380608 ตอบปัญหาผ่าใจแม่พิมพ์ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
380608 ตอบปัญหาผ่าใจแม่พิมพ์ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ศีรษะอโศก
เนื่องในงานอบรมครูอีสาน โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2538 ณ ศีรษะอโศก อ. กันทรลักษ์ จ. ศรีสะเกษ
- พระอรหันต์ในประเทศไทย - รู้จักพระโสดาบันได้อย่างไร - บุญนิยม - พ่อท่านถูกบีบคั้นจากเถรสมาคม - ประวัติการประกาศตัวออกจากเถรสมาคม - กรรม ตอนนี้ก็ถึงวาระที่เป็นรายการซึ่ง คิดว่าจะสมบูรณ์ครบวงจร เพราะหลายรายการ ก็แบ่งออกของผู้จะแสดง ส่วนผู้รับ หรือผู้ฟังจะอยากรับอย่างนี้ จะอยากรู้อย่างใด อย่างไหน ก็ไม่ฟังเสียงทั้งนั้นแหละ ผู้จะให้ให้ตะพึด แสดงเองตะพึด โดยยังไม่รู้ว่าผู้จะรับหรืออยากจะรับอะไรบ้าง อยากรู้อะไรบ้าง มีอะไรที่หมกซ่อน หรือว่ามันแฝง สงสัยอะไรต่ออะไรอยู่ ก็ไม่ได้รู้กัน ทีนี้ก็มาถึงวาระผู้ฟังละ ผู้รับละ อยากจะรู้อะไรตอนนี้ อยากจะรู้อะไร สงสัยอะไร คลางแคลงอะไร อยากจะล้วงลึกอะไรด้วยอีกเชิญ เพื่อที่จะได้ครบวงจร ผู้ให้ไปแล้วก็ตาม คิดว่าควรจะให้แล้ว ทีนี้ ผู้รับก็อยากจะรู้ไอ้ที่จะรู้ อยากจะรู้ก็ไม่ได้รู้ ก็พึงรู้ซะตอนนี้ อยากจะรู้ก็ว่ามาเลยตอนนี้ อะไรที่สงสัย คลางแคลง อยากจะล้วงลึก อยากจะรู้ว่าอะไรผิดแปลก อยากจะท้วงจะติง จะติจะเตียนอะไรบ้าง ก็เชิญมาเลยนะ ตอนนี้เราก็พร้อม เรามีไมโครโฟนอยู่ที่นั่นแล้ว ผู้ใดใครอยากจะถามสดเลย ก็ยกมือขึ้น แล้วก็เดินมาเลย ที่ไมโครโฟนถามเลย ถาม : ขอกราบนมัสการ ถามเกี่ยวกับว่า อริยสงฆ์ ที่บรรลุโสดาบัน ก็ดี สกิทาคามีก็ดี อนาคามีก็ดี อรหันต์ก็ดี บรรลุยังไงถึงจะทราบว่าบรรลุถึงระดับนั้นครับ ตอบ : อ๋อ ไม่ยาก ตอบง่ายนะ แต่ว่าจะรู้ได้ตามคำตอบนี้ อาจจะยาก แต่ว่าตอบให้ฟังนี่ง่าย จะรู้ได้อย่างไรว่า เราบรรลุโสดาบัน บรรลุสกิทาคามี บรรลุอนาคามี บรรลุอรหันต์ ก
อ่านต่อ
็ยิ่งพวกท่านทั้งหลายนี่ เป็นนักศึกษา ตัดเกรด เกรด 1 เกรด 2 เกรด 3 เกรด 4 ฉันใด ก็ฉันเพล พระอรหันต์ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา ก็เกรด 1 เกรด2 เกรด 3 เกรด 4 ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นแต่เพียงว่า การสอบเราก็มีหลักการสอบ เด็กสอบนักเรียน มีความรู้เกรดของความรู้อย่างนั้นๆ ตามที่เราเข้าใจ ตามที่เราได้ศึกษากันมา เป็นระบบมาอย่างนั้น เกรดของความรู้ เกรดความรู้ระดับมัธยม ก็อย่างนั้น เกรดความรู้ของระดับอุดมศึกษา ก็อย่างนั้น อะไรก็แล้วแต่ เกรดความรู้ของพระอริยะก็เหมือนกัน ทีนี้ เอาอะไรละ เป็นเนื้อหา ที่จะตัดสินเกรดนั่นก็คือ ความเจริญนั่นแหละ ความเจริญของความเป็นอริยะๆ ที่แท้ที่ตัดเกรด โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ ก็คือ ความเจริญทางการลดกิเลส นอกจากลดกิเลสแล้ว ก็เป็นคนมีคุณค่า ประโยชน์ ฟังตรงนี้ให้ชัด นี่ของพุทธนะ ลดกิเลสกับมีสมรรถภาพ มีความสามารถที่จะเป็นคนมีประโยชน์ มีคุณค่าให้แก่ผู้อื่น ซึ่งเราเรียกอีกภาษาหนึ่ง ภาษาสมัยโบราณ เราเรียกว่าบุญ เป็นคนมีบุญๆ คือคนที่ได้เสียสละ คนมีบุญ คือ คนมีความเสียสละ เรียกว่าคนมีบุญ คนเป็นคนเป็นเศรษฐี คนจะเป็นเศรษฐี ก็ตัวเองจะต้องสะสมให้แก่ตัวเอง ที่มีความสามารถ มีสิ่งที่จะเอาไปแจกผู้อื่นได้ก่อน เอาไปบริจาคเอาไปทาน เอาไปเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ก่อน ตนเอง จำเป็นต้องมีก่อน จึงจะเอาไปแจกเขาได้ นี่คือ เนื้อหาของศาสนาพุทธ แต่เดี๋ยวนี้ เนื้อหาของศาสนาพุทธ มันเพี้ยนมันเบลอ มันเสื่อม เข้าใจผิดยังไง เข้าใจผิดว่า ศาสนาพุทธนั้น คนเจริญ คนเป็นอริยะ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ก็คือ คนที่พ้นโลก พ้นยังไง หนีจากโลกไปเลย เข้าป่าเข้าเขา เข้าถ้ำ หลับหูหลับตา ไม่รับรู้โลกเลย ทิ้งโลกหนีโลก หรือทิ้งโลก คนเหล่านี้ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ในประเด็นที่บอกว่าเป็นคนมีคุณค่า เป็นคนที่มีประโยชน์ เป็นคนเสียสละ ทาน ช่วยเหลือโลก ช่วยโลก ช่วยมนุษยชาติได้ แต่คนเหล่านี้ ช่วยมนุษยชาติไม่ได้ คนที่เป็นฤาษี เข้าป่าเข้าถ้ำ แล้วก็หลบหลับหูหลับตา สะกดจิต ที่เรียกว่า สมาธิ พวกนั้นนะ เกิดมาก่อนพระพุทธเจ้าเกิดแล้ว ฤาษีอยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ นี่ อยู่อินเดียเยอะ ที่พระพุทธเจ้าท่านไปลองดู ไปนั่งสมาธิ รูป อรูปฌาน ด้วยอย่างนั้น เป็นต้น อันนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ใช่พุทธ แต่เดี๋ยวนี้ ศาสนาพุทธ หรือคนในพุทธนี่แหละ ในเมืองไทย กำลังเข้าใจว่า อันนั้นคือถูก ส่วนพระที่เข้ามายุ่งกับสังคมนี้ เข้ามาช่วยสังคมนี้ผิด เป็นคนยังอยากใหญ่ อยากดัง อยากจะเป็นนั่น อยากจะเป็นนี่อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งด้วยลักษณะกรรมกิริยาการกระทำแล้ว ใช่ ดูเหมือนจะเป็นคนที่อยากจะ อยากจะให้อันนั้นดี อยากจะให้อันนี้ดี อยากจะช่วยเหลือคนนั้น อยากจะช่วยเหลือคนนี้ แต่การอยากจะช่วยเหลือคนอื่นนี่นะ มันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวนะ เอาอะไรเป็นเครื่องยืนยัน คือท่านไม่ได้ทำเพื่ออยากได้ลาภ อยากได้ยศ หรือได้สรรเสริญต่างๆนานา มาให้แก่ตนเอง ท่านอยากได้หรือไม่อยากได้ อ่านใจท่านยาก แต่เมื่อท่านทำแล้ว ท่านหอบเอาสิ่งเหล่านั้น อันนี้ต้องติดตามพิสูจน์ เพราะฉะนั้น มันซับซ้อนอยู่ๆว่า ท่านเหมือนคนอยากจริงๆ ก็เป็นคุณธรรมชนิดหนึ่ง ที่ท่านปรารถนา เขาไม่เรียกความอยาก เขาเรียกความปรารถนาดี ปรารถนาเพื่อผู้อื่น เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพราะฉะนั้น คนที่ทำเพื่อประโยชน์ เพื่อผู้อื่นได้ ก็เพราะความเห็นแต่ตัวลดลง คนที่ทำงานโดยไม่ได้เอาอะไรมาให้แก่ตัวเอง สร้างสรรเสียสละเหน็ดเหนื่อย ทำงานเพื่อผู้อื่นโดยไม่ได้แลกลาภ แลกยศ ไม่ได้แลกสรรเสริญ โดนถูกด่าด้วย นั่นไม่ใช่ความสุขนักหรอก มันทุกข์มันเป็นความลำบาก ยิ่งสอนคนให้เป็นโลกุตระ ยิ่งลำบากใหญ่เลย ให้ลดกิเลสนี่ ยากๆ สอนให้มีกิเลสไปแข่งขันกันเอาๆ เองเอาไปสู่กับเขาลุกไปเลย ให้รวยๆอย่างโน้นอย่างนี้ สูบใหญ่เลย เอาอัดพลังเข้าไปเลย ไม่มีอะไรเอา คาถาไป ไม่มีอะไร เอาพระเครื่องไป ไม่มีอะไรเอาลูกอะไรต่างๆ นานา สารพัดที่จะทำ อมใส่เข้าไป ส่วนมาก็เป็นอย่างนั้น จะให้ความรู้จะให้วิธีการของวิชาการศาสตร์ต่างๆที่จะเป็นศาสตร์ของมนุษย์จริงๆกลับไม่ให้เพราะไม่ให้พระเรียน พระจะเรียนศาสตร์ต่างๆ ไม่ได้ ต่อรองกันแทบตาย ให้เรียนแต่บาลีอย่างเดียว แล้วไม่รู้จะไปพูดบาลีกับใคร ในประเทศไทยพูดแต่ภาษาไทย นี่มันก็เลยเพี้ยนๆ ไปหมด ดีเรียนบาลีก็ดี เพราะพระไตรปิฎก รากเหง้าในภาษาบาลีเป็นหลัก เป็นรากเหง้า ก็เรียน เรียนเพื่อรู้ สัจจะ คำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างถูกต้อง ก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่น่าจะไปปิดบัง ไม่น่าจะไปปกปักษ์ ไม่ให้ไปเรียน อะไรต่ออะไรที่จะเป็นความรู้ทางโลก ที่จะเอาไปช่วยมนุษยชาตินะ ก็ไม่น่าจะไปปิดป้องปกป้องนัก แต่เอาละ อันนี้ เป็นเรื่องยาว และเป็นเรื่องมาก คนที่มาแฝง มาบวชเป็นพระแล้ว แฝงอาศัยข้าวฟรี บ้านฟรี เงินเขาก็สนับสนุนด้วย ให้ไปเรียนจบแล้ว ก็สึกออกไป มีเมีย ออกไปสร้างบ้านเรือนเป็นการเอาเปรียบ ก็เยอะ ไอ้อย่างนั้น มันใช้ไม่ได้ เป็นช่องทางให้คนไปเอาเปรียบเอารัด พระแบบนั้น บาปนี่ พระที่บอกว่า โอ่ ศาสนานี่ดี ที่เขาได้ดิบได้ดี มาเพราะเป็นพระ ได้เล่าได้เรียน จบเปรียญบางคนได้ปริญญาตรี โท บางคนได้ปริญญาเอก ขณะเป็นพระเรียนจบแล้ว ก็สึกไปมีเมีย สร้างหลัก สร้างฐาน ไปกอบโกยเอาลาภ ยศ สรรเสริญ มีสุขได้เยอะแยะ คุณค่าของศาสนาทั้งนั้น ศาสนาไม่เคยสอนให้เปล่า โลกียะ ให้วาง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข แต่ตัวไปได้โลกียสุข ทวนกระแสของพระพุทธเจ้าไป และเอาไปอ้างว่านี่ บุญ เป็นบุญคุณของศาสนา ไม่ใช่หรอกนะ ด้วยความซวยของศาสนาต่างหาก ฟังดีๆนะ คุณฟังไม่ดี อาจจะตีลังกากลับ เพราะฉะนั้น คนที่บวชจากพระได้หลักฐานปริญญาตรี โท เอก อะไร ก็ออกไปตั้งรากฐาน ไปสร้างฐานะของตัวเองทางโลก ได้เจริญรุ่งเรืองทางโลก มีลาภ ยศ สรรเสริญทางโลก แล้วมาบอกว่าบุญคุณของศาสนา เปล่าเลย อาย ศาสนาน่าอาย ไม่ใช่บุญคุณศาสนา อย่างอาตมาเข้าใจ น่าอาย เพราะเราไม่เคยส่งคนไปแย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญกับโลกเลย มีแต่ให้บายออกมา เอาทีนี้ ประเด็นที่บอกว่า ทำไมพระโสดา สกิทา อนาคา จะต้องรู้ก็คือต้องรู้ว่า เป็นผู้ที่ลดกิเลสได้ ต้องอ่านอาการจิตที่เป็นกิเลสออก ต้องเกิดญาณ โสดาบัน ก็ต้องมีญาณ สกิทาก็ต้องมีญาณ ที่เราเรียกว่า มีตาทิพย์ ต้องมี ต้องรู้อาการ รู้อาการกิเลสทางจิต และเรารู้ว่า ลดกิเลส มีวิถีการลด จะเรียกว่าสมถภาวนา หรือ วิปัสสนาภาวนาก็ตาม ต้องเรียนรู้วิธีการเหล่านี้ และวิธีการเหล่านี้แหละทำให้กิเลสลด มันจะมีความจริง มันจะรู้ความจริงว่าลดได้ ประมาณนี้ เรียกว่าเราผ่านไปฐานหนึ่ง เหมือนเราตัดเกรด เกรดนักศึกษาหรือว่าครูบาอาจารย์ตัดเกรด คุณภาพที่ได้ขนาดนี้ ท่านมีหลัก หลักของท่าน ที่เป็นหลักยืนยันเด็ดขาดเลย ก็คือ สังโยชน์ 10 พระโสดาบัน ก็พ้นสังโยชน์ 3 1,2,3 สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลลัพพตปรามาส อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสังโยชน์ 3 ส่วนพระสกิทาคามี ก็พ้นสังโยชน์ 3 นี้แหละ แล้วก็รู้จักโลภ โกรธ หลง ความโลภ ความโกรธ ความหลงลด ยิ่งกว่าลงไปเรื่อยๆ ลดมากเท่าไหร่ๆ ก็จะได้เป็นสกิทาคามี สูงขึ้นไปหาอนาคามี จนกว่าสังโยชน์ 5 จะหมดพ้นสังโยชน์ 5 ซึ่งมีกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อีก 2 สังโยชน์ เพราะฉะนั้น คนที่หมดกามราคะ ก็พ้นสังโยชน์ 3 คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลลัพพตปรามาส แล้วกามราคสังโยชน์พ้น ไม่มีปฏิฆสังโยชน์ไม่มีอีก อย่างนี้ ก็ตัดเกรดได้เป็นพระอนาคามี อนาคามี ก็จะไปลดสังโยชน์อีก 5 รูปสังโยชน์ อรูปราคสังโยชน์ มานสังโยชน์ อุทธัจจสังโยชน์ และอวิชชาสังโยชน์ ก็ไปลดสังโยชน์ 5 นี้ได้เท่าไหร่ ก็เป็นอนาคามีสูงขึ้นๆๆๆ จนพ้นสังโยชน์ 5 เบื้องสูงนี่อีก เป็นพระอรหันต์ มีหลักการนัยละเอียดมีอีกมากมาย ศึกษาจริงๆ แล้ว ก็จะเข้าใจอ่านสภาวะได้ ไม่ใช่ท่องได้ แต่ตัวหนังสือ แล้วก็แปลความหมายได้เท่านั้น ไม่ใช่ ต้องมีสภาวะรองรับตัวเองๆ ต้องให้ได้พิสูจน์เองจริงๆเลย เป็นความจริงๆนะ เราได้สัจธรรมจริง เราก็จะเป็นคนที่รู้เอง เห็นเองว่า เราเป็นโสดา เราเป็นสกิทา เราเป็นอนาคา เราเป็นอรหันต์แล้ว รู้โดยคนอื่นที่มารู้ตามเราไม่ได้เรียกว่า ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นผู้ที่รู้ได้ด้วยตนของตนเอง มีของตน คนอื่น เขาหลอกไม่ได้ แม้จะให้อาจารย์คนนั้น คนนี้มาบอกได้ญาณ 5 แล้ว ญาณ 3 ญาณ 8 แล้ว ขี้หลอกทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าให้คนอื่น มาบอกญาณ พระพุทธเจ้า มีแต่บอกว่าให้มีญาณตนเอง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ แปลว่า ต้องรู้ของๆตนเองเป็นไม่ต้องอาศัยผู้อื่นรู้ ตนเองต้องรู้ได้ด้วยตน นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้ เพี้ยนไปหมด ตั้งคณะสำนึกขึ้นมา อาจารย์ใหญ่ เออ มาญาณเท่าไหร่ มาสอบญาณ คนไหนได้ญาณ 2 ญาณ 5 ญาณอะไร อวดดี นอกรีตพระพุทธเจ้าสอนเสียนี่ เดี๋ยวนี้ ไปกันใหญ่แล้ว ศาสนา มันค้านแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า นี้ถามเรื่อง โสดา สกิทา มันก็ต้องศึกษาหลักการ แล้วก็มาพิสูจน์ดูเนื้อหาสาระอันนั้นเองจริงๆ
ถาม : กระผมกราบนมัสการ เรียนถามเพิ่มเติมครับ เกี่ยวกับสังโยชน์ประการที่ 1 ว่า ถึงประการสุดท้าย นี้ ตอบ : โอ้โฮนี่ อาตมาอธิบายให้ได้นะ อธิบายให้ละเอียด 7 วัน 7 คืน ก็ได้สังโยชน์10 นี่นะ แต่มันพูดไปแล้ว อาตมามันไม่ใช่ดูถูกพวกคุณ มันเป็นเรื่องของปรมัตถ์ เป็นอารมณ์ทางจิต ซึ่งยากๆ นะ ต้องมาเรียนรู้จิตวิญญาณ มีพื้นฐาน และเข้าใจอารมณ์อาการของกิเลสเป็นอย่างไรๆ และพูดไปมันก็จะเข้าใจ อ๋อ กิเลสอย่างนี้ มันจะลดอย่างนี้ และมันบางอย่างนี้ อ๋อ เข้าใจดี ก็อาตมาอธิบายให้ฟังนี่ ต้องแปลภาษาให้ฟังเท่านั้นเองนะ หัวข้อบอกไปแล้วตั้ง 10 ข้อ 1.สักกายทิฐิสังโยชน์ 2.วิจิกิจฉาสังโยชน์ สักกายทิฐิสังโยชน์ ก็หมายความว่า รู้แจ้งในสักกายะของตน แล้วก็ลดสักกายะของตนนั้นถูกตัวอย่างนี้ อาตมาแปลนะ แต่คนอื่น เขาแปลว่า พ้นความมีตัวตน ซึ่งฟังแล้ว พ้นความมีตัวตนนี่ มันรวมหมดเลย ในตัวตน ในระดับสูงหมดตัวตนทุกอย่าง มันเป็นพระอรหันต์แน่ ต้องรู้จักสักกายะ คือรู้จักตัวตนหยาบ ตัวตนใหญ่ สักกายะ นี่แปลว่า ตัวตนหยาบใหญ่ของตน และก็ต้องพ้นจากสักกายะตัวตนนี่ สักกายะที่ 1 2.รู้ จะต้องเข้าใจสักกายะ และจะต้องปฏิบัติลดละสักกายะ อย่างเห็นแจ้ง รู้จริง ไม่สงสัยในการปฏิบัตินั้น หมายความว่า ต้องมีความรู้ จนปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าอย่าง เอ๊ อย่างนี้ใช่หรือเปล่าๆ ทำอย่างนี้ ถูกหรือเปล่า ไม่ใช่ ต้องรู้ชัดว่าไม่สงสัย ไม่ลังเลอย่างนี้ถูกแล้ว รู้ปฏิบัติได้อย่างนี้แหละ สัมมาทิฐิ ถูกแล้วปฏิบัติอย่างนี้แหละ ตรงทางแล้ว เรียกว่าพ้นวิจิกิจฉา 3.พ้นสีลลัพพตปรามาส สีลลัพพตปรามาส หมายความว่ามีศีลสำหรับตนเอง คนเรา จะปฏิบัติแค่ศีล 5 ก็ว่าไป มีศีลตัวเองตามฐานะ ถ้าเราทำได้ศีล 5 แล้วจะทำศีลสูงขึ้นไปอธิศีลของศีล 5 ก็มีอีก หรือ จะเป็นศีล 8 สำหรับตัวเราจะถือศีล 8 ก็ว่าไป เมื่อมีศีลเท่าไหร่ แล้วก็ปฏิบัติตามนั้น เรียกว่า พรต หรือบำเพ็ญ ประพฤติปฏิบัติพรต พรต เมื่อปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่ปฏิบัติเล่นแค่ๆ ลูบๆ คลำๆ แค่จับๆจดๆ แค่เล่นๆเหลาะๆ แหละๆ ไม่ได้ แต่ต้องปฏิบัติจนมีมรรคมีผลเรียกว่าพ้นสีลลัพพตปรามาส นั่นแหละ เมื่อปฏิบัติมีมรรคมีผล ถึงเจริญขึ้น เป็นอริยะ มีหลักการแน่นอน นี่คือสังโยชน์ 3 ส่วนข้อ 4 ข้อ 5 ก็พ้นกามราคสังโยชน์ ข้ 4 พ้นปฏิฆสังโยชน์ข้อ 4 กามรคะ ก็คือ กามนี่แหละ รู้อาการของกาม อาการของกามนี่ดับสูญไปหมด พ้นสูญ ก็หมายความว่าหมดกาม ข้อ 4 หมด ปฏิฆะ ก็คือความไม่ชอบใจ ความขัดเคือง หมด ความไม่ชอบใจ หมดความขัดเคือง เป็นคนไม่ขัดเคือง ไม่ โกรธ ไม่ขัด ไม่เคือง ไม่ขัดใจอะไร ใครจะยังไง ใครจะมาด่ามาว่า ก็ไม่ขัดเคืองจริงๆ มันเหมือนคนประหลาด นะ ใครมาว่าไม่รู้จักโกรธ ไม่รู้จักขัดเคือง ไม่รู้จักชัง ไม่รู้จักหงุดหงิด ไม่รู้จักรำคาญอะไรนี่ เอ๊อ เป็นคนยังไงนะ แต่เป็นคนสบายนะซิ ถ้าเป็นคนอย่างนี้ เป็นคนมีความสุขที่สุดเลย พ้นกามราคสังโยชน์ พ้นปฏิฆสังโยชน์ เป็น 5 สังโยชน์ ใครพ้น 5 สังโยชน์นี้เป็นพระอนาคาแล้ว พระอนาคา ก็ไปลดอีก 5 คือ ข้อที่ 6 ก็รูปราคสังโยชน์ รูปราคะก็คือ ราคะชนิดเหลือในภพ เป็นราคะเหลือน้อย ไม่มีแรงหรอก รูปราคะ อรูปราคะ อรูปราคะ ก็ยิ่งอ่อน ก็ยิ่งน้อยกว่ารูปราคะลงไปอีก สังโยชน์ข้อที่ 7 อรูปราคสังโยชน์ ก็ยิ่งอ่อน ก็ยิ่งน้อยเหมือนกับคนนี่นะ เป็นคนแล้วแต่ว่า ตอนนี้ หมดฤทธิ์หมดความเป็นคนแล้ว เป็นมนุษย์พืช จะฟื้นขึ้นมาเป็นมนุษย์ธรรมดาอีกไม่ได้แล้ว เหมือนกับคนที่พ้นสังโยชน์ 5 ขึ้นสังโยชน์ไปสู่พระอนาคามีแล้วนี่ กิเลสกาม กิเลสราคะจะไม่เกิดใหม่อีก จะไม่ฟื้นอีก เหมือนกับคนที่เป็นมนุษย์พืชนี่จะไม่ฟื้นขึ้นมาเป็นคนอีก จะได้เป็นคนมีชีวิตอยู่แค่นั้นแหละ ไม่ฟื้น มีแต่จะไปหาตาย เหมือนกับมนุษย์พืชนี่ คล้ายๆอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เหลือรูปราคะ อรูปราคะ จะมีไม่มีเหมือนกัน มีราคะนี่ แต่อ่อนแรง ไม่ฟื้น ไม่พากลับ จะมีหิริ มีโอตตัปปะ มีความละอายต่อบาป ว่าโอ๋ย ไอ้ราคะนี่ ไม่เอา เห็นความจริงเลย มันไม่ใช่เรื่องน่าจะยินดี จะลดจะละ มีแต่ทรงกับจะทำให้กิเลสเหล่านี้หมดไปเท่านั้นเอง นี่ส่วนเหลือ อันที่ 8 ก็มานสังโยชน์ มานสังโยชน์ นี่คือความถือดี เป็นตัวตนชนิดที่ว่า มีความดีพระอนาคามี นี่มีความดีเยอะแล้ว ถือดี โอ๋ เบ่งข่ม ยิ่งใหญ่ ใครมาแตะไม่ได้ ถือตัวถือดี เรียกว่าไม่ชอบใจฉันไม่ทำกะแกละ ฉันไม่เอากะแก หมิ่นหยามคนอื่น ถือดีแล้วติดดี เอาดีนี้ไปข่มคนอื่น เอาดีนี้ไปอวดไปอ้างต่างๆนานา พวกนี้มานะ 9.อุทธัจจสังโยชน์ ส่วนเหลือพลิ้วๆ พรายๆ ยังรอยพลิ้วยังเหลือเศษเก็บกวาดให้เกลี้ยง กิเลสที่เหลือไม่ว่าจะเป็นกิเลสเหลือเศษอะไรก็แล้วแต่ ต้องรู้ให้ครบให้หมด มันจะเป็นกิเลสส่วนมากก็เป็นกิเลสในระดับลึก หรือ ระดับอ่อน เป็นอาสวะ หรือเป็นอนุสัยเป็นต้น อุทธัจจะนี่ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเห็นให้ได้ว่า เราจะต้อง อุทธัจจะนี่ แปลว่า ลอยขึ้นเบื้องบน เป็นกิเลสที่เราจะต้องมีญาณที่ละเอียด ที่จะต้องเก็บส่วนละเอียดที่เหลือให้ครบครัน เพราะฉะนั้น ถ้าพ้นสังโยชน์ข้อที่ 9 แล้ว เสร็จ ก็จะพ้นสังโยชน์ข้อสุดท้าย อวิชชา อวิชชาสังโยชน์ นี่รวมหมดนะ พ้นอวิชชา อุทธัจจะ เมื่อรู้จัดส่วนเก็บเศษหมด ก็พ้นอวิชชา ก็เป็นวิชชา สังโยชน์แปลว่าความผูกอยู่กับโลก เพราะฉะนั้น หมดความผูกอยู่กับโลกกับเขาหมดเลย เป็นคนหลุดพ้นโลกทุกอย่าง โอ๊ ตั้งใจจะเอาอรหันต์เลยหรือสาธุจริงๆ นะ อาตมาอยากได้ๆ ทีเดียวแหละ ถาม : กระผมขอเรียนถามปัญหา 3 ประเด็นนะครับ ประเด็นแรกนี่ เท่าที่กระผมได้เคยอ่านจากหนังสือนะครับ มีทำเนียมอรหันต์ในประเทศไทย อันนี้ไม่ทราบว่าใครเขียน พ่อท่าน : อาตมาเพิ่งเคยได้ยิน โอ้โฮ มีกี่องค์ ผู้ถาม : มีอยู่หลายองค์นะครับ พ่อท่าน : ใครองค์ที่หนึ่ง พอจำได้ไหม ผู้ถาม : ก็พอจำได้บ้างนะครับ พ่อท่าน : บอกให้เป็นบุญหูให้หน่อยซิ ใครบ้าง ที่เขาขึ้นทำเนียบเอาไว้ โอ้โฮ อาตมายังไม่เคยเห็นน่ะครับ ที่จำได้ก็มี ผู้ถาม : หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ขาว อนาลโย แล้วก็ หลวงปู่ฝั้น จำได้แค่นี้นะครับ เมื่อเช้า นี้กระผมได้ฟังพระคุณท่าน เทศนาบอกว่า การศึกษานะ ครับทางโลกนี่ มุ่งให้มีปัญญาเพื่อไปเป็นเฉโก ว่าอย่างนั้นนะครับ ทีนี้กระผมอยากจะทราบว่า การศึกษาทางด้านพระนี่ ถ้าเปรียญ 8 เปรียญ 9 นี่ เป็นเฉโกด้วยเปล่า ตอบ : เป็นเฉโกด้วย เพราะสอนไม่ถูกทาง เปรียญ 8 เปรียญ 9 ที่บอกว่าแล้ว ก็สึกออกไป สร้างหลักฐาน มีเมีย มีลูก บางคนมีเมียหลายคนด้วย พอสึกออกไปๆ มีเมียหลายคนด้วย จบเปรียญ 9 นี่แหละ และดังอยู่ในสังคมเดี๋ยวนี้ ไม่อยากออกชื่อ ถาม : อยากจะให้หายสงสัย คำว่า "สะสม" คำว่า "ประหยัด" คำว่า "อดออม" เท่าที่ผมฟังพระคุณเทศนาไปผมเขวไปหมดเลยครับ การสะสม การประหยัด การอดออมการอะไร เพราะว่าตอนเช้าๆ อบรมไปก็ว่าด้วยนะครับ ก็เลยสงสัยนะครับ มี 3 ข้อ แค่นี้แหละ ครับ ตอบ : ทำเนียบพระอรหันต์ อาตมาไม่อยากวิจารณ์หรอก อาตมาขอประกาศเลยว่า พระอรหันต์ในประเทศไทยไม่มี แต่มีพระอริยะ อาตมารับ อาตมาเอง อาตมาก็ประกาศหลวงปู่มั่น อาตมาก็ยอมรับว่าเป็นอริยะ แต่ไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไม่ถึงอรหันต์ ถ้าอรหันต์ แค่นั้นอาตมาไม่เอาละ ศาสนาพุทธแค่นั้น ถ้าอรหันต์ ได้ระดับแค่นี้ อาตมาว่าศาสนาเสื่อม ศาสนาไปไม่รอด ไม่ว่าอาจารย์ขาว อาจารย์ฝั้นก็ตาม ยิ่งอาจารย์หลวงปู่แหวนด้วยแล้ว อาตมาไม่ให้เป็นอริยะเลย หลวงปู่แหวน ยังไม่ได้ขีดเป็นอริยะ หลวงปู่แหวน เหมือนฤาษี ก็มักน้อยสันโดษฤาษีพระมหาวีระ มักน้อยสันโดษยิ่งกว่าหลวงปู่แหวนอีก แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับแม้แต่โสดาบัน ต้องศึกษาดีๆ ถึงจะรู้เพราะคุณธรรมไม่มีประโยชน์งองแงงไม่รู้อะไรเลย ช่วยคนไม่ได้หรอก แต่ก็อดเก่งนะ สะกดน้อย ไม่เอาอะไร บอกแล้ว ว่าพวกฤาษี นี่ไม่นุ่งแม้แต่ผ้า ศาสนาพระมหาวีระ เคยได้ยินไหม พวกนิครนถ์นาฏบุตร นี่โอย มักน้อย กว่านี้อีก แต่พระพุทธเจ้าไม่ให้แม้แต่แค่พระโสดาบัน ต้องศึกษาดีๆ จะรู้ เพราะฉะนั้น จะรู้พระอริยะ นี่ไม่ใช่ได้ง่ายๆ ต้องมีญาณ ตนเองจะต้องเป็น จะต้องมี ได้ถึงจะรู้คนอื่นได้ง่าย ถ้าตนเองไม่เป็นจริง ท่านถึงบอกว่า พระอรหันต์ จึงจะรู้อรหันต์ โสดาจึงจะรู้โสดาได้ โสดาก็ยังรู้โสดายากเลย แม้แต่อรหันต์เอง ก็ยังรู้จักอรหันต์ไม่ง่าย พระสารีบุตรสอนลูกศิษย์อยู่ ลูกศิษย์เป็นพระอรหันต์แล้ว พระสารีบุตร ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอรหันต์ จนเพื่อนพระด้วยกัน ถึงบอกท่านพระสารีบุตร ก็ไปสอนลูกศิษย์องค์เป็นอรหันต์ ที่เป็นอรหันต์แล้ว ท่านก็ไปท้วงเขาเหมือนเขายังไม่บรรลุอรหันต์ ลูกศิษย์อีกคนไปบอกอาจารย์องค์นี้ ท่านบรรลุอรหันต์แล้ว พระสารีบุตร ถึงค่อยบอก เหรอ หรือมันไม่ใช่ง่ายนะ ขนาดพระสารีบุตร ยังไม่รู้เลย ว่าลูกศิษย์สอนอยู่กับมือยังไม่รู้เลยว่าบรรลุอรหันต์ ไม่รู้เลย ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ในการเดาส่งนี่ อวดดี แหม แต่ละคน ที่ไปทำทำเนียบ แต่ละคน ล้วนแล้วแต่เป็นแค่โสดา พวกนี้โซดาอยู่ทั้งนั้เลย และ แล้วยังไปวัดเกรดคนนั้นคนนี้ ตัดเกรดคนนั้นคนนี้ เป็นโน่น เดาทั้งนั้นนะ อันนี้ อาตมาขอตอบแค่นี้แล้วกัน อาตมาจะพูดมากกว่านี้ ก็ดูเหมือนไปข่ม ไปดูถูก แต่อาตมาให้ในระดับ ขนาดอาจารย์มั่นนี่นะ เป็นอริยะ แต่อาตมาไม่บอกว่าระดับไหนก่อน ให้อาตมาเป็นผู้ที่มีคนยอมรับกว่านี้ อาตมาจะเปิดเผยแล้วจะบอก อาตมาเคยประกาศคนเป็นอริยะ เคยประกาศว่าใครเป็นอริยะบ้าง อาตมาประกาศพอสมควร ไม่ใช่ว่าอาตมาไปเที่ยวได้หลงใหล ไม่มีอริยะ ไม่มีอะไร ไม่ใช่ มี แต่ไม่ใช่มันไปเปรอะๆ เลอะๆ อะไรไปมากมายอะไรอย่างนั้น อันที่สองในเรื่องของโคตรภูบุคคลนี่ยังไม่เป็นโสดา ยังไม่เป็นอริยะ แต่เป็นคนที่อยู่ระหว่างรักษาฐานะของตนเอง เป็นผู้ไม่สึกมาเป็นคนโลกได้เท่านั้นเอง กึ่งๆ อยู่ระหว่างกึ่งกลาง ยังไม่ได้ เอาละ จึงบอกว่า อย่าเพิ่งไปเดาเลย ถ้าคุณอยากรู้จริงๆนะ ปฏิบัติตนเข้าซิ ให้มีญาณ ทางของพระพุทธเจ้า ค้นคว้าหลักฐานพระไตรปิฎกยังอยู่นะ พระไตรปิฎก 45 เล่มนี่ เอามาเรียนรู้ดีๆ มีทางที่บอกไว้ มันก็ยากเหมือนกันว่ากันอธิบายกัน ฎีกาจารย์ อนุฏีกาจารย์ อธิบายก็อธิบายไปตามภูมิ พาเขวออกไปเยอะเลย อาตมาไม่อาศัยเลย ฎีกาจารย์ต่างๆนี่ เพราะว่าพาเขวออกไปจะให้อาตมาอธิบาย จะค้านแย้งกับฎีกาจารย์ อนุฎีกาจารย์พวกบรรดาอาจารย์ ที่อธิบายเรียกว่าอธิบายเป็น Text book อีกทีหนึ่งนะ มันไปกันใหญ่เลยนะ อาตมาก็เลยไม่ไปอ่านของเขาละ เขาจะว่าก็ว่ากันไป อาตมาก็พยายามอธิบายตามที่อาตมาเห็นว่าจริง ใครอยากเชื่อก็เชื่อ ใครไม่อยากเชื่อก็แล้วไป อาตมาไม่มีเวลาไปเที่ยวสู้กันอยู่ว่าใครผิดใครถูก ไม่มีเวลานะ ไม่ซิ อาตมาตอบไม่ได้ เขาจะไปสำรวจ เขาจะเป็นยังไง อาตมาไม่รู้ เอาอะไรมาสำรวจอย่างคุณเหมือนกัน ถ้าคุณงง อาตมาก็งงด้วยเหมือนกัน เอาอะไรไปตรวจเขา เอาอะไรไปวัดเขา ท่านองค์นั้นเป็นใคร อาตมาก็ยังไม่รู้เลย ที่ไปวัดเขานั่นน่ะ และจะมีภูมิธรรมเท่าไหร่ ก็ยังไม่รู้ อาตมายังไม่รู้เลยว่าเป็นใคร แถวรอบนอกกรุงเทพฯ รอบนอกกรุงเทพฯ มันก็อีก 75 จังหวัดนะซิ แถวรอบนอกรุงเทพฯ อีกตั้ง 75 จังหวัดนั่นซิ ในประเทศไทยมี 76 จังหวัด มันก็อีรอบนอกกรุงเทพฯ ก็ 75 จังหวัด และมันก็จังหวัดไหนละ อาตมาจะไปรู้ได้อย่างไร ปทุมธานี โอ่ แถวปทุมธานี พวกที่นั่งหลับตาแล้วไปตรวจเหรอเอาละ พวกธรรมกายก็เป็นพวกทุนนิยมชั้นหนึ่งละ ธรรมกายก็พวกหนึ่ง ถาม : การศึกษาของพระ จะเป็นเฉโกด้วยหรือเปล่า ตอบ : การศึกษาของพระ นี่ ก็เป็นศึกษาที่ไปเพื่อการอลังการ ความรู้ที่พอจะเอาไปขึ้นกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ได้ การศึกษาแบบนี้ ใช่เป็นเฉโก แต่ถ้าศึกษาไป เพื่อลดหน่าย คลาย อย่างที่อาตมาว่า ตรวจตามหลักของพระพุทธเจ้า 8 ข้อซิ เป็นไปเพื่อลดละกิเลส หน่ายคลายวิราคะ วิสังโยค อปจยนะ ไม่สะสม อัปปิจฉะ มักน้อย สันตุฏฐิ สันโดษ ปวิเวกะ สงบจากกิเลส วิริยารัมภะ เป็นผู้ขยันหมั่นเพียร ปรารภความเพียร สุภรตา เป็นคนที่เลี้ยงง่าย ตีนติดดิน เอาอย่างนี้ เอาหลักการ 8 ข้อนี้มาตรวจสอบซิ ถ้าศึกษาแล้วผู้ที่จะศึกษานั้นจะเรียนได้เป็นเปรียญ 5 เปรียญ 8 เปรียญ 9 อะไร แล้วท่านก็ประพฤติสอดส่องใน 7 8 หลักนี้ จะได้เป็นไปเพื่อปัญญา ไม่ใช่เป็นไปเพื่อเฉโก ส่วนประเด็นที่ 3 ที่บอกว่า สะสม ประหยัด อดออม อะไรอย่างนี้นะ คำว่า ประหยัดนี่ลึกซึ้ง ประหยัดแตกต่างกับความตระหนี่ คือมันหวงแหน เห็นแก่ตัว สะสมเอาไว้เป็นของตัวของตน ส่วน ความประหยัดนี่คือ ละเอียดลออ ไม่ทำให้สูญเสีย สุรุ่ยสุร่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ผลาญพร่า แต่กล้านะ จะจ่ายมากกวาเยอะก็แล้ว ถ้าเป็นประโยชน์คุณค่า ไม่สูญเสียๆ เกิดคุณค่าทางสร้างสรรเป็นประโยชน์ ยิ่งเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมด้วย ยิ่งเข้าใจคำวาประหยัดนี่ หรือเป็นประโยชน์ในตัวเองก็ตาม เป็นประโยชน์ที่มันจะสร้างสรร ไม่ใช่ประโยชน์ผลาญพร่า หรือประโยชน์กอบโกย ความเห็นแก่ตัว เรียกว่าตระหนี่ ไม่ใช่ประหยัด เพราะฉะนั้น ประหยัดนี่ไม่ใช่ตระหนี่ ประหยัดคือเป็นผู้ที่รู้จักไม่สูญเสีย เป็นผู้ที่สุขุมประณีต ไม่ให้ผลาญพร่า ไม่ให้ทำลาย ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ถ้ามันใช้สิ่งที่มีนั้นให้เกิดคุณค่า ประโยชน์ได้มากเท่าไหร่ เรียกว่าประหยัดประณีต ส่วนการสะสมนั้น ก็คล้ายๆกับตระหนี่ กอบโกยเอาไว้เป็นของตัวของตน คือไม่ถามคำว่าตระหนี่ อาตมาอธิบายคำว่าตระหนี่ให้เลย เป็นตัวสะสมนี่ คล้ายกัน จะว่าเป็นคำที่ใช้แทนเป็นแทบจะได้ ตระหนี่ กับสะสมนี่ เพราะคนสะสมนั่นคือ คนเอามากอบกองเอาไว้ ฉันใดฉันนั้น ตระหนี่ กอบโกยไว้ กอบกองไว้ให้ใคร ก็กอบกองเอาไว้ให้แก่ตัวเอง เพราะตามหลักการแล้ว คนเราไม่ควรสะสมกอบโกยไว้เป็นของตนเอง ควรจะสะพัดให้คนจะสะพัดให้คนอื่นได้ จะต้องรู้ความจริง ว่าการสะพัดนี่ เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้น เราสะพัด หรือเราแจกจ่าย ทำทาน ทำบริจาค เกื้อกูลแก่ผู้อื่น คนนั้นจะต้องเห็นจริงเลยว่านี่เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ เป็นความดี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive