380702 การเมือง ประชาชนบริสุทธิ์ การเมืองไปรอด โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
380702 การเมือง ประชาชนบริสุทธิ์ การเมืองไปรอด โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก ทำวัตรเช้า วันที่ 2 กรกฎาคม 2538 วันนี้วันเลือกตั้ง วันต้องไปเลือกตั้ง ที่ไปเลือกตั้งนี่ ไปเลือกตัวผู้แทน ผู้แทนตัวของเรา ซึ่งเป็นราษฎรของประเทศ เพราะฉะนั้น ผู้แทนนี่ที่เรียกว่า ส.ส.ก็คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ส.ส.นี่ย่อมาจาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น คำว่าผู้แทนราษฎร นี่ก็คือผู้แทนตัวเรา ตัวเราทุกคน แม้แต่บางคนที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเลือก อย่างสมณะนี่ ไม่มีสิทธิ์ไปเลือก เขาว่าเป็นนักบวชเป็นอะไรนี่ เขาไม่ให้ไปเลือกแล้ว แต่ก็ต้องมีผู้แทนตัวเราไป เพราะฉะนั้น พวกเราผู้ใดมีสิทธิ์นี่ก็ไปเลือกเผื่อ ไม่มีสิทธิ์มันก็จำเป็นเลือกไม่ได้ แต่คนที่มีสิทธิ์ต้องไปเลือก อย่าละเว้น ไม่ควรที่จะหยุด ไม่ควรที่จะทำเฉยเมย ปล่อยปละละเลย เพราะอย่างไรๆ ก็จะต้องมีตัวผู้แทนเราเข้าไปแน่ๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ไปเลือก ก็คือเราปล่อยปละละเลย การไปเลือกผู้แทนนี่ ไปเลือกเอาตัวผู้แทนตัวเรา ต้องเข้าใจอย่างนั้น แทนตัวเราทุกคนที่เป็นราษฎรของประเทศ รวมทั้งผู้ทีไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเลือกตั้ง อายุยังไม่ถึงเป็นต้น คนพิการที่เขายังไม่อนุญาต หรือ ว่าคนที่ไรัสมรรถภาพ หรือคนที่เป็นนักบวช อะไรอย่างนี้ เขาว่าไม่มีสิทธิ์ ไม่ให้สิทธิ์ไปเลือกตั้ง แต่ก็ต้องมีตัวแทนของเรา ซึ่งชื่อว่าราษฎรของประเทศ ผู้แทนราษฎร ราษฎรของประเทศทุกคน ต้องไปเลือกมาเป็นตัวแทน เพราะฉะนั้น เราไม่ควรดูดาย ไม่ควรปล่อยปละละเลย ควรที่จะต้องไปเลือก ซึ่งอาตมาต้องใช้คำว่าต้องไปเลือกด้วย ไม่ใช่ว่าควรไปเลือก น่าไปเลือกเท่านั้น ต้องไปเลือก ต้องไปเลือกทีเดียว ไม่เช่นนั้น เราไม่ไปเลือก คนอื่นเขาก็เลือกมาให้เรา คนที่เขาไปเลือกนี่ จะเป็นใครก็แล้วแต่เถอะ เขาไปเลือกมาให
อ่านต่อ
้เรา อาจจะเป็นคนที่ชอบเอาคนชั่ว ไปชอบเอาคนไม่ควรจะมาเป็นผู้แทนเรา คนไม่ดี ไม่ควรจะมาเป็นผู้แทนเรา แต่ว่าเขาก็ฮั้วกัน เขาก็จ้างกันบ้าง หรือว่า เขาอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันมีสารพัดวิธี เสร็จแล้ว ก็ได้คนนั้นมาเป็นผู้แทนของเรา ซึ่งเป็นคนขี้โกง เป็นคนขี้โลภ เป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ได้ไปทำหน้าที่ทำงานทำการแทนเรา หรือว่าทำงานทำการตามหน้าที่ เขาจะไปทำ หน้าที่อะไรเดี๋ยวค่อยพูดกันนิดหน่อย เพราะฉะนั้น สรุปตรงนี้ซะก่อนว่าผู้ที่มีสิทธิ์ไปเลือกตั้ง พอถึงฤดูกาลจะต้องเลือกตั้งผู้แทนตัวเรา ต้องเข้าใจว่า เป็นผู้แทนตัวเรา เราต้องไปเลือก แม้ว่าเราจะรู้สึกเบื่อหน่าย รู้สึกระอาต่อความเป็นผู้แทนก็ตาม จะระอาขนาดไหนก็ตาม เราก็ต้องไปเลือก ไปเลือกเอา บอกว่าคนไม่ดี ก็เลือกคนที่ไม่ดีน้อยที่สุด ไอ้คนนี้ละไม่ดีน้อยที่สุด นอกนั้นก็ไม่ดีทั้งนั้นน่ะ แต่มันก็ไม่ดีมากกว่าก็ไม่เอาล่ะ เอาคนที่ไม่ดีน้อยกว่าเพื่อน ถ้าเลือกคนดีไม่ได้ซะเลย มองใครก็ไม่ดีซักอย่างก็ตาม ใครที่เขาไปสมัคร ถ้าเผื่อว่าเห็นว่าใครไม่ดีซะเลย เราดีกว่า เราก็ควรจะเข้าไปสมัครนะ ก็มันคนไม่ดีทั้งนั้นน่ะ เราดีเราก็ควรจะไปสมัครเป็นผู้แทนราษฎรไป หรือไม่เราก็ควรจะหาคนดีๆเข้าไปสมัคร หาใครไม่ได้เลย ก็ตัวเราดีนักดีหนา ก็เรานั่นแหละเข้าไปเลือก เข้าไปเป็นผู้แทนราษฎรซะ ไปสมัครเข้าซิ ก็เราดีน่ะ มันดีนักดีหนา มันมีอัตตามานะนัก แหม ใครก็ไม่ดีเท่าเราเลย ใครมันก็ชั่วหมด ไปทำงานนี้ก็ชั่วหมด แต่มันต้องมี ในระบบการปกครองการบริหารแบบประชาธิปไตยเช่นนี้ มันต้องมีอย่างนี้แหละทั่วโลกล่ะ ระบบประชาธิปไตยเขาก็ต้องเลือก นอกจากเกิดสภาพมันไม่สมบูรณ์ มันไม่สามัญ มันไม่ปกติ มันเผด็จการคุม ใช้อำนาจวิธีการขี้อะไรกันอยู่ มันก็ไม่มีเลือก เอ้า! ประเด็นนี้ เดี๋ยวก็จะได้พูดด้วย อันนี้เอาประเด็นแรกซะก่อน ว่าต้องไปเลือก อย่านอนหลับทับสิทธิ์ ถึงแม้จะมีงานการอะไรก็ต้องพยายามปลีก ปลีกไปทำกิจนี้ เพราะว่ากิจนี้ เป็นกิจการบริหารประเทศ การเป็นอยู่ ในระบบระบอบเป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้ก็เหมือนกับการเมืองหรือว่าระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ถึงฤดูกาลมีการเลือกตั้งผู้แทนตัวเราไปนี่ ก็ดูครึกครื้นขึ้น แต่มันครึกครื้นไปในแง่ยังไงๆไม่รู้ มันดูครึกครื้นขึ้น รู้สึกว่า แหม!สนใจกัน เป็นข่าวเป็นคราวกัน หนังสือพิมพ์ไม่ต้องเป็นอันทำมาหากินอื่นเลย ใครมาทำข่าว หรือใครไปเป็นข่าวอะไรในช่วงนี้ ถ้าไม่ข่าวเด็ดข่าวดีข่าวเหนือชั้นจริงๆ ไม่ได้ออกข่าวหรอก เงียบ! ข่าวผู้แทนกลบหมด ข่าวเลือกผู้แทนกลบหมด มีอยู่ข่าวหนึ่งที่เกิด อาตมาว่า มันไม่มีข่าวผู้แทน ข่าวนี้จะต้องดังมาก คือข่าวคนชำเราเด็กอายุเจ็ดเดือน แปดเดือนนั่นน่ะ มีหนังสือพิมพ์ออกอยู่ฉบับเดียวมั้ง คนผู้ชายขี้คุกคนหนึ่งชำเราเด็กอายุแปดเดือน ถ้าเผื่อว่าไม่มีข่าวการเมืองนี่ รับรองดัง ข่าวนี้ดัง มันเหลือเกินเหลือกินจริงๆ มนุษย์มนาอะไรกัน มันถึงได้ทุเรศทุรังการนักหนา ชำเราเด็กแปดเดือน โอ๊! ชำเราเด็กอายุสิบห้า ต่ำกว่าสิบห้านะ สิบสามสิบสี่ นี่เราก็ว่าทุเรศแล้ว หรือต่ำกว่าสิบขวบ ต่ำกว่าสิบขวบนะไม่ใช่ต่ำกว่าสิบเดือน ต่ำกว่าสิบขวบนี่ มันก็ทุเรศแล้ว นี่มันชำเราเด็กแปดเดือนนะ แปดเดือนนี่ยังไม่เดินล่ะมั้ง ยังไม่เดินหรอก เด็กแปดเดือนนี่ ยังเดินไม่ได้ มันเหลือกำลัง ถ้าไม่มีข่าวการเมืองนี่ อาตมาว่าเรื่องนี้ดังแน่ๆเลย ขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ด่ากันทั่วบ้านทั่วเมืองแน่ แต่นี่มันก็ข่าวแพลมออกมาหน่อยเดียว อาจจะมีข่าวอื่นที่มีนะในช่วงนี้ ก็ช่วงตั้งเดือนกว่านี่มันต้องมีแน่ๆเลย ข่าวที่มันเป็นข่าวก็คือข่าวมันเป็นเรื่องประหลาดๆ เป็นเรื่องพิเรนๆ เป็นเรื่อง คือข่าวนี่จะต้องเขาจะเอาเรื่องที่มันไม่ปกตินี่เป็นข่าว เช่น ยกตัวอย่างกัน พวกนักเขียนทางด้านสื่อสารนี้ เขาจะยกตัวอย่างกันเช่นว่า หมากัดคนไม่เป็นข่าว เขาว่างั้นนะ แต่ถ้าคนกัดหมาล่ะ ก็เป็นข่าวอย่างนี้เป็นต้น มันเรื่องพิเรนถ้าหมากัดคนนี่ มันเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดาแต่ถ้าคนกัดหมา นี่ผิดธรรมชาติแล้ว เป็นข่าวอย่างนี้ เป็นต้น เขายกตัวอย่าง มันเป็นเรื่องประหลาดๆ เป็นเรื่องผิดปกติ แล้วก็จะเป็นข่าว นี่มันก็ผิดปกติสามัญมนุษย์ธรรมชาติ ซึ่งมันควรจะมีวัฒนธรรม มีจิตใจอะไรต่ออะไรนี่พอสมควร นี่มันยังไงกันนักกันหนา (คนฟัง พระพม่า พระพม่าที่ฆ่าคน) เออ.. พระพม่าฆ่าผู้หญิง อะไรต่ออะไรต่างๆนานา นี่ก็เป็นข่าวดังแน่ๆ ขึ้นหน้าใหญ่ นี่ก็ไม่เท่าไหร่ ไม่เกรียวกราวเท่าไหร่ ลงข่าวไม่กี่ฉบับ อย่างนี้เป็นต้น ในช่วงนี้ ก็ดูแล้วสรุปแล้วก็เห็นว่า ข่าวการเมืองนี่ ก็รู้สึกว่าจะฮือฮากันทั่วประเทศกันดี ตั้งเดือนกว่าก็สนใจ โอ๊ะ! ตอนนี้มีข่าวการเมือง คนเอาแรงงานไปทำโพลล์ตอนนี้โพลล์ โอ้โห! ปีนี้งวดนี้โพลล์ อะไรกันนักกันหนา อีกหน่อย มีอโศกโพลล์มั่ง อโศกโพลล์ สงสัย อีกหน่อย คงจะต้องออกไปกับเขามั่ง เรื่องไปเลือกก็เอาล่ะนะ ตื่นตัวขึ้นมาก็ดีอยู่ แม้มันจะไม่เข้าร่องเข้ารอยนัก มันยังไม่ดูมันเป็นรูปเป็นเรื่องที่สมควร เข้าระบบระบอบอะไรก็เอาล่ะ มันก็เป็นไปตามธรรม อย่างน้อยที่สุดพวกเราเป็นพวกที่มีปัญญา เป็นคนฉลาด หรือว่าเป็นคนรู้จักสาระ รู้จัก เนื้อหาอะไรต่ออะไรต่างๆ กันก็ควรจะต้อง เรียกว่าทันสมัยหรือว่า นำหน้าคนที่เขาไม่มีปัญญากันให้ได้ นำหน้าไม่ใช่ว่าเราจะทำ เดินทำสร้างภาพอะไรหรอก แต่ว่า เราควรจะรู้จักสารัตถะที่ควรจะเป็น เป็นพลเมืองดี คนที่ไม่ไปเลือกตั้งนี่เป็นพลเมืองชั่ว ฟังอีกชัดๆ คนที่มีสิทธิ์ที่จะต้องไปลงคะแนน ไปเลือกตั้งจริงๆนี่เป็นหน้าที่ หน้าที่พลเมืองดีจะต้องไปทำ มีสิทธิที่จะไปเลือกตั้ง ถึงเวลาเลือกตั้ง ก็จะต้องไปเลือกตั้ง ทำหน้าที่นั้นตามหน้าที่พลเมืองดี เพราะฉะนั้น คนไหนที่ไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ก็คือพลเมืองชั่ว ไม่ใช่พลเมืองดี เป็นพลเมืองชั่วแน่ๆ แล้วชั่วจริงๆ เพราะว่ามันไม่เอาถ่านเลย อะไรก็ไม่เอาถ่าน ถ้าปล่อยปละละเลยอย่างนี้หมดเลย พวกซื้อเสียงกัน พวกฮั้วกัน พวกที่จะต้องไปเป็น กองจัดตั้งน่ะ พวกกองที่เขาจะต้องได้คะแนนตามวิธีการน่ะ วิธีการเลือกตั้งก็ไปลงคะแนน เขาก็จัดตั้ง เขาก็เหมากันฮั้วกัน ก็เสร็จน่ะซิ แล้วพวกนั้น ก็จะต้องมีคณะที่กระทำตามวิธีขี้โกงอะไรของเขา ก็จบ ก็จบกันพอดี เพราะฉะนั้น จะต้องไปแสดงความจริง ไปแสดงความจริงให้มากพอ ถ้าไม่มากพอ แล้วก็แพ้ เป็นความไม่ยุติธรรม หรือเป็นอธรรม ไม่เป็นสัจธรรมอยู่นั่นเอง คือแพ้การจัดตั้ง การจัดตั้งนี่ ฮั้วกันด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ วิธีขี้โกงจะเล่นไผ่ไฟ จะเล่นนับโกงอะไร ก็ตามใจเขาเถอะ เขาก็มีวิธีทั้งนั้นน่ะ เราจะต้อง คนที่จริงใจ คนที่ซื่อสัตย์ คนที่ใช้ปัญญาจริงๆอย่างสุจริต ถูกต้องนี่จะต้องไปทำหน้าที่นี้ให้ดีให้สมบูรณ์ เข้าไปจนมีปริมาณมากกว่าไอ้การจัดตั้งนั้น หรือว่าการทำทุจริตนั้น ต้องมากกว่า พลเมืองมีมากพอ เพราะฉะนั้น เขาจะมานั่งโกง เขาจะมานั่งทำทุจริตอะไร ต่ออะไร นี่มันได้บ้าง แต่มันไม่มากพอหรอก ถ้าคนเต็มใจแล้วเข้าใจหน้าที่อันนี้อย่างถูกต้องจริง ว่ามันมีความสำคัญมาก ในการเป็นอยู่ในบ้านในเมือง นี่เป็นหลักของประเทศ การบริหาร หรือ ว่าการปกครองการเป็นอยู่นี่เข้าไปแล้ว ก็ไปมีอำนาจบาตรใหญ่ ทีนี้เวลาไปเลือกแล้วนี่ บอกแล้วอย่างน้อยก็ มันไม่มีใครก็ต้องดู ต้องตรวจตรา เขามีวิธีการให้แล้ว วิธีการก็คือ จำกัดเขต จำกัดเขตให้เราเลือกดูว่ามีผู้แทนกี่คน ที่เขาสมัครในเขตนี้ มันก็น้อยลงแล้ว ที่จริงแล้วผู้แทนนี่เป็นผู้แทน คนทั่วประเทศ หน้าที่ของผู้แทน เพราะฉะนั้น เมื่อเวลาได้รับเลือกเป็น ส.ส. เป็นผู้แทนแล้วนี่ เป็นผู้แทนทั่วประเทศ ไม่ใช่เป็นผู้แทนเฉพาะเขตนะ หน้าที่ของผู้แทน นี่ไม่ได้หมายความว่า คุณมีสิทธิ์ที่จะช่วยราษฎรแต่เฉพาะเขตของคุณ ไม่ใช่ ผู้แทนทุกคน มีหน้าที่ที่จะช่วยราษฎรทั่วประเทศ ดูแล ต้องเอาตาดูหูแล เป็นตัวแทน ราษฎรทั่วประเทศ ผู้แทนทุกคน ไม่ว่าผู้แทนจังหวัดไหน เท่าที่กำหนดกันเป็นวิธีการเท่านั้น การกำหนดน่ะ เป็นวิธีการที่จะสะดวกขึ้น ไม่เช่นนั้นผู้แทน โอ้โฮ! เลือกกัน ผู้แทน 391 คน เราก็จะต้องสมัครมาสองพันกว่าคน เราจะต้องเลือกใครดีกว่าใคร ใครดีกว่า เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้จักเขา ทั้งสองพันสามพันนั่น ปีนี้งวดนี้ ก็สมัครกันตั้งสองพันกว่าคน เราไม่รู้จักหรอก แล้วเราเลยเลือกไม่ถูก เพราะฉะนั้น เขาก็กำหนดเข้ามาในเขตซะ เขตนี้เราอยู่ในย่านนี้ เขตนี้คนพวกนี้จะต้องรู้จักกัน เป็นผู้ที่อยู่ในย่านที่จะต้องถึงกัน ตามประสาของสังคม มันก็จะต้องรู้ว่า เขาทำอะไร มีชื่อเสียงในนี้ ช่วยเหลือเฟือฟายกัน หรือว่าเป็นผู้มีน้ำใจ อย่างไร มันก็รู้จักกันได้ ไอ้มันไกลเกินไป โอ้โห! ข้ามจังหวัด ข้ามภาคอะไรอย่างนี้ มันก็ไม่ไหว มันก็ไกลเกินไป มันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปรู้ความจริงกันได้ง่ายๆ แต่ถ้าอยู่ใกล้ๆ กันพอสมควร อยู่ในย่าน ในเขตอะไรมันก็พอรู้กัน นี่เป็นธรรมชาติของมันด้วย เพราะฉะนั้น วิธีการที่จะจำกัดเขตเพื่อที่จะได้เลือกคนในประมาณนี้ ก็เป็นวิธีที่พอใช้ได้ เราก็ต้องรู้ว่าเราไปเลือกขึ้นมาแล้ว หรือแม้แต่ผู้แทนนี่บางคนเขาก็ไม่เข้าใจตรงนี้ ซึ่งประหลาด เป็นผู้แทนยังไง เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นผู้แทนของเขตนี้ย่านนี้เท่านั้น เพราะผู้นี้ ย่านนี้เลือกฉันมา ไม่ใช่นะ ผู้แทนนี่เป็นผู้แทนทั่วประเทศ เพราะฉะนั้น เดือดร้อนตรงไหน เรามีสิทธิ์ไปช่วยด้วยทุกคน เรามีสิทธิ์ไปช่วยราษฎรหรือความเดือดร้อนตรงนั้นตรงนี้ตรงไหน ผู้แทนทุกคนมีหน้าที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่ผู้แทนราษฎรถิ่นเดียว เพราะฉะนั้น เขาถึงให้เดินทางได้ทั่วประเทศ เดินทางฟรี ค่ารถไฟอะไรของรัฐ แม้แต่เครื่องบินเขาก็ให้ขึ้นฟรีด้วยซ้ำ รัฐออกให้ มีการตกลงระหว่างบริษัทการบินไทยกับรัฐบาล ถ้าเป็นผู้แทนราษฎรแล้วก็ขึ้นเครื่องบินฟรีได้ นั่งรถไฟฟรีได้ รถอะไรต่างๆนานา ไม่รู้รถอะไรบ้าง ที่เขาให้ขึ้นฟรีได้ อาตมาไม่รู้ครบทีเดียว แต่เท่าที่รู้รถไฟกับเครื่องบินนี่ ขึ้นฟรีแน่นอน ไปได้ทั่ว ประเทศ ไปเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น ได้เมื่อไหร่ เขามีสำรองไว้เลย แจ้งไปถ้าเผื่อว่าทาง ส.ส.นี้แจ้งไปปั๊บ เขาก็สำรอง แล้วมีที่สำหรับ อันนี้เครื่องบินทั้งเครื่องบินเลย เขาสำรองไว้ให้เสร็จ ขึ้นได้ ไปได้ทั่วประเทศ เพราะไปช่วยทุกคนได้ ราษฎรทั่วประเทศ ไม่ใช่ขึ้นฟรีได้แต่เฉพาะผู้แทนจังหวัดอุดรขึ้นรถไฟได้เฉพาะสายอุดร ผู้แทนจังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นรถไฟจากสภาผู้แทนราษฎร ก็คือกรุงเทพฯ ไปหาเชียงใหม่ได้เท่านั้น ไปจังหวัดอื่นไม่ได้ ไม่ใช่ไปได้ทั่ว ขึ้นรถไฟไปได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่ไปได้แต่จังหวัดที่ตัวเองเป็นผู้แทนที่ถูกเลือกมาเท่านั้น ไม่ใช่ การถูกเลือกในเขตบอกแล้วเป็นวิธีการเท่านั้น แต่เมื่อได้เป็นผู้แทนขึ้นมาแล้ว เป็นผู้แทนทุกคน เพราะฉะนั้น เราจะไปขอร้องผู้แทนคนไหนก็ได้ให้มาช่วยเรา ถ้าเผื่อว่าเราเกิดมีอะไรที่สมควรจะต้องให้ช่วยเหลือ ตามหน้าที่ของผู้แทนจะต้องช่วยเหลือ ซึ่งก็มีขอบเขตเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงิน ก็ขอเงินผู้แทนอะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่หน้าที่ ผู้แทนไม่มีหน้าที่ที่จะมาให้เงิน ไม่มีข้าวจะกิน ก็ไปขอข้าวผู้แทนอย่างนี้ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่ผู้แทนก็จะต้องดูว่า ทำอย่างไรจะช่วย เออ ประชาชนยากจน ประชาชนไม่มีข้าวกิน ประชาชนอะไรก็...จะทำอย่างไร ถึงจะมีงาน มีหน้าที่ มีกิจ มีอะไรที่จะเกิดสัมมาอาชีพอะไรต่างๆแล้วแต่ หรือเกิดขัดข้องอันโน้นอันนี้ ถนนไม่พอดิน น้ำไม่ไหล ไฟไม่อะไรที่เป็นเรื่องของสาธารณะ ของส่วนกลางของอะไรนี่ ทีนี้เมื่อเขากำหนดวิธีการอีกอันหนึ่ง ว่าแต่ละเขตจะมีผู้แทนกี่คนได้กี่คน เช่นว่าเขตหนึ่ง มีผู้แทนได้สามคน แล้วเราก็จะไป ล้อกก็เป็นวิธีขี้โกง เป็นวิธีที่คนที่ไม่ฉลาดเท่านั้นเอง ที่จะไปเลือกไม่เต็ม แม้ว่าต้องไปเลือกนี่ก็ใช่ เมื่อไปเลือกแล้ว ก็ต้องเลือกให้เต็ม ถ้าเราไม่เลือกก็อีกแหละ ใครเลือกให้เราไอ้ที่พร่องๆน่ะ หรือมันเป็นความไม่มีอำนาจ หรือใช้อำนาจนั้น ใช้สิทธินั้นไม่เต็ม เขาให้เลือกสาม เราก็เลือกสาม ถ้าเผื่อว่าเราไม่เลือกสาม เราบอกเราจะเลือกโดด ทิ้งโดด เพื่อที่จะให้ของเราเดี่ยวๆ สองอันนี้เราทิ้งนะ เมื่อเราไม่เลือกอีกสอง คนอื่นเขาก็เลือก คะแนนอื่นมันก็ขึ้นมา คะแนนคนอื่นเขาเลือกใช่มั้ย สมมุติว่า กองจัดตั้งเขาเลือก คะแนนอื่นเขาก็ขึ้นมาใช่มั้ย คะแนนอื่นขึ้นมา แล้วไอ้คะแนนไอ้ที่อื่นที่ขึ้นมาน่ะ มันอาจจะเป็นคนที่เลวกว่าได้ ที่ถ้าเราลงไปอีกสองคนนี้ มันอาจจะดีกว่า คนอื่นที่เขาเลือกน่ะ เขาเลือกแน่ๆ โดยเฉพาะ พวกนี่ฮั้วกันนี่ มันจะต้องเลือกกันแน่ๆเลย คะแนนของคนชั่วนี่พูดง่ายๆ คะแนนของคนชั่ว ที่มันจะต้องเลือก มันจ้างกันไปเลือกด้วย ไพ่ไฟด้วย มันก็จะต้องเติมขึ้นมา เพราะฉะนั้น คนที่ดีกว่า อย่างไรเราก็จะต้องเลือกคนที่ดีกว่าให้ได้ ก็มันก็ต้องเลือก สมมุติว่าตรงนี้ มันมีคนสมัครอยู่เท่านี้ในเขตนี้ เราก็ต้องเลือกคนที่ดีกว่า ไอ้คนที่ฮั้วกัน มันชั่วกว่าอะไร นี่ก็แล้วแต่ มันก็ต้องขึ้นมา ถ้าเผื่อว่า เราไม่เลือก มันก็คือพร่อง มีสิบคนไม่เลือก เลือกเดี่ยวคนเดียว คะแนนทางโน้น มันขึ้นมาสิบ มีร้อยคนมันก็ขึ้นมาร้อย เลือกคนที่ชั่วกว่านี่ขึ้นมาร้อย มันก็พร่องอีก เพราะฉะนั้น เรามีสิทธิ์สาม ต้องไปเลือกให้เต็มสาม ไม่ใช่ไป เลือกแค่หนึ่ง หรือไปเลือกแค่สอง มีเท่าไหร่ให้เลือกล่ะ เขาสมัครมา เอาคนที่เราเห็นว่าสมควรที่สุด ดีกว่าเขาล่ะ ไม่ใช่เราไปเกลียดคนนี้ ชังคนนี้ เขาก็ไอ้แง่ที่ตะแบงๆ ไอ้นี่ไม่ชอบใจ ซึ่งมันก็เป็นเรืองเล็กน้อย แต่โดยส่วนรวม เขาก็ดีกว่าคนเหล่านั้น มีคุณธรรมมีศีลธรรมมากกว่า เขาอาจจะนิสัยไม่ค่อยต้องอารมณ์เรานัก เล็กๆน้อยๆไม่เอา ไม่เลือกโง่จริงๆ เลยคนพวกเรานี่ แปลก แล้วก็รังเกียจรังงอนไม่เลือกอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ทั้งๆที่ดูค่ารวมแล้ว เออ คนนี้ถึงอย่างไร มันก็ยังเป็นผู้ที่มีศีลธรรม มีคุณธรรม หรือว่ามีความสามารถอะไรดี แล้วก็จริงใจกว่าอะไรกว่าที่จะไปทำหน้าที่ แทนที่จะให้คนเขาอย่างที่ว่านี่ คะแนนจะขึ้น คะแนนคนที่ชั่ว นี่จะขึ้น จะขึ้น เพราะฉะนั้น เรามีสิทธิ์สามก็ไปลงสาม หรือใครดีกว่าแน่ ดีกว่าคนนี้แน่ คุณคำนวณแล้วคนนี้ดีกว่า คนนี้ไม่ดีกว่า ถ้ามันไม่มีอะไร ก็เลือกพรรค เออ เรานี่ ดูแล้วนี่สามคนนี่นะเขาเลือกได้สามคน แต่เราเห็นว่า สองคนนี่อีกคนหนึ่ง ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก แต่เลือกคนอื่นแล้วเราก็ไม่รู้จะเลือกใคร หรือเลือกอะไรมันดี ก็เลือกพรรค เอาทั้งพรรคไปเลย เอ้า!ก็เอาเถอะ ก็เห็นด้วยว่าแก่พรรค มันก็จะมีอำนาจซ้อนลงไปอีกว่าเออ เลือกพรรคก็ยังมีพลังอีกอันหนึ่ง ที่สามารถทำให้เกิดการบริหาร ค่ารวมของพรรคนี่ดีกว่า เราก็เลือกพรรคก็แล้วกัน ก็เอาให้มันครบ อย่าไปสละสิทธิ์ใดๆ ไอ้สละสิทธิ์น่ะ เป็นความโง่กับการโกง ที่ทำน่ะ เอารัดเอาเปรียบ ฉันจะต้องเล่นลูกโดด จะหาเสียงโดด ไปทำโดด วิธีโกง วิธีโกงอันหนึ่ง หรือผู้ที่ไม่เลือก ละเว้นทิ้ง ไม่ได้ไปโกงหรอก แต่เราสละสิทธิ์ผู้นั้นก็โง่ เพราะฉะนั้น การไม่เลือกเต็มตามที่เขาให้สิทธิ์นั้นมีอยู่สองคือ คนนั้นไม่โง่ก็คนนั้นก็ขี้โกง ก็คือคนเลวนั่นเอง คนยังไม่เจริญนั่นเอง โง่ก็ยังไม่เจริญ ขี้โกง ก็ยังไม่เจริญทั้งนั้นแหละ ฟังดีๆเข้าใจดีๆ นี่คือ กิเลสของเรา เราเอากิเลสของเราเป็นเจ้าเรือน แล้วเราก็เลยทำ นี่มันบกพร่องอยู่ในสังคมนี่ต่างๆนานา วิธีการอะไรของโลกเขา ในจุดที่เขาคิดมาใช้ แล้วก็ต้องยอมรับกันอยู่ มันก็มีส่วนดีทั้งนั้นแหละ จริงๆแล้ว มันก็เลือกเฟ้นหรือ ว่าหาเสียง หรือว่าอะไรต่ออะไรกันอยู่ทุกวันนี้ มันก็ประชาธิปไตยลำลอง มันยังไม่เป็นประชาธิปไตยจริงหรอก ประชาธิปไตยจริงๆ แล้วล่ะ ก็มันไม่ต้องมาหาเสียงกันหรอก ไม่ต้องมีพรรคการเมืองด้วย แล้วมันจะไปรวมเป็นพรรคเอง คนดีกับคนชั่ว มันจะมีอยู่สองพรรคเท่านั้นแหละ รวมแล้วก็คือ ความเห็นต่างกันนานาสังวาส นี่แหละคล้ายๆ นานาสังวาส มันจะมีสองส่วน สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่ง ก็อธรรม ฝ่ายหนึ่งก็ธรรมะ โดยสัจจะ มันจะเกิดตามธรรม เพราะฉะนั้น จะเป็นพรรคมันก็เป็นเอง โดยไม่ต้องไปกำหนด โดยไม่ต้องไปมีกฎหมายบังคับ อย่างโน้นอย่างนี้ ตามระบบพรรค ไม่ต้องหรอก เพราะฉะนั้น ถ้ายังมีการแบ่งแยกพรรคกันตามนัยกฎหมายอยู่ บังคับกันให้เป็นพรรคนะ ยังไม่ใช่ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจริงไม่มีบังคับ แล้วก็ยังมีวัฒนธรรมด้วยนะ อยู่พรรคนี้ จะต้องมีวิป ไอ้ประชาธิปไตย ยังมีวิปก็ยังไม่ใช่ประชาธิปไตย มันก็คือเผด็จการพรรค มาเห็นความเห็นรวมกันนะ เอาแค่นี้ ใครไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้ ต้องเอาอย่างนี้ เสร็จแล้วต้องไปออกเสียงอย่างนี้นะ พรรคก็ฮั้วกันแล้วล่ะ จะต้องออกเสียงอย่างนี้ บังคับ ทั้งๆที่ไม่เห็นด้วย ก็ถูกบังคับไปก่อนแล้ว มันเผด็จการในพรรคไปก่อนแล้ว ไปถึงก็จะต้องตามนะ วิปคุมเสียงไว้แล้ว จะต้องไปโหวตเสียงอย่างนี้ เวลาที่จะมีเรื่องอะไรเข้าสภาวิป หมู่นี้ ก็ฮั้วกันไปก่อนแล้ว ฮั้วเป็นลำดับๆๆๆ ไปเลย ซึ่งมันเป็นวิธีการเผด็จการแล้ว เผด็จการในหมู่กันก่อนแล้ว ในพรรคกันก่อนแล้ว แม้แต่พรรคเดียวกัน ใครจะออกเสียงก็อิสระซิ ประชาธิปไตย ต่างคนก็ต่างเป็นผู้แทน ต่างคนก็ต่างมีความนึกคิด ไม่ต้องฮั้วกัน ถ้าฮั้วกันอยู่ จะต้องมาบังคับด้วยวิธีวิปคุมเสียง แต่ละพรรค ก็ต้องมีวิปสำหรับพรรค แล้วยังมีวิปรัฐบาลนี่ เพื่อที่จะไปสู้กับฝ่ายค้าน รัฐบาลก็มาวิปกันอีกทีหนึ่ง มีผู้คุมเสียง เป็นประชาธิปไตยที่คณะรัฐบาล จะต้องเป็นหลายพรรครวมกันนี่ เขาก็มีวิปของรัฐบาลอีกทีหนึ่ง นอกจากวิปของพรรคแล้ว คุมเสียงของพรรคแล้ว ดีไม่ดี ในพรรคยังมีมุ้งเล็กในมุ้งใหญ่อีก วิปของแต่ละมุ้ง แน่ะ! มีวิปของแต่ละมุ้งอีก เอ็งมี ส.ส.อยู่ในมือเท่าไหร่ แต่ละมุ้งนี่ ก็มีส.ส. อยู่ในมือเท่าไหร่ ก็ว่ากันซิ หัวหน้าวิป ผู้ที่ควบคุมเสียงในมุ้งเล็กมุ้งใหญ่อะไรก่อน แล้วก็ในพรรค จนไปถึงกระทั่ง นี่มันซ้อนทั้งนั้นเลย เป็นเรื่องของความเห็น เป็นเรื่องของความยังไม่อิสระเสรี ต้องควบคุมกันเป็นทอดๆ มันไม่อิสระเสรีแท้นะ เอาล่ะ อาตมาจะไม่วิจารณ์มากไปล่ะ ไอ้เรื่องของการเมือง ประชาธิปไตย ถ้าให้อาตมาอธิบายประชาธิปไตยของอาตมาแล้วมัน เขาว่ามันเป็นไปไม่ได้ จริงๆ มันเป็นไปได้ยากจริงๆเหมือนกัน เพราะประชาธิปไตยจริงๆ ที่สุดแล้วก็คือ ของศาสนาพุทธนั่นแหละ อิสระเสรีภาพ จนกระทั่งหมดกิเลส เพื่อมวลมนุษยชาติแล้ว ก็มีญาณปัญญารู้ความเหมาะความควร แล้วก็เข้าใจกัน มีการรู้จักกัน มีเจโตปริยญาณโน่นแหละ รู้ว่าใครดีจริงๆ แล้วก็ไม่อคติ ประชาชนก็มีภูมิธรรมพอที่จะไม่อคติ เลือกคนที่เข้าไปเป็นตัวแทน ก็เลือกเอาคนที่เหมาะสม ไอ้คนที่เข้าไปเป็นตัวแทน ก็ไปทำหน้าที่อย่างเสียสละ ไม่ได้เข้าไปล่าลาภ ล่ายศอะไร ไม่ได้เข้าไปทำความชั่วความเลวอะไร ทำหน้าที่แทน เหมือนพวกเรานี่ เป็นผู้รับใช้กลุ่ม จากผู้รับใช้กลุ่ม ก็รับผิดชอบงานสูงขึ้นๆตามลำดับ แม้กระทั่ง มาถึงชั้นในระดับดูแลบริหารขึ้นมาในหมู่ในกลุ่มใหญ่ จนกระทั่งถึงมาเป็นสมณะนี่ ให้มาเป็นสมภารก็โอ๋! เลี่ยงกันไม่อยากเป็นหรอก นั่นก็ยังเป็นกิเลสน่ะ ไม่อยากเป็น เรามีความสามารถ คนนี้คนนั้นเหมาะสมนะ ที่จะรับหน้าที่นี่ เป็นผู้รับใช้กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ เพื่อที่จะดูแล เพราะมีสมรรถภาพ มีความสามารถ มีความรอบรู้ที่จะทำได้ ก็เลี่ยงไม่เอาหรอก กลัวจะผูกมัด ฉันจะไม่ได้ไปเที่ยว ฉันจะถูกจำเจอะไรอยู่นี้ ก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าเผื่อว่า ไม่เห็นแก่ตัวแล้วบอก เออ อันนี้เหมาะสม เราก็มีความสามารถ เรามีความรอบรู้อะไรที่จะช่วยจะเหลือจะทำได้ รับผิดชอบได้ ทำให้เจริญได้ เราก็ไม่ต้องขี้เกียจ ไม่ต้องเห็นแก่เที่ยว แก่เล่น แก่พรรค แม้มันจะต้อง รับงานนี้จะถูกผูกถูกมัดอะไรอยู่กับงานนี้ มันก็เป็นงาน เพระเราจะอยู่ที่ไหนก็ทำงานอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะเอาแต่เที่ยว เอาแต่ขี้เกียจ คนที่เจริญแล้วจริง ก็จะรู้ เพราะเราไม่ได้ใช้อามิสเป็นเครื่องต่อรอง เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน เราใช้ความจริง ทำแล้วก็ไม่ได้เอาอะไรมาตอบแทน คนที่มีปัญญา เป็นคนเจริญ ก็จะเจริญ จะรับงานทำ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของประชาธิปไตย มีเรื่องตัวแทนอะไรพวกนี้ขึ้นก็เหมือนกัน เอ้า!ก็เห็นเหมาะเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ผู้อยากจะ ไม่ใช่ผู้อยาก ผู้ที่ควรจะเป็น ก็คือผู้ที่หมู่กลุ่มเห็นว่า ควร สมควร เอ้า!เสอนกันมา ตัวเองไม่ต้องสมัครก็ได้ หมู่ฝูงเอา เสนอกันมา เหมือนกับอย่างวิธีการบอก เอ้า!ใครจะเสนอใคร คนนี้ล่ะเหมาะสม เออ!จริงๆด้วย คนนั้นคนนี้ก็เห็น ใช่ คนนี้เหมาะสม โหวตกันขึ้นมาก็คนนั้นแหละ นัยคล้าย กัน แต่มันกว้างกว่านั้นอีกเท่านั้นเอง มันกว้างกว่านั้น เพราะฉะนั้น จะเสนอใคร ที่มีหน้าที่ดูแล ว่าเป็นคนจะเสนอคนนั้นคนนี้ขึ้นมา เหมือนกับเขาใช้วิธีว่าจะต้องให้ประธานสภาเป็นผู้เสนอนายกทูลเกล้าฯ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เขาก็หาผู้ที่เหมาะควร เป็นผู้เสนอ เป็นผู้ที่จะมีภูมิจะเห็นใคร มีเจโตปริยญาณ มีความรอบรู้ว่า ในหมู่ชนกลุ่มอย่างนี้ หรือว่าอย่างนี้น่ะ ใครนะเหมาะสม จะไปเป็นตัวแทนเป็นผู้นำ ก็จะต้องมีความรู้จริงว่า ใครเหมาะสม ใครเป็นอย่างไร ในหมู่ในกลุ่มนี้ คนไหนมีความเฉลียวฉลาด มีสมรรถนะ ความสามารถ ที่จะไปเป็นผู้ที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าควรกว่า มันจะต้องรู้กันจริงๆ เพราะฉะนั้น จะตรงสัจจะ จะตรงเนื้อหาสาระของเขา ก่อนจะอธิบายว่าหน้าที่ผู้แทน คืออะไร ไปทำอะไร เดี๋ยวจะอธิบายเป็นภาษาคนง่ายๆ มันไม่ใช่ภาษารัฐศาสตร์อะไร ที่เขาต้องเรียนกันอย่างอะไรนั่นหรอก เดี๋ยวก็จะอธิบายให้ฟังบ้างนิดหน่อย ช่วยอธิบายเกี่ยวกับ นี่เป็นคำถามแทรกมา ถาม : ช่วยอธิบายเกี่ยวกับ คุณและโทษ... ก็หมายความว่า เรื่องแบบบุคคล กับแบบพรรค ที่มีอยู่นี่ ในขณะนี้นี่ กฎหมายระบพรรค กำหนดพรรค แล้วก็มีสภาพของพรรคเข้าไปนี่ อย่างกฎหมายขณะนี้ มันระบุว่า ต้องเป็นพรรคการเมือง ถ้าไม่เป็นพรรคการเมืองไม่ได้ สมัคร ส.ส. เป็นผู้แทนก็ไม่ด้ แล้วแต่ละพรรคก็รับผิดชอบ แล้วก็มีวิธีการว่าพรรคไหนมีผู้แทนในพรรคมามากหน่อย ก็มีสิทธิที่จะเสนอตัว หรือว่าสมควรจะได้มาเป็นผู้แทน ที่รับหน้าที่สูงขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี อะไรเป็นต้น เพราะว่าเขาถือว่า ส.ส.นี่ ประชาชนได้เลือกมาแล้ว เพราะฉะนั้น วิธีการเมื่อไม่เลือกนายก ตรง คือประชาชนเลือกนายก หรือ เลือก แล้วให้นายกไปเลือกรัฐมนตรีนั่นก็เป็นวิธีการหนึ่ง หรือจริงๆแล้ว ผู้ที่บริหารสำคัญ นายกเป็นต้น ให้ประชาชนเลือกตรงเลย แม้รัฐมนตรีก็ผู้บริหารให้สำคัญ ก็ให้ประชาชนเลือกเลย เลือกทั้งนายก เลือกทั้งรัฐมนตรี อันนั้นก็ไม่ต้องเอามาจากส.ส. เพราะส.ส. นี่ประชาชนเลือกไป ทีนี้เมื่อจะตั้งนายก เมื่อจะตั้งรัฐมนตรี ไม่เลือก ไม่ให้ประชาชนเลือกเอง ก็ถือว่าประชาชน เลือกผู้แทนเลือก ส.ส.ไปแล้ว เขาก็เลยไปให้ส.ส. นั้นน่ะประชุม กันอีกทอดหนึ่ง คนที่ประชาชนเลือกไปแล้ว ก็เป็นตัวแทนของประชาชนแล้ว แล้วตัวแทนของประชาชน ก็ไปเลือกผู้ที่สำคัญ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive