก้ผ้าแก้ผ่อนก็เอา อะไรอย่างนี้เป็นต้น ได้เงินบ้าง หรือว่าได้คนสนใจบ้าง ต้องทำ เป็นเรื่องที่เหลวใหลมาก มันเป็นเรื่องเลอะเทอะมาก ต้องการแต่สิ่งแลกเปลี่ยน ตัวประเด็นหลักๆของทุนนิยม กับบุญนิยม ต่างกันอยู่ตรงสิ่งแลกเปลี่ยนนี่แหละ ถ้าทุนนิยม แล้วจะต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนมากเท่าใด ดีที่สุด จำนนเท่านั้น จึงแลกเอาให้มากได้ แล้วก็หยุดอยู่ขีดนั้น เพราะจำนนนะ ถ้าไม่จำนน ก็จะต้องหาวิธีให้ได้อัตราแลกเปลี่ยน ได้เปลี่ยนสูงที่สุด นี่เป็นเจตนารมณ์ของ "ทุนนิยม" เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีความรู้ที่ลึกซึ้ง ความรู้ที่เฉลียวฉลาดมาก ก็จะใช้วิธีการสารพัดที่จะเป็นวิธีการที่จะทำให้ตนเองได้เปรียบ หรือได้กำไร กำไรนี่เป็นภาษาที่บาปที่สุด ภาษาในทุนนิยม ยิ่งกำไรมากเท่าไร ยิ่งบาปมากเท่านั้น ได้กำไรมากเท่าไร ก็ยิ่งบาปเป็นหนี้จริงๆ เป็นหนี้บาป เป็นหนี้บาปจริงๆ แล้วเป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์เลย เพราะเป็นคนที่ขูดรีดเอาจากสังคม หรือ เอาจากผู้อื่น มาไว้เป็นของตัวมาก ยิ่งมากเท่าไร ก็คือขูดรีดสังคมมากเท่านั้น จึงเป็นตัวดูด เป็นตัวทำลายสังคม เป็นตัวเอาเปรียบเอารัดอยู่ในโลก เพราะฉะนั้น ระบบทุนนิยม จึงเป็นระบบเลวร้ายที่สุด แล้วทุกวันนี้ ทั่วโลก ก็นิยมทุนนิยม ทีนี้มาเอาชื่อที่เขาตั้งให้อาตมา มาพูดสักนิดหนึ่งก่อน คำว่า บุญนิยมนี่ ฟังตอนแรกก่อน ว่าบุญนิยม เป็นลักษณะที่ตรงกันข้ามกับทุนนิยม บุญนิยม นี่เป็นลักษณะที่เสียสละแท้ ไม่เอาเปรียบเอา รัด เป็นลักษณะที่เกื้อกูล เสียสละอย่างแท้จริง มันเป็นลักษณะที่ไม่เห็นแก่ตัว ที่ชัดเจนที่สุด เพราะฉะนั้น แม้ผู้ใด ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่ดีพร้อม ก็จะเห็นแก่ตัวบ้าง แต่เห็นแก่ตัวลดลงๆๆ ไปตามลำดับ มันมีวิธีการที่จะประพฤติตน กระทำตนให้เป็นผู้ที่เป็นคนในสายของบุญนิยมไปเรื่อยๆ คำว่าบุญนิยม ในสังคมไร้พรมแดน ความหมายคำนี้ นี่อาตมาฟังชื่อที่นักศึกษาเขาตั้งให้อาตมา มาพูดแล้ว อาตมาก็เข้าใจว่าอย่างนี้ เข้าใจว่า ถ้าเผื่อว่า บุญนิยม นี่มันอยู่ในสังคม ทุกวันนี้ ก็เป็นสังคมไร้พรมแดน อย่างที่พูดแต่ต้นแล้ว เป็นสังคมที่สื่อสารกันทะลุทะลวง รู้ถึงกันหมด ไม่มีอะไรกีดอะไรกั้นเลย กว้างขวางอย่างนี้เป็นต้น ก็หมายความว่า เป็นสังคมที่เขาอยู่ร่วมกันด้วยระบบอะไร ส่วนใหญ่ของมนุษย์ในโลกนี้ สื่อสารถึงกันหมดไร้พรมแดนเป็นการติดต่อจะซื้อจะขาย จะโฆษณา จะทำอะไรที่เป็นกิจนั่นๆนี่ๆ อะไรก็แล้วแต่ แม้แต่สังคมความเป็นอยู่ของสังคม มีรัฐบาลมีการปกครองบริขาร มีกลุ่มมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไปมา หรือระบบของเศรษฐกิจต่างๆ ก็สื่อสารถึงกันหมด ระบบอะไรต่างๆ เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ รัฐกิจ ในสังคมนี้ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในความหมายคำว่า "ทุนนิยม" ทั้งสิ้น เพราะสังคมนิยมที่ว่า มันแปลกไปบ้าง หรือคอมมิวนิสต์ ที่ แปลกไปบ้าง ก็ล่มสลายลง ไปแล้ว ในโลกน่ะ ขณะนี้ในประเทศต่างๆในโลก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ประกาศว่า เขาเองเขาเปลี่ยนแปลงระบบ จากคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนแปลงจากสังคมนิยม ถึงแม้วา ประเทศไหนก็แล้วแต่ ในโลกนี้ขณะนี้ มีตั้ง 200 กว่าประเทศ นี่ เขาจะไม่ประกาศตัวเขาก็ตาม เขาก็รู้กันหมดแล้ว เพราะว่ามันเป็นสังคมไร้พรมแดน ว่าระบบของสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์นั้นไปไม่รอดแล้ว เพื่อนน้อย ท่านเพื่อนน้อย ไปไม่รอด เพราะฉะนั้น จะต้องปรับตัวเข้ามาเป็น"ทุนนิยม" อีกนั่นแหละ อย่างจีนแดง อย่างนี้เป็นต้น เขาก็ไม่ได้ประกาศดอกน่ะ แต่เขาก็เอาพฤตินัย ไปเป็น "ทุนนิยม" นั่นเอง จีนแดงก็ตาม หรือแม้ประเทศบางประเทศที่เขาก็ไม่ประกาศ จริงๆแล้วก็ปกครองกันด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ อะไรก็แล้วแต่ สังคมนิยมก็แล้วแต่ แต่ในพฤตินัยแล้ว เขาต้องประนีประนอม หรือผสมเข้ามา ยอมรับวิธีการของทุนนิยมเข้าไป ทีนี้บุญนิยม นี่ละ บุญนิยมนี่แหละ อาตมาขออธิบายคำว่าบุญนิยม ในสังคมไร้พรมแดนก่อน คำว่า "บุญนิยม" นี่ก็คือ บอกแล้ว มันเป็นระบบที่ตรงกันข้ามกับบุญนิยม และมันก็อยู่ในสังคมไร้พรมแดนด้วย อย่างชาวอโศกเรานี่ เป็นชาวบุญนิยม ที่พยายามที่จะปรับตัวให้เป็นระบบที่แข็งแรง เป็นระบบที่จริงจัง เป็นระบบที่มีคุณภาพของบุญนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามทฤษฎี ตามอุดมการณ์ ตามเป้าหมายสูงสุดของศาสนาพระพุทธเจ้า คือเป็นลัทธิที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นลัทธิที่เห็นความมีคุณค่าประโยชน์ หรือมีบุญ มีกุศลนี่ ก็ คือ ความมีคุณค่าประโยชน์ ต่อมนุษย์ผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว เพราะเห็นคุณค่าประโยชน์ต่อมนุษย์ผู้อื่น ช่วยเหลือมนุษย์ผู้อื่น ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ผู้ใด จะไปเป็นส.ส. ซึ่งผ่านมาหยกๆ หรือผู้ใด จะเขาไปทำงานรัฐบาล จะไปเป็นรัฐมนตรี ขณะนี้กำลังจะแย่งชิงหัวโขนรัฐมนตรี ผู้ที่มีภูมิธรรม มีวุฒิภาวะหรือภูมิธรรม เจริญด้วยพุทธธรรมที่แท้จริง เป็นอริยะ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนลดความเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง ลดกิเลสได้ จริงๆแล้ว ผู้นั้น ถ้าจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นผู้บริหาร ไปเป็น ส.ส. หรือไปเป็นกรรมาธิการ หรือไปเป็นอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่จะไปเป็นคนไม่ใช่เป็นผู้ที่กินเงินของรัฐบาล จะไปทำงานในสังคมก็ตาม ผู้นั้นจะมีความจริง "ตรงที่ไปเสียสละ" จะ ไปทำงานช่วยเหลือเฟือฟายผู้อื่น ไปทำงานช่วยเหลือสังคม ไปรับใช้สังคมที่แท้จริง ที่จะไปรับใช้ที่แท้จริง เพราะความ จริงของผู้นั้นเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว หรือเห็นแก่ตัวน้อย ก่อนจะเห็นแก่ตัวน้อย ก็ต้องปฏิบัติประพฤติ เรียนรู้วิธีการที่ว่าเราจะลดกิเลส ที่ไม่เห็นแก่ตัว นั้นอย่างไร มันไปติดไปยึดอะไรที่จะต้องหอบหาม มาบำเรอตน มาให้แก่ตน ตั้งแต่เงินทอง ข้าวของ ทรัพย์ศฤงคาร หรือรสอร่อย รสแห่งความสุข ความสมใจ ในเรื่องจะได้สบสมอารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่งถึงวัตถุสมบัติข้าวของยศถาบรรดาศักดิ์ ยศชั้นตำแหน่ง หรือสรรเสริญ ยกย่องชมเชย นิยมโด่งดังเราจะเรียนรู้แล้วว่าความจริงเหล่านั้น มันคืออะไร และจิตของเรา ไปเป็นทาส เป็นทาสความเด่นดัง เป็นทาสอำนาจยศศักดิ์ เป็นทาสของลาภสิ่งแลกเปลี่ยนทรัพย์สินเงินทอง หรือรายได้อะไรก็แล้วแต่ มันไปเป็นทาสขนาดไหน ข้อสำคัญ ก็คือเราไปติด ติดอะไรไว้เยอะ เราก็จะต้องมีสิ่งมาบำเรอ เพราะ มันติดว่าเป็นสุข หลงว่ามันเป็นการได้สมใจในอารมณ์ต้องการ ไม่ ว่าจะเป็นกามารมณ์ หรือว่าจะเป็นในธรรมารมณ์ ในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ ทวารตา หู นี่ ได้รูป รส กลิ่น เสียงอะไรนี่ มาสัมผัสสมใจ ที่เรายึดถือไว้ แล้วก็ไปเป็นสุข หรือแม้แต่จิตของเราไปปั้นเอาไว้ แหม ถ้าเราได้อย่างนั้นอย่างนี้ มีคนมากราบ มาไหว้ มีคนมานิยมชมชอบ มีคนมาเห็นว่าเราเป็นคนดี อย่างโน้นอย่างนี้ อะไรก็แล้วแต่ เป็นธรรมารมณ์ต่างๆ ในภวตัณหา ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้ไปยึดอยู่แล้วก็พยายามหาทางจะได้สิ่งเหล่านี้มาสมใจ พอได้สมใจเราก็เป็นสุข แต่ถ้าผู้ใด เรียนสัจจธรรมพวกนี้แล้ว ลด ละกิเลส ที่มันจะมาได้สมใจ ไปแสวงหา ไม่ต้องเปลืองเวลา ไม่ต้องเปลืองแรงเปลืองทุนรอนอะไรเพื่อประสงค์หาสิ่งเหล่านี้มาเสพให้แก่ตนเอง ผู้นั้นจึงเป็นคนที่ภาระของตนเองน้อยลง เป็นทาสตนเองน้อยลง เราก็มีเวลา มีแรงงาน มีทุนรอนที่จะไปใช้ช่วยผู้อื่น เพราะตนเองมันน้อยลงเรื่อยๆ มันไม่จำเป็นที่จะต้องมาบำเรอตน แล้วยิ่งเรียนลึกซึ้งขึ้นไป ว่าเราไม่ต้องสะสมกอบโกยดอก มาเชื่อมั่นว่าเราเองเรามีคุณค่า เป็นคนมีคุณค่า เป็นคนมีคุณธรรมจริงๆ เป็นคนที่อยู่กับสังคมของเขา เป็นคนมีประโยชน์ มีคุณค่า มีคุณค่าต่อสังคม หรือเป็นคนมีบุญ มีกุศลนี่ เราพึ่งกุศล เราพึ่งบุญ หรือสร้างความเป็นคนมีคุณค่าของเรา ที่ประพฤติธรรมอยู่ แสดงออกอยู่ในสังคมนี้ตลอดเวลา ตั้งแต่สังคมที่เราอยู่ด้วย เขาก็รู้ก็เห็น กระทั่งผู้อื่นห่างออกไป ก็เห็นก็รู้อีก ยอมรับ นับถือ ศรัทธา ยิ่งเราเป็นคนมีประโยชน์คุณค่า มีสมรรถนะ มีสมรรถภาพความรู้ ความสามาถสูง สูงเท่าใดๆ เราก็ เป็นความจริงที่เราได้แสดงออก หรือได้ทำจริงให้แก่โลก ไม่แลกเปลี่ยนเอากลับคืนมา ระบบบุญนิยมนี่ มีสิ่งที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง แลกเอาอะไรกลับคืนมาน้อยได้เท่าใด นั่นคือบุญนิยม ถ้าแลกเอากลับคืนมา เราจะให้แรงงาน ว่าเรามีแรงงาน ความรู้ความสามารถ ทำออกไปแล้ว เขาก็ให้ค่าแรงงาน ค่าความรู้ ความสามารถของเรา มาแลกเอารายได้ มาแลกเอาค่าแรงงาน ค่าความรู้ของเรากลับคืนมา ถ้าแลกเอากลับคืนมา เท่ากับเราไร้ค่า เราเป็นคนต่ำ เป็นคนไม่มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ถ้าเราแลกเอากลับคืนมาน้อย ยิ่งน้อยเท่าไร นั่นคือเรามีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคมมาก ตรงนี้ คือประเด็นสำคัญของบุญนิยม เป็นสัจจะ ผู้ที่ไม่เคย ได้ฟังแล้วก็จะฟังยาก เข้าใจยาก เพราะว่าโลกเขามีสังคมทุนนิยมกันทั้งนั้น ส่วนบุญนิยมนั้น อาตมาว่าใหม่น่ะ ใหม่น่ะ อาตมาว่ายังไม่มีใครมาบรรยายภาษาพวกนี้ชัดเจนอย่างนี้ อาตมาว่าอาตมานำมาบรรยาย แล้วก็ยาก แม้แต่พวกเราก็ยังเมาๆ ฟังๆ ดูเหมือนเข้าใจ พอเวลาไปประพฤติปฏิบัติ พอไปทำแล้ว อ้าว! กลายเป็นไปเป็นชาวทุนนิยมเยอะกว่า มันไม่เป็นชาวบุญนิยมดอก เหมือนคนเมา แม้ต่อหน้า ต่อตา อาตมาก็เข้าใจดี ซาบซึ้งเหมือนจะเป็นพระอรหันต์ เดี๋ยวนี้น่ะ แต่พอออกไปข้างนอก เบลอๆ แล้วก็เป็นนักทุนนิยมอย่างเก่า โลภโมโทสัน เห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัวอยู่อย่างเก่าน่ะ แหม! มันเหนื่อยจริงๆ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่ามันดีที่สุด ไม่มีทางแก้ปัญหาสังคมม ถ้าคนไม่มาเป็น "นักบุญนิยม"ที่แท้จริง ต่อให้ไปสมัคร ส.ส. ก็ส.ส. งาบ ส.ส.สวาปาม จะให้ไปเป็นรัฐมนตรี ก็รัฐมนตรีสวาปาม หอบหามเอาโลภโมโทสันให้ได้มากๆ อยู่อย่างนั้นแหละ นี่ อาตมาพูดดื้อๆอย่างนี้ จะมาจับก็มาจับไม่ว่าก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive