380701 การเมืองเป็นผู้สร้างเพื่อมนุษยชาติ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์42 KB
วันที่แก้ไข17 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

380701การเมืองเป็นผู้สร้างเพื่อมนุษยชาติ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก ทำวัตรเช้าที่ 1 กรกฎาคม 2538 เราก็มาทบทวนธรรมะ เพราะว่าการมีชีวิตของพวกเรานี่ก็ ผู้ใดที่มีปัญญา ความมีปัญญาหมายความว่าเป็นผู้ที่เข้าใจ ความเข้าใจนี่มีปัญญาหรือมีญาณ เข้าใจมันจะเข้าใจลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆ ปัญญาจะเสริมให้เกิดศรัทธา คือเกิดความเชื่อ เชื่อถือ แล้วก็เชื่อฟัง ก็ศรัทธา แล้วก็เกิดศรัทธินทรีย์ สิ่งเหล่านี้ มันจะเกิดที่จิตจริงๆเลย เป็นอินทรีย์ เป็นพละ มีลักษณะที่มันต่างกัน มีลิงคะ เราอ่านจิต เจตสิกของเราได้ รู้อาการลิงคะ นิมิต รู้นามรูปต่างๆ ว่ามันมีลักษณะอาการที่เจริญ หรือเสื่อม เราอ่านจิตใจของเราได้ ตรวจสอบบุพเพนิวาสานุสติ ดูความเกิด ความดับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป หรือถ้าดับก็ไปเรียกเอาไอ้ส่วนที่มันควรจะดับ คือกิเลส หรือว่าจิตที่มันเป็นภพเป็นชาติ ถ้ามันเป็นภพ เป็นชาติตามที่เรารู้ว่านี่มันเป็นชาติ มันเกิดอยู่นะ จิตเราอย่างนี้เกิดอยู่ หรือกิเลสนั่นแหละไม่ใช่จิต มันก็เกิดอยู่ที่จิต มันเหมือนกับจิต เป็นเจ้าเรือนเลยล่ะ เข้ามาครอบครองนานมาแล้ว อาการมันก็เหมือนกัน อาศัยกันเกิด อาการอย่างนั้น เราก็รู้ด้วยนิมิตต่างๆ เครื่องหมายต่างๆ ว่ามันมีสภาพอย่างนั้น แล้วเราก็สามารถทำให้ มันลด มันจาง มันคลาย มันเกิดน้อยลงๆ จนมันตาย มันไม่เกิด อาการอย่างนั้น ไม่เกิดเรามั่นใจชัดเจน ยิ่งอาการที่เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทานต่างๆ มันตาย มันไม่เกิด เราก็จะเห็นความสะอาดของจิต หรือความฉลาด ความมีปัญญา ความมีญาณมากขึ้น ญาณที่เข้าใจสภาพที่เป็นตัวจิตที่สะอาดขึ้น จิตที่ปราศจากกิเลสขึ้น หรือประสิทธิภาพของจิตที่มีความวิจิตร มีความเจริญ มีความประเสริฐ หรือเป็นอารมณ์ที่ปราศจากกิเลสมันเป็นอารมณ์อย่างไร มันเกี่ย

อ่านต่อ

วข้องกับการผัสสะ เกี่ยวข้องกับการมีชีวิต เกี่ยวข้องกับการปรุงแต่งต่างๆ หรือ มันมีสภาพที่พ้นทุกข์ หรือหลุดพ้นจากแอก จากสิ่งที่เราเอง เราติดเรายึด พวกนี้จะเกิดญาณปัญญาที่จะฉลาด หรือ ผู้รู้รอบ รู้ทั่ว รู้พร้อม อาการที่ว่านี่ใช้ภาษาไทย ขยายรู้รอบ รู้พร้อม รู้ทั่ว รู้ลึก รู้ซึ้ง รู้แล้วก็ บอกแล้วว่า มีอินทรีย์ของทางความเชื่อ เชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น ยิ่งปฏิติได้แล้วก็มีความเชื่อมั่น มันมั่นอกมั่นใจ มันเห็นจริง ซึ่งลักษณะต่างๆเหล่านี้ มันเสริมอินทรีย์ เกิดจริงๆ มีอินทรีย์ อะไรคืออินทรีย์ เป็นกำลังของความเชื่อ เป็นกำลังของปัญญาที่มันมีฤทธิ์ มีอำนาจ มีความเป็นใหญ่ มีอำนาจ มีฤทธิ์แรง มีประสิทธิภาพที่เจริญขึ้น รู้ก็รู้ยิ่งๆขึ้น ศรัทธา ก็ศรัทธายิ่งๆขึ้น มันเจริญนี่มันยิ่งขึ้น มันมีกำลังของความเป็นลักษณะอย่างนั้นน่ะ ลักษณะความเชื่อ เป็นอย่างไร ลักษณะความเชื่อ? แล้วมันเชื่อยิ่งๆ ขึ้นมันเป็นอย่างไร? ลักษณะปัญญา หรือความฉลาด แล้วมันฉลาดยิ่งๆขึ้น มันเป็นอย่างไร ลักษณะฉลาดยิ่งๆขึ้น เราจะรู้อาการเหล่านั้นด้วยญาณของเรา ด้วยจิตวิญญาณนี่แหละ ตัวจิตวิญญาณทั้งนั้นแหละที่เป็นนี่ มันเป็นขึ้นมา ยิ่งปฏิบัติยิ่ง ประพฤติยิ่ง มีมรรค มีผล มีผลสูงเท่าใด มันก็ยิ่งเห็นจริงเห็นจังขึ้นมา แล้วเราก็จะมั่นใจในโลกุตรภูมิ โลกุตรภูมิก็คือความเจริญของโลกุตร เป็นภูมิธรรมด้วย เป็นสภาพที่จิตวิญญาณมันเป็นมันอยู่มันเกิด มันอาศัย เรียกว่าภูมิ หรือภพ ภูมิบางที มีนัยลึกๆ ก็คือ ความเจริญ ภูมิ หมายถึง ความถึงความเจริญด้วย ต่ำก็ได้ด้วย ภูมิต่ำลง ภูมิที่ต่ำลงก็ได้ด้วย แต่ภูมินี่มันหมายเอียงไปด้านเจริญ ถ้าบอกว่า คนมีภูมิเรามักจะหมายถึงความเจริญ ไม่ได้บอกคนมีภูมิคือคนโง่ เราไม่หมายถึงใช่มั้ย เราบอก เอ๊อ! คนนี้มีภูมินะ อย่าไปแตะเข้านะ อย่าไปดูถูกเขานะ เขามีภูมินะ ก็แสดงว่า เรามีความเจริญขึ้นทางจิตวิญญาณ มีภูมิ ภพนั่นแหละ มีความเจริญของทางจิตวิญญาณนั่นแหละ เจริญทางฉลาด เจริญทางความรู้ในโลกเขาก็ใช้ โลกๆ เขาก็ใช้ บอก คนนี้ โอ้โห! มีภูมินะ อะไรนี่เขาก็ใช้ คนไม่มีภูมิ นี่หมายความว่า มันไม่มีความฉลาด ไม่มีความรู้ หมายถึงภพ ภูมิที่เจริญขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีโลกุตรภูมิ ก็คือ มีภูมิเข้าถึงสภาพอยู่เหนือโลก สภาพที่โลกมันเป็นอย่างไร เราก็รู้แล้ว มันหมุนเวียน โลกก็คือ ลงนรก ขึ้นสวรรค์ อย่างไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แม้เข้าใจแล้วแต่เราก็ไปควบคุมมันไม่ได้ ตัดนรกไม่ได ตัดสวรรค์ไม่ได้ ยังเสพสวรรค์ ยังทรมานกับนรกอะไรอยู่ คือมีทุกข์มีสุข มีความ เป็นไปอย่างนั้นแหละ เป็นทุกข์เป็นสุข เป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หรือว่าหลงใหลไปกับไอ้ความที่พอใจสมใจ จนกระทั่งเราตัดนรก ตัดสวรรค์ ตัดภูมิ หรือ ตัดภพ ตัดความวน ตัดความหมุนวนที่มันจะต้องมีอารมณ์ทางจิต ตก นรกขึ้นสวรรค์ ตามเหตุปัจจัยที่เราไปตั้งภพตั้งภูมิอีกแหละ ตั้งภพ ตั้งภูมิเป็นตัวอยาก หรือผลัก เป็นลักษณะของความดูดความผลัก เป็นลักษณะของสองด้าน ชอบหรือชัง เป็นสุขหรือทุกข์นั่นเอง สมใจก็เป็นสุขไม่สมใจก็เป็นทุกข์ จนกระทั่งเราเห็นว่าไม่ต้องไปสมใจอะไรนี่ ไม่ต้องไปได้มาหรือไม่ได้มา มีอยู่หรือไม่มีอยู่ ถ้าอันนี้ไม่ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ปัจจัยอะไรที่จำเป็นจะต้องไปมีอยู่ก็ไม่ต้องไปยุ่งอะไร มีก็ได้มีก็อยู่เหนือมัน เข้าใจ จะใช้ประโยชน์ จะอาศัยก็อาศัยไป สักแต่ว่าอาศัย ไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ต้องเกิดรสเกิดชาติอะไร จิตใจที่ไม่ต้องมีสวรรค์ ไม่มีนรก หรือ ไม่ชอบ ไม่ชัง ไม่ผลัก ไม่ดูด มีก็มี กระทบสัมผัสก็กระทบไป ก็ไม่เกิดกิเลสจะยินดียินร้าย ไม่ชอบไม่ชังได้จริงๆ อุเบกขา หรืออทุกขมสุขได้จริง เราก็ชักเข้าไปหาอทุกขมสุข โดยรู้ตัวเองแล้วก็ทำ ลดละเองจริงๆเลย มีเนกขัมมะ มีการออกจากสภาพนั้นให้ได้ ออกจากภพจากภูมินั้นให้ได้ หรือดับภพ ดับภพดับชาติ รู้ว่าไอ้นี่เป็นอุปาทาน รู้ว่าไอ้นี่เป็นตัณหา ซึ่งอาการอุปาทานเป็นอย่างไร ตัณหา เป็นอย่างไร รวมแล้วก็เรียกว่ากิเลส สภาพกิเลส สภาพที่มันยังไม่ใช่อาการของจิตที่ดี อาการของจิตที่ยังเกิดเป็นความเป็นทาสมัน เกิดความเป็นทาส เรานี่แหละเป็นทาส เราเองเป็นทาสกิเลสเราเอง มีผัสสะ เกิดอะไร เกิดผัสสะแล้ว ก็เกิดเวทนาเป็นทุกข์เป็นสุข วิเคราะห์ออกได้ เมื่อเป็นทุกข์ เป็นสุขแล้ว เราก็วิเคราะห์ออกไปหาอีก จากเวทนาในเวทนาว่ามันมีตัณหาอะไร จนกระทั่ง มันยึดมันติดอยู่กับอะไร เป็นอุปาทานอะไร เข้าใจสภาพ พวกนี้ ไม่ใช่มีแต่บัญญัติภาษา แต่เข้าใจอาการเข้าใจสภาพจริงของจิต เจตสิกอย่างแท้จริง แล้วเราก็ลดละมันได้อย่างจริงจัง ถ้าเรามีญาณปัญญาอย่างนี้จริง เราปฏิบัติไปเสมอทุกเวลา มันดำริ ตรึกนึกคิดขึ้นมา เราก็มีญาณปัญญา มีจิตที่แววไว มีสติสัมปชัญญะ มีการรอบรู้ มีเจโตปริยญาณ สามารถอ่านจิตใจของเรา มันเกิดมาปรุง มาแต่งอะไรอย่างไรๆ ก็เข้าใจ จะมีกรรมทั้งหลายแหล่ จะมีอาการที่เป็นอยู่ทุกอาการของจิต ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน ทำงานทำการทำอาชีพ มีผัสสะต่างๆอยู่ มีบทบาทลีลา มีกรรมกิริยา เราก็สามารถที่จะอ่านจิต มีญาณ มีปริญญา มีความรอบรู้ มีญาตปริญญา มีความรอบรู้ในทุกๆสภาพ มีความเชี่ยวชาญในตีรณปริญญา เชี่ยวชาญในตัวจิต ตีรณเจตสิก ตัวจิตที่มันเข้าไปวิจัยไปตรวจสอบในจิตที่มันมีผัสสะต่างๆ ก็วิจัยได้ วิจัยออกมาแล้วก็มีปหานปริญญา มีสิ่งที่เราจะเรียกว่าปหานประธาน มีตัวที่มันสามารถลดละสิ่งที่ลดละ เลิก หน่าย คลายอะไรได้ ทำลายได้ มันก็ทำได้จริงๆ ไม่ว่าเราจะคิดสังกัปปะ ไม่ว่าเราจะพูดอยู่ ไม่ว่าเราจะทำกรรมกิริยาใดๆอยู่ รวมแล้วทั้งคิดทั้งพูด ทั้งกรรมกิริยาทางกาย ทำงานทำการอะไรอยู่ งานย่อยงานใหญ่ งานเล็ก งานโน้นงานนี้ จนกระทั่งถึงงานหลัก งานอาชีพ งานที่ทำอยู่ประจำชีวิต งานที่เป็นงานสำคัญที่เรารับผิดชอบ เราจะเห็นได้ว่า สูตรหรือทฤษฎีวิเศษของพระพุทธเจ้าที่ว่ามีรรคองค์ 8 นี่สมบูรณ์อยู่ในตัวหมดเลย ของความเป็นมนุษย์ ทั้งเป็นสมณะหรือเรียกว่าเป็นภิกษุ เป็นสาวก สาวกสังโฆ ในระดับผู้บวช ถือว่าเป็นสงฆ์สาวกที่มีทั้งรูปธรรม นามธรรมได้บวชมา หรือแม้แต่จะเป็นฆราวาสก็ตาม เราสามารถที่จะปฏิบัติตามธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ท่านสอนไว้แล้วก็มีอาชีพ มีงานหลัก มีงานสำคัญ เป็นงานที่มีประโยชน์คุณค่า หรือ งานมีบุญ งานมีประโยชน์คุณค่า มีบุญ บุญทั้งสองด้าน บุญก็คือสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่มีคุณค่าประโยชน์ หรือบุญที่แปลกันให้ลึกซึ้งเข้าไปถึงจิตเจตสิก เป็นปรมัตถ์ ก็คือสภาพของการชำระกิเลสชำระอกุศล ชำระทุจริต นี่เป็นผลได้สำหรับประโยชน์อันสูงส่ง นอกนั้น ก็เป็นบุญที่เราได้ทำ ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ เป็นบุญจะเป็นทั้งบุญรูปวัตถุธรรม ซึ่งเราก็ต้องอาศัย ถ้าเราเองเราไม่สร้างสม เราก็กินบุญเก่า ไม่เป็นบุญเก่าก็เป็นหนี้ เป็นหนี้ก็คือ เราเองไปเป็นภาระคนอื่น สั่งสมภาระจริงๆ สั่งสมสิ่งที่เราเองเราไป เขาช่วยเรา เขาเกื้อกูลเราตั้งแต่กรรมกิริยาไปจนถึงวัตถุ ให้ข้าวให้น้ำกิน ให้เงินให้ทอง ให้ข้าวของเครื่องใช้ ช่วยเหลือแรงงาน อุ้มชู ช่วยแบกช่วยหาม ช่วยอะไรก็แล้วแต่ เขาอุดหนุนจุนเจือ เขาช่วยเราทุกด้าน ก็คือเขาให้เรานั่นเอง เขาให้แก่เรา ให้ตั้งแต่แรงใจ ไปจนกระทั่งถึงแรงกาย แรงวาจา บอกกล่าวช่วยเหลืออะไรก็ได้ เป็นกรรม จนกระทั่งให้วัตถุข้าวของ ทรัพย์ศฤงคารต่างๆ ถ้าเราไม่มีบุญเก่า คือ เราก็มีทุนที่เคย เราเคยช่วยเหลือเขาไว้ เราเคยให้เขาไว้ มันวนเวียนกันอยู่อย่างนั้นน่ะ ซับซ้อน ปางไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราไม่ได้มีบุญเก่าเอาไว้มากมาย เราก็เป็นหนี้เขาใหม่ ถ้าเขาก็ต้องให้เรา แล้วเราก็ต้องรับบริการเขา ไอ้นี่เรื่องของกรรมทั้งสิ้นเลย สรุปแลัวก็ลงที่กรรม ที่เรียกว่ากุศล อกุศล ที่เรียกว่าบุญว่าบาป จะเรียกว่าสะสม เรามีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ก็คือได้ให้ผู้อื่น เราไม่มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น แต่ผู้อื่นกลับมามีประโยชน์คุณค่าต่อเรา แล้วเราก้ต้องเป็นผู้รับ เขาเป็นผู้ให้ เราเป็นผู้รับ ถ้าเราเอง เรามีทุนอยู่แล้ว คือบุญเก่าเรามี เราก็ยังพอลบล้างกันได้ ที่จริงมันไม่ได้หักลบกันหรอกนะ มันก็มีอำนาจของสภาพธรรมหรือภาวะธรรม ภาวะกรรมที่เกิด ถ้าเราไม่มีเราก็เป็นหนี้ แล้วยิ่งใช้เหลี่ยมคูขี้โกง มาเป็นนักบวชนี่ก็มีเหลี่ยมโกง เป็นการโกงที่บาปมากกว่าทางโลก ถ้าเป็นฆราวาสโกงเขาก็ให้ ให้อย่างเถรวาท ถ้าเขาให้อย่างเรามาเป็นสมณะแล้ว การให้นั้นมีศรัทธาเลื่อมใสยกย่องเชิดชูบูชา เป็นการให้อย่างที่มี เป็นค่าของบุญที่เขาให้เขาก็ได้บุญมาก เราเองเราเอา ถ้าเราเอาอย่างที่เรียกว่าไม่เหมาะสม ไม่เหมาะไม่ควรกับสิ่งที่เราไปรับมา กับค่าที่เขาให้ อย่างมีสัมมาคารวะ มีการศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือบูชายกย่อง เรารับมาอย่างหลอก หรือรับมาอย่างที่เรียกว่าไม่คุ้ม ทำอะไรไม่เหมาะ ไม่สม ที่เขาจะยกย่องเชิดชูบูชากราบไหว้ ราคาบุญที่เขาให้ก็แพง ราคาบาปที่เราเองไม่เหมาะสมมันก็แพงเหมือนกัน ราคาบาปราคาบุญนี่แพง เพราะฉะนั้น มาอยู่ในฐานะที่เขาเต็มใจให้ ยิ่งบริสุทธิ์ด้วยศรัทธามากเท่าใด เขาให้ด้วยศรัทธายกย่องเชิดชู นับถือมาก บุญเขาก็ได้มากจริงๆ ค่าของราคาบุญนั้นก็มาก เราเองยิ่งมีเชิงหลอก หรือมีเชิงที่จะมีประโยชน์คุณค่าตอบแทนแก่เขาไม่คุ้มกัน โดยสัจจะนี่ไม่คุ้มกัน ยิ่งเราเองเราหลอก ไม่ซื่อสัตย์ ไม่จริงใจ รับของเขามาแล้ว ก็ไม่ให้เขาก็เหมือนกันน่ะแหละ ก็บอกเราก็กินบุญเขา ไม่ใช่กินบุญเขา เขาหรอก กินบุญเรา กินบุญเราโดยเราไม่มีอะไรตอบแทนเขา เขาให้เราเราก็ไม่มีอะไรให้เขา ได้รับแต่ของเขา รับๆๆ รับมามันก็เต็ม มันก็ล้น ราคาบุญราคาบาป มันแพงอย่างที่กล่าวแล้ว ถ้ายิ่งหลอกไปด้วยเลย บาปนั้นก็ทวีคูณ บาปนั้นก็ทวีคูณ เพราะฉะนั้น เป็นสมณะ ก็จะต้องมีคุณค่า ประโยชน์ ต้องมีสัมมาอาชีพ ต้องมีการกระทำงาน ถ้าเผื่อว่า เข้าหลักของพระพุทธเจ้าแล้ว มันก็ทำงานธรรมดานี่แหละ สังคมเป็นสังคมพุทธ ช่วยเหลือเฟือฟายคนอื่นเขา จะมีกรรมกิริยาอะไร อย่างน้อย ก็เทศน์สอนบอก ค้นคว้าอะไรควรจะเอามานำมาสอนมาบอกกัน เป็นพระธรรมกถึก ควรจะแนะนำกันอย่างไร การสอนอย่างไร พวกเรามันมีองค์ประกอบ มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ใกล้ชิดมีมากมีมาย มีคนฟังธรรมอยู่ตลอดเวลา จะสอนเมื่อไหร่ก็ได้ หรือทำงานทำการอะไรด้วยกัน ช่วยเหลือกัน รังสรรค์ไป ในแวดวงของทางด้านสมณะเอง ช่วยสมณะหรือว่า ช่วยกันทำ มันไม่ถึงกับรับใช้ แต่ว่าก็เกื้อกูลกัน อยู่ในขอบเขตของวินัยอะไรต่างๆ ซึ่งเป็นสังคมที่อบอุ่นเหมือนพ่อ เหมือนแม่ เหมือนปู่ย่าตายาย เหมือนผู้ใหญ่กับผู้น้อย อยู่ด้วยกัน อย่างรู้จักสัมมาคารวะ รู้จักหน้าที่ รู้จักกิจ รู้จักสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรทำ สร้างบุญ สร้างกุศลได้มากมาย ยิ่งทุกวันนี้ อาตมาเห็นวงจรของพวกเราเป็นอยู่กันนี่ มันครบครัน ถ้าเราเอาแต่หยุด เอาแต่หนี เอาแต่เลี่ยงก็ได้ วันๆคืนๆ ก็ผ่านไป แล้วเร็วเหลือเกิน วันหนึ่ง ถ้ายิ่งเรามีงานมากนะ มีไอ้โน่นก็น่าทำ อันนี้ก็น่าสร้าง อันนี้ก็น่าช่วย อันโน้นก็สำคัญ แล้วเราก็รู้ว่าแวดวงกว้างขึ้น จึงเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้จักบริษัท รู้จักกลุ่มบุคคล ถ้าเราอยู่กับกลุ่มหมู่สองสามคน ก็บริษัทเล็กๆ ถ้ากว้างขึ้นมากขึ้นห้าสิบคนยี่สิบคน ยิ่งหลายที่หลายกิจการ หลายการงาน ก็เป็นบริษัทที่หลายบริษัท หลายแผนกหลายกลุ่มนั่นเอง บริษัทหรือกลุ่ม หรือหมู่ หรือ อะไรที่มันมีความแตกต่างออกไปกว้างขึ้น หลากหลายขึ้น เราก็สามารถมีโลกที่โตขึ้น โลกวิทู หรือพหูสูต ความรอบรู้ก็มากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น รู้ความซับซ้อน รู้อรรถะ รู้ธรรมะต่างๆยิ่งๆขึ้น รู้ความซับซ้อน รู้เชิงชั้น รู้ธรรมะนั่นแหละ ธรรมะก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปและนาม ละเอียดลออทุกอย่าง ครบครัน แล้วก็รู้แก่น รู้เป้า รู้ระดับต้น กลาง ปลาย รู้ระดับดีที่สุด ดีรองลงมา หรือไม่ดีกว่า ดีกว่าอะไร รู้ละเอียดลออขึ้นไปตามภูมิปัญญาที่แท้จริง เราจึงเป็นคนที่รอบรู้เป็นคนที่รู้ทั่ว พหูสูต นี่คือรู้ รอบรู้ แล้วไม่ใช่รอบรู้แต่เฉพาะท่องภาษา พหูสูต ไม่ใช่รู้แต่ท่องภาษา มันรู้มากขึ้น เขาแปลว่าพหูสูต รู้มากขึ้นก็จริง รู้มีความรอบรู้มากขึ้น มากขึ้นๆ แล้วรู้สภาวะธรรม รู้ความเป็นจริง รู้สัจธรรม รู้แล้วก็ทำได้ รู้แล้วก็ทำได้ จึงเป็นผู้ที่มีประโยชน์ตน ก็คือ ตัวเราเองก็ลดละกิเลสของเราเอง ตัวเราเองก็เจริญขึ้น มีสมรรถภาพ มีความสามารถที่จะก่อบุญ ที่จะสร้างความดีงาม ที่จะชำระกิเลส สองด้านเท่านั้นน่ะ ด้านหนึ่งก็ชำระกิเลสเรา อีกด้านหนึ่ง เราก็เป็นประโยชน์คุณค่าต่อมนุษยโลก เป็นที่พึ่งของโลก เป็นโลกนาถได้จริงๆ นี่เป็นคนประเสริฐ เป็นคนวิเศษ เป็นคนดี ก็ไม่มีอะไรที่คงไม่ประหลาดอะไรที่อาตมาอธิบาย เราก็รู้นัยพวกนี้อยู่จริงๆ เพราะฉะนั้น ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน มีอยู่จริงๆ ยิ่งหมดประโยชน์ตนเท่าไหร หรือประโยชน์ตนที่ลดละกิเลสนั้นเป็นโสดา สกิทา อนาคาขึ้นไปเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผู้เจริญด้วยประโยชน์ท่านมากขึ้นๆ ยิ่งหมดประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ก็ยิ่งมีมากขึ้น ยิ่ง ประโยชน์ตนหมดเลย ก็เหลือแต่ประโยชน์ท่านมากอย่างเดียว มีแต่ประโยชน์ท่านอย่างเดียว ประโยชน์ตนอีกต่อไป ก็คือสมรรถนะ ของเราก็ยิ่งเจริญ ยิ่งเป็นพระอรหันต์แล้ว เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอยู่ เป็นอะไรเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งมีแต่ประโยชน์ท่าน จะชำนาญยิ่งขึ้น ก็ชำนาญ เพื่อสร้างสรรให้แก่สัตว์โลกให้แก่มนุษย์โลก เป็นพระโลกนาถ ที่เจริญขึ้นพระโพธิสัตว์ ประโยชน์ตน ที่ได้ก็คือ ความชำนิชำนาญ ความแคล่วคล่อง ความเป็นพหูสูต ความเป็นโลกวิทู ควรเข้าใจมนุษย์โลกสัตว โลกนี่ยิ่งขึ้นแล้วก็มีประสิทธิภาพในการสร้างสรรงานการ เจริญด้วยกรรม กรรมกิริยาต่างๆ รอบรู้ ทำเป็น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เมื่อสูงขึ้นไป ไปทำอะไรล่ะ ตัวเองก็มักน้อยสันโดษแล้ว ตัวเองก็พออยู่แล้ว ถึงอย่างไรก็มี ยิ่งมีคนจะนับถือบูชา ยิ่งมีคนจะให้ ไม่ต้องกลัวตายยิ่งขึ้นเลย มีอะไรๆ ก็ไม่ขาดไม่แคลน มีแต่จะอุดมสมบูรณ์ มีแต่จะทรัพย์มาก จะมีคนมาทำทาน มาบริจาค คนมาเคารพนับถือ เราก็น้อยแล้ว พอแล้ว รู้ที่จบแล้ว กินก็ไม่มาก ใช้ก็ไม่มาก เป็นคนเลี้ยงง่ายแล้ว แล้วก็ยิ่งอุดมสมบูรณ์ ยิ่งมีผู้อยากให้อย่างยิ่ง บริสุทธิ์ใจ ให้อย่างบริสุทธิ์ใจ ให้อย่างเชื่อมั่น เราก็ยิ่งจริง ก็ยิ่งดี ก็ยิ่งทำ ก็ยิ่งเห็น แล้วคนก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าเป็นผู้ที่ เออ แม้จะได้รับทาน มีคนมาทำทาน ทำบุญมาก ก็ ก็ยิ่งสร้างสรร ยิ่งมีอาชีพ ยิ่งมีการงาน ยิ่งมีความช่วยเหลือ ยิ่งมีอะไรที่เห็นเป็นรูปธรรม เป็นความบริสุทธิ์ใจ เป็นความเกื้อกูล มีผู้ช่วยกันเป็นขั้นเป็นตอน รู้จักบริหาร จัดแจง สังคมกลุ่มหมู่ สร้างการงาน สร้างระบบ สร้างชุมชน สร้างหมู่กลุ่ม สร้างมนุษยชาติ นี่ เราก็มีรูปพวกนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ สภาพพวกเรา เราสามารถเกิดเป็นหมู่กลุ่มพุทธบริษัท พุทธบริษัทที่จนกระทั่ง แยกหน่วย แยกกลุ่ม แยกการงาน แต่ก็ประสานอยู่ในตัว แต่ก็มีกระจายหรือเพิ่ม ตอนนี้ อาตมาก็ขอบอกกันอยู่ว่า เราอย่าไปเพิ่งขยายงาน งานของเราตอนนี้ ออกไปหลายอย่างมากแล้ว แล้วงานเหล่านี้ เป็นอาชีพ เป็นการงานที่เป็นหลกัๆของเรา หลายอัน ถ้าเราจะเพิ่มอีกก็ได้ มีสัมมาอาชีพที่จะเพิ่มอีกก็ได้ แต่ตอนนี้ มันก็มากแล้ว ตามที่อยู่ในสังคม แล้วเราก็มีการงาน อาชีพพวกนี้ โดยเราทำเป็นประโยชน์ต่อเรา เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ กสิกรรมนี่อาตมาก็เน้นมากมาย ว่าเราจะต้องเป็นชาวไร่ชาวนา เราจะต้องเป็นคนปลูกคนฝังคนสร้าง แม้งานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรม นี่มันหมายถึงทั้งเครื่องสร้างเครื่องยนต์ เครื่องกลเครื่องไก เครื่องที่เป็นสิ่งทุ่นแรง สิ่งที่ช่วยเสริมช่วยหนุนเป็นเครื่องใช้ประกอบอุตสาหกรรม ทั้งมีความหมายอย่างนั้น ทั้งมีควาหมายถึงสภาพทีทำอย่างเป็นกอบเป็นกำ อย่างเป็นปริมาณมาก อุตสาหกรรมมันมีความหมายถึง ทั้งทำให้เป็นปริมาณมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาซ้อนลงไปในกสิกรรม เป็นกสิกรรมแบบอุตสาหกรรม อย่างนี้เป็นต้น กสิกรรมแบบอุตสาหกรรม ก็คือการ กระทำพืชสวนไร่นา อะไรนี่แหละ แล้วก็ทำกันอย่างมีปริมาณมาก ทำกันอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ก่อนนี้ เขาก็ทำอย่างปริมาณมาก หรือ ทำเป็นกอบเป็นกำ อุตสาหกรรมในกสิกรรมนี่ โดยการทำเป็นเน้นชนิดเดียว ทำกันอย่างไม่ผสม เช่นว่า ทำนาก็เป็นแปลงนา เป็นนาเป็นร้อยไร่ พันไร่ขึ้นไปมีแต่นา ต้นหมากรากไม้อื่นไม่มี ทำไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด ทำไร่กาแฟ ทำไร่อะไรก็แล้วแต่ มีแต่เป็นผืนเต็มไปหมดเลย มีแต่พืชชนิดเดียว ที่เขาเรียกว่าเป็นปริมาณมากอย่างเดียว เพื่อเอาปริมาณของอันนั้น ซึ่งมันผิดธรรมชาติ ธรรมชาติ ต้นไม้มันก็ขึ้น ถึงแม้มันจะอยู่เป็นหมู่ก็จริงอยู่ เป็นดงเป็นหมู่ก็จริง แต่มันจะมีไม้อื่นแซมอยู่ด้วย แล้วก็จะไม่มีปริมาณมากจนกระทั่งมาก จนกระทั่งมีแต่ต้นไม้ชนิดนี้อยู่อย่างเดียว มันจะไม่มีอย่างนี้หรอก ป่าไหนก็ตามแต่ มันจะมีไม้อื่นผสมแน่นอน ไม้เล็กไม้น้อย ไม้โตอื่นที่แซมอยู่ แม้มันจะมีปริมาณของอย่างใดอย่างหนึ่งมาก แต่มันก็จะมีอย่างอื่นอยู่เป็นร้อยเป็นพันแทรกแซมอยู่ นี่เป็นธรรมชาติของหมู่ไม้ แล้วมันก็จะช่วยกัน เหมือนกับคนน่ะ มีคนดี คนชั่วปนเปกันอยู่แล้วก็อยู่กันได้ อะไรเป็นหลัก ก็คืออันนั้นเป็นหลัก กลุ่มหมู่ชาวอาริยะก็จะมีอริยะเป็นหลัก จะสีคนเลวปนอยู่บ้าง เมื่อเอาจริงๆ แล้วก็จะเป็นอย่างนั้น แทรกแซมอยู่ ยิ่งคนมันเคลื่อนไหว ก็ยิ่งจะแทรกแซมมาก ขนาดต้นไม้มันเคลื่อนไหวไม่ได้ อยู่กับที่ มันยังแทรกแซมกันอยู่ ตั้งเยอะตั้งแยะ แทรกอยู่แซมอยู่ มันขนาดมันไปไหนไม่ได้ แล้วคนมันเคลื่อนไหวเข้าหากัน ไหลไปไหลมา ปนเปกันไปมา มันก็แทรกแซมโดยคนชั่วคนดี ถ้าเรามีคนดีมีจำนวนอำนาจมากพอ อันนั้นมันก็เป็นตัวนำ เป็นตัวมีฤทธิ์แรงที่จะนำพาอันอื่นเปลี่ยนแปลงไป หรืออันอื่นก็เป็นตัวเสริมหนุน ไม่ใช่เป็นตัวทำลาย อะไรที่มีอำนาจใหญ่ มีกำลังใหญ่ ก็เป็นตัวนำเป็นตัวที่จะเกิดเจริญ อันอื่นก็กลายมาเป็นตัว เสริมหนุนนะ ถ้าเรา....แม้ว่าเราเอง นี่เรามีกำลังอำนาจอันนั้นในตัว อยู่กับหมู่อื่นใหญ่มาก แต่ถ้าเราเป็นตัวของตัวเอง มีธรรมะอันเป็นโลกุตระ อยู่ในตัวเรา อยู่เหนือ เหนืออำนาจโลกียะ เหนืออำนาจความตกต่ำ แม้จะมีมาก มีจำนวนมากที่เราอยู่กับเขา แทรกแซงอยู่ด้วยกัน เขาก็ไม่สามารถทำให้เราตกต่ำไปได้ นอกจากทำให้เราตกต่ำไปไม่ได้แล้ว เรายังทำให้เขาแปรตัว หรือ เปลี่ยนแปลงมาในทางเจริญขึ้น ดีขึ้นได้ด้วย เราจะต้องรู้ว่าเราเป็นโลกุตระบุคคล มีโลกุตรธรรมอย่างนี้จริงๆอยู่ในโลก แม้มันจะมีจำนวนมากของปุถุชน จำนวนมากของผู้ที่ไม่รู้เรื่องของสัจธรรม ไม่มีปรมัตถ์สัจจะอะไร ไม่มีโลกุตระสัจจะอะไรหรอก เราก็สามารถเพิ่มปริมาณเพิ่มคุณภาพ เปลี่ยนแปลงมีประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เราไม่ตกต่ำ นอกจากไม่ตกต่ำแล้ว ยังสามารถที่จะเป็น ประโยชน์แก่ท่าน แก่ผู้อื่น ให้ผู้อื่นเจริญขึ้นมาอย่างเราเป็น ด้วยความสามารถ ไม่ทะเลาะเบาะแว้ง มีสามัคคีธรรมอยู่กันได้ เป็นสมานกันกับโลกเขาได้ โลกกลับยินดียกย่อง เชิดชู บูชาเคารพ นับถือด้วยซ้ำ ทุกวันนี้ อโศกเรา ก็ได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้น ยิ่งนานวัน เขายังไม่มั่นใจ ที่เราทำงานนี่ อาตมาขอบอกกับพวกเรานะ บอกกับพวกเราเลยว่าโลกุตรธรรมมันหายไป มันไม่มีคุณสมบัติแบบโลกุตระ แบบแท้ๆที่เป็นอารยธรรม เป็นธรรมะแบบประเสริฐจริงๆ มันมีแต่ธรรมะปุถุชนโลกียธรรม มันไม่เป็นโลกุตรธรรม พอเรามาทำเข้า มาปฏิบัติ มาประพฤติ ลดละหน่ายคลายเป็นสภาพพวกนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ ถ้าใกล้ๆ กันดีกว่ากันเล็กๆน้อยๆ เขาดูไม่ออกหรอก ต้องดูดีจัดๆ อาตมาก็พาทำตั้งแต่จัดๆ มีสภาพที่เข้มข้น จนกระทั่งมันคนละเรื่องกัน เหมือนคนละเผ่าคนละพันธุ์ คนอะไรน้อยซะจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เขาก็จะไม่เชื่อ มันแกล้ง คนเราไม่ติดไม่ยึด มักน้อยสันโดษ ยิ่งเป็นฆราวาส แล้วก็ต้องเป็นอย่างโลกๆ เป็นคนที่น้อยๆไม่หลงใหลได้ปลื้มกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่หลงใหลได้ปลื้มกับลาภ ยศ สรรเสริญ ต่างๆอะไร ที่เขาเป็นกัน ไม่เอร็ดอร่อย ไม่หลงใหลเป็นโลกียสุขกับเขา เราต้องทำให้ได้เด่นชัดจัดจ้าน เขาถึงจะเห็นได้ เห็นได้ เขาก็ยังไม่เชื่อ เขาก็หาว่าดัดจริต เขาก็หาว่าสร้างภาพ จอมสร้างภาพมาอวดอ้าง ลึกๆ เขาก็รู้เหมือนกันว่ามันดี ที่ ที่จริงเขาก็ว่าจอมสร้างภาพแล้วดีนะ แต่เขาก็ไม่เอาตาม เขาก็ว่าดัดจริต แกล้งมาหาเสียง มาหาเด่นหาดังหาโก้เฉยๆแรกๆ เขาจะไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นต้องอาศัยเวลากับความจริง เราเป็นอย่างนี้ ยืนยันอย่างนี้ เราว่าดี มักน้อย สันโดษ อย่างนี้ เป็นคนประหยัด มัธยัสถ์ เป็นคนที่ไม่โลภโมโทสัน ไม่เห็นแก่ตัวแหละ เป็นคนมีชีวิตอย่างนี้แหละดี เราก็ทรงสภาพนี้ไป เพราะฉะนั้น นับวัน นับเดือน นับคืน นับปีไปเรื่อยๆ ห้าปี สิบปี ยิ่สิบปี สามสิบปี และมันก็เป็นความจริงที่เราจริงมั้ย เราจริง เราพิสูจน์ยืนหยัด เป็นอย่างนี้ เป็นเช่นนี้จนกระทั่ง ยิ่งฝึกปรือเข้าไป เราก็ยิ่งชำนิชำนาญ ฝึกปรือเข้าไป ก็ยิ่งเกิดญาณ เกิดความแข็งแรง เกิดทั้งเจโต เกิดทั้งปัญญา ปัญญาก็ชัดเจน ความเชื่อมั่น ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ ปัญญาก็ยิ่งเห็นจริงเห็นจัง สอดคล้องทำให้เรานี่ ยิ่งมั่นคง ยิ่งตั้งมั่น ยิ่งเป็นสภาพเที่ยงแท้ นิยตะ จริงจังอย่างนี้ จนกระทั่ง คล่องแคล่วชำนิชำนาญเป็นอัตโนมัติ เป็นเอง เป็นตถตา จนแข็งแรงมั่นคง เป็นจนกระทั่งจบ ถ้าจบเมื่อไหร่ก็เป็นตถตา ก็เป็นอวิตถตา อวิตถะนั่นแหละ อวิตถตานั่นแหละ อะกะวิ นี่มันเติมหน้าตัว ตถตาเข้าไป ถ้าวิตถตา มันก็เติมเข้าไปขนาดหนึ่งแล้ว ตถะนี่แปลว่าความจริง ความจริงอันใด เราได้ความจริงอันนั้น ตา นี่เป็นคำที่ไปขยายให้เป็นคำนามเท่านั้นเอง เป็นความเป็นความมี ความเป็น ความมีในอะไร ความเป็นความมีในความจริงอันนั้น วิ ก็ยิ่งซ้ำเลย บอกว่าอะไร ที่ไม่ก็เอาออก อะไรที่ยิ่ง ก็ทำให้เจริญขึ้น วิ นี่ จนกระทั่ง มันเป็นอย่างนั้น วิตถตาก็คือ ไอ้อย่างนั้น ที่มันเป็นเช่นนั้นเองนั่นแหละ มันเป็นยิ่งๆๆแล้ว อวิตถตาเป็นอย่างนั้น อย่างไม่เป็น ไม่มีผิดไปจากนั้น อวิตถตา ไม่ผิดไปจากนั้นอีกเลย เป็นอย่างนั้น อย่างนั้น เป็นเช่นนั้นอยู่ไม่ผิดไป อนันยตา ไม่เป็นอื่นไปจากอันนั้น นี่ย้ำขยายความเป็นเช่นนั้นอย่างแข็งแรง นิยตะ ขยายความเป็นนิยตะ แม้จะมีอิทัปปจยตา ปฏิจจสมุปบาท 4 ที่มีตถตา อวิตถตา อนันยตา อิทัปปจยตา 4 อันนี้เรียกว่าธรรมะเช่นนี้ เป็นปฏิจจสมุปปบาท คือ เป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่กันและกัน เป็นตัวลูกโซ่ ปฏิกิริยาลูกโซ่ ถ้าเผื่อว่าเราทำอันนี้ให้เจริญจริงอย่างที่อาตมาเน้นหมายไปหาความ เป็นปรมัตถ์ หรือความเป็นวิมุติ นิพพาน เพราะปฏิจจสมุปปบาท อันนี้มีเหตุ มีปัจจัย อิทัปปัจจยตา วิชชาเป็นเหตุ เราทำจนกระทั่งสมบูรณ์ แต่ก่อนมันมีอวิชชา จนเราพยายามปฏิบัติจนกระทั่งพ้นอวิชชาสังโยชน์ได้ ในเหตุใด ปัจจัยใดก็ตาม คุณเอามาใช้ สูตรเหล่านี้ เอามาเทียบ เอามาอ่านสภาพธรรมที่เราเป็นจริง เมื่อเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน