380800 วิกฤตศรัทธา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ทีมดอกหญ้า สัมภาษณ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

380800 วิกฤตศรัทธา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ทีมดอกหญ้า สัมภาษณ์

ดอกหญ้า : ตั้งแต่เรื่องท่านยันตระมาจนถึงเรื่องหลวงพ่อนี่นะฮะ พ่อท่าน : หลวงพ่อ ดอกหญ้า : ท่านภาวนาพุทโธ พูดตามเขาฮะ เออ!ก็รู้สึกเห็นใจ พุทธศาสนิกชนนะฮะว่า เขาคงจะสับสนและเขาคงจะไม่รู้ว่า เขาคงอยากจะรู้ว่า พระอยู่ด้วยกันยังไงทำไมไม่มีการควบคุมเลย แล้วอุปัชฌาย์มีหน้าที่อะไรบ้าง ทำไมบวชมาแล้วก็ปล่อยไปเลยหรือ หรือยังไง อยากจะขอเรียนดอกหญ้าพ่อท่านเกี่ยวกับ พระเมื่อบวชมาแล้วหรับตัวเองมีหน้าที่จะต้องดูแลตัวเองอย่างไร แล้วในฐานะ อุปัชฌาย์นี่ มีหน้าที่จะต้องดูแลคนที่เราบวชมาให้อย่างไร พ่อท่าน : โดยศาสนาโดยธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี่ พระภิกษุหรือสมณะนี่ เมื่อบวชมาแล้วนี่ จะต้องรู้ว่าตนเองบวชมาแล้ว จะต้องมีกลุ่มมีหมู่มีคณะมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี โดยเฉพาะจะต้องมีองค์สงฆ์ เพราะถ้าผู้ใดบวชมาแล้วตัวเองนึกว่าตัวเองแน่จริงตัวเองปลีกเดี่ยว ตัวเองไปคนเดียวตัวเอง ไม่เกี่ยวกับใครนี่นะ อันนี้เป็นความผิดทางศาสนา เพราะศาสนาจะต้องมีองค์รวมเรียกว่าสงฆ์ เพราะฉะนั้นผู้ใดไม่มีหมู่ ที่จะต้องเข้าหมู่มีการซักซ้อมมีการลงปาฏิโมกข์มีการทบทวน ธรรมวินัย มีการทบทวนธรรมวินัยมีการทบทวนศึกษาหารือและศึกษาอะไรต่ออะไรกัน ถ่ายทอดกัน อย่างสมมุติว่าเป็นอุปัชฌาย์เป็นอาจารย์ก็ต้องมีลูกศิษย์นะ หรือ ว่าเป็นหมู่สงฆ์เป็นสหธรรมิกกัน อยู่ร่วมกันรวมกัน ช่วยกันสะสางช่วยกันเผยแพร่ ช่วยกันทำงานช่วยกันวินิจฉัยช่วยกันดูแลแม้แต่อะไรขาดตกบกพร่อง เตือนกันติงกัน มีการทำอธิกรณ์กันอะไรที่มีผิดมีบกพร่องพวกนี้ จึงเรียกว่ามีพุทธมีธรรมมีสงฆ์ ผู้ใดคนเดียวไม่ลงปาฏิโมกข์ไม่มีใครดูแลไม่เกี่ยวข้องกับใครๆๆ คนนั้นออกนอกทางออกนอกรีตพระพุทธศาสนาแล้ว ไม่มีสงฆ์ไม่มีความเป็น

อ่านต่อ

สงฆ์ สงฆ์ไม่ได้หมายความถึง คนๆเดียว สงฆ์ไม่ได้หมายถึงความคนๆเดียว อันนี้รู้กันดีสำหรับผู้ที่ ผู้รู้ ผู้ที่รู้จักศาสนา ดอกหญ้า : แม้ว่าตัวเองนี่ ตัวท่านจะอยู่ในหมู่ก็ตามแต่ว่าถ้าไม่ลงปาฏิโมกข์ไม่ลงกิจวัตร พ่อท่าน : นั่นล่ะ ดอกหญ้า : ถือว่าไม่อยู่ พ่อท่าน : ไม่อยู่ในหมู่สงฆ์ ผู้นั้นไม่มีสงฆ์ ผู้นั้นไม่ใช่คนของศาสนาพุทธ คนของศาสนาพุทธจะต้องมีพระรัตนตรัย คนของศาสนาพุทธจะต้องมีพุทธธรรมสงฆ์ พุทธหมายถึงคุณธรรมอันวิเศษ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วนำมาเผยแพร่ให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม เรียกว่า พุทธ เมื่อผู้ใดไปปฏิบัติตามได้ตั้งแต่เริ่มต้นได้ยินคำสอนเริ่มต้นได้ ยินคำบอกเริ่มต้นได้ยินคำกล่าว ว่าพระธรรมคำสอนเป็นปริยัติ เ เมื่อเอาปริยัตินั้น มาประพฤติปฏิบัติ จนเกิดมรรคเกิดผล จึงเรียกว่าทรงธรรมหรือเกิดธรรมะ บรรลุธรรมะเข้าถึงธรรมะ ธรรมะเกิดที่ตนขึ้นทรงขึ้นเกิดขึ้น จึงเรียกว่ามีพุทธธรรม แต่พร้อมกันนั้นเมื่อมีพุทธมีธรรมแล้ว เราได้อันนี้มาจริง เราจะเริ่มเป็นสงฆ์ แต่สงฆ์ต้องมีหมู่ สงฆ์ไม่ได้ ถ้าผู้ที่เรียนทาง ทั้งแม้แต่ทางบัญญัติ ภาษา สงฆ์ไม่ได้แปลว่าโดดเดี่ยว สงฆ์จะต้องแปลว่าหมู่ สงฆ์จะต้องมีหมู่อย่างน้อยถ้าสมมุติว่าจะทำอะไรต่ออะไรได้เป็นตามหลักเกณฑ์ของธรรมวินัยแล้ว 4 รูปขึ้นไปจะทำสังฆกรรมอะไรได้ขึ้นมาทันที สงฆ์ เมื่อสงฆ์ 4 รูปขึ้นมาจะทำสังฆกรรมได้ทันที ต้องมีหมู่ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นหมู่สงฆ์จะต้องสมบูรณ์ด้วยอย่างน้อยหมู่ 4 จะต้อง 4 นี่เป็นต่ำสุดแล้วนะ ถ้าต่ำกว่า 4 รูปจะทำสังฏกรรทใดๆไม่ได้ จะต้อง 4 รูปขึ้นไป จึงจะทำสังฆกรรมใดๆได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะขาดหมู่อย่างน้อย 4 รูป ผู้นั้นไม่มีสงฆ์ เพราะฉะนั้นผู้นั้นจะต้องมีหมู่อย่างน้อย 4 รูป อย่างน้อยก็จะต้องตรวจสอบปาฏิโมกข์ตรวจสอบอธิกรณ์ตรวจสอบอาบัติ อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วรักษาศาสนาไว้ไม่ได้ รักษาธรรมวินัยไว้ไม่ได้นะ นี่คือหลักเกณฑ์สำคัญๆก่อนที่จะเมื่อมาดอกหญ้าแล้วก็เล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นผู้ใดที่บวชแล้วกี่พรรษาก็ตาม จะอวดดีว่าฉันเองไม่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ไม่เกี่ยวข้องกับภิกษุอื่น ไม่เกี่ยวข้องกับใครเลย ตัวเองจะบรรลุตัวเองจะเป็นยังไงอะไรก็แล้วแต่ จะบรรลุธรรมสุดยอดยังไงก็ตามแต่ ผู้นี้ยิ่งไม่มีปัญญาเข้าใจศาสนา เพราะฉะนั้นจะเข้าใจศาสนาพุทธนี่จะต้องมีสงฆ์จะต้องมีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี จะต้องมีหมู่อย่างน้อยหมู่ที่เราจะต้องพิงอยู่ด้วย 4 รูปขึ้น และจะต้องเข้าใจด้วยว่าเราจะต้องอยู่กับหมู่ เพราะฉะนั้นการที่สอนกันทุกวันนี้ว่าศาสนาจะต้องเอาแต่ตัวคนเดียวปลีกเดี่ยวไปแต่ผู้เดียวอะไรผู้เดียวนี่นะ มันทำให้เข้าใจผิดเข้าใจเพี้ยน และก็เลยเลอะเทอะกันไปหมด ความจริงแล้วคำว่าผู้เดียวปลีกเดี่ยวอะไรพวกนี้น่ะ มันมีนัยที่ลึกซึ้ง หลีกเร้นอะไรต่างๆนานาต่างๆ ท่านอธิบายไว้ในธรรมะลึกซึ้ง หลีกเร้นไม่ใช่หนี แม้แต่มีเพื่อนสองไม่มีเพื่อนสอง ท่านก็บอกว่าไม่ใช่มีอยู่เต็มเพื่อนเต็มหมดเลย นี่ก็ไม่มีเพื่อนสองได้ หมายความว่าเราเองละกิเลสและเราเองก็ไม่ติดยึดได้ นี่เรียกว่าไม่มีเพื่อนสอง ถ้ามีกิเลสอยู่ต่อให้อยู่คนเดียวโด่เด่ ถ้ามีกิเลสอยู่ก็มีเพื่อนสอง อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งธรรมะพวกนี้ลึกซื้งนะ เอาละจะไม่พูดถึงเรื่องลึกซื้ง แต่จะพูดถึงเรื่องคนทั่วๆไปเข้าใจว่า ขณะนี้นี่ศาสนามันเป็นเรื่องของโลกียะ อาตมาอยากจะพูดคำเช่นนั้น อยากจะใช้คำว่าอย่างนั้น มันเป็นโลกียะ มันเป็นเรื่องของปุถุชน มันเป็นเรื่องของผู้ที่ไม่รู้จักโลกุตรธรรม ไม่รู้จักคุณค่าคุณวิเศษ คุณวิเศษของพระพุทธเจ้าที่ต้องบรรลุ คุณธรรมบรรลุอุตริมนุสธรรม บรรลุในการลดละหน่ายคลายกิเลสบรรลุฌานบรรลุ วิมุติบรรลุสมาธิบรรลุสมาบัติอะไรต่างๆนานา แต่ก็ไปเรียนเอาความรู้ของ สมาธิก็ตาม สมาบัติก็ตาม ฌานก็ตาม เป็นของศาสนาอื่น เป็นของลัทธิอื่น เป็นของโลกียะ ฌานก็เป็นฌานโลกียะ สมาธิก็สมาธิโลกียะ สมาบัติก็สมาบัติโลกียะ นี่เอามาหลอกมาล่อมาเล่นมาอะไร เล่นนั่งสมาบัติอะไรต่ออะไรกัน หลับหูหลับตาสะกดจิต เหมือนอาฬารดาบสอุทกดาบสกัน เลอะเทอะไปหมดเลยทั้งๆที่สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่า สัมมาสมาธปฏิบัติมรรคทั้ง 7ในองค์มรรค์ 8 มรรคทั้ง 7 นั้นจะเป็นเอกัตคตาแล้วถึงจะเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องไปเรียนรู้ในมหาจัตตารีสกสูตรของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันออกนอกรีตนอกทางหมดแล้ว มรรคองค์ 8 ไม่ศึกษากันแล้ว ไม่อธิบายกัน เป็นสูตรที่วิเศษที่สุดมรรคองค์ 8 ต้องเรียนรู้กัน นี่เป็นเรื่องของวิชาการ ทีนี้เมื่อ เข้าใจหลักการ พวกนี้ พระก็เลยออกนอกรีต แม้แต่ในที่สุดจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีล ก็ไม่ได้ศึกษาและไม่เอามาใช้ ไม่ประพฤิตปฏิบัติเลยออกนอกรีต มีแต่เดรัจฉานวิชา เมื่อมีแต่เดรัจฉานวิชา ศาสนาก็ไม่เป็นพุทธหมดเลย พระพุทธเจ้าท่านบอกว่านี่เป็นศีล ของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนี่เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ห้ามทำนำ้มนต์ห้ามทำอะไรต่ออะไรต่างๆนาน ห้ามทำเสกเป่าทำอะไรพวกนี้ต่างๆพวกนี้ทั้งหมดทั้งมวล แล้วยิ่งพิลึกพิเรนอะไร มันก็ออกนอกรีตนอกทางหมด แล้วก็ปล่อยปละ ละเลยกัน เพราะความไม่รู้เพราะความไม่เอาจริงเพราะความไม่จัดการ ผู้มี หน้าที่รับตำแหน่งรับหน้าที่ เป็นอาจารย์เป็นอุปัชฌาย์ เป็นผู้ที่ปกครองบริหารด้วย เดี๋ยวนี้แต่งตั้งกันอย่างกับอะไรดี แต่ก็ไม่เอาจริง เมื่อไม่เอาจริงความเลอะเทอะความเละเทะ ก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นดอกหญ้าว่า แล้วจะทำอย่างไร ก็ต้องศึกษา พระไตรปิฎกเดี๋ยวนี้แปลเป็นภาษาไทยแล้ว เอามาอ่านให้มาก อ่านให้ชัดเจน อ่านให้รู้หลักรู้เกณฑ์จริงๆเลย แล้วเอามาตรวจสอบ ผู้เป็นพุทธศาสนิกชน ผู้ที่เป็นพุทธศานิกชน ต้องไม่ปล่อยปละละเลยศาสนา เรามีสิทธิ์อ่าน พระไตรปิฎกเหมือนกัน อ่านตรวจสอบ ผู้ใดพูดถูก ผู้ใดเป็นธรรมวาที ผู้ใดเป็นอธรรมวาที ผู้ใดพูดไม่ถูกพูดไม่เข้า เรื่องเข้าราว พูดไม่สอดคล้องกับธรรมวินัย พูดไม่สอดคล้องกับพระพุทธเจ้าท่านสอน อันนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง อันนี้คือสิ่งที่ผิด อันนี้คือสิ่งที่ควร อันนี้คือสิ่งที่ไม่ควร อันนี้คือสาระ อันนี้คือไม่ใช่สาระ ต้องศึกษาจริงๆ และพุทธศาสนิกชนก็ควรจะตรวจสอบพระตรวจสอบภิกษุ ตรวจสอบผู้ที่บวชเหมือนกัน ต้องเกี่ยวข้องกัน ต้องดูแลกัน ฆราวาส พุทธมามกะทั้งหลายแหล่ก็ต้องดูแลพระ พระก็ช่วยฆราวาส หรือช่วยพุทธมามกะทั้งหลาย โดยเฉพาะอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ หรือผู้รับหน้าที่ ตำแหน่งบริหารปกครอง ไม่เอาจริง นั่นก็เลยเละเทะไป ที่ไม่เอาจริงอาตมา อยากจะพูดว่า เพราะไม่รู้จริง เพราะไม่มีความมั่นใจและไม่รักศาสนาจริง จึงไม่เอาจริง มันก็เลยเรื่องก็เลยมันก็เลยบานปลายอะไรต่ออะไรออกมาเละเทะไปหมดเลย พูดไปแล้วเหมือนกับอาตมาจะไปลงโทษ แต่ไม่ใช่ลงโทษมันต้องถึงคราวถึงพูดแล้ว มันไม่ไหวจริงๆแล้วศาสนา ทำให้ห่อเหี่ยวกันไปหมด พุทธศาสนิกชนก็ห่อเหี่ยวกันไปหมดเลย ทั้งๆที่ของดี ทำเละเทะไปหมดเลย เสร็จแล้วก็อีกอันหนึ่งก็คือ เวลาบวช ผู้จะมาบาชไม่คัดเลือก ไม่ซักซ้อมไม่ตรวจตรา เอาคนที่มีคุณสมบัติควรจะต้องบวชได้จริงๆ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ทำเป็นแค่สีลัพพตุปาทาน ทำเป็นตามจารีตประเพณี อ้า!มีญัตติอะไรกัน มีกรรมวาจาจารย์อะไรกัน อนุสาวนา อนุสาวนาอะไรก็ พูดกันไปจ้อยๆๆ ตามปากนกแก้วนกขุนทอง เฉยๆ น่ะ ตอบกันก็ตอบกันเป็นสูตร เฉยๆ และถามกันอย่างไม่รู้เรื่อง ที่จริงมันวิบัติ ถามกันเธอเป็นมนุษย์ใช่ไหม?ใช่ครับ เธอเป็นข้าราชการรึเปล่า? เปล่าครับ ทั้งๆที่เป็นข้าราชการอยู่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันวิบัติหมดมันไม่จริง จริงๆแล้วไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำไป ถามว่า มนุสโสสิ เธอเป็นมนุษย์ใช่ไหม? ไอ้จริงๆแล้วความนี้ลึกซึ้งน่ะ ก็ไปอธิบายกันว่า เออ!แต่ก่อนนี้ มีเป็นนาค แล้วก็มาบวช มาบวชไม่ได้ คำว่านาคกับคำว่ามนุษย์ ต่างกันอย่างไร ไม่รู้เรื่อง แต่ก่อนเขามีความหมาย แต่เสร็จแล้วเอาคำกร่อนๆๆๆมาเลย มาเรียกกันว่าเป็นมนุษย์ใช่ไหม อ้าว!แล้วมันไม่ใช่มนุษย์แล้วมันเป็นอะไรล่ะ เป็นสัตว์ที่ไหนเล่า คำว่ามนุษย์ก็แปลว่าผู้ฉลาด คำว่านาคก็แปลว่าผู้ฉลาด แต่ฉลาดระดับนาคยังไม่ให้บวช ต้องฉลาด ฉลาดในระดับมนุษย์จึงจะให้บวช อย่างนี้ต่างหากเล่า ที่แปลว่าความหมาย ที่เป็นความลึกซึ้ง ถ้าแค่คุณฉลาดมาแค่ระดับนาคยังไม่ผ่านยังไม่ให้บวช นาคะ แค่ฉลาดขนาดระดับนาคนี่ยัง ต้องมีขีดเขต ถึงขนาดต้องมีภูมิปัญญามี คุณภาพมีคุณวุฒิถึงขนาด มนุสโส มนุสโสสิจึงจะให้บวช เพราะฉะนั้นต้องซักไซร้ไล่เรียง ต้องสอบภูมิสอบทาน มีอนัตรายิกธรรมอย่างไร มีอะไรต่ออะไร อย่างไร มีคุณภาพอย่างไรๆพอสมควร ซักซ้อมกันกรรมวาจาจารย์ต้องซักซ้อม กันจริงๆ ซักซ้อมกันอย่างรู้เรื่อง ผู้ถามก็รู้ว่าถามอะไร ผู้ตอบก็รู้ว่าถามอะไร และก็จะต้องตอบให้ถูกตามความหมายขึ้นมาๆ เพื่อที่จะสอบภูมิสอบทานสอบอะไร ต่างๆนานา ไม่ใช่มาถามว่า แหม!อะไร ... 5 อามะ 8 จบ แล้วก็เป็นพระ ขึ้นมาได้ อย่างนี้ซิมันถึงเละเทะล้มเหลวไปหมด แล้วมันก็ไม่เป็นสารัตถะความจริง ถ้าให้อาตมาพูดไปจะแรงน่ะ เพราะมันมีสิ่งที่น่าติเตียนเยอะ เพราะฉะนั้นถ้าไป เพราะฉะนั้นถ้าไปติเตียนมากๆ ประเดี๋ยวก็จะหาว่าอาตมานี่ทำเป็นอวดเก่ง ทำเป็นอวดใหญ่ ทำเป็น เบ่งข่ม ตัวก็จิ๋วเดียว เขาจะเอาเข้าคุกเข้าตะรางอยู่แล้วก็ ยังมาทำเป็นอวดดิบอวดดี จริงๆ นะอาตมาถ้าอาตมาพูดไปเขาจะหาว่าอย่างนั้นจริงๆ ดอกหญ้า : ในส่วนของพ่อท่านนี่มีการดูแลกันอย่างไรค่ะ

พ่อท่าน : อ้าว!ส่วนนี้ก็ต้องดูแลกันจริงๆเลย อยู่ในคณะสงฆ์ หมั่นกันประชุม มีอปริหานิยธรรมจริงๆ พรั่งพร้อมกันประชุมมีเรื่องราวอะไรใครบกพร่องอะไรก็ เอาขึ้นมา เมื่อไม่มีประชุมก็ มันไม่มีเรื่องอะไรก็ อา!ผู้ใหญ่จะพึงอบรมสั่งสอนอะไรก็ อบรมไป ประชุมกันบ่อยๆนา ถ้าเผื่อว่าไม่มีอะไรจะสั่งสอน ไม่มีเรื่องราวอะไรอบรมสั่งสอน ก็มันก็ได้ประโยชน์แล้ว ถ้าเผื่อว่ามีเรื่องราวอะไรก็ขึ้นเอาขึ้นมาพูดกัน มีอันโน้นอันนี้น่ะบกพร่องอันโน้นน่ะอันนี้น่าตำหนิน่ะ อันนี้ไม่ควรน่ะ อันนี้น่าสังวร อันนี้น่าระวังน่ะ อะไรบอกกันไปเรื่อยๆ เอ๊ะ!อันนี้ไม่ชอบมาพากลน่ะ เอามาวิจัยวิเคราะห์กันซิ มันเป็นไงนี่ มันผิดเพี้ยนพระธรรมพระวินัยหรือไม่ อะไรต่างๆนานา ยิ่งเป็นอาบัติแล้วไม่ต้องรอว่า นี่ผู้เสียหายนี่ผู้อะไร ไม่จริงเลย ในเรื่องของศาสนานี่น่ะ ถ้าเกิดเห็นแล้วมีผู้ที่ท้วงโจทก์ท้วงกันขึ้นมา แม้แต่เสียงลือเสียงอะไรขึ้นมา จะต้องรีบจัดการ ผู้ใหญ่โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ ผู้บริหาร จะต้องรีบเรียกสงฆ์ขึ้นมา เอาขึ้นมาซักถามกันซิ มันเป็นอะไรๆ แล้วรีบชำระ ไม่ใช่ไปเกี่ยงคนนั้นเกี่ยงคนนี้ เกี่ยงอะไรอยู่ นี่นอกเรื่องแล้ว ไปเกี่ยงกันอยู่นี่นอกเรื่องแล้ว ศาสนาไม่เสียหายไม่เสื่อมเมื่อนี้จะไม่มีเวลาจะเสื่อมแล้ว มันเสื่อมแล้วนี่มันชี้ชัดแล้วว่ามันเสื่อม เพราะว่าไม่เอาภาระ ไม่ได้เลยน่ะ ไปเกี่ยง โอ้ย! นี่มันของฆราวาสต้องหน้าที่คนโน้นน่ะนี่ ไม่มีผู้เสียหาย ไม่จริง ในสมัยโบราณไปดูได้เลยในพระวินัย ไม่มีผู้เสียหายหรอก มีเรื่องขึ้นมาเมื่อเวลามีกิระดั่งได้ยินมา ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีไม่งาม ท่านเรียกสอบกันแล้ว ตามกันมาสอบแล้ว ชำระ รีบชำระอย่าให้มันคาราคาซัง ไม่เช่นนั้นจะยิ่งลุกลามเสียหายกันไปใหญ่ นี่เป็นเรื่อง เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจ สภาพที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าทำอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง มันไปกันใหญ่เลย แล้วนี่เละเทะกันไปหมดแล้ว ของพวกเราอยู่นี่ พวกเราดูแลกันจริงๆ มีประชุมกันบ่อย หมั่นลงประชุมลงปาฏิโมกข์กัน และก็รู้ด้วยว่าปาฏิโมกข์นี่น่ะ ข้อไหนๆบกพร่อง แล้วก็ปลงอาบัติกันก่อน ก็ให้รู้ว่าเราปลงอาบัตินา ด้วยความผิดข้อใด ผิดข้อใด ตัวใด ผิดอันใด มีกี่ครั้งกี่ตัว มันมีหมด เดี๋ยวนี้น่ะ ปลงอาบัติก็ถัวเลย ไม่รู้ไปแต่งกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไอ้คำปลงอาบัติน่ะ เหมาเข่งเลยนา สัปปูรา นานาวัตถุกาโยอะไรล่อกันเละหมดเลย และไม่รู้ว่าตัวเองบกพร่องข้อไหนผิดข้อไหน ไม่ใช่ ก็จะต้องรู้ว่าตัวเองผิด ผิดข้อใด อาบัติตัวใด กี่ครั้ง กี่เวลา กี่วัน เมื่อนั่นเมื่อนี่อะไรต่างๆนานา ถ้ายิ่งขั้นสังฆาทิเสสต้องเข้าใจชัดว่า เมื่อนั่นเมื่อนี่ มีกี่ตัว ตัวนั้นตัวนี้ จะปกปิดหรือไม่ปกปิดอะไรต่างๆนานา อย่างนี้ เป็นต้น ถ้าเป็นข้ออื่นๆ ก็จะต้องให้รู้นิสสัคคิยะ ปาจิตตีย์ จะต้องสลัดคืน สลัดคืนหรือยัง ยังไม่สลัดคืน แล้วก็ปลงยังไงก็ไม่ตก อะไรต่างๆนานาพวกนี้ น่ะ ปาจิตตีย์ก็ให้รู้ว่า เออ! อันนั้นอันนี้ บอกกันเป็นภาษาไทยนี่ก็ได้ ไม่ต้องไปบอกเป็นภาษาบาลีอะไรหรอก ถ้าพูดภาษาบาลีได้และรู้เรื่องกันก็พูด แต่พูดไม่รู้เรื่องกันพูดไปทำไม เปล่งภาษา บาลีกันอยู่เท่านั้นก็เหมือนเล่นลิเกละคร เป็นนกแก้วนกขุนทองเฉยๆ แล้วมัน เกิดผลดีอะไร นี่ทำเป็นสีลลัพพตุปาทาน ได้แต่แค่จารีตประเพณีแบบอย่าง อะไรกันไปนี่ มันก็เลยเฟือ ฟั่นเฟือหมดเลย ก็เลยเลอะเทอะกันไปได้ ดอกหญ้า : พ่อท่านฮะ แล้วตอนที่ข่าวลือท่านธัมมาฯกับท่าน ถิระฯนี่ พ่อท่านคุยกับ 2 องค์นี้รึเปล่าฮะ ตอนที่มีข่าวลือ พ่อท่าน : อะไร ข่าวลือท่านธัมมาฯ ท่านถิระฯเรื่องอะไร ดอกหญ้า : คือตอนท่านธัมมาฯก็มีข่าวลือเรื่องพี่ลัดดาใช่ไหมฮะ ที่มันมีข่าวลือกันว่า เอ่อ!ใกล้ชิดกันเกินไป แล้วข่าวลือท่าน ถิระฯที่มีใบ ใบ การ์ดแต่งงานออกมา ก็เป็นเชิงคือว่าประชดน่ะ รู้อยู่ว่าประชด แต่ว่าเรื่องอย่างนี้พ่อท่านได้คุยกับสมณะมั้ยค่ะ พ่อท่าน : หมู่เขาคุยกันหมด อาตมาไม่ได้คุยหรอก เรื่องเหล่านี้อาตมาไม่ต้องไปเรื่องมากเลย เมื่อเรื่องใดที่เห็นว่าอาตมาควรจะต้องไปรับตัดสิน ไปรับรู้ไปรับ วินิจฉัย หมู่ตัดสินกันไม่ได้ หมู่ตัดสินยาก อาตมา ก็จะเชิญอาตมาเข้าไป อปริหานิยธรรมนี่อาตมาไม่ค่อยได้เข้าด้วย อปริหานิยธรรมนี่ทุกอาทิตย์อาตมาไม่ค่อยได้เข้า ด้วย อปริหานิยธรรม ท่าน สงฆ์ท่านจะทำที่ไหน ท่านก็ทำที่นั่น ของสันติฯท่านก็ ทำสันติฯ ของปฐมฯท่านก็ทำที่ปฐมฯ น่า ท่านก็มีของท่านทุกอาทิตย์ๆ ท่านจะทำกันโดยที่เรียกว่าอาตมาไม่ค่อยได้เข้าด้วย เมื่ออาตมาเข้าด้วยนั่นหมายความว่า เป็นเรื่องที่ทางสงฆ์ต้องการตัวอาตมาแล้ว อาตมาก็จะเข้า เรื่องนี้ท่านเคลียร์กัน ไปหมดแล้ว อาตมาก็รู้เรื่องเมื่อมีเสร็จเรื่องนั่นเรื่องนี่อะไรต่ออะไร อย่างปัจฉาฯ ท่านเข้าด้วยหรืออะไรด้วย เรื่องไหนสำคัญท่านก็มาเล่าให้ฟัง เรื่องไหนไม่สำคัญ ท่านก็ไม่เล่า เรื่องไหน เอ้อ!เรื่องนี้มันเล็กๆน้อยๆเรื่องมะโนสาเร่ไม่ใช่เรื่อง สำคัญอะไรท่านก็ไม่เล่า เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ควรท่านก็เล่าให้ฟัง ท่านก็บอกให้อาตมารับรู้อย่างนั้นอย่างนี้ๆ อาตมาก็รับรู้ไป ดอกหญ้า : หมายความว่าสงฆ์นี่ได้มีการควบคุมดูแลกันอยู่ พ่อท่าน : มีควบคุมสงฆ์ต้องควบคุม ไม่ไปควบคุม คำว่าควบคุมมันเหมือนกับนักโทษน่ะ ฟังศัพท์สำนวน ดูแลกันอยู่ ช่วยกันดูแลกันอยู่ เหมือนพี่เหมือนน้องเหมือนพ่อเหมือนแม่เหมือนลูก อะไรอย่างนี้ ดูแลกัน อย่างนี้มันเป็นสงฆ์มันเป็นคณะที่น่าเอ็นดูเป็นคณะที่อบอุ่น เป็นคณะที่ช่วยกันพัฒนา ปรารถนาดีต่อกันและกัน ดอกหญ้า : พ่อท่านยุคนี้กับยุคเมื่อก่อน เขาว่าอัตราเข้มข้นมันน้อยลง เช่นเมื่อก่อนนี้เราขัดเกลา พ่อท่าน : อัตราอะไรน่ะ ดอกหญ้า : เข้มข้น อัตราการขัดเกลา

พ่อท่าน : อา!เมื่อกี้อัตราเข้มข้น อะไรเข้มข้นก็ยังไม่รู้ เอ่อ!อัตราการ ขัดเกลา เข้มข้น ดอกหญ้า : เข้มข้นกว่านี้ พ่อท่าน : ใช่ ใช่ ดอกหญ้า : เดี๋ยวนี้นี่ พ่อท่าน : คุณตกตัวขัดเกลาเมื่อกี้ อัตราการขัดเกลาเข้มข้นกว่าเดี๋ยวนี้ ใช่ เดี๋ยวนี้ การขัดเกลาหย่อนย่อหย่อนมาก สัลเลขธรรมทั่วไป สัลเลขธรรมนี่ย่อหย่อนมาก เพราะฉะนั้นมันธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี่มี นิยานิกธรรม อะไร สัลเลขธรรม มีสัจธรรม นิยานิ สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม นี่ธรรมะของพระพุทธเจ้า จะมีสภาพนิยานิก เอ่อ!มีสัจธรรม นิยานิกธรรม เออ!สัลเลขธรรมก่อนนะ สัจธรรม สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม เดี๋ยวนี้สัจธรรมก็ไม่รู้เรื่องแล้ว ไม่ศึกษาว่าสัจจะคืออย่างไรอะไรแค่ไหนไม่รู้ สัลเลขธรรมก็ไม่มี นิยานิ นิยานิกธรรมซึ่งเป็นธรรมอันบรรลุผล พ้นทุกข์ ได้แน่ ไม่มีแล้ว สันติธรรม ไม่มีความสงบไม่มี นี่ไม่มีผลอย่างที่ว่านี้ เพราะสัจธรรมเริ่มต้นก็ไม่รู้จักกันแล้ว เลยสัลเลขธรรมธรรมะที่ต้องมีการขัดเกลากันเป็นหลัก ก็ไม่มีขัดเกลากัน ขัดเกลากันไม่ได้เลยน่ะ ติเตียนกันไม่ได้ด้วยเดี๋ยวนี้ เปราะบางมากอัตตามานะสูงทีเดียว ไม่ติเตียนกัน ศาสนาพระพุทธเจ้าติเตียนกันเป็นหลักเลย ท่านก็สอนเลยว่าติเตียนนี่ นิคคัณเห นิคคัณหารหัง ท่านทำกันจริงๆเลยน่ะ ดอกหญ้า : พ่อท่านฮะ แล้วฆราวาส พ่อท่าน : ท่านถือว่าชี้ขุมทรัพย์ ท่านถือว่าชี้ขุมทรัพย์ ดอกหญ้า : ฆราวาสถ้าเห็นว่าพระนี่ หมายถึงทั่วๆไปน่ะ ถ้าเราเห็นว่าพระนี่ หมายความว่าฆราวาสต้องมีความรู้ก่อน พ่อท่าน : ถูกสิ ใช่ ดอกหญ้า : ใช่ไหมฮะ ถึงจะมีความรู้ว่าพระทำถูกหรือไม่ถูก ทีนี้ถ้าเรามีความรู้สึกว่าพระคงจะไม่ถูกแล้วนี่ แล้วฆราวาสควรจะทำอย่างไร คือการที่จะเข้าไปเตือนนี่ สำหรับพวกเรานี่อาจจะง่ายเพราะเราอยู่ใกล้กันสนิทกันใช่ไหมค่ะ แต่สำหรับคนทั่วๆไปนี่ พ่อท่าน : ต้องรายงานข้อมูลขึ้น แก่ผู้ที่บริหาร เราก็จะรู้ ทางการเดี๋ยวนี้ทุก วันนี้มันรู้นี่ มีผู้บริหาร เป็นลำดับๆ หรือถ้าเรารู้ครูบาอาจารย์ของผู้นั้น ก็ให้ข้อมูลแก่อาจารย์ผู้นั้นๆ ดอกหญ้า : แต่เรารู้ว่าครูบาอาจารย์ท่านไม่ได้ดูนี่ฮะ พ่อท่าน : ท่านไม่ได้ดู เราก็ต้องรายงานไปตามที่เรารู้ อันนี้มันก็ผิดแล้วถ้า ท่านไม่ได้ดูก็ต้องรู้สิว่า ใครดูท่านล่ะ ใครจะมีอำนาจหรือมีสิทธิที่จะจัดการหรือว่าจะแก้ไขอันนี้ได้ ก็รายงานแก่ผู้นั้น ต้องให้ข้อมูล ดอกหญ้า : ยกตัวอย่างนะฮะ อย่างดิฉันนี่รู้ใช่ไหมฮะว่า มหาเถรสมาคมเขาไม่ให้พระมาเรียนปริญญาโทกับฆราวาสนี่ แต่ก็มีพระมา พระมาเรียน แล้วบางองค์ก็อุปัชฌาย์ คือน่าจะทุกองค์ด้วยซ้ำที่มาเรียนนี่ พระในวัดก็ต้องรู้ ถูกไหมฮะ เพราะว่าออกมาทุกวันๆแล้วเป็นปีๆ แล้วอุปัชฌาย์นี่อย่างน้อยเจ้าอาวาส ต้องรู้ พ่อท่าน : อ๋อ!จริงๆเขาไม่ให้เรียนเหรอ ไม่ให้เรียนกับฆราวาสเหรอ อ๋อ!แต่ เสร็จแล้วก็เล็ดลอดหนีมาเรียนจนได้ ดอกหญ้า : ไม่ได้หนีนะฮะ เปิดเผย พ่อท่าน : เปิดเผย นี่แหละคือไม่จริงไง สัจธรรมคือไม่จริงต่อธรรมะ ไม่จริงต่อธรรมะแล้วตัวเองอยู่ในสถานะธรรมะ นักธรรมะ แต่เสร็จแล้วตัวเองก็ไม่จริงต่อธรรมะ จะไม่จริงด้วยอะไรก็แล้วแต่ ไม่พยายามเจตนาแล้วก็ตั้งใจกัน จริงๆแล้ว มันก็เละเทะไปทั้งนั้นแหละ จะอ้างว่านี่ไปเรียนไปศึกษาไปเอาสิ่งที่ดีนี่ เอาเถิดถึงยังไงมันก็นอกเรื่องนอกราว ถ้าเผื่อว่าอยากไปเรียนก็ไปเรียนซิทางที่มันเป็นน่ะ ไปเรียนอะไรก็ไอ้โลกียะอะไรต่างๆนานาพวกนี้ทำไม ดอกหญ้า : ก็พ่อท่านก็เห็นว่าควรจะบอก ตามลำดับขั้นไป พ่อท่าน : บอก ควรบอกตามลำดับ เพราะฉะนั้นฆราวาสหรือพุทธมามกะต่างๆ ก็ควรจะต้องดูแลพระดูแลสงฆ์ และก็ควรจะต้องรายงานบอกด้วย จะบอกว่าชั่ว ช่างชีดีช่างสงฆ์ ไม่ได้จริงๆ ต่างจะถ่วงดุลย์กันระหว่าง ฆราวาสพุทธมามกะมีสิทธิที่จะคว่ำบาตรพระ พระจะอยู่ได้ด้วยฆราวาส แต่ทุกวันนี้นี่มันผิดเพี้ยนไปหมด พระไม่ง้อ อา!ฆราวาสเพราะพระมีเงินไว้แล้ว จริงๆแล้วนี่เรื่องเงินนี่สำคัญ ถ้าพระไม่มีเงินแล้วพระก็จะต้องพึ่งฆราวาสจริงๆ เลี้ยงตนด้วยผู้อื่น ฝากตนไว้กับผู้อื่น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีคุณความดี เขาไม่สนับสนุนเราเขาคว่ำบาตรเราได้ทันที ทุกวันนี้คว่ำบาตรก็ไม่เป็นไร ฉันมีอะไรอย่างนี้ แล้วก็มีวิธีหาเงิน ก็ปล่อยให้หาเงินกัน สะสมเงินทองกันเข้าไปต่างๆนานาสาระพัด คือพูดไปแล้วมันปลายเหตุมากแล้ว มันเสื่อมมากแล้ว อาตมาพูดไปตรงไหนมันก็ตรงนั้นแหละ แหลกไปหมด วิจารณ์ได้หมด เป็นแผลหมดเหวอะหวะหมด อาตมาไม่รู้จะพูดยังไงนี่ ดอกหญ้า : ใช่ฮะพ่อท่าน แล้วยิ่งพ่อท่านบอกว่าให้ฆราวาสดูพระนี่ ดิฉันรู้สึกว่ามัน มันยังไงไม่รู้น่ะ ที่จริงพระนี่ควรจะเป็นคนนำคนสอน พ่อท่าน : ถูกๆๆ พระเป็นควร ผู้นำ แนะนำตัวอย่างแบบอย่างอะไรต่ออะไรอันดี แล้วมีข้อบกพร่องอะไร สมณะก็ หรือพระนี่ก็จะต้อง ได้รับการเตือน มีวิธีเตือน ฆราวาสหรือพุทธมามกะต่างๆมีวิธีเตือน มีวิธีทำให้พระรู้สึกรู้ได้ในอะไรๆที่ไม่ควรแล้วน่ะนี่ มีวิธีมีศิลปะในการพูด การจาการบอกการกล่าว จะทางอ้อมทางตรงอะไรมีนี่น่ะ คนเรามันไม่ใช่โง่เง่าอะไรเกินไป ฉลาดพอจะทำได้ ถ้าเจตนา ถ้ารักศาสนาจริง ดอกหญ้า : ในกรณีที่ฆราวาสต้องช่วยดูหมายความว่า พระ ในสังคมพระนี่ท่านดูกันไม่ทั่วถึง พ่อท่าน : ไม่ทั่วถึงจริงๆ สังคมพระก็ดูกันไม่ทั่วถึง ฆราวาสก็ไม่เอาใจใส่ จนกระทั่งมีคำพังเพยอยู่ที่ว่า ชั่วชั่งชีดีชั่งสงฆ์นี่แหละ แล้วมันเสียหายไปจริงๆ เสียหายจริงๆ คำว่าชั่วชั่งชีดีชั่งสงฆ์เกิดขึ้นมานี่พังแล้ว ศาสนาพังแล้วชั่วไม่ได้ เราต้องหวงแหนว่า นี้คือ ส่วนหนึ่งของศาสนาเราก็นับถือศาสนานี้บูชาศาสนานี้ อาศัยศาสนานี้เป็นที่พึ่ง เป็นที่เคารพนับถือบูชา แต่เสร็จแล้วเราไม่ดูแลไม่หวงแหน หรือว่าไม่ ไม่รักษาจริงๆ มันก็เสียหายเสื่อมเสียไปได้ พังไปได้แน่นอน ดอกหญ้า : พ่อท่าน แม้ในนี้เองก็ยังมีบางคนบอกว่า ไม่เตือนแล้วเลิกเตือนแล้ว เพราะเตือนแล้วเปลืองตัว กับบางเรื่องที่เห็นแล้วว่ามันไม่ชอบมาพากล พ่อท่าน : อา! อันนั้นก็เรียกว่าเราเองท้อแท้อย่างนึง อา!อ่อนแอ คนนั้นล่ะอ่อนแอ อา!เตือนอย่างไรล่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเตือนดี เตือนอย่างมีปัญญา เตือนถูกที่ถูกทางถูกกาละถูกฐานะ มันก็ได้ มันก็ได้ประโยชน์ ที่จริงเราอยู่ได้ด้วยการเตือนติงกันน่ะ อยู่ได้ด้วยการเตือนติง พระพุทธเจ้าก็ย้ำ สอนเสมอเลย ปวารณาซะ ปวารณาตัวให้คนอื่นเตือน แล้วก็ต้องเตือนกันได้ และก็ต้องเตือนด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่ว่าหาเรื่องเตือนก็เตือนกันเกินการ ช่างฟ้อง แล้วเราก็ไม่ต้องไปหมายเอาว่า เราเตือนแล้วเราจะต้องได้ผลสมใจว่าเราจะต้อง เปลี่ยนแปลงไปตามที่ฉันเตือนแล้วน่ะ แล้วต้องแก้ไขน่ะ บางอย่างบางอันมันก็ต้องใช้เวลา บางอันบางอย่างเราอาจจะเข้าใจผิดก็ได้ ดอกหญ้า : แต่ถึงเตือนนี่นะฮะ ถึงจะถูกก็มีสิทธิที่จะเจ็บ อย่างเช่น อ.กิ่งแก้วนี่สมมุติว่า สมมุติว่าอาจารย์ถูก อาจารย์กิ่งแก้วนี่นะฮะ อาจารย์ก็ เตือนกันมาตามลำดับขั้นน่ะ คือเตือนตัวพระองค์นั้นเอง พ่อท่าน : ก็ ไอ้นั้นน่ะมันแก้ไขไม่ได้แล้ว ดอกหญ้า : แล้วก็บอกพระสังฆราช ก็บอก จนกระทั่งคือ คือจนมาเป็นข่าวอาจารย์ก็ยังเจ็บอยู่ดี ก็ยัง ก็ยังถูกคนอื่นว่า พ่อท่าน : อันนั้น อันนั้นไม่ใช่ลักษณะของพระแล้ว ไม่ใช่ลักษณะของพระ อลัชชี เป็นอลัชชี เพราะฉะนั้นเตือนอย่างไรๆก็แก้ยาก อลัชชี ก็แปลเอาเองอลัชชีคืออะไร ถ้าเป็นอลัชชีไม่ใช่พระก็แน่นอน เตือนก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าพระก็ต้องสังวรสำรวม เออ!ต้องมีปวารณา ต้องมีการรับฟัง ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องยินดีมีป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน