380704 ความเหมือนที่แตกต่าง โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์42 KB
วันที่แก้ไข26 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

380704 ความเหมือนที่แตกต่าง โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก

ทำวัตรเช้า วันที่ 4 กรกฎาคม 2538 งานรามบูชาอาสาฬหะวันนี้เป็นวันสุกดิบของงาน งานที่เราจัด เป็นเรียกว่าประเพณีของเราเลยทีเดียวได้ เพราะเราจัดมาครั้งนี้ เป็นครั้ง 15 แล้วงานนี้ ต่อเนื่องมาเลยทุกปี เราไม่ได้ขาดเว้นเลยนะ ปีนี้เป็นปีที่ 15 ที่จัดที่ราม จนกระทั่งมีรูปแบบเป็นอย่างนี้ๆ ปีนี้ ได้ที่เพิ่มขึ้นอีก นอกจากจะได้ A.D 1ได้ตึก SBB แล้วก็ยังได้ที่แจกอาหาร ก็ที่ในถนนนอก ยังได้รอบในของลานพ่อขุนอีก ถนนรอบใน ซึ่งแต่ก่อนนี้เราจัดแล้ว เรายังไม่ได้ A D1 เราจะจัดที่ถนนรอบใน ของลานพ่อขุนนั้น จัดกัน ตั้งเต็นท์อะไร ปีนี้ก็ได้ตั้งเต้นท์ข้างในนั้นด้วย ก็ได้ใช้ที่อะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้น แม้ว่าปีนี้ จะเกิดสภาพไปขออนุญาตแล้ว เกิดหลักฐานไปขอมันเกิดหายหรือว่า เกิดซ่อน ไม่ใช่หายหรอก มันซุกซ่อน มันไปผิดอะไรไม่รู้ เจ้าหน้าที่ หรืออาจารย์เขาก็ทำอะไรมันชักไม่ค่อยจะ งานอาจจะมากนะ อะไรๆมันอาจจะซุกซ่อน มันอาจจะหลงๆหลุดๆ หายไปเลย ก็เลยกลายเป็นว่าเราจะไม่ได้จัด มันจะไม่มีเวลาให้จัด พวกเจ้าอื่นๆ เขาก็ไปจองจะจัดงานอะไรกันต่อเนื่องกันไป ตอนนั้นข่าวมาว่า มีเวลาว่างอีกเดือนเมษายน ปีหน้าโน่น เราจะได้จัด เราก็ เอ๊ะ! เดือนเมษายน ปีหน้าแล้วจะไปจัดยังไง (พ่อท่านหัวเราะ) เลื่อนเข้าไป มันจะใกล้ปีหน้าอีกทีหนึ่งแล้ว ก็จัดงานอาสาฬหะ มันก็อยู่ในระหว่าง บางปี ยังเคยเลยไปยื่นช้าไป ไปจัดเอาอาสาฬหะ ก็เลยเข้าไปแล้ว เข้าพรรษาไปแล้ว เข้าพรรษาไปแล้ว ค่อยไปจัดงานอาสาฬหะ จริงๆก็จะจัดวันที่ใกล้อาสาฬหะที่สุด หรือ ชนกับอาสาฬหะ ถ้าชนกับอาสาฬหะทีเดียว มันก็จะยุ่งกะสมณะเราจะต้องไปวัดนะ กลับมาพุทธสถานกัน มาจัดงานอะไรต่ออะไรต่างๆ ทางพุทธสถานบ้าง เราก็เลยเ

อ่านต่อ

อา เอาละไม่ต้องชนกับ ไม่ต้องเป็นวันอาสาฬหะ ก็เลยเอาวันที่ใกล้ ก่อนอาสาฬหะ หน่อยหนึ่ง ทีนี้เราก็ได้ปีนี้เราก็ได้วันที่ 5 ถึงวันที่ 7 สามวัน ก็จนกระทั่ง เข้ารูปเข้าร่องอย่างที่เป็นนี้ มีนักเรียนมาร่วมมาช่วยเป็นหน่วยเสริมที่ทำงานจัดงาน เป็นงานที่เหมือนกับเราไปยืนยัน ไปยืนยันสิ่งที่เราผ่านมาหนึ่งปีแล้ว มีพัฒนาการขึ้นมาอย่างไรหรือไม่ เราไปยืนยันอะไรบ้าง เราไปยืนยันความสามัคคี พวกเราจะสามัคคีกันอย่างไร ทุกๆแห่งมารวมกัน พุทธสถานแต่ละแห่ง แต่ละแห่ง ใครมีอะไรก็มาร่วมมารวมกัน ช่วยกันทำงาน เสนอตัว แสดงตัว ปรากฏตัว ให้ประชาชนเขาได้เห็น ใครจะมาเห็น มาสัมผัส สัพพันธ์อะไร ก็แล้วแต่ เราไม่ได้ไปหาเงินหาทองอะไร เราไม่ได้ไปจัดงานเพื่อหาเงินอะไร จะว่าเหมือนกับเราไปโฆษณาสินค้า จัดงานแฟร์ หรือว่าจัดงานเอ็กซโป ของอโศกก็ได้ เราต้องเข้าใจลักษณะของมัน ลักษณะของมัน เหมือนอย่างงานเอ็กซโป หรือจัดงานแฟร์ จัดงานสินค้า งานโฆษณาสินค้าอะไรของสังคม เขาก็จัดกันขึ้นมา ใครมีสินค้าอะไร เขาก็เอาบริษัทต่างๆ ในสังคม ระบบทุนนิยม มันจะมีบางที เขาก็อาจจะกำหนดลงไป ว่าเน้นสินค้าประเภทกลุ่มไหน กลุ่มเครื่องยนต์เครื่องกล กลุ่มกสิกรรม กลุ่มเกษตร กลุ่มอะไรก็แล้วแต่ เขาก็จัดเป็นงาน พยายามที่จะให้ กว้าง หรือให้มากได้บ้าง มันก็จะได้ดูหลากหลาย เขาทำได้แค่ไหน มีเพื่อนมีฝูง มีคณะมีกลุ่ม มีหมู่ มีผู้ที่จะมาร่วมงานได้อย่างไร ก็แล้วแต่ผู้จัดจะทำขึ้นอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ของเราก็กลุ่มอโศก กลุ่มอโศก ก็จัดงานโฆษณาสินค้าของอโศก ทีนี้สินค้าที่สำคัญที่สุด ของอโศก คืออะไร สินค้าที่สำคัญของอโศกก็คือ คุณธรรม สินค้าที่สำคัญของอโศก ก็คือคุณธรรม นอกนั้นก็เป็นเครื่องประกอบ เป็นพฤติกรรมประกอบ เป็นกิจกรรมประกอบ เป็นพิธีกรรมประกอบ จะว่าประกอบก็ใช่ จะว่าเป็นตัวเนื้อแท้ ก็ใช่ ก็คือกรรมกิริยาทั้งนั้นแหละ มันจะแสดงออก ซึ่งมีมโนกรรม เป็นประธาน มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ใจก็สั่งการให้พวกเราได้ไปแสดงพิธีกรรม และกิจกรรม หรือพฤติกรรม ไปมีพฤติกรรม พฤติกรรมก็ไปทำงาน ไปมีกาย วาจา ใจ ที่เราจะแสดงพฤตกรรมออก ในนั้นในนั้น เราจะทำอะไรเราก็จัดขึ้น กำหนดขึ้น สมมุติขึ้น ซึ่งมันก็จะเป็นหลักๆ มาตั้งแต่ต้น มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ข้างนอกเขาจะรับได้ ก็จากอาศัย เขาจะรับได้ จากที่เขาได้สัมผัสและเขาได้อาศัย เห็น สัมผัส เข้ามาร่วมเข้ามาศึกษา เข้ามารับรู้ เขามีปัญญา มีปฏิภาณเท่าไหร่ เขาก็มาตัดสินเอา มารู้สึกเอา เขาสัมผัสแล้ว เขา เขารู้สึกอย่างไร สัมผัสแล้วเขามีความเข้าใจว่าอย่างไร สัมผัสแล้ว เขาเห็นดีเห็นงาม หรือว่า ไม่เห็นดีไม่เห็นงาม ชื่น ชอบ หรือชัง ต้องการอุดหนุน อุดหนุนก็หมายความว่า เออ เขามีอะไรนะอันนี้ เขามีอะไรดี ดีหรือไม่ดี เราน่าจะต้องมาได้ เราไม่ได้ขาย แต่เราก็ขาย เราไม่ได้ไปขายสินค้า แต่เราก็ขายสินค้า คือเราไม่ได้หาเงินนั่นเอง เราไม่ได้มีเป้าหมายที่จะไปหาเงิน แต่โฆษณาโฆษณาแน่ เป็นงานเหมือนโฆษณา เผยแพร่นั่นเอง จะว่าไป ก็คือเผยแพร่ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ตัวพวกเราเองนี่แหละเข้าไปเหมือนกับเข้าไปห้องสอบ เข้าไปทดสอบ เข้าไปพิสูจน์ตัวเองว่าเรา อย่างน้อยที่สุด พฤติกรรมของเรานี่รวมๆ แล้วค่ารวมแล้ว มันรวมกันแล้ว มีพฤติกรรมที่เป็นหนึ่งเดียวกันมั้ย เป็นเอโกธัมโม สมัครสมานสามัคคี ดูสอดคล้องมีน้ำหนัก มีเนื้อหา มีความเด่นชัด ดูเหมือนหลากหลาย แต่ไม่ขัดแย้ง นี่เรียกว่า สมานสามัคคี ดูหลากหลาย ดูเหมือนหลากหลายดี มีไอ้โน่น มีไอ้นี่ มีอันนั้นอันนี้ อะไรต่างๆนานา สารพัด บางอย่าง ก็เหมือนเกือบจะ เอ๊! ตรงกันข้ามกัน บางอย่าง เหมือนจะมันดำกับขาว บางอย่าง เหมือนกับมันไม่ใช่อันเดียวกันนะ แต่ก็รวมกันอยู่ ร่วมกันอยู่ อย่างไม่ทะเลาะเบาะแว้ง บางมุม บางเหลี่ยม ถ้าเขาฉลาดพอ จะเห็นว่า กลับเสริมหนุนขับเด่น กลับเสนิมหนุนขับเด่นขึ้นมาให้ดู ดูน่าดูหรือชวนดู มันขับเด่น แล้วก็ แล้วเกิดการชวนดู ไม่ใช่ขับ มันตรงกันข้ามกันนี่ มันจะขับกัน มันจะรู้สึกความแตกต่างกัน มันจะทำให้เห็นว่าเด่นชัดขึ้นมาจากกันและกันได้ แต่ถ้าว่ามันเหมือนกัน มันกลมกลืนกันเลยไปเลยนี่ มันจมมันจะไม่เห็นอะไรเป็นอะไร มันจะไม่เห็นอะไรเด่น มันจะดูแบนๆ ราบๆ ดูเกลี้ยงๆ อะไรอย่างนี้ นี่เป็นลักษณะของสิ่งความเป็นจริงที่มันเกิด เพราะฉะนั้น ในการจัดสรรองค์ประกอบพวกนี้ ถ้าเรามีสิ่งที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน ดูเหมือนมันมีสัจจะย้อนสภาพ มีสัจจะย้อนสภาพ นี่เป็นภาษาที่ลึกซึ่ง เป็นปฏินิสสัคคะ เหมือนมันทวนกระแสกัน เหมือนมันขัดแย้งกัน เหมือนมันคนละทาง คนละเรื่องกัน แต่ไม่ มันไปด้วยกัน มันสนับสนุนกัน สอดคล้องกัน ส่งเสริมกัน อันนี้เป็นลักษณะมุมหยาบเป็นอย่างนั้น แต่ในนัยละเอียด มันกลับประสานกันได้ เหมือนคนละเผ่า คนละพวก แต่ก็อยู่ด้วยกันอย่างดี มีการถ้อยทีถ้อยอาศัย เข้าใจอะไรต่ออะไรกันดี อะไรที่ยอมวางยอมปล่อย อะไรไม่ถือสากัน แต่ก็เป็นอยู่ ดูเหมือนไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ถือสากัน ต่างก็ปฏิบัติกันได้เป็นนานาสังวาส ร่วมรวมกัน แต่แตกต่างกัน ต่างกันบางอย่าง จนกระทั่ง ถึงตรงกัน ข้ามกันดังที่กล่าวแล้วอย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้จักอนุโลมปฏิโลมประสานสอดสมานกันอยู่ได้ ส่อ หรือ สื่อสิ่งที่เป็นเนื้อแท้ เนื้อแท้เป็นอย่างไร หลักธรรมของพระพุทธเจ้า เราจะสอนคน หรือสังคมกลุ่มนี้ เป็นสังคมที่อุดมสมบูรณ์ เราก็อุดมสมบูรณ์ ไม่ได้หมายความว่า สอนให้เราเองเป็นคนที่ยากจน ประเภทที่เรียกว่า จนอย่างไร้อดอยากยากแค้น ทรมานทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ทุกข์ร้อน ไม่ยากแค้น แต่ก็ไม่ ไอ้ความมักน้อยเอาไว้ตอนหลัง อุดมสมบูรณ์ก่อน มีอะไรต่ออะไรอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะ อุดมสมบูรณ์ ในสิ่งที่ขาดแคลน ในสังคมที่เป็นดีมานด์ ที่เป็นสิ่งที่มันต้องการในสังคม รูปธรรมก่อน เห็นได้ มีของกินของใช้ มีของที่จะอาศัยเป็นปัจจัยของชีวิต เราก็มีครบครัน อุดมสมบูรณ์ ไร้มลพิษ ไร้พิษ ไร้ภัย ไร้โทษอะไรด้วยซ้ำ เรามีเราก็เอาไปยืนยันว่า เรามีนะ เราทำได้นะ เพราะฉะนั้น มาถึงวันนี้ เรามีแม้กระทั่ง ผลผลิตที่เราเอง เราได้เอาไปเปิดเผย เรามีผลผลิตทางกสิกรรม หัตถกรรม หรืออุตสาหกรรมน้อยๆ อุตสาหกรรมเราไม่ใหญ่อะไร( พ่อท่านหัวเราะ) หัตถกรรม อุตสาหกรรม อะไรมีบ้าง ก็เอาไป แต่ก็ไม่ถึงขนาดเอาไปโชว์อย่างเต็มรูปอะไรนัก ก็เอาที่มันจริงๆ เราไม่ถึงกับขนาดเตรียมพร้อมเอาไว้โชว์เท่านั้น แต่เราก็มีของเรา ของเราที่เป็นที่มี นี่แหละเอาไปแสดง เราก็จะมีผลผลิตจากที่โน่นที่นี่มารวมกัน ของศีรษะอโศก ปฐมอโศก ศาลีอโศกอะไร ที่แหล่งๆ ที่พวกเราไปมีชุมชน มีกลุ่มชาวอโศก หรือแม้แต่อยู่ในต่างจังหวัด จะเอามารวม ย่อยก็เอามารวมกับหมู่ใหญ่เขาบ้าง หมู่ไหนย่อยๆ ก็คือหมู่ย่อยๆนะ หมู่ไหนใหญ่ ก็เอามารวมกับหมู่ใหญ่บ้าง ก็ช่วยกันเอามาดูมาแสดง มีอะไรต่ออะไรเป็นอย่างไร เอามาแสดง ก็ไม่เหมือนเขา ไม่เหมือนการแสดงทางแบบทุนนิยม เพราะทุนนิยม เขาแสดงแล้วเขาก็ โอ้โฮ! อวดโอ่ อย่างโน้นอย่างนี้ เขาจะปรุงจะแต่งกันยังไงๆ เราก็มีบ้าง ตบแต่งบ้าง แต่ไม่ได้ตบแต่งให้หวือหวาอะไรเกินการนัก ก็เราก็รู้คนอยู่ในสภาพนิยมอะไรบ้าง เราก็เข้าใจ แต่เราก็ไม่ต้องหวือหวาเกินควร พอสมควร อะไรอย่างนี้ อย่างที่เป็นๆมาปีที่แล้ว มาจนกระทั่ง เป็นปีสุดท้าย ปีนี้ก็จะเป็นอีกปีหนึ่ง เราก็จะไปจัดไปอะไรต่ออะไรไปทำ แม้แต่พฤติกรรมของเรา เปลี่ยนแปลงขึ้นมั้ย เปลี่ยนแปลงขึ้นเป็น อย่างชาวเราเป็น ชาวมนุษย์โลกุตระ ชาวอโศกที่บอกว่า ไม่เหมือนชาวโลกเขา พฤติกรรม เขาไม่เป็นเหมือนอย่างชาวโลก ไม่เป็นอย่างไร? เขามีมารยาทดี เหมือนกับชาวโลก มีมารยาทเอื้อหนุนเจือจุน เมตตาใจดี ช่วยเหลือเฟือฟาย เขามีเหมือนกันทั้งหมดแหละ แต่เราเหมือน มันก็ไม่หมือน มันเหมือนมันก็ไม่เหมือนจริงๆ มันจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีนัยสำคัญ มีแนวลึก มีแนวสอดซ้อนอยู่ว่าช่วยเหลือกันอย่างไร เสียสละกันยิ่งกว่ากันอย่างไร คนเราเสียสละ หรือทาน หรือให้ หรือ บริจาคก็มี โลกเขาก็มีให้มีบริจาค เขามีบริจาคกันเป็นล้านๆ กันมากมาย โอ! ในกลุ่มคนมีสตางค์ แหม ใช้สำนวนสังคมเขาหน่อย ในกลุ่มคนมีกะตังค์ เขานี่เขาบริจาค กันอะไรนิดอะไรหน่อย ไปร่วมงานจัดอะไรกัน อู๊ย! จ่ายกัน ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เรื่องเงินล้านเงินแสน จัดอะไรทีอย่างนี้ ร่วมมือร่วมไม้ช่วยสร้างสรรกันที เงินล้านหลายๆล้านนี่ ก็เรื่องธรรมดาง่ายๆ ของเรานี่ ไม่ได้มี ลักษณะมากมายหวือหวา เยอะแยะอย่างเขาทีเดียวหรอก แต่เราก็มีการร่วมมือกันอย่างสนิทเนียน เสียสละกันอย่างสนิทเนียน จริงใจ มีพฤติกรรมเป็นมิตรสหาย เป็นพี่เป็นน้องทำกันอย่างจริงใจ ทำไม่ใช่ทำกันอย่างมารยาท หรือว่าทำกันอย่าฉาบฉวย โชว์ๆพวกนี้น่ะ มีแนวซ้อน มีนัยลึกซั้ง นัยสำคัญ พฤติกรรมต่างๆ กิจกรรม มีอะไรบ้าง เขาก็อ่านได้เหมือนกัน กิจกรรมของเรา มีละเม็งละครมั้ย เราก็มีอีก เอ้า! ตอนนี้ เราก็เหมือนกับเขามีละเม็งละคร มีคอนเสิร์ตน้อยๆ ปีนี้ ก็มี ไม่มีถึงคอนเสิร์ตหรอก มีวงดนตรีเล็กๆ วงดนตรีเสียงนกเสียงกา ปีนี้มีวงดนตรีแซมเข้ามาอีกวงหนึ่ง วงใหม่มาก ตั้งชื่อใหม่ เล่นงานนี้เป็นงานแรก วง PRETENDER ให้ตั้งชื่อมาตั้งเป็นภาษาฝรั่ง ซะด้วย นิยม แล้วก็ชื่อก็ PRETENDER ก็ แหม มันประชดประชันสังคมนะ PREDENDER ก็เรียกว่าอะไรล่ะ PRETENDER แปลเป็นสวยๆ หน่อย ก็นักมายากล นักมารยาทงาม จะแปลว่าอะไรดี (คนฟัง นักเสแสร้ง) นักเสแสร้ง (พ่อท่านหัวเราะ) จอมเสแสร้ง อะไรก็แล้วแต่นะ PRETENDER เอาก็ไม่ว่าอะไร มันก็ตั้งไปอย่างนั้นแหละ ตั้งชื่อไว้ให้สนใจ แต่เนื้อหาเขาจะเป็นยังไง ก็คอยดู ก็บอกให้แสดงเลยตามใจ จะแสดงอะไรก็แสดง คือเป็นพวกเรา เป็นพวกที่รู้จักเราอยู่ เขาก็รู้ว่า ไม่หวือหวาเกินหรอก ไม่ออกไปนอกเรื่องอะไรหรอก กลุ่มน้องชายของ ลูกชายน้องชายหรือลูกชายปฏิพล ก็ตั้งวงดนตรีขึ้นใหม่ ลูกชายคนโต เขาเดี๋ยวนี้ ก็โตแล้ว กำลังอยู่วัยรุ่นนะ เล่นดนตรีกันมาเป็นสิบๆ ปีแล้วพวกนี้ ก็ดีกับเขาเหมือนกัน คอนเสิร์ตน้อยๆ เขานิยมการแสดงเวลาจัดงาน มีโน่นมีนี่อะไร มีร้องมีรำอะไร เราก็มีบ้าง มีเทศน์ มีบรรยายธรรมะ หรือปาฐกถา สมัยใหม่นี่ มีบรรยาย มีปาฐกถา มีการอภิปราย มีอะไรของเขา ก็มีเหมือนกับจัดเพื่อที่จะให้รู้แก่นสารสาระ เนื้อหาผสมผสานกัน เป็นการจัดงานรวมๆ อะไรต่างๆนานา สื่อ เป็นการสื่อออกในวิธีการต่างๆ เราก็ทำ แต่มันก็ไม่เหมือนกันแน่นอน ผู้ที่มีปัญญา โดยเฉพาะนี่ เราทำอยู่ที่นี่ 15 ปีแล้ว ครูบาอาจารย์ นักวิชาการ พวกที่เขามีความรู้ความเข้าใจ มีวุฒิภาวะในเรื่องที่จะมองอะไรต่ออะไร เขาก็เห็นอยู่สัมผัสอยู่ ดูทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่เขาไม่สัมผัส อะไรคืออะไร เขาก็ต้องย่อมรู้ ลึกๆ เขาก็ต้องเข้าใจ แม้ในสังคมจะมีอย่างเราบ้าง ความนิยม ฮือฮา ไม่เหมือนกับอันอื่นก็ตาม แต่แนวลึกๆ แก่นสารลึกๆ น่ะคนเรา ผู้ที่มีภูมิปัญญาจริงๆ ย่อมหยั่งถึง และรู้ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ เพราะฉะนั้น เราทำงานนี้ จัดงานนี้ จนกระทั่ง มาตอนหลัง อาตมาบอกพวกเรา ว่าเป็นงานของชาวอโศกเรานะ เป็นที่ที่ไปเผยแพร่แสดงตัวประกาศตัว ปรากฏตัวยืนยัน แล้วพวกเราก็ไปพิสูจน์ตัวพวกเรา ช่วยกันร่วมไม้ร่วมมือกันให้หนาแน่นอบอุ่น ถ้ายิ่งทำแล้ว ดูโหลงเหลง ดูก็ยิ่งโกร๋งเกร๋งๆ ยิ่งดูยิ่งว้าเหว่ อ้างว้าง ยุ้บๆ ย้อบๆ อะไรลงไป มันก็ส่อออกไป หรือสื่อออกไปชัดเจนว่ามันทรุดโทรม มันไม่เจริญก้าวหน้าแน่นอน แต่ถ้ายิ่งนานไป ก็ยิ่งดูคึกคัก ยิ่งดูอบอุ่น ยิ่งดูหนาแน่น ยิ่งดูสมบูรณ์อุดม แต่ก็เป็นในรูปของเรา ค่ารวมแล้ว ดูค่ารวมทั้งหมดแล้วก็อุดมสมบูรณ์ ดูค่ารวมแล้ว มีลักษณะดีขึ้น แนบเนียนขึ้น ชั้นสูงขึ้น มันคลาสสิกขึ้นเรื่อยๆคลาสสิกนี่ เป็นภาษาลึกนะ ภาษาลึกซึ้ง คลาสิก แต่ก็อยู่ในความนิยม ไม่ใช่คลาสิก เอ็งอยู่ของเอ็งคนเดียวเถอะ ประกาศเผยแพร่เท่าไหร่ ก็ไม่มีใครนิยม ไม่มีใครเอาด้วยเลย ไม่มีใครมาอุดหนุนเลย เขาทิ้งเราแล้ว เราก็เลยยิ่งโดดเดี่ยว ก็ไม่ใช่อย่างนั้น เป็นคลาสสิก รู้สึกว่าคลาสสิก รู้สึกว่าเป็นเรื่องดี สูงส่งเป็นเรื่องมีคุณค่า มีคุณภาพ แล้วแม้แต่คนโลกๆ แม้แต่คนส่วนใหญ่ เขาก็ยอมรับนับถือยกให้ นิยมชมชื่น มาสนับสนุน หรือมาอุดหนุน มาสนับสนุน มาอุดหนุนด้วย ถ้าทางโลก เขาจะวัดค่าด้วยราคาค่า ราคานี้ราคามีค่า ซึ่งมีเงิน มีตัวหลักเงินเป็นตัววัด สินค้าอันนี้คลาสิก ราคาแพง จัดงานอันนี้คลาสิกคนไปชมต้องเสียค่าบัตรเข้าไปชมแพง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เขาก็วัดกันด้วยค่าแบบนั้น คนไปจะต้องภูมิฐาน แม้แต่จะไปชมงานนี้ จะเข้างานนี้ ต้องแต่งชุดสำคัญ แม้แต่การแต่งตัว ก็จะต้องชุดสำคัญ ชุดเรียกว่า พิเศษในระดับเลย ได้ระดับเลย ไปงานนี้ งานคลาสิกนี้ คนกระจอกไม่มีสิทธิ์เข้า นอกจากไม่มีสิทธิ์เข้าแล้ว ถึงขั้นห้ามเข้าด้วยนะ ห้ามเข้าด้วย คนที่แต่งตัวไม่ได้มาตรฐานเข้าไม่ได้ งานนี้งานคลาสสิก งานชั้นสูงไฮโซ ของสังคมชั้นสูงเลยงั้นนะ สิ่งเหล่านี้ มันจะค่อยๆวิวัฒนาการ มันจะค่อยๆ เป็นไปอย่างคลาสิก เป็นภาษาลึกนะ อย่างลักษณะของพระพุทธเจ้านี่ เราถือว่าคลาสิก เอ้า! ของพระพุทธเจ้า ที่เน้นชัดๆ เป็นยังไง มักน้อย สันโดษ ง่ายๆ ไม่เปลืองไม่ผลาญ ไม่ทำลาย นี่มันซ้อน ซ้อนๆเชิงเลย เพราะฉะนั้น คนเราเห็นสิ่งที่มันง่ายดูง่ายสะดวก เบา ว่าง เลี้ยงง่ายบำรุงง่าย พัฒนาง่ายๆ ไม่ได้ยาก ไม่ได้เย็นจนเกินไป โลกมันจะขัดแย้งขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าหายาก สัมผัสแล้ว ก็จะต้องติดต่อเชื่อมโยงยาก มีขีด มีขั้น มีกำแพง มีกำแพงทั้งกำแพง ที่มีสภาพทั้งกำแพงที่ไม่มีสภาพ หรือกำแพงไร้สภาพกั้น พอหนักเข้า คลาสสิกอย่างที่ว่าเข้านี่ ไม่ได้ คนเกรดหนึ่ง นี่แต่งตัวมอซอ มอมๆแมมๆ เข้าไม่ได้นะ เข้ามาร่วมงานนี้ ไม่ได้ ต้องคนแต่งตัวได้มาตรฐานขนาดหนึ่ง ถึงจะเข้างานนี้ได้งานนี้ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่กำแพงมีสภาพชัดๆเลย แบ่งรูปธรรมชัดๆ จากนามธรรมจากอะไรต่ออะไร ก็แล้วแต่ ซ้อนเชิงเข้าไปอีก จนกระทั่ง กลายเป็นหลอกกัน ในโลกนี่โลกีย์ นี่หลอกกัน เสแสร้งกัน ทั้งๆที่มันไม่ได้ชื่นชม น่าชื่นชมอะไรก็ต้อง โอ๊ย! อย่างนี้ลึกซึ้ง นะลึกซึ้งนะ แกบางทีหัวไม่ถึงหรอก บางทีในเรื่องลึกซึ้งเป็น ABSTRACT เป็นนามธรรมมกาๆ นี่นะ คนเข้าถึงก็ถึงนะ แต่คนเข้าไม่ถึง ต้องพยายามเข้าถึงเลย มองคนอื่น ถ้ายังหัวไม่ถึงมองคนอื่นเขา โอ้โฮ! เขานิยมชมชื่นนะนี่ เขาเข้าถึง เขารู้สึกว่า แหม ชักจะใช้ไหวพริบมอง เฮ้ย! คนเขาปรบมือเขาหัวเราะ เขาชื่นชมแล้ว อั๊วต้องชื่นชมด้วย เลยหลอกกันชื่นชมสิ่งที่ไม่รู้ เคยมีนิยายว่า พระราชาองค์หนึ่ง ที่ถูกอำมาตย์ หลอกจน กระทั่ง สุดท้าย ก็แก้ผ้าออกไปแห่ในเมือง จนกระทั่งเด็กเป็นคนทักว่า เอ๊อ! พระราชาแก้ผ้า ที่จริงน่ะ เขาหลอกว่าชุดนี้ เป็นชุดวิเศษ ชุดเยี่ยมอะไร นุ่งห่มชุดนี้นะ จนกระทั่ง พระราชานั้นหลงเชื่อตามอำมาตย์ขี้หลอกผู้นี้ กลายเป็นพระราชา ไม่นุ่งผ้าออกมาให้ประชาชนเห็น ประชาชนทุกคน ก็ บอก โอ้โห!ชุดนี้เยี่ยม แหม พระราชา เสแสร้งบอกว่าพระราชา นี่นุ่งห่มชุดที่วิเศษที่อำมาตย์หลอกไว้ แต่เด็กไอ้มันพาซื่อ มันก็เห็นพระราชาไม่นุ่งผ้า พระราชาแก้ผ้าแท้ๆ ดันพาเห็นผ้าเห็นชุดวิเศษไปได้ หลอกกันถึงกระทั่งขนาดนั้น เด็กมันเห็น บอก เอ๊อ ! พระราชาแก้ผ้า พระราชาก็เลิ่กๆ ลั่กๆ แล้ว เอ้า! ก็เป็นนิยาย หรือว่าเป็นนิทานเตือนสติ นัยเดียวกัน มันเป็นนามธรรม จนกระทั่ง มันเป็นจริงนะ ไอ้นิยายนั่นนิยายนี่ สื่อส่ออะไรออกมา เพื่อที่จะให้ศึกษา แต่เรื่องจริง มันเป็นอย่างนี้สังคม สังคมเสแสร้ง สังคมหลอก สังคมมารยาที่ใช้มารยาทหลอก มันซ้อนๆๆจนกระทั่ง เหมือนกับงานศิลปะนี่ งานศิลปะนามธรรม หลอกกันจนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ อาตมาก็ไม่รู้จะบอกเขายังไง เขาหลอกกันจน พวกเขียนงานศิลปะนี่ มีแต่สิ่งที่เป็นความปลอม จินตนาการมอมเมา เป็นภวตัณหา กูอยากทำอะไรของกู กูก็สื่อมาจนกระทั่ง ยอมรับนี่คือ สื่อ สื่อไม่รู้เรื่องแล้วอะไรก็ไม่รู้ บางที คนเขียนก็ไม่รู้เรื่อง แต่ก็นิยมชมชอบกัน ชมชื่นกันไปแล้ว ก็เอาไปขายไปค้าเอาเงินเอาทองเอาชื่อเสียง คนไปดูก็ดูไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ก็ แหม มันลึกนะ ยิ่งไม่รู้เท่าไหร่ กูยิ่งรู้สึกว่ามันสูง ยิ่งไม่รู้จัก ยิ่งมองไม่ออก อ่านไม่ออกเท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกว่ามันสูง แล้วก็ แหม ปรบมือกันอย่างที่ว่านี่ ไม่รู้เรื่องแล้วก็ปรบมือกัน เฮๆๆๆ ไป หลอกกัน เสร็จแล้ว ก็เกิดภพอันหนึ่ง เกิดอุปาทานอีกอันหนึ่ง เลยได้แต่อุปาทานที่โลกหลอกกัน สร้างเป็นอุปาทาน มันมีสภาพที่กำหนดลงไป คล้ายกันได้ด้วยนะ แต่เป็นรูปที่ค่อยๆก่อรูป ไปเรื่อยๆ เป็นอรูป ไม่ใช่รูปธรรมแท้ เป็นอรูปที่ก่อรูป เป็นนามธรรมไปเรื่อยๆๆ เป็นการกำหนด ค่อยๆ ก่อ ค่อยๆ สมมุติกันไป จะเป็นแง่อะไร ก็แล้วแต่ เป็นแง่การแสดง เป็นแง่ลีลาเสียง รูป เสียง กลิ่น รส อะไรก็ตามใจ แล้วก็เกิดสภาพอย่างนั้นน่ะ สมมุติกันไป อาตมาก็บรรยายยังไม่ไหว ยังไม่เก่งที่จะบรรยายพวกนี้ให้ถึง แต่โลกเขาก็มอมเมากัน จนกระทั่ง ยึดติดในอุปาทานเหล่านั้น สมมุติกันหลงใหลได้ปลื้มกัน แล้วหลงว่า ไอ้นี่นคือชั้นสูง ไอ้นั่นคือความนิยมชมชื่นของเขา เขาหลอกกันมานานแล้ว เราไม่หลอกเขา เราก็มาแสดงความจริง เอาหลักการพระพุทธเจ้ามายืนยัน เลี้ยงง่าย เขาก็รู้ว่าทุกวันนี้ เขาทุกข์เขาร้อน เขาอยู่กันไม่ง่าย เลี้ยงกันไม่ง่าย เพราะว่า มันประเพณี จารีต หรือว่า ความอุปาทานที่ความสมมุติกันขึ้นมา มันเยอะเหลือเกิน เขาอยู่กันยาก จะกินก็ยาก จะอยู่ก็ยาก จะไปจะมาก็ยาก จะแต่งตัวก็ยาก จนกระทั่ง แม้ว่าถอดรองเท้า เขาก็ถือว่า ต่ำแล้ว ติดยึดกันจริงๆเลย ถอดรองเท้า นี่ก็ต่ำแล้ว เราก็ไปยืนยันว่าคนถอดรองเท้า นี่คนสูง พวกนี้ล่ะ พวกคลาสสิก พวกนี้ล่ะ พวกไฮโซ รู้หรือเปล่า ไฮโซนี่ ไฮ ก็คือ สูง SOCIETY ก็พวกสังคมชั้นสูง พูดกันสั้นๆ High-so HIGH SOCIETY ก็สังคมสูง กลุ่มหมู่มนุษย์ชั้นสูง พวกเรานี่แหละ กลุ่มมนุษย์ชั้นสูง ไฮโซแท้ มันซับซ้อน มัน มันกลับกันแล้ว มันคนละเรื่องกันแล้ว ไฮโซ พวกผลาญๆพร่าๆเปลืองๆ แอ๊คอาร์ท ทำเป็นเปลือก แหม อย่างนั้น ไส้กลวง ก็เยอะแยะไป เอาเถอะ เขาจะมีจริง ก็ช่างเขา แต่ประเภทรูปแบบไอ้ผลาญพร่า หรูหรา ทำลาย ไอ้อย่างนั้น จะไปเข้าท่าอะไร ของพวกเรานี่ ประหยัด มัธยัสถ์ มักน้อยสันโดษ สอดคล้องกัน อย่างนี้ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เราอยู่ด้วยไม่เสแสร้ง เรามีน้อยๆอย่างนี้ เราสบายดีมั้ย สบายดีไม่ต้องอดต้องทนอะไรมากมาย ไม่ต้องอดต้องทน ของเขาต้องอดต้องทน จะไปงานทีไร ไปแสดงอะไร ไปโชว์งานทีหนึ่ง โอ๊ย!ต้องอึดอัด ต้องแต่งทักซิโด้ คอตั้ง ต้องอะไรต่ออะไรต้องยิ้ม หุบไม่ได้ ต้องแอ๊ค ทั้งๆที่บางที มีเรื่องร้อยเรื่องพันเรื่องไปจากบ้านนะ แต่ก็ต้องไปแอ๊คจนกว่าจะกลับถึงบ้าน ทรมานแทบตาย เสแสร้ง Pretender จอมมายาอยู่อย่างนั้น เต็มๆเลยในสังคม แต่ของเรานี่ มีอะไรเราก็สบายสะดวก ไม่ต้องไปแอ๊คอาร์ต คล่องแคล่ว ไม่ต้องแก๊กท่ากลัวไอ้นั่นหลุดกลัวไอ้นี่ยับ กลัวไอ้นั่นเปื้อน กลัวไอ้นี่ คนปล้นคนจี้กลัวอะไร ไม่ต้องเลย ง่ายๆ สบาย นี่ มันซ้อนกลับมาอย่างนี้นี่ พวกเราเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนง่ายๆ เป็นคนเรียบง่าย เบา สบาย โปร่ง ไม่หนัก ไม่ต้องกังวล คล่องตัว รับใช้ก็รับใช้ ไม่ใช่ไปนั่งแอ๊ค เก๊กอะไรต่างๆ มีทาส มีทาสี ทาสาอะไรเกินการไม่ เราไม่มีเจ้ามีนาย ไม่มีทาสีทาสา มีแต่มิตรสหาย เอื้อเฟื้อเจือจานกัน สนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือเฟือฟายกัน ไม่แบ่งชั้นวรรณะ อะไรกัน อย่างนี้เป็นต้น เรากำลังเข้าสังคม กำลังแสดงออก กำลังสื่อกำลังส่อ กำลังบอกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งนี่ล่ะ แล้วมันสอดคล้องกับเนื้อหาพระพุทธเจ้าพาเป็นแน่ สอดคล้องแน่ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ฉลาดมั้ยมาแตะดู มุมไหนปมไหนที่เราแสดงความเฉลียวฉลาด เราก็มีให้ มีภูมิธรรมอย่างไร เราก็มีให้ เพราะฉะนั้น ก็มีสมณะ หรือมีผู้ที่เป็น ครูบาอาจารย์ เป็นผู้ที่เคารพนับถือ เป็นผู้ที่คอยควบคุมนโยบาย ควบคุมเป้าหมายเนื้อหาของความรู้ ความรู้ รู้อย่างไร รู้อย่างโลกๆเขา หรือว่ารู้อย่างบ้าๆบอๆ หรือว่าต้องรู้อย่างลึกซึ้ง รู้อย่างชาญฉลาด เราก็ไปแสดงธรรม หรือว่าไปให้ไถ่ถาม ซักถาม ซักซ้อม ใครอยากจะรู้ว่าเรามายังไงไปยังไง มียังไง เจริญยังไง อยู่ดีไม่ดียังไง มีแนวคิดอยู่ ชีวิตจะเป็นยังไง มันย้อนแย้ง มันทวนซ้อนอยู่กับสังคม ทำไมถึงมาเป็นยังงี้ ทำไมมาอดอยาก หรือต้องกินวันละหนเดียว อยู่ยังไง ทำงานฟรีมันอยู่ยังไง มันเจริญยังไงนี่ถูกล้างสมองยังไง มันมีไอเดีย มีนแนวคิดยังไง แล้วมันเป็นไปได้มั้ย ยิ่งยืนนานยิ่งยาวนานยิ่งหลายปีเข้านี่ มันเป็นไปได้มั้ย ตั้งแต่ปีแรก จนปีนี้ เราว่าเราจะมักน้อย สันโดษนี่ เออ มันอดมาถึงปีนี้แล้ว มันได้มั้ย มันมีมากขึ้นมั้ย ต่างๆนานา พวกนี้ซ้อนหลายๆอย่าง เราเกื้อกูลนี่ เราไปแจก งานไหนเขาก็แจก บางทีเขาก็แจกนานๆ แจกที เราแจก อยู่เรื่อยๆ ประจำอยู่อย่างนี้ ปีนี้ก็ไปแจกอีก แจกอาหารกินกัน แจกมังสวิรัตินี่มากขึ้น หรือน้อยลง พอถึงปีนี้แล้ว ปีที่ 15 โอ้โหย! เหลือแจก หมดแล้ว แจกได้ซักห้าชามสิบชามหมดแล้ว หรือว่า โอ้โฮ! ปีที่แล้ว แจก 500 ชาม ปีนี้แจก 5,000 ชาม ปีนี้แจก 50,000 ชาม มันเจริญขึ้นมั้ย อุดมสมบูรณ์จนกระทั่งมาเกื้อกูลแจกจ่ายก็แจกได้ แจกก็ยิ่งสิ่งที่ควรแจกด้วย เดี๋ยวนี้คนมากินมังสวิรัติเขา มารับแจก เด็กๆ ก็ไม่ต้องเหมือนเมื่อก่อน แรกๆใหม่ๆ ใครยังจำได้ โอ้โฮ!ไม่ค่อยกล้ามากินกันนะ เขากลัวกัน แขยงๆ รู้สึกว่าจะไม่ไว้ใจอะไรก็แล้วแต่ ไม่ค่อยมากล้า เดี๋ยวนี้ พรึ่บๆๆๆๆ รู้ทั้งๆที่เด็กรุ่นใหม่ แต่เด็กรุ่นเก่าก็มีแกนด้วย แม้แต่คนที่อยู่ที่นั่นประจำมา เขาก็รู้อยู่ เขาก็รู้ก็เห็น กะแสพวกนี้มันมีอยู่ในสังคม มันไม่เป็นรูปธรรม แต่มันก็อรูปที่อยู่ในสังคม มันเป็นกระแสความเชื่อถือ ความเชื่อมั่น เป็นจารีตเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม เป็นอะไรก็แล้วแต่ มันจะเป็นของมัน ยังค่อยๆ ต่อเชื่อมโยงอยู่ด้วยรูป กับอรูป ที่มันซ้อนๆ ต่อเนื่องมา เรายืนหยัด ยืนยันกันพิสูจน์ ยิ่งนานปี ความเป็นสภาพคนอย่างเราที่มีนโยบาย แล้วก็มีอุดมการณ์สุดยอด หรืออุดมการณ์สำคัญของเรานี่ ยืนหยัดยืนยันอยู่เป็นเช่นนั้นยิ่งยาวนาน แล้วเราก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจได้ว่าแล้วมันดียังไง อย่างนี้มันดียังไง มาซ่อกๆๆๆ อย่างนี้ มาทำอย่างนี้ มันดียังไง มันจะมีการบอกกล่าวไปในตัว มันจะมีการบอกคนฉลาด คนฉลาดก็จะเห็น มันบอกแก่คนฉลาด คนฉลาดปีนี้อาจจะไม่เข้าใจ ปีหน้าเข้าใจ ปีต่อมา บางคนสามปี สี่ปีค่อยเข้าใจ บางคนก็เข้าใจได้ทันทีตั้งแต่ปีแรกอะไรก็แล้วแต่ ใครจะฉลาดเฉลียวกว่ากันก็รู้ แล้วคนอย่างนี้ มาทำทำไม ทำอย่างนี้ทำไม เราก็บอกไม่ใช่ไม่บอกเขา มีคำตอบมีคำอธิบาย ผู้จะอธิบายที่จัดตั้งเป็นหลักเลย สมณะ สิกขมาตอะไร ก็ไปช่วยอธิบายอยู่แล้ว หรือพวกเราก็ไปอธิบาย ไปแสดง ไปสื่อ ไปจัดเวทีขึ้นมาม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน