380605 คบสัตบุรุษสู่นิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
380605 คบสัตบุรุษสู่นิพพาน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ราชธานีอโศก
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2538 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก อุบลราชธานี พวกเราที่มาในงานนี้ทั้งหลาย วันนี้ วันที่ 5 มิถุนายนแล้ว ถ้านับเอาตัวอาตมาเป็นหลัก วันนี้ก็เกิดอีกที เป็นรอบกำลังขึ้นปีที่ 62 ถึงวันนี้ ปีกลายนี้เราก็มารวมกันที่นี่ มากันมากกว่านี้นะ แน่นทีเดียว เพราะว่า ครบรอบ 60 พอวันที่ 5 อาตมาก็ขึ้น นับเป็นปีที่ 61 หนึ่งวัน พอถึงวันที่ 5 มิถุนา ปีที่แล้ว พ.ศ.2537 ตรงนี้ยังไม่มีลานอย่างนี้ ยังไม่มีสถานที่ ที่เป็นรูปร่างอย่างนี้ ที่เราจะมานั่งกันได้เรียบร้อยอย่างนี้ทีเดียว เรายังมีอะไรอีโหลกโขลกเขลกยิ่งกว่านี้เยอะ ยังเป็นป่าเป็นล่องน้ำ ที่เป็นหลุมเป็นบ่อ เป็นอะไรต่ออะไร อยู่ตั้งเยอะตั้งแยะนะ พอมาอีกปีหนึ่ง มาถึงวันนี้ ก็มีรูปร่างของสถานที่ ที่มนุษย์ที่จะพึงนึกว่า ควรจะได้มีที่ประกอบการที่ควรจะเป็นประโยชน์ ในการรังสรรค์ ในการกระทำกิจอะไรก็แล้วแต่ ที่จะพึงถือว่า พากันเป็นอยู่ เป็นอยู่อย่างเจริญ มาถึงวันนี้แล้ว 20 กว่าปี ที่อาตมาพาพวกเรามานั่งรวมกันตื่นแต่เช้าๆ มาแล้ว มานั่งรวมกัน ฟังการพูด การบรรยาซึ่งถือว่าเป็นจุดสำคัญมากของชาวพุทธ ถ้าเผื่อว่าผู้ใดที่ได้ศึกษาธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วก็จะเข้าใจอย่างดี เลยว่า เรื่องการศึกษา หรือว่าเรื่องจะพาเจริญในจุดต้น คือการรับซับซาบทำความเข้าใจทำ ความเห็นให้แจ้งให้เจริญให้ดี ทีนี้เมื่อคนเรายังไม่รู้ มีผู้รู้ที่ท่านรู้ก่อน เรียกว่าสัตบุรุษ หรือเรียกว่า ครูบาอาจารย์ หรือผู้เคารพนับถือผู้ที่เรามอง เห็นว่า เป็นผู้ที่ได้พบความเจริญ พบความสุข พบความประเสริฐ อะไรก็แล้วแต่ เป็นผู้ที่น่าเคารพ นับถือยกย่อง เอาเป็นตัวอย่าง เป็นผู้นำทาง ผู้นั้นก็จะพยายาม บอกก
อ่านต่อ
ล่าวชึ้ทาง แนะทางอธิบาย ทำความเห็น ทำทิฐิ ทำความเข้าใจให้แก่เรา ให้เป็นต้นทาง ของความเห็นความเข้าใจ ให้ถูกทางเป็นสัมมา ตั้งแต่เริ่มต้นฟังเรียกสุตะ เกิดปัญญาทางฟัง สุตมยปัญญา เราจะคิด ทบทวน เอาไปตรวจสอบ อย่างไรก็แล้วแต่ ก็จะเกิดปัญญาเป็นจิตนามยปัญญา เพิ่มเติมขึ้นอีก จนอินทรีย์ของเราเกิดเพิ่ม จากพอฟังก็มีศรัทธา มีความเชื่อถือ น่าฟัง มีหลักฐาน มีเหตุผล มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เมื่อฟังแล้ว ก็เป็นสัทธรรม ผู้ได้ฟังสัทธรรม ก็จะเกิดความศรัทธานะ เพราะว่า เราได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม ก็เป็นอาหารให้เกิดศรัทธา เมื่อเกิดศรัทธา ก็เป็นอาหารทำให้เกิดความแยบคาย โยนิโสมนสิการ ให้เกิดความแยบคาย ความถ่องแท้ขึ้น สำหรับผู้ที่พิจารณาไตร่ตรอง ตรวจสอบ ดังที่กล่าวเมื่อกี้ว่า เมื่อเราได้ฟังดีเชื่อถือดี เราก็เอาไปตรวจสอบ เอาไปทำความมละเอียดลออ ทบทวน เกิดความถ่องแท้ เกิดความชัดเจน เห็นแข้งเห็นจริงขึ้นมา เราก็จะมีอินทรีย์มีความกล้าหาญ เป็นอำนาจ เป็นอินทรีย์เป็นกำลังที่เป็นใหญ่ในชีวิตของเรานี่ ในตัวเราเป็นกำลังเป็นความเป็นใหญ่เกิดขึ้น กำลังของศรัทธา เรียกศรัทธินทรีย์จะสูงขึ้น ตามหลักโพธิปิกขิยธรรม มีศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ จะเกิดก่อขึ้นตามลำดับๆ ด้วยความจริง ที่ผู้ใดกระทำจริง เป็นความแยบคาย และจะพยายามอย่างไร ให้เกิดมนสิการ เราก็จะทำความแยบคายนั่นแหละ เราก็จะปฏิบัติให้เกิดภาวนามัย หรือเกิดภาวนามยปัญญาตามมา ก็เพราะเราลงมือปฏิบัติ เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้รับปริยัติ ได้รับคำสอนเป็นต้นทางแห่งความรู้ ได้รู้ มีปัญญาเกิดในระดับต้น เราก็ลงมือปฏิบัติ ภาคปฏิบัติของเรานั้น เราก็ปฏิบัติ ตามหลักมรรคองค์ 8 ซึ่งเป็นทางปฏิบัติที่สุดยอด สำคัญยอด หัวใจของศาสนาทางปฏิบัติ แล้วก็คือ มรรคองค์ 8 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ 4 ในอริยสัจ 4 เราจะเห็นความจริงเกิดมาเป็นเบื้องต้นว่า เป็นทุกข์โดยเฉพาะจิตที่ทวนกะแส ทวนสำคัญก็คือเห็นความหลงว่าสุข ที่เราเชื่อมั่นว่าสุข ที่เราได้พยายามอาศัยสิ่งเหล่านั้นแหละ เสพอาศัยเป็นสุขมา จะมีปัญญาเข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ความสุข มันเป็นความยึดถือ เป็นอุปาทาน เมื่อเป็น เป็นอุปาทานแล้วเราก็สาวลงไปอีก เมื่อเป็นอุปาทานแล้วเราก็จะต้องเกิดตัณหาตาม มาแล้วเราก็จะบำเรอตน สมตัณหา สมเสพ สมต้องการ สมปรารถนาได้เสพสมสุขสม แล้วเราเรียกมันว่าสุขว่า สมใจเป็น ชีวิตชีวา อยู่กับสิ่งเหล่านั้น มานานจริงๆเลย เรียกว่าแบบธรรมดา แบบโลกๆ หรือแบบโลกีย์ อยากได้ลาภมาสมใจ อยากได้ยศมาสมใจ อยากได้สรรเสริญเยินยอยกย่องอะไรสมใจ อยากจะได้ภพอยากได้ชาติไม่ว่าจะเป็นกามภพ เป็นภวภพ หรือแม้แต่ผู้ที่มีความตั้งใจดีได้วิภวภพ มาเสพสมสุข สม ตามที่เราปรารถนาอยากได้ เราก็เป็นสุข โดยเฉพาะ ผู้ที่ได้วิภวภพ ได้ภพอันเป็นอุดมการณ์ตามนัยของภูมิปัญญา ผู้ที่มีภูมิปัญญาลึกซึ้งขึ้นมาหน่อย เราก็สร้างภพที่เป็นวิภวภพ คือภพอุดมการณ์ภพที่เป็นภูมิ มีค่ามีประโยชน์ ภพที่เป็นสิ่งที่ละลดกิเลสก็ตาม ลดได้ รู้ มีปัญญารู้ว่าลดได้ แล้วก็ว่าดี แต่เราก็ยังมีใจยินดี เสพติด เป็นภพเป็นชาติ ก็ยังเป็นอุปาทาน ยังเป็นอาตมัน เป็นอัตตา หรือเป็นตัวตนอยู่ในหลายๆศาสนา ที่ไม่รู้จักอัตตาไม่รู้จักอาตมัน ไม่รู้จักภพ ไม่รู้จักชาติเหล่านี้ทางจิตวิญญาณ ก็จะสั่งสมสิ่งเหล่านี้ ก็ดี ที่จริง ดีระดับหนึ่ง ดีที่ว่าสั่งสมพลังของความดีงาม พลังอุดมการณ์ พลังแห่งการสร้างสรรที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าต่อผู้อื่น แล้วก็ใช้กำลังแห่งความยินดี ถือว่าเป็นสุข เป็นรสอร่อย เป็นพลังงานในการที่จะสร้างสรรความดีงามอันนั้นก็ดี ชาวพุทธเราก็รู้ว่าดี และก็ใช้ด้วย แต่ซ้อนลึกลงไปกว่านั้น ถ้าผู้ใด รู้ดีแล้วว่า ถ้าเรายังไปยึดภพ ติดภพเป็นวิภวภพอยู่อย่างนี้เราก็ไม่ถึงนิพพาน แต่ถ้าเราจะไม่มีวิภวภพอย่างนี้ ไม่มีพลังแห่งความปรารถนาเสียสละ สร้างสรร ไม่มีภวภพที่จะต้องเป็นพลังในการที่จะเป็นคุณค่าประโยชน์อยู่ในโลกมนุษย์ก็เปล่าดาย มนุษย์ก็ไม่มีสมรรถภาพ สร้างสรรไม่เป็น ไม่เชี่ยวชาญ ไม่ชำนาญ ที่เคยมีก็กลับยิ่งโรยรายิ่งเรื้อ ยิ่งไม่เป็น ยิ่งเสื่อมด้วย เพราะฉะนั้น ความเป็นมนุษย์ ที่เป็นมนุษย์เป็นผู้ที่มีจิตสูง จิตที่สร้างสรร ก็ไม่เป็นผู้สร้างสรรแล้ว กลายเป็นคนอยู่เปล่าๆกลาย เป็นคนไม่มีคุณค่า กลายเป็นคนทึ่หมดสมรรถนะ หมดความสามารถ ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก เหมือนอิฐ หิน ดิน ปูน เหมือนสิ่งที่ไม่นีคุณค่าประโยชน์อะไร ถ้าจะว่าจริงๆแล้วดินก็ยังมีคุณค่า มันอยู่ในสภาพของดินที่มีคุณค่า ที่จะให้อะไรอาศัยได้ ส่วนคนที่ยังไม่ตาย และมีความคิดอย่างนี้ อะไรก็อาศัยไม่ได้ เอาไปใช้ทำอะไรก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ให้ใครใช้ด้วย เลี่ยง หลบหนี ไม่มีคุณค่ายิ่งกว่าดิน ยิ่งกว่าหิน คนที่มีแนวคิดอย่างที่กล่าวแล้วนี่ คือเป็นคนที่ไม่ทำอะไร ไม่มีประโยชน์ ไม่คิดอะไร ได้แต่หยุด แต่พัก ได้แต่นิ่งนะ ซึ่งบางลัทธิ เคยเห็นว่าอันนั้นคือนิพพาน ในทางว่างในทางดับ ทางตัดขาด มันสุดโต่งไปอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าถึงได้แก้เคล็ดจุดบกพร่องจุดนี้มาเป็นคนที่จะใช้ได้ตามลำดับ สร้างสรรตามลำดับ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ขยันหมั่นเพียร มาขยันหมั่นเพียร ก็ยังดี อย่าทุจริต เลวร้ายตรงที่ว่าไปเอาเปรียบ เอารัดคนอื่นเขา ไปเบียดเบียนคนอื่น หรือว่าติดยึดแรงไปเป็นเบื้องต้น เป็นกาม เป็นราคะ เป็นความโลภ ที่เห็นแก่ตัวจัด เพราะฉะนั้น ในเบื้องต้น ถ้าเราลดละความเห็นแก่ตัวไป ลดจางคลาย ลงมาเป็นวิราคะ เห็นแก่ตัวที่โลภจัด ราคะจัด โกรธจัด พยาบาทแก้แค้น อาฆาต ด้วยการเบียดเบียนทำร้ายอันอื่น จัดในระดับแรก เมื่อเรารู้เราก็ลดลงๆจริงๆ ผู้รู้แล้ว ก็ต้องอาการ ลิงคะ นิมิตของจิต วิญญาณ วิธีที่จะเรียนรู้ก็จะต้องมีญาณ โยนิโสมนสิการ จะทำจิตในจิตมนสิการ คือทำใจในใจคือทำ จิตในจิต พัฒนาจิตใจในจิตของเราได้ มีญาณหยั่งรู้อ่านรู้อาการ ลิงคะ นิมิต ที่เป็นปรมัตถสัจจะ เป็นสัจจะในระดับจิต เจตสิก รูป คือ ความถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้ สภาพที่ถูกรู้ อาการที่ถูกรู้ แล้วเราก็มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ 7 เป็นองค์ของโพธิปักขยธรรม ที่เราจะเจริญ เป็นคู่กันกับมรรคองค์ 8 เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจที่หลักการของพระพุทธเจ้า อธิบายโพธิปักขิยธรรม เป็นสูตรเต็ม สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 เป็นตัวปฏิบัติที่อาตมาขยายมาออกจากโพชฌงค์ 3 ตัวปฏิบัติ รู้จักจุดที่เราจะอ่าน มีสติรู้กาย รู้เวทนา คือจุดจะอ่าน กายคืออะไร องค์ประชุมประชุมนอก ประชุมใน ได้มากขนาดไหน โดยเฉพาะ จะต้องไม่ขาดทางจิต ต้องรู้จิต เจตสิตของเรา แล้วมีธัมมวิจัย หรือมีสัมมัปธาน 4 วิจัยอาการ วิจัยกิริยากาย วาจา ใจ มีสติ รู้ตัวไปพร้อม เพราะฉะนั้น ทางภาคปฏิบัติแล้ว อยู่ในสามส่วนของอวิชชาสูตร 3 ส่วนกลาง สามส่วนที่อธิบายย้อนไปเมื่อกี้นี้ คือ 1 ได้พบสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม จึงเกิดศรัทธา เป็นอาหารของศรัทธา เมื่อเราเกิดศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ขึ้นมากำลังนั้นก็จะเสริมให้เราไปเป็นโยนิโสมนิการ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา เกิดสตินทรีย์ขึ้น เกิดอินทรีย์จริงๆ อินทรีย์ 5 พละ 5 ซึ่งมีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปญญา เรียกว่า อินทรีย์ 5 จะ เกิดสูงขึ้นไปเป็นลำดับๆ มีกำลังขึ้นสูงสู่ไป พละ 5 เราจะเกิดจริงๆ เมื่อเรายิ่งรู้ทฤษฎี รู้หลักการแล้ว โยนิโสมนสิการ เราจะทำมนสิการ จะทำใจในใจให้เจริญได้อย่างไร เจริญได้เพราะเราจะต้องรู้ตัวคือมีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม เป็นสติให้เข้าขั้นเป็นสติสัมโพชฌงค์ ให้เข้าขั้นที่มีสติอยู่ในองค์แห่งการตรัสรู้ สติที่มีองค์แห่งการตรัสรู้ คือ อย่างไร คือสติที่เราจะต้องระลึกรู้รู้กาย รู้วาจา รู้ใจ รู้ทวารทั้ง 6 สังวรทวารทั้ง 6 สังวรอินทรีย์ก็ได้ เรียก อินทรีย์ทั้ง 6 ก็เรียกว่าทวารก็เรียก จะเรียกไปถึงขั้นว่า อายตนะ 6 ก็ได้ เกี่ยวเนื่องกับทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะนอกก็คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจนี่แหละ อายตนะใน ก็คือสิ่งที่ต่อจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โผฏฐัพพารมณ์ หรือ ธัมมารมณ์ การสังวร หรือสำรวมอินทรีย์ 6 ซึ่งเป็นอีกองค์หนึ่งต่อจากสติปัญญา สติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้น การจะให้เกิดมนสิการอย่างแยบคายนะ โยนิโสก็เพราะว่า เราสังวร สำรวม เป็นสำรวมสังวรณ์อินทรีย 6 รู้จักว่า การที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเป็นอย่างไร และแม้การสำรวมสังวรนั้น เราจะทำอย่างไร จึงจะเกิดผล นัยละเอียดลงไปก็คือ สัมมัปปธาน 4 สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 สังวรอินทรีย์ 6 สำรวมอินทรีย์ 6 แล้วก็ปหานปธาน มีสังวร มีปหานปธาน มีภาวนาปธาน เกิดการภาวนาปธาน เกิดภาวนาปธาน เกิดความเจริญ ปธานนี่ เกิดเจริญด้วยการสังวร เจริญหรือปหานเจริญด้วยการลดละ ด้วยการฆ่าทำลาย สิ่งที่ควรฆ่า ควรทำลาย ควรเลิก เกิดผลเรียกว่า ภาวนาปธาน เกิดผลขึ้นมาได้จริงๆ แล้วจึงจะรักษา อานุรักขณาปธาน จึงจะรักษาสิ่งที่เกิดนั้นเป็นนั้น นี่เป็นสัมมัปธาน 4 ด้วยอิทธิบาท ด้วยความเข้าใจ ด้วยความยินดี ด้วยความพอใจเสร็จ เต็มใจที่จะมาปฏิบัติ จะขี้เกียจอย่างไร จะฝืดฝืนอย่างไร จะไม่เอาถ่านอย่างไร เราจะต้องเร่งของเราเอง ตัวอิทธิบาทนี่ต้องเพิ่ม ต้องเติมของเราเอง หรือตัวความเพียร วิริยารัมภะ ต้องปรารภเสมอ ต้องทำให้ขยันเสมอ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราทำถูกสภาพ มีโยนิโสมนสิการ มีสติสัมปชัญญะ เพราะว่าโยนิโสมนสิการ จะเกิดมีสติสัมปชัญญะ เป็นอาหาร อาหารสูงขึ้นมาเรื่อยๆ มีอาหารก็คือ มีเครื่องอาศัย หรือมีสิ่งที่จะพาให้สังเคราะห์พัฒนาขึ้นมาได้เรื่อยๆ ถึงขั้นสังวรสำรวม อินทรีย์ 6 นี่เป็นหมู่ที่ 3 ที่อาตมาบอกแล้วว่าเป็นหมู่ที่ 3 ของอวิชชาสูตร อวิชชานี่เป็นตัวต้น เสร็จแล้ว มันจะมีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร อวิชชานี่ มีนิวรณ์ 5 เป็นอาหาร นิวรณ์ 5 มีทุจริต 3 เป็นอาหารเป็นหมู่หนึ่ง จริงๆแล้ว ในอวิชชาสูตร หรือ เขาเรียกว่า ภวตัณหาสูตร อวิชชาทำให้เกิดภวตัณหา ทำให้เกิดภพ ภพแห่งความไม่หมดตัณหา เรียกว่าภวตัณหา เพราะอวิชชา จะทำให้เกิดภวตัณหา อวิชชาเกิดเพราะมีนิวรณ์เป็นอาหาร นิวรณ์เกิดอยู่อีกเจริญๆงอกงามได้ เพราะทุจริต 3 เป็นอาหาร ทุจริตกาย ทุจริตวาจา ทุจริตใจ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต กรรม 3 นั่นเอง
เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้กรรม 3 สังวร สำรวมอินทรีย์ 6 มีสติสัมปชัญญะ เข้าใจในโยนิโสมนสิการ 3 องค์นี้ รวมกันทำงาน ก็จะทำให้เกิดสุจริต เกิดสุจริต 3 นี่แหละ จะก่อให้เกิดองค์ของโพชฌงค์ 7 มรรค 8 เมื่อเป็นทางทวนกระแส ปฏิโลมขึ้นมา ถ้าบรรยายเป็นอนุโลมมา ภวตัณหา เพราะมีอวิชชาเป็นอาหาร อวิชชาเพราะมีนิวรณ์ 5 เป็น อาหาร นิวรณ์ 5 เพราะมีทุจริต 3 เป็นอาหาร ทุจริตเพราะไม่มีการสำรวมอินทรีย์ 6 เป็นอาหาร ไม่สำรวมอินทรีย์ เพราะไม่มีสติสัมปชัญญะ เป็นอาหาร ความไม่มีสติสัมปชัญญะ เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ เป็นอาหาร ไม่มีโยนิโสมนสิการ เพราะไม่มีศรัทธาเป็นอาหาร ไม่มีศรัทธา เพราะไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหาร ไม่ได้ฟังสัทธรรม เพราะไม่ได้พบสัตบุรุษ เป็นอาหาร เพราะฉะนั้น การพบสัตบุรุษ ในฐานะของสาวกภูมิ เป็นสำคัญ ถ้าผู้ใด ได้พบสัตบุรุษ หรือได้พบสมณพราหมณ์ สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เยอิมัญจะ โลกัง ปรัญจโลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวนเทนตีติ ได้พบสมพราหมณ์ผู้ที่ดำเนินไปชอบ ผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบนั้นอันเป็นผู้ที่รู้โลกนี้โลกหน้า สยังอภิญญาด้วยตนของตน เป็นความรู้ที่รู้ยิ่งรู้ระดับอภิญญารู้ระดับตรัสรู้ รู้ได้ด้วยญาณของตนๆ รู้แล้วเป็นแล้วมีแล้ว ได้แล้วของตน เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ เป็นการได้รู้ เพราะได้ประพฤติปฏิบัติจนเกิดในตน สันทิฏฐิโก เป็นผู้ที่เอาตนเข้าไปปฏิบัติ ประพฤติ จนเกิดเองเป็นเองได้เองในตนเรียกว่าสันทิฏฐิโก แล้วรู้แจ้งเห็นจริง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ ของตนๆ ด้วยตน ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น การเป็นสันทิฏฐิโก เป็นผู้ที่พึงใช้ตน พึงเอาตนมาปฏิบัติรู้ ปฏิบัติเห็น ปฏิบัติจนเป็นเองให้ได้ แล้วเกิดญาณ วิญญู เกิดเวทิตัพโพ เกิดความรอบรู้ เกิดความรู้แจ้ง เป็นปัจจัตตังด้วยตนของตนๆ ผู้ที่ทำเช่นนี้เกิดเช่นนี้ จึงเป็นผู้พ้นในกาลามสูตร 10 เป็นผู้พ้น เพราะเชื่อที่ตนมีตนเป็น สันทิฏฐิโก ตนเอาตนเข้าปฏิบัติประพฤติ จน เกิดมรรคเกิดผล จนแจ้งได้ด้วยตน เป็นเวทิตัพโพ วิญญูหิ ด้วยปัจจัตตัง ด้วยตนเป็นเอง มีเอง เกิดเอง ได้เอง รู้แจ้งเองเฉลียฉลาดเองขึ้นมาจริงๆ จึงเชื่อเป็นกุศล สิ่งที่เป็นกุศลที่ตนเอง ได้เอง อย่างนี้พ้น กาลามสูตร 10 ไม่ได้เชื่อใคร แม้แต่ครูของเรา ไม่ได้เชื่อปรัมปรา ไม่ได้เชื่อสืบทอด เชื่อๆ กันมาไม่ได้เชื่อเพราะคาดคะเน ไม่ได้เชื่อเพราะอะไรนั่นแหละ ใน 10 ข้อของกาลามสูตร ไม่ได้เชื่ออย่างคาดคะเนเอา สอดคล้องกับความเห็นของตนอะไร ไม่ได้เชื่อตามอย่างนั้นเลย เชื่อเพราะมันปรากฏความจริง ที่เป็นกุศลนั้นเกิดจริง เข้าใจชัดแจ้งถูกต้อง สอดคล้องกับธรรมะทุกอย่าง ตรวจสอบแล้วเป็นจริง แล้วเราได้รับรสที่เป็นธรรมรส เป็นวิมุติรส ไม่มีรสใดเทียบเท่า เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า รสอย่างนี้ เทียบกับโลกียรส หรือรสของโลกๆ ที่เราเคยเสพสมสุขสมมา ว่าเป็นความสุขเพราะเคยเสพสมสุขสมมาจาก ตัณหา นี่เป็นการล้างตัณหา ลดตัณหา ลดภพ ลดชาติ ก็เป็นรส เป็นวูปสโมสุข เป็นรสอันสงบระงับ เราจะรู้ได้ด้วยตนเป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ว่ามันเป็นรสอย่างไร ซึ่งเลิศกว่าโลกียรส เลิศอย่างไร เราจะเป็นผู้ที่รู้สึกเอง เราจะยินดีหรือไม่ยินดีเราจะเป็นผู้เลือกเอง ผู้ใดมีความเห็น มีปัญญา มีความเข้าใจว่ารสนี้วิเศษจริงๆ ผู้นั้นก็เอา ผู้ใดเห็นว่าไม่วิเศษ ก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดรู้ทุกข์ว่า การเสพสมสุขสมเป็นโลกียสุข สุขัลลิกะ เสพสุขอย่างนั้นมา ก็มีกันทุกคนมาก่อน เมื่อสุขที่เป็นวูปสโมสุข คือสงบระงับจากกิเลส ลดละจางคลายลงมา จนกระทั่งเป็นวิมุติรส เมื่อเราได้สองอย่างนี้ มาเทียบกันด้วยญาณปัญญาของเราจริงแล้ว เราเห็นว่ามันเป็นทุกข์ เราเห็นว่ากิเลสที่เราได้ลดละลงมานี่ เป็นเหตุ รู้จักการดับเหตุนี้ได้ จนถึงขั้นวิมุติ หรือนิโรธตามหลักอริยสัจ 4 เพราะปฏิบัติมรรคองค์ 8 มาถูกทาง เมื่อถูกทาง มาถึงขั้นเห็นชัดเจนเลย ตามรู้ตามเห็น มาเป็นอนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ตามเห็นมาจางคลายมา จนกระทั่งถึงนิโรธ วิราคานุปัสสี แล้วก็ถึงนิโรธๆ นิโรธ ก็คือดับ ความเห็นความดับอย่างมีญาณ เห็นของจริง ตามความเป็นจริง เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพวิญญูหิ ไม่ได้เห็นเพราะได้ฟัง เพราะได้รู้ผู้อื่น เพราะอาศัยผู้อื่น เข้าใจตามผู้อื่นช่วยเรา เราจึงเห็น ไม่ใช่ เราเห็นของเราเอง เรารู้ของเราเอง มันของเราเอง ตามามาเรื่อย มีญาณอนุปัสสี แปลว่า เห็นตาม รู้ตาม ตามของตนๆ อนิจจานุปัสสีเป็นอย่างไร อาตมาก็อธิบายมามากแล้วว่าโดยปรมัตถ์แล้ว อนิจจาก็เห็นความไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงของปรมัตถ์นะ เห็นกิเลส จะมีปริมาณโต ปริมาณมากเป็นสักกายะ ขนาดไหนกิเลสนั้นตัณหานั้น จับตัวมันถูก มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยออกอย่างชัดเจนเลย เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ แล้วมีปหานปธาน มีการทำให้มันจางคลาย ลดละได้อย่างถูกต้อง แล้วเห็นมันลดละ เห็นมันจางคลาย เป็น วิราคานุปัสสี เห็นด้วยญาณของเรา เป็นตาทิพย์ ทุกคนต้องมีวิชชาเหล่านี้ มีวิปัสสนาญาณ มีมโนมยิทธิ มีกำลังฤทธิ์เดชที่ทำให้กิเลสลดได้ มโนมยิทธินี่ทำให้กิเลสลดได้ ไม่ใช่มโนมยิทธิ คือมีใจเที่ยงได้เล่นลิเกอะไร เที่ยวไปได้นั่งรู้คนนั้นคนนี้ เขาเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ ไปนั่งไม่ใช่ อาเทศนาปาฏิหาริย์ หรือใช้จิตมีฤทธิ์ที่จะเหาะเหินเดินน้ำดำดิน อะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นเดรัจฉานวิชชา เป็นวิชาที่ฤาษีคันธารี เขาก็ทำได้ ฤาษีมัลลิกา เขาก็ทำได้ตามในเกวัฏฏสูตร ที่พระพุทธเจ้าท่านยกตัวอย่าง นั่นยกตัวอย่าง ท่านบอกว่าท่านชิคุจฉามิ ท่านไม่ได้ชอบใจเลย ท่านเบื่อๆ ท่านรังเกียจ อัฏฏิยามิ ท่านรังเกียจ หรายามิ ท่านไม่เห็นดี ไม่เห็นงามอะไรเลย ชิคุจฉามิ ท่านสะอิดสะเอียน ระอา สะอิดสะเอียน ในวิชาการเหล่านั้น เพราะท่านมีนะ พระพุทธเจ้าท่านมีนะ วิชาการเหล่านั้น เป็นอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชขนาดนั้น ปาฏิหาริย์ระดับนั้นนะ ท่านมี ท่านเคยผ่าน หรือแม้ว่าจะไม่เคยผ่านก็ตาม เราก็ไม่จำเป็นจะไปแสวงหาเช่นเดียวกัน เราไม่เคยไปมีเงินแสนล้าน ก็ไม่ต้องไปผ่านหรอก หรือแม้แต่เราเองเราไม่เคยไปแต่งงาน เอาชาตินี้ ชาติไหนๆก็ เคยแต่งมาแล้วทั้งนั้นแหละ เกิดมาในระดับจนป่านนี้ ท่านเคยเป็นหมูเป็นหมามาแล้ว ท่านรู้มาแล้วทั้งนั้นแหละ ไล่มาจนถึงป่านนี้แล้ว เกิดเป็นมนุษย์ชาตินี้ พัฒนาขึ้นมาด้วยบุญ ด้วยความก้าวหน้ามาเป็นทุกคน มาผ่านวัฏสงสารที่เป็นสัตว์โลกมา เป็นสัตว์เซลเดียวมา แตกตัวผสมพันธุ์มาแต่ไหนๆ แล้วตามวัฏสงสารของสัตวโลก เพราะอย่างนั้น เราเคยทุกข์เคยสุขมามากมายนับไม่ถ้วนหรอก เพราะฉะนั้น สัญชาติญาณอย่างนั้นน่ะมี ไม่ต้องไปเรียนรู้ ไม่ต้องไปทดสอบ ไม่ต้องไปฝึกฝน มาเรียนรู้ ตั้งต้น เรียนรู้ไอ้สิ่งที่เราไปติด ไปยึดนี่แหละมาลดละได้ เพราะเมื่อเราได้กระทำอย่างนี้ มันจะสอดคล้อง เมื่อเห็นนิโรธานุปัสสี เห็นความดับสนิท ที่เกิดภพ ภพแห่งความดับเรียกว่า ภพแห่งความดับก็ได้ เป็นวิภวภพ เป็นภพอีกชนิดหนึ่งว่า กิเลสอย่างนี้ ตัณหาอย่างนี้ อุปาทานอย่างนี้ เรายึดอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าเราเองจะถือว่าเป็นภพแห่งความเจริญไว้ก่อน ว่าเราดับกิเลสนี่ถูกแล้ว อันนี้ก็เป็นอาตมัน เป็นปรมัตถ์ธรรม ทรงไว้ก่อน เพื่ออาศัยในการสร้างสรรก็ได้ ถ้าเราจะเลิกเราต้องปฏินิสสัคคะ ปฏินิสสัคคานุปัสสี สลัดคืน เราไม่ยึดไว้เป็นเราเป็นของ เราแล้ว ก็เรียนรู้ ปฏินิสสัคคานุปัสสี อันนี้อีก ถ้าเรายังยึด ก็อยู่แค่นิโรธานุปัสสี ความเห็นความดับสนิทได้ ดับสนิทในภพนั้นนะ แต่วิภวภพ เรายังอาศัยอยู่ เรายังไม่สลัดคืน เรายังไม่ทิ้งภพที่วิเศษนี้ วิภวภพ ก็คือภพที่วิเศษ วิ ก็คือวิเศษนี่แหละ ภพที่เป็นภพอุดมการณ์ เพราะฉะนั้น ศาสนามากมายก่ายกอง จะอยู่แค่วิภวภพ แล้วก็ไม่รู้จักภพนี้ ไม่เรียนรู้วางภพนี้ไม่เป็น มีคุณค่าเพราะโลกที่มีวิภวภพ หรือเข้าใจวิภวตัณหาได้จริง โลกนั่นสังคมนั้น มนุษย์ในกลุ่มนั้นมีคุณค่า วิภวตัณหาจึงเป็นตัณหาแห่งคุณค่า นี่เขา เรียนกันมา บรรยายกันมา วิภวตัณหา คือ ตัณหาที่ไม่เอา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น แค่เป็นสภาพกลับกันกับภวภพๆ ภวภพ คือ ที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น เสร็จแล้ว ก็อย่าไปอยากได้ อยากมี อยากเป็นเลย อะไรก็ไม่รู้ อยากได้อะไรก็ไม่รู้ ก็อะไรมันอยากได้ ก็ไม่อยากได้ทั้งนั้นแหละ เป็นวิภวตัณหา เป็นอีกตัณหาหนึ่ง เขาก็ลบล้างไปเลย อยากได้ อยากดีก็ไม่เอาทั้งนั้น เขาบอกว่า ความดีความชั่ว ความดีอัปรีย์ทั้งนั้น ว่าอย่างนั้นเลยนะ สอนลัดอย่างนี้เลย ก็เลยอัปรีย์กันใหญ่เลย เพราะว่าไม่มีทั้งชั่วทั้งดี ชั่วนั้นไม่มีก็ดีอยู่หรหอก ดีก็ไม่มีด้วยนี่ อัปรีย์หนักเข้าไปกันใหญ่เลย ยิ่งกว่าเศษหินเศษดิน ดังที่อธิบายมาแล้ว ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจว่าชั่วดีมีระดับ ชั่วหนักก็มีระดับ ชั่วมากชั่วน้อย ก็มีระดับ ดีก็มีระดับ ดีมาก ดีน้อย มีระดับกันมากมายก่ายกองเยอะแยะ เรียนรู้เข้าไปเถอะ ดับก็พยายามเจริญ ชั่วที่มันมีมาก ก็ทำให้หมดลง จนไม่มีเศษชั่วแล้ว ธุลีนั้นละอองชั่วให้มันเกลี้ยง เป็นสัพพปาปัสสะ อกรณัง ส่วนดี นั้นเอาให้มันยิ่งๆๆๆ แล้วอาศัยมัน รู้ว่ามันเป็นภพ เป็นรู้ว่ามันเป็นอาตมัน ปรมาตมัน แล้วเราก็ปฏินิสสัคคะ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเท่านั้น ที่มีปฏินิสสัคคะ มีการสลัดคืน มีการอาศัยเป็น แล้วไม่ติด ไม่ยึดเป็น เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นพระอริยะสูงขึ้นๆๆ แล้วอยู่กับกาม อาสัยกาม อยู่กับภพ อาศัยภพ แต่ไม่มีกาม ไม่มีติดกาม ไม่ยึดกาม ไม่ได้ยึดภพ ไม่ได้ติดภพ อยู่เหนือกิเลส จึงเรียกว่าโลกุตระ เป็นโลกุตระที่แท้ ศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาอื่นไม่มี ที่พูดนี่ เป็นเหมือนหยิ่งผยอง ไปตรวจเลยในพระคัมภีร์ไหนๆ ก่อนที่จะเกิดศาสนาพุทธ จะเป็นคัมภีร์พระเวท อุปนิษัทต่างๆ ไปตรวจสอบได้ ไม่มี ยิ่งสมัยใหม่ ก็ยังไม่มี ศาสนาอื่นๆ ใดๆ ก็ยังไม่มีวิภวภพ หรือว่ามีวิภวตัณหาอย่างที่อาตมาอธิบายนี้ แม้แต่ในศาสนาพุทธเอง ก็อธิบายวิภวตัณหาแต่แค่ตีกลับเท่านั้นเอง ตีกลับภวภพอยากได้อยากมีอยากเป็น แล้วก็ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น อยากได้อะไรทิ้งมันหมด ไม่มีขั้นตอน ไม่มีลำดับ การเรียนที่ไม่มีลำดับอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสว่า ศาสนาพุทธ นี่เป็นศาสนาที่มีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ที่ถูกคลื่นสาด ไม่มีขั้น ไม่มีขีด อะไรเลย เรียบราบเสมอเป็นระดบลดหลั่นกันไปจากสูงไปหาต่ำ จากต่ำไปหาสูง ไม่โขลก ไม่เขลก ไม่อีโหลกโขลกเขลกเลย เรียบ ราบรื่น มันเป็นระดับ ที่สนิทเนียนมาก ท่านอุทานเป็นอัศจรรย์เลย เป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง ที่มีลำดับ มีระดับ มีลำดับลาดลุ่มอย่างสุขุม ประณีตมาก เพราะฉะนั้น แม้แต่ในระดับของกามภพ ภวภพ วิภวภพ เป็นลำดับนี่ เขายังลำดับไม่ถูก พอมาถึงภวภพ วิภวภพ หักกลับเลย แล้วก็ที่จริง มันตัวเดียวกัน อย่างที่อาตมาว่า มันเป็นนี่เอาย้อนของภวภพเท่านั้นเอง แต่จริงๆแล้ว วิภวภพ ก็เป็นภพอีกภพหนึ่ง เจริญขึ้นเป็นลำดับ เสร็จแล้วค่อยมาปล่อยวาง มีภพ วิ นี่แปลว่า ประเสริฐ แปลว่ามียิ่ง เยี่ยมยอด หรือแปลว่าไม่ ด้วยกันทั้งสองเป็นนัยที่ซับซ้อนอยู่ในตัว วิ คำนี้ มีความหมายซอนลึกอยู่ในตัว เป็นความวิเศษ ในศาสนาพุทธตรงนี้แหละ เป็นตัวหลักสำคัญ เพราะฉะนั้น เรามาเรียนปรมัตถ์ของพระพุทธเจ้า มาเรียน ธรรมะชั้นสูงนี้ ถ้าเข้าใจวิภวภพไม่ได้ ก็ไม่เข้าศาสนาพุทธ เพราะเรียนรู้แค่สองตัณหา แล้วก็สุดโต่งกันอยู่สองตัณหา พระ อรัญวาสี สุดโต่งไปทางภวภพ ภวตัณหา ก็เลยสร้างภพให้ตัวเอง ไม่เอาอะไร ไม่เป็นอะไรอยู่ตรงนั้น เพราะไปแปลวิภวตัณหา แปลว่าไม่เอา ไปสุดโต่งไปเลย ไม่เอาละ กดข่มเอง หาวิธีอะไรที่จะไม่ตะพึด ออกป่า ออกเขา ถ้ำไม่อยากรู้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ไม่ไปหมดเลย ส่วนพระคามวาสีก็มากไปด้วยกามตัณหา ต้องมีคุณค่า มีประโยชน์มีๆ ในส่วนที่จะละจะลด ก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง สุดท้าย ศาสนาพุทธนี่เองนี่แหละ เพราะได้ฟั่นเฟือได้ ไม่มีความรู้ในระดับวิ ไม่มีความรู้ในระดับอริยวินัย อริยธรรม ไม่มีความรู้ในระดับวิเสส ก็คือ ไม่รู้ภวตัณหา ไม่รู้ภวภพ ไม่รู้จริงๆ ไม่เข้าใจภวภพ ไม่เข้าใจวิภวตัณหาอยู่ อย่างที่อาตมาอธิบายมายากเย็นแสนเข็ญมาตั้งแต่เริ่มต้น เขียนหนังสือ คนคืออะไรฯ อธิบายก็ยาก ไม่ค่อยมา แต่ตอนหลังๆนี่ ก็คลี่คลายขยายความเพิ่มขึ้นอีก คนคืออะไรฯ ในระดับหลังที่ขยายความเพิ่มนี่ ก็จะได้รู้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก อาตมาก็พยายามอธิบายทั้งๆเทศน์ บรรยายมาเรื่อยๆ จนมาถึงปีนี้ มาถึงวันนี้ ก็ยังอธิบายยากอยู่ พวกเราก็เข้าาใจเพิ่มขึ้น แต่ก็ขอย้ำให้สำคัญ ให้เข้าใจให้ได้ว่า ในภพทั้งหลายเหล่านี้ ในศาสนาพุทธนี่ ถ้าเข้าใจ วิภวภพ ไม่ถูกทาง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive