381001_นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ ทางวิทยุ มก. บางเขน กทม .docx
เนื้อหาในไฟล์
381001_นิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ทางวิทยุ มก. บางเขน กทม.
_ผู้ดำเนินรายการ…ค่ะ สวัสดีค่ะ คุณผู้ฟังคะ พบกับรายการธรรมะ ประจำวันเสาร์กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ กับรายการ "ไขปัญหากับท่านสมณะโพธิรักษ์" ค่ะ ทางสถานีวิทยุ มก. บางเขน A.M. สเตอริโอ ความถี่ 1107 กิโลเฮิร์ตซ์ นะคะ รายการนี้ คนภาคเหนือ คนภาคอิสาน แล้วก็คนภาคใต้ สามารถที่จะรับฟังพร้อมกันได้ทั่วประเทศค่ะ เราออกอากาศผ่านส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมไปนะคะ สำหรับผู้ร่วมรายการในวันนี้เหมือนเช่นเคยค่ะ อาจารย์ แรงเกื้อ ชาวหินฟ้า อ.แรงเกื้อ: ครับ สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังที่เคารพทุกท่าน คุณหนึ่งฟ้า: นาวาบุญนิยม คุณหนึ่งฟ้า: ค่ะ สวัสดีค่ะ และดิฉัน ธารดาว ทองแก้ว ร่วมกันดำเนินรายการค่ะ กราบนมัสการ หลวงพ่อค่ะ สำหรับหัวข้อที่เราจะสนทนากันใน วันนี้นะคะ เป็นคำถามค่ะ ที่ฝากถามมา จากนักศึกษามหาวิทยาลัยสงฆ์นะคะ ซึ่งก็เป็นหน่วยการศึกษาแห่งหนึ่งของพระภิกษุนี่ค่ะ ฝากถามมาว่า นิพพานเป็นอัตตาหรือว่าอนัตตา รู้สึกเป็นหัวข้อที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ
พ่อครูว่า…แหม คำถามนี้ นี่ (ลึกซึ้งมาก) มันคงจะต้องฟังกันอย่างดีเลยนะ (ค่ะ) จะเรียกว่าต้องตั้งใจฟังจริงๆ ยังไงๆ เกาะยอดตาลฟังดีๆ ก็แล้วกัน อย่าตกลงมาก่อนก็แล้วกันนะ จริงๆ แล้วเรื่องนี้ นี่เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ น่ะ เป็นอุตริมนุสธรรมขั้นยอดน่ะ พูดกันถึงเรื่องนิพพานนั่น ไม่อุตริมนุสธรรม คงไม่ได้แล้วล่ะ แต่ว่า ก็จะต้องฟังดีๆ สมควร ก็คิดว่าจะอธิบาย ก็ฟังกันไปนะ แม้แต่ผู้ที่จะเป็นอนุปสัมบัน เป็นอะไร ก็ต้องฟังให้ดี ในความหมายอันนี้ เป็นเรื่องที่ยัง ข้องใจ เพราะว่าศึกษากันทางตรรก ศึกษากันโดยบัญญัติ โดยภาษา โดยเหตุ โดยผล มีแต่ความคิดคำนึงหรือว่าผกผันกัน ด้วยแง่เชิงของเห
อ่านต่อ
ตุและผลกัน เท่านั้นเอง "นิพพาน" หัวข้อคำถาม ว่า "นิพพาน เป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา" (ค่ะ) ก่อนอื่น จะต้องเข้าใจอัตตา แล้วก็เข้าใจอนัตตา เป็นลำดับๆ ไปเสียก่อน ในลำดับในความหมายของ "อัตตา" นี่ ก็แปลกันง่ายๆ ว่า "เป็นตัวตน เป็นตัวของเรา" น่ะ เป็นตัวเรา "อนัตตา" ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวตนน่ะ ไม่มีตัวเรา ทีนี้ในความหมายอย่างนี้นี่แหละ แล้วก็มาพูดกัน แล้วก็มาอธิบายกัน โดยหลักของตรรกศาสตร์ ก็พูดกันได้ เช่นพูดว่า ทุกอย่างมันก็ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เนื้อไม่ใช่เรา หนังไม่ใช่เรา อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่พระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสนะว่า เนื้อไม่ใช่เรา หนังไม่ใช่เรา ให้ไปพิจารณา เมื่อพิจารณาแล้ว จะละหน่าย คลาย ว่าอย่างนั้นนะ จริง มันก็ละหน่าย คลาย ได้ส่วนหนึ่ง ในเรื่องของสมมุติสัจจะ ทำแล้วก็ค่อยๆ หน่าย ค่อยๆ คลาย แล้วค่อยลด ค่อยละได้ ก็เป็นเหตุผล เป็นเหมือนคาถา เป็นเหตุผล เป็นคาถาที่พิจารณา ให้ซ้ำซ้อนเลยว่า นี่ไม่ใช่ของเรานะ ไม่ใช่ทรัพย์ที่เราจะยึดจะติด ไม่ใช่ของที่เราจะยึดจะติด อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นของเรา นี่แฟนของเรา นี่คนรักของเรา นี่ทรัพย์ของเรา อะไรต่างๆ นานา นี่ ยึดอยู่ มันก็หวงแหน แล้วมันก็ติด ก็หลง ก็ใหลอยู่อย่างนั้นไป ถ้าพรากจากกันก็เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสแล้วว่า การพราก ไม่มีอะไรที่จะไม่พรากจากกันนะ ให้พิจารณาเสมอๆ ด้วยให้ปัจเวกขณะ ในเรื่องของ ว่า ไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกันในโลกนี้ น่ะ ทีนี้มาเข้าเป้าสำคัญๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ขยาย อาจจะวนไปวนมานะ แต่ว่ามันเป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องของจิต เจตสิก ก่อนอื่น เราจะต้องเข้าใจ คำว่า "อนัตตา" ที่อธิบายกันใน 2 นัย นัยหนึ่ง ก็คือ "อนัตตา" อธิบายกันด้วย หลักตรรกศาสตร์ อย่างที่กล่าวแล้ว มันก็มีผลบรรเทาทุกข์ มีผลทำให้เกิดอุปการะในการพิจารณาซ้ำซาก ก็เกิดการเจริญธรรมขึ้นมาได้บ้างเหมือนกัน
อย่างที่กล่าวแล้วว่า เออ อะไรก็ไม่ใช่ของเราหรอก วางเถอะ ปล่อยเถอะ อย่าไปยึดติดว่าจะไปเป็นอะไร ก็ได้บ้างน่ะ นั่นเป็นการอธิบายในวิธีที่จะ ให้พิจารณา แต่ทีนี้ความจริงของตัวเอง ของสัจจะเอง ของความเป็นอนัตตานี่ อีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่การ...คิดว่า อะไรก็ไม่ใช่ของเราเท่านั้น อันนี้อยู่ใน อัตตานุทิฏฐิสูตรก่อนจะถึงอัตตานุทิฏฐิ ก็จะต้องเข้าใจตั้งแต่ มิจฉาทิฏฐิสูตร แล้วก็ สักกายทิฏฐิสูตร แล้วก็ อัตตานุทิฏฐิสูตร มี 3 สูตร สูตรที่ 1 มิจฉาทิฏฐิสูตรนี้ ถ้าผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว เกิดสภาวธรรม เกิดสภาวธรรมนี่ ก็หมายความว่า เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว จะอ่านรูปนาม จะอ่านจิตวิญญาณ อ่านอาการลิงคะ นิมิต ของจิตออก อ่านอาการของจิตได้ แล้วก็วิเคราะห์จิตออกได้ว่าอย่างนี้เป็นกิเลส อาการอย่างนี้เป็นกิเลสที่จิตนะ ที่ในจิต ต้องเรียนรู้ถึงปรมัตถ์ ปรมัตถธรรม หรือปรมัตถสัจจะ อ่านอาการของ จิตออก จิต เจตสิกนี่ คือปรมัตถ์ เมื่ออ่านอาการจิตเป็น วิเคราะห์ว่านี่คือกิเลส สมมุติว่า นี่คือกิเลสราคะ แล้วเราก็จับราคะนี้ได้ เราจะเห็นราคะนี้แหละไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น มิจฉาทิฏฐิสูตรนี่ ท่านจะอธิบายไว้ว่า เป็นผู้ที่อ่านจิตวิญญาณโดยผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ 6 ทวารนี้ เมื่อเกิดผัสสะแล้ว จิตก็จะเกิดสังขาร เมื่อเกิดสังขารแล้ว ก็จะมีกิเลสนี่เข้าไปปรุงปุ๊บๆๆๆ เลยนะ นี่อาตมาต้องพยายามอธิบายช้าๆ ละเอียดๆ ให้ฟังดีๆ นะ บอกแล้วว่าต้องปีนต้นตาลอ่าน ฟังดีๆ ทีนี้ เมื่อจับกิเลส หรือสังขารนั้นได้แล้ว ต้องวิเคราะห์ มีธัมมวิจัย ต้องมีธัมมวิจัยใน ระดับธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือมีตีรณปริญญา อาตมาออกจะใช้ภาษาบาลีมากหน่อย ต้องขออภัยเป็นอย่างมากเลยนะ เพราะว่าถ้าจะอธิบายโดยภาษาไปเฉยๆๆๆ นี่ มันก็ไม่เข้าจุดที่ว่า ถ้าผู้ฟังมีพื้นฐานมาบ้างแล้ว จะเข้าใจได้ดีมากน่ะ คือต้องวิจัย หรือว่าจะต้องมีการพิจารณาได้ วิเคราะห์ได้ แยกรูป แยกนามออก แยกอาการของกิเลสได้ ว่า อ๋อ กิเลสเป็น อย่างนี้ ธาตุที่แยกนี่ก็เป็นจิต หรือเจตสิกตัวหนึ่ง ของตนเองนี่แหละ แล้วก็ อ่านจิตของตัวเอง หรือกิเลสมัน มันแปลงตัว หรือมันอยู่กับจิตของเรา มันแปลงตัว มันสนิทเนียนนะ มันเหมือนกับเป็นของเรา เป็นตัวเราเลยนะ เห็นเป็นอัตตานั่นเอง มันเคย กิเลสนั่น มันเคยยึดตัวเราเป็นเป็นอัตตาใน ตัวเรา ความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่า ไม่ใช่อัตตา จิตไม่ใช่อัตตา กิเลสไม่ใช่อัตตา ฟังตรงนี้ให้ดีๆ นะ มันไม่ใช่ตัวตน ภาษาที่บอกอนัตตานั่นแหละ ไม่ใช่ตัวตน แต่เราไปยึดไปติดมันเป็นตัวตนมานาน ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ากิเลสนี่ เป็น อาคันตุเก เป็นแขกจร ไม่ใช่ตัวในเราหรอก แต่มันมาเป็นเจ้าเรือนเรานานมาแล้ว
_ผู้ดำเนินรายการ… ค่ะ มันก็เป็นอารมณ์ของมนุษย์เราที่เบื่อๆ อยากๆ ตรงนั้นใช่ไหมคะ พ่อครูว่า… มันไม่ใช่เบื่อๆ อยากๆ มันอยากเลยแหละ มันก็ใช่ มันเวลาบางครั้ง มันก็เบื่อ อย่างเบื่อๆ นี่ ประเดี๋ยวมันก็มาอยากใหม่ มันไม่ได้ล้างกิเลสจริงๆ แล้วโดยวิธีที่ถูกทางแล้ว จนกระทั่งเกิดญาณปัญญาเห็นแจ้งว่า ถ้ามันลดละ ได้จริงแล้ว มันมีผลดีอย่างไรกับเรา เราจะเบา ว่าง ง่ายอย่างไรขึ้นมานี่นะก็ดี เอาละประเดี๋ยวอาตมาอธิบาย มิจฉาทิฏฐิสูตรก่อน เมื่อเรา เอาละ ลัดเมื่อกี้บอกแล้วว่า วิธีมันจะเกิดกิเลสนี่ มันก็ต้อง เกิดในใจของ ปั้นเอาก็ได้ ทวารทั้ง 6 นี่แหละ เมื่อเกิดแล้ว ฟังดีๆ นะ ผู้ฟังใหม่นี่ จะยากมากเลย เราจะเห็นความไม่เที่ยงคืออะไร ทั้งๆ ที่ท่านบอกว่า เห็นเมื่อมีผัสสะแล้ว จะเห็นความไม่เที่ยง เห็นเป็นอนิจจัง นี่เราจะเห็นไตรลักษณ์ ตรงนี้แหละ มิจฉาทิฏฐิสูตร ก็เห็นเป็นอนิจจัง พอไปถึงขั้นสักกายทิฏฐิสูตร จะเห็นเป็นทุกขัง พอไปถึงขั้นอัตตานุทิฏฐิสูตร จะเห็นเป็นอนัตตา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เรียกว่าเห็นไตรลักษณ์ แล้วจะมีตัวสภาวะเลย อนิจจังจะเห็นชัด ทุกขัง แล้วก็ทุกข์ลด จะเห็นชัด อัตตา เมื่ออัตตามี จนอัตตาหมด เป็นอนัตตาก็จะเห็นชัด เห็นความมีนะ ไม่ใช่ตรรกศาสตร์ ดังที่อธิบายตอนต้นแล้ว (ค่ะ) เอาละ ตรรกศาสตร์ ก็มีผลอุปการะบ้าง แต่อันนั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ อันนั้นไม่ใช่ปรมัตถ์ โดยสมบูรณ์ นี่กำลังอธิบายในปรมัตถ์น่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อเขต จะขออธิบายเขต ความว่า อนิจจัง ให้ฟังให้ชัดๆ อนิจจังคือความไม่เที่ยง มันไม่อยู่อย่างเก่า มันไม่ตายตัวอย่างเก่า อนิจจังไม่เที่ยง สมมุติว่า เราจับกิเลสได้มั่น แล้วเราก็พยายามกำหนดเลย ให้รู้ว่ากิเลสนี้ สมมุติอธิบายเป็นภาษาสมัยใหม่เลย มันมี 100 หน่วย มันเต็ม คะแนนเต็ม มัน โอ้โห! กิเลสเอา 100 หน่วยนะ กิเลสเราอ่านอาการออกแล้ว แหม อาการมันแรงขนาดนี้ เราให้ค่ามัน 100 หน่วย แนวมันมีแรง มันมีอะไรก็แล้วแต่ มี.. มี..
_ผู้ดำเนินรายการ… จำนวนอยู่ ปริมาณเท่านี้ๆ ได้หรือเปล่าคะ พ่อครูว่า… ฤทธิ์แรงมัน มันมีความเข้มข้น มันมีอะไรก็แล้วแต่ (ค่ะ) จะไป เรียกว่า ความควบแน่น ความเข้มข้น ความมีฤทธิ์แรงของมัน 100 หน่วย ทีนี้ เมื่อ 100 หน่วยแล้ว ทีนี้พอมันกระทบสัมผัส บอกแล้ว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเมื่อกี้นี้ (ค่ะ) มันก็เกิดกิเลสมันไม่ 100 เสียแล้ว มันขึ้น 150 ขึ้น 120 ขึ้น 110 อะไรนี่ มันไม่เที่ยง
_ผู้ดำเนินรายการ… เหมือนเกย์รถยนต์เลย ขึ้นใหญ่เลย... พ่อครูว่า… เหมือนเกย์รถยนต์ สัมผัสนี้ โอ้โห ฉันจะเอาแกแล้วนี่มาเลย ไอ้ 100 หน่วย มันไม่อยู่เท่าเก่าแล้ว นี่ คือไม่เที่ยง (ครับ) มันมากขึ้นมากขึ้น ถ้าเราไปให้มันมากขึ้น แล้วเราก็ไปบำเรอให้มันอีก ให้มันสมใจอีก มันก็จะอร่อย มันก็จะติดใจ ผนึกเข้าไป กิเลสก็จะหนาขึ้น กิเลสก็จะเพิ่มขึ้นๆ เพราะฉะนั้น ปุถุชน ผู้มีความหนานี่ ก็จะไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ยิ่งไปเสพให้มันอยากกินอร่อย ก็กินอร่อยให้มัน กิเลสมันก็หนาขึ้น จึงเรียกว่าปุถุชน อยากได้นั่น อยากได้นี่ คุณอยากได้กาม อยากได้ทรัพย์สิน ได้ทรัพย์สินมา สมใจก็ โอย ชื่นใจ ขึ้นสวรรค์หอฮ้อ สวรรค์หลอกนะ สุขัลลิกะเป็นสวรรค์หลอก สุขหลอกน่ะ ก็จะหนาขึ้น จึงเรียกว่าความไม่เที่ยงนี่เป็นปุถุชน กิเลสจะหนาขึ้นตลอดเวลา แล้วไม่เที่ยงนะ มันไม่ 100 ไม่อยู่อย่างเก่า มันจะหนาขึ้นเรื่อยๆ นี่เรียกว่า เริ่มแล้วเริ่มจะเห็นแล้ว เริ่มรู้แล้ว ว่ากิเลสเป็นเช่นนี้ (ค่ะ) รูปนามของกิเลส เป็นเช่นนี้ (หนาขึ้น) แล้วมันไม่เที่ยง เป็นเช่นนี้ มันหนาขึ้น แต่ทีนี้ทิศทาง ของสัจธรรมแล้ว จะต้องลดลง ละหน่ายคลาย กิเลสต้องไม่เที่ยงเหมือนกัน 100 หรือ ทำให้ลดเหลือ 99 ทำให้ลดเหลือ 90 ทำให้ลดเหลือ 80 ให้ได้ ผู้ที่ เห็นอย่างนี้เรียกว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิ รู้รูปนามอย่างนี้ เริ่มต้น เข้าไตรลักษณ์ อย่างนี้เรียกว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ใช่ว่าได้พ้นง่ายๆ หรอกนะ มิจฉาทิฏฐินี่ นี่พ้นมิจฉาทิฏฐิ ในชนิดปรมัตถสัจจะ
_ผู้ดำเนินรายการ… อันนี้หมายถึง เห็นในจิตใจตัวเอง พ่อครูว่า… เห็นในจิตใจตัวเอง วิเคราะห์วิจัยกิเลสออก แล้วก็เห็นกิเลสไม่เที่ยง เมื่อมันไม่เที่ยงนี่แหละ เราต้องทำให้มันลดให้ได้ เริ่มลดได้ ก็คือจะต้องเรียนรู้สมุทัย เหตุ ก็คือกิเลสนั่นเอง มีวิธี 2 วิธี สมถภาวนา กับวิปัสสนาภาวนา (ครับ) เมื่อทำสมถภาวนา ก็วิขัมภนปหาน หรือจะทำวิปัสสนาภาวนา ก็พิจารณา เห็นสัจจะ เห็นความจริงว่า มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ได้ทำให้เราสุข มันไม่ได้ทำให้ เราเจริญอะไรต่างๆ นานา รู้เลยว่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์จริงๆ ลดดูซิ ถ้าอาการทำให้อาการของกิเลสลดได้ ไม่เที่ยง แต่เป็นไปเพื่อความละหน่าย คลาย วิราคานุปัสสี ให้มันหน่ายคลาย เห็นความจางคลายของมันได้ ตอนแรก อนิจจานุปัสสี เห็นความไม่เที่ยง ตามเห็นความไม่เที่ยง ตอนต่อมาวิราคานุปัสสี ทำให้มันลดจางคลายลงได้ เมื่อมันลดจางคลายลงได้ นั่นแหละคือ ตอนนี้เข้าขั้นลดสักกายทิฏฐิ ตอนนี้แหละ กำลังเข้าสู่โสดาฯ โสดาฯ โสดาฯ จะพ้นสังโยชน์ 3 สักกายทิฏฐิ 1 แล้วก็วิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ก็ไม่สงสัย ต้องมั่นใจ ต้องมีญาณรู้นะ ญาณรู้ของตัวเองว่าตอนนี้บทของแท้นะ ไม่ใช่ว่าสงสัยคลางแคลง จับประมัตถสัจจะได้ เห็นรูป เห็นนามแท้ๆ เลย ยิ่งปหานตัพพา ยิ่งทำลายเจ้ากิเลสนี่ ลดได้ สมุทัยนี่ ลดลงได้จริงๆ นั่นแหละลดเหตุแห่งทุกข์ แล้วจะมีญาณอ่านว่า อ๋อ ทุกข์เป็นเช่นนี้ เมื่อลดเหตุแห่งทุกข์ อาการทุกข์ลดน้อยอย่างนี้ๆ นี่ เห็นทุกข์ เห็นความลดของทุกข์ เห็นทุกขสมุทัย เห็นทุกข์ เห็นทุกข์ สมุทัย เห็นไม่ถึงขั้นนิโรธ ยังไม่ถึงขั้นนิโรธ ก็เป็นวิราคานุปัสสี
_ผู้ดำเนินรายการ… รู้สึกว่ามันจะสัมพันธ์กันอยู่ด้วยใช่ไหมครับ พ่อครูว่า…แน่นอน มันสัมพันธ์กันจริงๆ นะ มันสัมพันธ์กัน มี เมื่อเราสามารถจับอาการของกิเลสได้ นี่เรียกว่ารูป การรู้รูป รู้นาม รู้อาการลิงคะ นิมิต อุเทศน่ะ อุเทศนี่ คือคำยกหัวข้อต่างๆ ขึ้นมาอธิบายสู่ฟัง เมื่ออธิบายรู้แล้ว เราก็ไปปฏิบัติ มันจะมีเครื่องหมายเรียกว่านิมิต ให้รู้ว่าเป็นอย่างนี้ เออ อย่างนี้แหละ กิเลสราคะ กิเลสโลภ มันต่างจากกิเลสโทสะนะ มันเป็นอาการอย่างนี้ จับอาการได้ แล้วก็มีเครื่องหมายในอาการที่ว่า นี่อาการราคะ นี่อาการโทสะ ถ้าใครเคยปฏิบัติธรรมแล้ว จะอ่านออก เออ นี่อาการมันกำลังเกิดเลย นี่ตอนนี้ ยิ่งเห็นปัจจุบันเท่าไหร่ ยิ่งเป็นวิปัสสนาเท่านั้นน่ะ แล้วก็พยายามละ ด้วยวิธีภาวนานี่แหละ เมื่อละได้ ไปเรื่อยๆ ตัวตนนี่มีภาษาอยู่ 3 คำน่ะ คำว่าอัตตา นี่เป็นตัวตนกลางๆ หมายถึง กลางๆ ทั่วไป เหมือนกับคำว่า คนนี่ คนนี่เรียกกลางๆ จะซอยละเอียดไปเป็นผู้หญิงก็คน ผู้ชายก็คน จะเรียกว่าเด็กก็คน คนหนุ่มสาวก็คน คนแก่ก็คนอะไร ก็แล้วแต่ (เป็น COMMON NOUN) ไอ้นั่นเป็นรายละเอียดต่ออีก แต่คำว่าอัตตานี่ ก็เหมือนคล้ายๆ กับคำว่า คน กลางๆ แล้วหมายถึงในระดับคำความหมายใน ระดับกลางๆ ด้วย สักกายะเป็นตัวตนที่ใหญ่ หยาบ ตัวการที่จับให้มั่นให้แม่น อันนี้แหละ คือตัวนี้ จำเพาะเอา คล้ายๆ กับว่า เอานะนี่ เอา นายแรงเกื้อ คล้ายๆ อย่างนี้ จำเพาะลงไปให้ได้ว่านี่เป็นสักกายะ (ครับ) จัดการกับนายแรงเกื้อ ให้สูญให้ได้
_ผู้ดำเนินรายการ: จัดการกิเลสนายแรงเกื้อ พ่อครูว่า… จัดการอย่างนี้แหละ เราก็จับสักกายะนี่ เป็นตัวการนี่ให้ชัดเจน แล้วก็ลดละ จางคลายให้ได้ (ครับ) เมื่อลดละลงไปได้มากขึ้นๆ ก็จะเหลือ ประมาณกลาง เรียกว่าอัตตา เรียกว่า อัตตา ตอนนี้แหละ ตามเลย พอลด สักกายะได้ สูงขึ้นไปอีกก็จะเหลือ เรียกว่าอัตตา ทีนี้เข้าสู่อัตตานุทิฏฐิสูตรแล้ว อัตตานุทิฏฐิสูตร ก็คล้ายกัน อันนี้อันหนึ่ง อนิจจัง เห็นความไม่เที่ยงแล้ว ก็ทำไม่เที่ยง แต่ให้ไม่เที่ยง ให้ลดละไปทางหน่าย คลาย 2 ลดทุกข์ ลดสมุทัย ถูกตัวลงไปเรื่อยๆๆๆ นี่เรียกว่า เราเข้าสู่สภาพไตรลักษณ์ 2 ตัวแล้ว อนิจจัง ทุกขัง ตอนนี้จะไปถึงอนัตตา อนัตตานี่ อนัตตานี่ เป็นตัวปลายเลย เพราะฉะนั้น เหลืออัตตา ถ้าเราลดลงมาน้อย ลงในระดับอัตตานี่ มันจะถึงฐานของสูงขึ้นไปหาอนาคามีอยู่แล้วละน่ะ อนาคามีลดเหลือจำนวนอัตตา สักกายะนี่ เป็นโสดาฯ สกิทาฯ ไล่มาเรื่อยๆ สูงมาเรื่อยๆ พออนาคามี จะเข้าเขตพวกนี้ เราควรจะ เรียกว่าเหลืออัตตา อีกตัวหนึ่ง คำว่า ตัวตน คือ อาสวะ สักกายะ อัตตา อาสวะนี่ ตัวตนทั้งนั้นแหละ หมายถึงตัวตน พอถึงขั้นอัตตา เราก็ พากเพียร ปฏิบัติเหมือนกัน ลดละให้ได้ๆๆๆๆ มันจะชำนาญขึ้นน่ะ เพราะฉะนั้น อัตตานี่ เมื่อกระทบผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีกอย่างเก่านี่แหละ แล้วเราก็ ลดลงได้ๆ จนกระทั่งอัตตาน้อยลง น้อยลง จนเหลือแค่อาสวะ ก็ต้องพยายามล้างละอาสวะให้ได้ ตัวตนตัวสุดท้ายแล้ว เมื่อสิ้นอาสวะนั่นแหละ เราจึงจะเห็นอนัตตาที่แท้จริง หรืออนัตตาปรากฏ อนัตตาปรากฏนะ เราจึงจะเห็นอนัตตา นี้คือสภาวะของไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ หรือ พระไตรลักษณ์ที่แท้จริง เป็นปรมัตถสัจจะ ไม่ใช่ไตรลักษณ์ที่บอกว่า เออ ทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ก็ท่องกันไป เห็นไตรลักษณ์ หรือว่าอะไร หรือแม้แต่ที่เขาเคยอธิบายกันว่า ไปนั่งหลับตาสมาธิ แล้วเขาก็พูดว่า ยกจิตขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ว่าอย่างนั้นนะ ยกจิตขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ อาตมาก็งงๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก่อนนี้ ได้ฟังเขาพูด เออ ยกยังไงหนอ ยกจิตขึ้นสู่ไตรลักษณ์ ท่านก็บอกให้พิจารณานี่ เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อะไรเกิดละ ยิ่งไปนั่งหลับตา ไม่มีปัจจุบันธรรม ไม่ได้เปิดตาเปิดหู ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวารทั้ง 6 นี่ปิดหมด มันก็มีแต่ทวารใจ พิจารณาได้บ้าง อาจจะมีภพ คิดนึกในขณะนั้นน่ะ เป็นกิเลสกาม เป็นกิเลสตัวตน เป็นกิเลสโลภ โกรธ หลงอะไรก็ตามใจ หรือเห็นนิวรณ์ มันเป็นอาการของนิวรณ์เกิดในตอนที่นั่งหลับตาสมาธิ นั่นแหละนะอยู่ในภวังค์นั่นแหละ
_ผู้ดำเนินรายการ… เกิดได้เหมือนกัน พ่อครูว่า… ได้น่ะ ก็ได้ แต่มันก็ได้แค่นั้น แต่ของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมใน มรรคองค์ 8 นี่ ปฏิบัติธรรมคิดอยู่ก็ได้ พูดก็ได้ กระทำการงานอะไรก็ได้ ทำอาชีพอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ มีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องมีผัสสะ ต้องมีสัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นะ
_ผู้ดำเนินรายการ… ค่ะ ครับ ครับหลวงพ่อ ขออนุญาตแซงนิด เชิญค่ะ หลวงพ่อพูดถึงคำว่าสักกายทิฏฐิ แล้วลดลงมาเป็นอัตตา แล้วก็มาอาสวะ ทีนี้ คำว่า อนุสัยนี่ อยู่ตรงไหนล่ะครับ พ่อครูว่า… อาสวะ หรืออนุสัยนี่ ก็อันเดียวกันละนะ ลักษณะคล้ายกัน แต่เพียงเรียกเป็น 2 ภาษา เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เป็นคำเป็นคำ (Synonym) เป็นคำใช้ใช้แทนได้น่ะ อนุสัย ก็อธิบายลักษณะหนึ่งว่าเป็นมันอยู่ลึกๆ นะ นอนเนื่อง ท่านแปลว่าเป็นกิเลสนอนเนื่อง หมายความว่า มันกบดานอยู่ใต้ก้นบึ้งจิต เหมือนมันนอนนะ แต่มันมีชีวิตนะ เพราะมันเป็นอาสวะ อาสวะนี่ เหมือนกับ ไอ้ตัวเชื้อ ที่มันหมักดองนี่แหละ แล้วมันแตกตัวอยู่นะ เป็นพวกจุลินทรีย์ แตกตัวอะไรพวกนี้อยู่ นั่นแหละ ลักษณะอธิบาย เอารูปธรรม มาอธิบาย มันเป็ลักษณะที่มันยังไม่ดับสิ้น มันยังมีชีวิต
_ ผู้ดำเนินรายการ… ค่ะรู้สึกว่า ธรรมะกัณฑ์นี้ ค่อนข้างจะยากนะคะ แต่สังเกตว่าคุณหนึ่งฟ้า หันหน้านั่งยิ้มไม่ทราบว่า รู้สึกยังไงบ้างคะ คุณหนึ่งฟ้า… ดิฉันก็ฟังไปแล้ว ก็รู้สึกอยากจะขำ เพราะว่า ปฏิบัติธรรมนี่ ตั้ง 6-7 ปีแล้วค่ะ แล้วก็ตามรู้เท่าทันกิเลสของตัวเองตลอดเวลามา ว่าตอนนี้ ราคะกำลังเกิด โลภะกำลังเกิด โทสะกำลังกำเริบ รู้ตลอดเวลา แต่ไม่เคยคิดจะกำจัดมันเลย แล้วก็มาปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่นะคะ เริ่มแรก ก็มาพูดแต่เรื่องกินนะคะ เรื่องการ หัดวิธีนอน หัดใช้เสื้อผ้า แบบไหน แบบไหนอย่างนี้ ดิฉันก็ยังไม่ค่อย ซาบซึ้งเท่าไหร่ มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี่ ไปเปิดดูหนังสือ เรื่องคนคืออะไร พลิกไปเจอหน้าหนึ่ง เขาบอกว่า ปัจจัย 4 ของมนุษย์ มันมีแค่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม แล้วยารักษาโรค ดิฉันก็เพิ่งจะถึงบางอ้อ ทั้งๆ ที่มันน่าจะ อ้อ มาตั้งนานแล้ว เอ๊ะ ไอ้ที่ว่ามาทั้งหมด มันก็คือว่า ด้วยเรื่องปัจจัย 4 แท้ๆ เลย เพราะว่า เวลาออกไปข้างนอกนี่ เพื่อนเขาจะชอบถามว่า เอ๊ะ ทำไม สันติอโศก ชอบปฏิบัติธรรมะแต่เรื่องกิน อยู่ หลับ นอน ดิฉันก็ยังนึกคำตอบนี้ ไม่ได้เลย ก็เลยนั่งขำว่า เออ เราก็ฟัง ฟังขนาด ขนาดพ่อท่านพูดถึงเรื่องนี้จริงๆ ฟังมาก็ตั้งนานแล้วนะ เราก็ยังปีนต้นตาลฟัง เหมือนอย่างที่พ่อท่านว่า ฟังเสร็จแล้ว นะคะ ก็พยายามเข้าใจค่ะ แต่ทีนี้มีอยู่คำๆ หนึ่ง ที่สงสัยมาก คือคำว่าศักดิ์ศรี ศักดิ์ศรีของคนนี่นะคะ ได้ยินบ่อยมาก ซ้ำแล้วซ้ำอีก อย่างวันนี้ ก่อนที่จะมาเข้าห้องส่งนี่ ก็พูดกันคำว่าศักดิ์ศรีอีกเหมือนกัน ว่าแท้จริงแล้ว มันอยู่ตรงไหน ของคำว่า อัตตา หรือสักกายะ หรือ อนุสัย เพราะว่าเวลาคนเราบอกว่า จริงๆ แล้วปกติ กลัวตาย แต่พอพูดถึงศักดิ์ศรีขึ้นมา ความกลัวตายหายไปหมดเลยค่ะ หรือว่าอีกตัวหนึ่ง วันนี้ที่เกิดขึ้นนะคะ เขาบอกเขาเป็นคนที่ไม่หวงของ เขาเป็นคนผู้เชึ่ยวชาญทางด้าน ทำบอนไซนี่นะคะ บอนไซ ราคามันก็แพงพอสมควร ต้นหนึ่งประมาณ 2-3 หมื่น มีต้นของเขานี่ ประกอบมีคนมาสนใจ สนใจมาก ขอก็แล้ว ขอซื้อก็แล้ว เขาก็ไม่ขาย ไม่ให้ ในท้ายที่สุด เขาก็เลยใช้วิธีขโมย เจ้าของเขาบอกว่า ไอ้วิธีอย่างนี้นะ ถ้าขืนเล่นแบบนี้ ถ้าผมเจอ ผมต้องฟ้องแน่ๆ เลย บอก เอ้าทำไมต้องฟ้องละ ในเมื่อคุณปกติคุณก็แจกเขาอยู่แล้ว ทำไมเขาขอไปใช้แค่นี้ ทำไมถึงต้องฟ้อง เขาบอกว่า มันเรื่องของศักดิ์ศรี พ่อท่านคะ มันมีบ่อยมาก เลยอยากให้พ่อท่านช่วยอธิบาย พ่อครูว่า… ตกลง คำว่าศักดิ์ศรีนี่ ก็คือการติดยึด ถือไว้เป็นค่า ที่เขาใช้ศัพท์ภาษาไทยๆ นี่เป็นสแลงอันหนึ่งนะ ไอ้เรือง ไอ้เรืองหัวไอ้เรือง ตัวไอ้เรือง มันเป็นข้า มันต้องเป็นของข้า ข้าคิดอย่างไร ข้าเอาอย่างไร ข้ายึดอย่างไร ข้าหมายไว้อย่างไร อย่ามาทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปตามที่ข้า นี่ข้า ข.ไข่ สระอา ไม้โท นะ (ค่ะ) อย่ามาทำของข้าให้มันเปลี่ยนแปลงความเป็นข้านี้ อย่ามาลด มาเปลี่ยนแปลงค่า ค.ควาย สระอา ไม้เอก ค่าของความเป็นค่านี้ออกไปเลย ไอ้คำว่าข้า ข.ไข่ สระอา ไม้โทนี้ ก็คือตัวตน ตัวอัตตา ตัวกู อย่าให้ตัวกูเปลี่ยนแปลงไปจากนี้เลย กูจะยึดอย่างไร กูจะถืออย่างไร กูจะคิดค่าว่าจะเอาอย่างไร กำหนดเอาเองหมด นั่นแหละศักดิ์ศรี แหม ใหญ่เหลือเกิน แล้วก็ แหม จริงจังเหลือเกินน่ะ นั่นล่ะ ศักดิ์ศรี นี่อธิบายกว้างๆ นะ เมื่อกี้นี้ ยังไม่จบทีเดียวนะ เดี๋ยวภาคแรกนี่ คิดว่าคงจะต้องเอาภาคแรกนี้ไว้ แล้วไว้อธิบายต่อ เมื่อกี้นี้ อธิบายถึงมิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร แล้วอัตตานุทิฏฐิสูตร จะได้ขยาย เห็นไตรลักษณ์ว่า อนิจจังอย่างไร ทุกขังอย่างไร อนัตตอย่างไรไปพอสมควร แล้วภาคหลัง จะได้อธิบาย ถึงว่าแล้วเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา นิพพานเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา แล้วอาตมาจะขอแถมให้อีกว่า แล้วเที่ยง หรือไม่เที่ยงด้วย นิพพานเที่ยง หรือไม่เที่ยงอีก จะแถมให้ในตอนภาคหลัง
นิพพานเป็นอัตตา หรือเป็นอนัตตา แล้วเที่ยง หรือไม่เที่ยง
_ ค่ะ เราก็มาคุยกันต่อนะคะ สักครู่นี้หลวงพ่อก็กำลังอธิบาย ถึงตอน ที่สำคัญพอดีค่ะ พ่อครูว่า… ทวนนิดหน่อยนะ เมื่อกี้นี้ เผื่อว่าคนที่มาเปิดฟังตอนนี้พอดี เสร็จแล้ว มาฟังตอนเมื่อกี้นี้ ผ่านมาช่วงแรก ต้นๆ ก็ตาม นิพพานเป็นอัตตา หรืออนัตตา นี่เป็นคำถาม หัวข้อคำถาม แล้วอาตมาจะอธิบายเสริมให้อีกว่า แล้วนิพพานนี่ เที่ยงหรือไม่เที่ยงอีกด้วยน่ะ จะเสริมให้อีก อันหนึ่ง ตอนนี้ก็คงจะต้องละเอียดขึ้นไปอีก เมื่อกี้ อธิบายแล้วว่า ถ้าเราเข้าใจ มิจฉาทิฏฐิสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส แล้วก็สักกายทิฏฐิสูตร แล้วก็ อัตตานุทิฏฐิสูตร ที่จะต้องปฏิบัติ ประพฤติ แล้วสำรวม สังวรอินทรีย์น่ะ อินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อสัมผัส มีผัสสะเป็นปัจจัย มีการสัมผัสอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ตาสัมผัสรูปไปเห็นรูป หูได้ยินเสียง ลิ้นได้รสอะไรพวกนี้แหละ แล้วก็เกิดสังขาร เกิดกิเลส เมื่อเกิดกิเลสแล้ว เราก็วิเคราะห์วิจัยออก เมื่อได้ปฏิบัติธรรมแล้วนี่ จะมีญาณ ต้องมีญาณของตนเองนะ ญาณคือปัญญา ที่จะต้องรู้รูป รู้นาม รู้สิ่งเหล่านี้ เมื่อเข้าใจอนิจจัง อย่างที่กล่าวแล้วเมื่อกี้ว่า มันประเมินว่านี่ละ ลักษณะกิเลสขนาดนี้ แรงขนาดนี้ เราตั้งราคามันไว้ ค่ามันไว้ว่า 100 จะเอาอะไรตั้ง ก็ตามใจเถอะ 100 หน่วย
_ ผู้ดำเนินรายการ… ถือว่า 100 หน่วย แล้วกันนะครับ พ่อครูว่า… 100 หน่วย เสร็จแล้ว เราก็สามารถทำให้มันลดได้ ถ้ามันไม่ลด มันก็จะหนาขึ้น เรียกว่าปุถุชน ถ้าลดได้ ก็เดินทางไปเป็นอารยชน เมื่อลดได้ นั่นแหละคือเราลด เดินเข้าไปสู่สักกายทิฏฐิสูตร เราจะเห็นว่ามันเป็นความทุกข์ แล้วเราก็จับสมุทัย หรือตัวกิเลสนี้ได้ อย่างแท้จริง แล้วทำให้กิเลสนี้มันลดลง จางคลายลงไป เมื่อเราทำมันจางคลายลงไปได้ เกิดการเป็นอนิจจังเหมือนกัน แต่อนิจจังเข้าไปหาวิราคะ อนิจจังที่ไม่เที่ยง แต่ไม่เที่ยงในชนิดที่เราให้มันไม่อยู่ อย่างเก่า ไม่ตายตัว 100 หน่วยอยู่อย่างเก่า แต่ลดลงเป็น 90-80-70 อะไร ลดลงไปได้เรื่อยๆ
_ผู้ดำเนินรายการ… เป็นทิศทางที่ลดลงไป พ่อครูว่า… ทิศทางละจางคลายลงไป แล้วเมื่อมันลดนี่ คือเห็นทุกข์ เพราะเราดับทุกข์ได้ เพราะเห็นว่าทุกข์มี แล้วก็เหตุแห่งทุกข์มี แล้วลดเหตุแห่งทุกข์ได้ ถ้าปหานตัพพา หรือ ปหานะตัวเหตุของกิเลสได้ ก็ลดทุกข์ไปจริง จึงเป็นผู้ถึงทุกข์ และความลดทุกข์ ถึงอนิจจัง ถึงทุกข์ ถึงลดทุกข์ จนเข้าสู่อัตตานุทิฏฐิสูตร แล้วก็ ลดลงมาเป็นอัตตา เหลือน้อยลงมาจากสักกายะลงไปเรื่อยๆ จนเหลืออัตตา จนกระทั่ง ลดจากอัตตาลงไปน้อยลงๆๆๆ น้อยลงจนเหลืออาสวะ หรืออนุสัย จนกระทั่ง สิ้นอาสวะ สิ้นอนุสัย ดับฆ่ากิเลสเกลี้ยงจริงๆ หมด นั่นละ ภาวะที่หมดตัวตน ตัวสุดท้าย คืออาสวะ บอกแล้วว่า สักกายะ อัตตา อาสวะนี่ เป็นตัวตนทั้งนั้น หมดอาสวะ ไม่มีตัวตน ความเป็นอนัตตา เกิดในจิตแล้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive