380516 อย่าเกี่ยงงานทำวัตร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์40 KB
วันที่แก้ไข15 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

380516 อย่าเกี่ยงงานทำวัตร โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก

ทำวัตรเช้า 3 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2538 ณ พุทธสถานสันติอโศก มาฟังธรรมกันดู ชาวอโศกเรานี่นะมีอายุมา 20 ปีกว่า สองทศวรรษขึ้น กำลังจะขึ้นทศวรรษที่สาม ก็เป็นกลุ่มเป็นก้อนแล้วก็เป็นคณะนะเป็นหมู่ชน หมู่ชนที่มีชีวิตอยู่ในโลกเบี้ยวๆใบนี้ ทุกวันนี้เราต้องเรียกโลกเบี้ยวแล้ว อยู่ในโลกเบี้ยวใบนี้อย่าง เป็นอย่างของเราขึ้นมาเรื่อย เป็นอย่างสภาพของวพวกเรา ส่วนเราก็ต้องพัฒนา พัฒนาสภาพ พัฒนาอะไรต่ออะไรขึ้นไปอีก ทั้งพฤติกรรม พฤติกรรมนี่คือกับตัวเราของเราเอง ต้องดูแลต้องปรับปรุงกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต้องปรับปรุงทีเดียว ปรับปรุงจริงๆ ถ้าไม่ปรับปรุงมันก็ไม่เจริญแน่ อย่าดูดาย จริงๆแม้ว่าพวกเราจะอยู่กันทุกวันนี้นี่ด้วยการปรับตัวเองมา 20 ปีกว่าๆแล้วนี่ มาเป็นหมู่ชนอย่างนี้นี่ มันได้คุณภาพมาขนาดนี้ พวก เราก็รู้สึกว่าพวกเราอยู่ได้นะ เป็นลักษณะของบุญยนิยมที่อยู่กับโลกเขาอย่างเป็นคน แรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองทุน นี่ก็เป็นโศลกหรือว่าเป็นคำขวัญหรือว่า เป็นนโยบาย เป็นอุดมการณ์ จะเรียกอะไรก็ได้ ของหมู่ชนอย่างชาวเรานี่ เออ!พวกเรานี่มุ่งหมายว่าถ้ามาถึงขั้นว่าเราเองเรามาทำงานสัมมาอาชีพนะ ถึงระดับลาเภนะ ลาภัง นิชิคังสนตา เป็นคนที่ทำงานทำการมีอาชีพ อาชีพนี่หมายความว่างานที่เราทำประจำ งานที่เราทำส่วนมาก งานที่เราปักหลัก เราจะต้องมีแล้วอันนี้แน่ๆในมนุษยชาติ ก็มี ต้องมีอาชีพ แล้วก็เป็นอาชีพที่มีคุณภาพ คุณภาพถึงขั้นอย่าว่าแต่ อย่างทุกวันนี้ ทุกวันนี้นี่เชื่อได้เลยนะว่าอาชีพของเขาอยู่ในขั้นกุหนา ลปนา คือในสภาพที่เรียกว่าโกง เรียกว่าโกงได้เลย ไม่ใช่สัมมาอาชีพน่ะ ทุกวันนี้อาชีพของเขานี่มันเป็นมิจฉาชีพ มันไม่พ้นมิจฉาชีพต

อ่านต่อ

ั้งแต่ข้อที่หนึ่งข้อที่สองในระดับหยาบเลยนะ ระดับกุหนา ลปนา ลปนาจริงๆ มันแปลว่าพวกคำพูด กุหนานี่เป็นเนื้อๆ พฤติกรรมจริงๆเลย โกง ทุจริตหยาบ กาย ลปนานี่วาจานะ หมายถึงทางวาจานะ เพราะ ฉะนั้นมันไปหมดเลย กายกรรมก็เรียกว่าหยาบคาย ในสภาพที่จะทุจริตหรือเอาเปรียบเอารัด ทำอาชีพโลภโมโทสัน และยังมีโทสะประกอบ สรุปง่ายๆก็คือมีกรรมกิริยาอาชีพ กรรมกิริยาในการประกอบอาชีพกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมนี่ครบพร้อม กุหนานี่ ครบพร้อม หยาบคาย เรียกว่าอยู่ในสภาพที่เป็นมิจฉาชีพ อาตมาไม่ได้ใส่ความสังคมจนเกินไปหรอก ที่เรียกว่ามิจฉาชีพก็เพราะว่าเขาโกงกันหน้ารื่นๆ ในระดับประเทศ ตอนนี้ถ้าเผื่อว่าดู กระแสสังคมรัฐบาลกระแสการบริหารปกครอง ในระดับผู้นำประเทศก็ยังเอาเปรียบเอารัด เล่นเบี้ยวกฎหมาย โกงกันดื้อๆ ได้ช่องได้โอกาสก็แสดงความโลภ เห็นแก่ตัว ทุจริตหน้าด้านๆ ตู่ท้วงอย่างไรก็ไม่ยอมรับ ไม่แก้ไข ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรับปรุง ดันทุรังอยู่อย่างนั้น มันระดับประเทศ ระดับชาติเห็นได้ชัดเจนอย่างนี้ นี่มันกุหนาชัดๆ ระดับอื่นๆในการ ธุรกิจในการทำอะไรต่ออะไรอยู่ตลอด ข้าราชการเดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีคอร์รัปชั่นน่ะถือว่านั่นผิดประหลาด ไม่ว่าข้าราชการ ในกองไหนกลุ่มไหนตรงไหน เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ไปทำอะไร ทำกิจทำการหรือว่าทำงานร่วม ไปสัมพันธ์กับที่ไหนๆ ยากตรงที่ว่าเราไม่คอร์รัปชั่น ไม่ให้เงินใต้โต๊ะ ไม่ใช้เงินเบิกทาง ไม่ให้เขากิน ไอ้โกง...ที่จริงไปโกงจนเป็นระบบนั่นเขาเรียกว่ากิน ที่จริงมันก็ไอ้โกงนั่นแหละกิน ก็มันให้ ติดสินบน เอาเงินยัดงานถึงจะเดิน ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของเขา เงินเดือนเขาก็รับอยู่แล้ว ไอ้เงินเดือนก็ฉ้อฉลได้เปรียบอยู่แล้ว ยังมีบำเหน็จบำนาญ ยังมีสวัสดิการอะไรอีกตั้งมากตั้งมาย ที่ได้เปรียบมนุษย์อื่นเขา ที่ตั้งเอาไว้เองสำหรับข้าราชการ แล้วก็ทำงานมันก็ไอ้เช้าชามเย็นชาม สู้คนงานที่เขาอยู่ในบริษัท เป็นเจ้าหน้าที่บริษัทที่เขาจ้างเอกชนเขาไอ้นั่นไม่ได้หรอก เขายังทำงานเต็มที่เต็มทาง เขาก็ดูแลเอา นี่รัฐบาลไม่มีใครไปกดขี่ข่มเหงดูแล ปล่อยปละละเลยกัน ลักษณะที่รัฐบาล ผู้ที่เป็นคนงานในรัฐบาลหรือผู้ที่เป็นคนงานในราชการ อันนั้นน่ะขอให้พวกเราสำเหนียกศึกษา พวกเรานี่จะคล้ายๆกัน มีนัยจะคล้ายกันกับราชการ หนักเข้าก็ไม่ใช่เช้าชามเย็นชามล่ะ จะเฉื่อยกว่านั้นอีก จะไม่มีกะจิตกะใจยิ่งกว่าข้าราชการอีก เราก็ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เหมือนกับราชการก็ตกสิ้นเดือนก็ได้เงิน ชั่วไม่มีดีอะไรก็ขึ้นหนึ่งขั้น หรือว่าหกสิบปีปลดเกษียณออกมาก็มีเงินบำนาญ มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานาอย่างที่เขาเป็น คือมันได้เปรียบทุกอย่าง มันรู้สึกมันสบายน่ะ มันไม่ต้องดิ้นรน มันไม่ต้องเดือดร้อนอะไร เพราะฉะนั้น ข้าราชการก็มีนิสัยเสีย เฉื่อย จิตใจไม่สำนึก ไม่รู้จักควาก้าวหน้า ไม่รู้จักการพัมนา จิตไม่สร้างอิทธิบาท ไม่ฉันทะในงาน ไม่วิริยะในงาน ไม่มีจิต ไม่ได้เอาใจใส่ในงาน วิมังสาแล้วก็ไม่ต้องพูด เฉื่อยไปตั้งแต่ต้น ตัวปฏิบัติ วิมังสาก็คือตัว พัฒนาที่มันจะเฉลียวฉลาดเชี่ยวชาญ เพราะว่ารู้จักการไตร่ตรองตรวจตรา วินิจฉัยพินิจพิเคราะห์กันเข้าไปในวิมังสา เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เอาใจใส่ในการงาน มันไม่พัฒนาการก้าวหน้าในการงาน ประสิทธิภาพลดถอยลงไปหมด ไม่เจริญ ที่อาตมาหยิบขึ้นมานี่ไม่ใช่เจตนาจะไปข่ม ดูถูกดูแคลนเขา แต่เจตนาที่จะเอามาให้ดูชัดๆกว้างๆ ถ้าเป็นงานส่วนตัว ขมีขมันเอา เพราะจะได้มาส่วนตัว เป็นของเรา เป็นตัวกูของกู ก็เลย แหม!ไอ้นี่มันของกูเอง กูต้องทำเอาเอง แล้วมันก็ได้เป็นแบบอามิส แบบโลกียะโลกๆ ได้มา เป็นลาภเป็นยศเป็นอะไรต่ออะไรเราก็ได้เป็นรูปเป็นเรื่อง ชีวิต มนุษย์ก็เดินทางอยู่กับโลกธรรมแบบนั้น มีอามิสแบบนั้น ก็เดิน เครื่องอยู่ได้ ขยันอยู่ได้ ถ้าไม่มีอย่างนั้นเขาถึงห่วงว่าถ้าเผื่อว่า โลกุตระแล้วมาสอนกัน สอนโลกุตระ เป็นคนที่ไม่อยากได้ไม่อยากดีไม่มีอะไรต่ออะไรแล้วมันก็จะเฉื่อย มันก็จะไม่สร้างสรร มันจะเป็นการไม่เจริญ โลกจะไม่พัฒนา ส่วนหนึ่งก็มีความจริงเหมือนกัน ถ้าไม่เรียนรู้อย่างชัดเจนจริงๆ ตามหลักธรรมของพระธุทธเจ้า เลยว่าเราต้องรู้หลักเลยนะว่า เราไม่ทำชั่วไม่ทำบาป แต่เราก็ต้องทำดีอย่างไม่มีสันโดษ ทำดีอย่างไม่หยุดไม่หย่อน เพราะว่ามันเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ เกิดมาเป็นมนุษย์มีคุณค่าประโยชน์อยู่ที่นั่น ยังกุศลให้ถึงพร้อม เราไม่ทำชั่วไม่ทำบาปไม่ทำสิ่งเสียหาย แต่เราก็ทำดี จิตเราก็ล้างกิเลสไปๆ สจิตตปริโยทปนัง ล้างไปกับภาคปฏิบัตมรรคองค์ 8 หรือโพธิปักขิยธรรม สำรอกกิเลสในขณะทุกกรรมกิริยาไม่ว่าจะสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ในขณะคิดในขณะตรึกตรอง ดำริตรินึกอะไรก็แล้วแต่ รู้ต้นทุนต้นทางเลย มีกิเลสเข้ามาผสมผสานมาสังขารร่วมเมื่อไหร่วิจัยออก มีธรรมวิจัย สัมโพชฌงค์เชี่ยวชาญสามารถรู้ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ วจีสังขาร จิตเราก็ยิ่งเด็ดขาดลงไปเรื่อยๆเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จิตก็แน่วแน่แนบแน่น จะแกว่งจะเร็วจะหมุนจะทำให้จิตของเรานี่ทำงาน หรือหมุนหรือไม่ได้หยุดอยู่นิ่งๆหรอก จิตมีประสิทธิภาพที่นึกคิดไตร่ตรอง สังขารปรุงเป็นปุญญาภิสังขาร ได้อย่างดีอย่างเร็ว ล้วนแล้วแต่เป็นบุญ เป็นคุณงามความดี ทั้ง นั้น ชำระกิเลสด้วย สร้างบุญกุศลด้วย สร้างคุณค่าด้วย แต่ เสร็จแล้วก็แข็งแรงตั้งมั่น ทนทาน อยู่เหนือโลก อยู่เหนือโลกียะ ใดๆที่มันจะมารุนแรงกระทุ้งกระเทือนกระแทกอย่างไร ก็ไม่มีหวั่นไหวไม่มีคลอนแคลน ไม่มีวูบวาบ ไม่ ไม่เกิดแม้แต่ธุลีหมองธุลีเริงอะไรก็ไม่มีอะไรขึ้นมา ที่อาตมาก็ได้อธิบายคุณลักษณะของจิตเจตสิกอะไรต่างๆ ถ้าเราได้ฝึกฝน เรียนรู้ อ่าน และฝึกเข้าไปจริงๆ ก็จะเข้ารูปร่อง รูปรอย ที่พระพุทธเจ้า ท่านบรรยายไว้ดีมากแล้วหมด เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ปฏิบัติตามทางนี้มาจริงๆเลย เราจะเห็นได้ว่าโลกนี่มันแสดงให้เราเห็นชัดเจนเลย โลกีย์ทุกวันนี้มันมิจฉาชีพจริงๆ กุหนา ลปนา หลอกลวง เหลาะแหละ เหลวใหล ตอแหล ลปนานี่ มันไม่ได้อยู่กะร่องกะรอยเลยทุกวันนี้นี่พวกที่ทำงานแต่ปาก ก็จะเห็นชัดเจน ลปนา กลิ้งกลับกลอกสับปลับอะไร ก็แล้วแต่มากมาย นั่นน่ะเขาก็เป็นอาชีพใช้ปาก เอาความอะไรจับไม่ได้ หวังไม่ได้ สุจริตไม่มี ไม่เล็กไม่น้อยก็มากมายอย่างชัดเจนขนาดนั้นอยู่ก็ยัง โอ้โห!ลดเลี้ยว ไล่ไม่ได้จับไม่ทัน แล้วเราจะเห็นได้ว่ามันไม่เป็นสัมมาอาชีพเลย เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเลยว่าจะอยู่แค่เนมิตตกตา นิปเปสิกตา แค่ที่เราพยายามให้ เนมิตตกตา นี่หมายความว่าจิตใจของเรานี่มันยังไม่แน่ไม่นอน เหมือนเสี่ยงโชคเนมิตตกะ นี่ก็แปลว่าเหมือนเสี่ยงโชค เหมือนจะอยู่กันอย่างที่เรียกว่าทำไปก็ไม่รู้จะเสียท่าหรือเปล่า ไม่รู้จะได้ดีหรือไม่ เสี่ยงโชค เราก็ปรับตัวเราให้แข็งแรง ฝึกไปเรื่อยๆ หมายความว่าอย่างกุหนา ลปนา นี่เราผ่านละฐานนี้ จิตใจของเราแข็งแรงขึ้นระดับ 3 เนมิตตกตานี่ เราจะต้องไม่ให้เพลี่ยงพล้ำ ไม่ให้กลับกลอก ไม่ให้ตลบตะแลง ไม่ให้มันผิดเพี้ยน ให้มันแข็งแรงชัดเจน ตรง มั่น เข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเองเราปรับตัวเราได้ดี นิปเปสิกตา เราอาจจะอยู่กับโลกเขา อยู่กับงานการอะไรต่ออะไรที่มันมีความจำเป็นอะไร แต่ว่าในหมู่เขาหรือว่าที่เรามอบตนทำงานอยู่ร่วมกันกับเขานี่มัน ยังไม่ได้ดีอะไรหรอก มันยังมีความเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่มันไม่บริสุทธิ์ เราไม่ทำ เราอาจจะบริสุทธิ์ เราอาจจะแข็งแรง แต่เราก็โยงใยเชื่อมต่อเป็นไม้เป็นมือ เป็นผู้ร่วมไม้ร่วมมืออยู่กับกลุ่มกับคณะกับหมู่ที่ยังไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น จะต้องปลีกออกจากหมู่ที่ไม่บริสุทธิ์นั้น อย่าไปร่วมมือกับผู้ทำผิด ยังร่วมไม้ร่วมมือยังทำอะไรอยู่กับคนที่เขายังไม่สุจริตไม่สะอาด ต้องหาหมู่อยู่ นั่นแหละจะลาออกจากงานน่ะ งานแทบทั้งนั้นน่ะ งานแทบทั้งนั้นน่ะงานอาชีพในโลกนี่จะเห็นได้เลยว่า แทบจะพูดได้ ว่ามันทางผิดทั้งนั้น เพราะมันไม่มีสัมมาอาชีพ มันไม่มีสัมมา อริยมรรค มันไม่เป็นทางถูก มันมีแต่ทางเอาเปรียบ มีแต่ทางโกง มีแต่ทางใช้เล่ห์เหลี่ยม มีแต่ทางที่ทุจริต อกุศลตลอด...เยอะ นี่พูดแล้วเหมือนกับเราถล่มทลายสังคม เหมือนกับเราไปว่าเขา ยกตนข่มท่าน มันจริงๆอย่างนั้น พวกเราเองแท้ๆก็เถอะ เราทำงานยังมีแลกมีเปลี่ยน เรามีส่วนได้ มีขายมีค้าอะไรอยู่นี่นะ เผลอๆทำเป็นเล่นไปนะ เราก็ไปเอาเปรียบเขานะ ดีไม่ดีเกินขอบเขตเลยเขตไปนี่มันก็เป็นส่วนที่เรียกว่าไม่เป็นคุณค่าแล้ว เป็นหนี้แล้ว ไม่ถึงกับจิตใจอำมหิตอะไรหรอก แต่ก็เป็นหนี้แล้ว ไม่ถึงกับจิตใจอำมหิตอะไรหรอกแต่ก็เป็นหนึ้แล้ว ถ้ายิ่งจิตใจจะต้องเอาเปรียบอย่างรู้ทั้งรู้แล้วก็จะต้องบวกเพิ่มเอา เพิ่มขูดรีดใครจะเป็นอย่างไรช่าง ฉันได้กำไรแบบโลกๆอย่างเดียวนะ เอา แล้วนั่นก็ไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นในลักษณะที่อาตมาหยิบมาอธิบายมาตั้งแต่ต้น มาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ อธิบายสัมมาอาชีพหรือมิจฉาชีพห้านี่ ที่เราจะพ้นมิจฉาชีพได้มาเรื่อยๆ พวกเรานี่ขนาดว่ากล้า มันมีการลัด มันมีการสลับซับซ้อนนี่ มาทำงานฟรี ถึงขั้น โอ้โห!เหมือนกับระดับห้าเลยแต่ไม่ ระดับสามยังอยู่ ตัวเนมิตตกตา ยังอยู่ ไม่มอบตนกับทางผิดหรอก มาอยู่กับหมู่เราแล้ว มอบตนอยู่ในหมู่ที่ถูกต้องแล้วละ เหมือนกับ โอ้โห!ลาเภนะ ลาภัง นิชิคิงสนตานะ เหมือนพ้นระดับห้า เป็นคนทำงานฟรี ไม่เอาลาภแลกลาภอะไรแล้วละ แหม!ฉันมาทำงานฟรีแล้วนะ อัตตาขึ้นซิ อัตตามานะขึ้นกัน นี่พวกเรานี่ลำบากอยู่ตรงนี้น่ะ ตัวอัตตานี่มันคือเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวมากๆๆ ยกตัวอย่างอันหนึ่ง อย่างพวกเราอยู่ในนี้แล้วเสร็จก็งานมันก็ชักมีมากขึ้น เพราะนับวันนับคืนเราก็โตขึ้น เราก็กว้าง ขวางขึ้น ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น อะไรต่ออะไรขึ้น มันก็มีอยู่ในกงสีเรานี่แหละ อยู่ในบริษัทเรา อยู่ในหมู่เรานี่แหละ มีส่วนกลางส่วนอะไรนี่แหละ เราก็เอาเข้ามาค่าต้องจ่าย พวกเรา2บางคนก็ไม่รู้เรื่องหรอกว่าต้องจ่ายอะไร มันจ่ายทั้งนั้นน่ะนะ อยู่ในนี้มันบริษัทใหญ่นะต้องกินต้องใช้ต้องซื้อต้องหา เราทำเองจริงๆทั้งหมดมีที่ไหน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์นี่ก็เห็นอยู่โทนโท่ๆ เดือนหนึ่งตั้งเป็นพันเป็นหมื่น เดือนหนึ่งก็จะตกเป็นแสน ค่าโน่นค่านี่ จะผักจะพืชอะไรก็แล้วแต่เถอะ เราก็ยังซื้อหา ขนาดคนเอามาบริจาคเอามาทำบุญก็ตั้งเยอะตั้งแยะนี่ หรือปลูกเองอะไรบ้างนี่ก็เถอะ ข้าวของเครื่องใช้ หยูกยา โน่นนี่อะไรก็แล้วแต่ ชีวิตมันก็ต้องอาศัยอยู่อย่างนี้ ต้องกินต้องใช้ ไม่ต้องพูดอะไรหรอก แม้แต่ไอ้อะไรที่เป็นเครื่องอาศัยเครื่องใช้ทั้งหลายทั้งแหล่ เราก็ต้องใช้กันอยู่เป็นธรรมดา แต่เราก็มีพอที่จะหมุนเวียนเป็นครอบครัวใหญ่ มีอะไรเป็นเครื่องกินเครื่องใช้ ในฐานะที่พวกเราก็มัก น้อยลงมาพอสมควร ถ้าไม่มักน้อยอย่างนี้ล่ะไม่มีทางหรอก อยู่ไม่ได้หรอก นี่ มักน้อยขนาดนี้ยังขนาดนี้กระเบียดกระเสียร ทุกวันนี้นี่ขนาดเป็นอาชีพเราก็ยังไม่รับผิดชอบกันจริงๆจังๆ ความเห็นแก่ตัวนี่มันลึกๆ แหม!ตัวกูของกูมันอยากจะสบายเป็นยถาสุขัง ยถาสุขังมันจะอยู่ว่างๆ เบาๆไม่ต้องทำอะไรนี่มันเป็นเรื่องหนัก เพราะฉะนั้นตัวอย่างที่อาตมาจะยกตัวอย่างนี่เช่นว่ามีงานขึ้นมา มีงานที่จะต้องใช้แรงงาน จะต้องใช้ความร่วมมือ เอ้า!ตอนนี้นี่จะเร่งมือหนังสือเราคิดอะไรแล้วนะ มาช่วยพับ มาช่วยตัด มาช่วยอะไรก็แล้วแต่ นี่จะมีประจำอยู่ตอนนี้ เอาธรรมดานี่แหละ เอาง่ายๆสดๆ ใครได้ฟัง เอ้อ!ไม่ใช่ธุระของข้า เอ็งไปทำ เอ็งเคยไปทำเอ็นก็ไปทำซิ ธุระ ไม่ใช่ นี่ตัวกูของกูเกิดแล้ว มันไม่มีน้ำใจตรงนี้น่ะ มันเหมือนข้าราชการ ช้าราชการนี่ เอ๊อ!ไม่ได้หรอก เช้าชามเย็นชาม เดี๋ยวหหมดวันก็กลับบ้าน เดี๋ยวสิ้นเดือนก็เบิกเงิน มันยังไม่เดือดร้อนตรงที่ว่าไม่เหมือนประเทศบางประเทศด้อยพัฒนาที่พอสิ้นเดือนก็ต้องเบิกเงินเดือน ไม่มีเงินเดือนรัฐบาลค้างไว้ก่อน(พ่อท่านหัวเราะ) เพราะว่าไม่มีเงินเดือนจ่าย บางประเทศด้อยพัฒนา แต่เมืองไทยยังไม่ ถึงขนาดนั้น พอสิ้นเดือนก็ยังได้ เพราะว่ารีดภาษีได้อยู่ นี่ปีนี้ก็เห็นว่าภาษีประชาชนนี่นะ งบประมาณปี 39 นี่ดูเหมือนเกือบจะล้านล้าน เจ็ดแสนล้าน แปดแสนล้าน เก้าแสนล้านงบประมาณ แต่ก่อนนี้นี่อาตมายังจำได้เลย โอ้โห! ตั้งงบประมาณของประเทศจะถึงหลักแสนล้านนี่ อื้อฮือ!เดือดร้อนแล้วก็รู้สึกกันเหลือเกิน ในประเทศบอก... ต่อสู้กันเหลือเกินที่จะตั้งงบประมาณถึงแสนล้านในปีอะไรอาตมาจำไม่ได้แล้วนะ เพราะ โอ้โฮ!มันน่ากลัวจะรีดภาษีประชาชน หรือว่าต้องมีเงินงบประมาณขึ้นมา ใช้ให้ได้ถึงแสนล้านบาท ตอนนั้นยังจำได้ อาตมายังจำได้ภาวะกระแสสังตม โอ้โฮ! ประชาชนต่อต้าน อะไรว่ะรัฐบาลจะรีดภาษีเอาไปอะไรกัน ถ้าเผื่อว่าตั้งงบประมาณไว้ตั้งแสนล้านก็ต้องรีดภาษีเพิ่มขึ้นซิ ก็เดือดน้อนกันมาก เดี๋ยวนี้แสนล้านเฉยเลย เข้าไปเกือบจะเลขเจ็ดตัวแล้ว ไม่กี่ปีนี่เองนะอาตมาจำได้ว่าขึ้นแสนล้านแล้วนี่มาพรวดๆๆ ตอนนี้จะถึงล้านล้านแล้ว นี่ปี 39 นี่เขาจะตั้งเท่าไหร่ เจ็ดแสนล้านหรือแปดแสนล้านหรือเก้าแสนล้านอะไรนี่ อาตมาไม่ชัดเจนนัก เดี๋ยวก็คอยฟังกัน ใครติดตามกระแสสังคมก็ฟังดู มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ เงินงบประมาณที่จะเอามาใช้นี่มันได้จากภาษีมนุษย์ ภาษีราษฎรนี่โดยตรง เพราะฉะนั้น เขาถึงเข้มงวดกวดขั้น เล่นรีดนาทาเร้นกันไปหนักหนาสากรรจ์ เสร็จแล้วข้าราชการบ่มิไก๊ขึ้นทุกวัน เงินก็เอาไปถลุงกัน ได้งบประมาณไปก็ใช้กัน คอร์รัปชั่นเล่นกันอะไรต่ออะไรก็ไม่รู้ เละเทะ เลอะเทอะ พูดไปแล้วก็เดี๋ยวจะหาว่าไปว่า เดี๋ยวก็จะมาถล่มทลายเราอีกเพราะเขามีอำนาจ นี่เป็นเรื่องที่ในสังคมนี่มันลำบากเลย ทีนี้ของพวกนี่มันก็เหมือนภาษีน่ะ พวกเรานี่จ่ายภาษีเข้ากองกลาง อย่าว่าแต่ภาษีเลย ค่าแรงงานให้หมดเข้ากองกลางหมด อย่าว่าแต่ภาษีเลย ได้มาแล้วเราก็แบ่งส่วนหนึ่งเท่านี้เปอร์เซนต์ให้แก่กองกลาง คอมมิวนิสต์ก็หักมากหน่อย ประชาธิปไตยก็ไม่หัก มากนัก แต่ทำเป็นแล่นไป ก็มีอัตรากันน่าดู อย่างอเมริกานี่ โอโห ! ภาษีบางอย่าง 90% อะไร อย่างนี้ โอ! หาเงินได้ร้อย หนึ่ง เข้ารัฐบาลเก้าสิบ โอ๊!ภาษีบางอย่าง ภาษีบาง rate ใน อัตราที่เขานั่นน่ะ อย่างพวกดารานี่ โอ้โห!ค่าตัวหรือว่าพวกนัก มวย ไมค์ไทสัน ออกมานี่ค่าตัว ชกหนึ่งครั้งได้ห้าร้อยล้านบาท ดูซิ ค่าตัวมันขนาด ชกหนึ่งครั้งนี่ได้ห้าร้อยล้าน อาตมายังจำได้สมัยก่อนนี้ เคย์นี่ชกทีหนึ่งได้ห้าสิบล้าน อาตมายัง โอ้โห!มันชกอะไรของมันโว้ย ไอ้แคสเซียส เคย์นี่ แค่ไม่กี่...ชกขึ้นเวทีไม่ถึงชั่วโมงนะ เสร็จ ถ้าไม่ตายรอดมาก็ 50 ล้าน ตอนนี้มัน 500 ล้าน หนึ่งชั่วโมงอยู่ในเวทีนี่ชกเสร็จถ้าไม่ตายรอดมาก็ 500 ล้านเหนาะๆรับค่าตัว พวกคุณนี่จะได้มั้ยนี่ เก่งแสนเก่องไปหาเงินชาตินี้ได้ 500 ล้าน นี่เขาครั้งเดียวนะ ไม่ใช่ชาติหนึ่งนะ ครั้งเดียว 500 ล้าน เราทั้งชาตินี่จะได้มั้ย 500 ล้านน่ะ มันเหลือกินเหลือเกิน มันเอาเปรียบเอารัด มันอะไรกันนักกันหนา ไปชกกันให้เอ็งดูแค่นั้นน่ะ เอาไปตั้ง 500 ล้าน นี่มันฉ้อฉลแล้ว มันก็บ้าๆบอๆ ในลักษณะของประเทศไทยนี่ก็ยังมีซับซ้อนพวกนี้ ไอ้เรื่องเอาเปรียบเอารัด ได้เปรียบเอาอะไรมากมาย แล้วก็ไม่เข้าเรื่อง เสร็จแล้วจิตใจนี่ไม่ศึกษาว่า เอ๊!เราจะต้องเอาเปรียบเขา และได้เปรียบอย่างนั้นอย่างนี้ ทีนั้นทีนี้ แบบนั้นแบบนี้ ไม่มีกะจิตกะใจ จิตไม่พัฒนา เป็นอัตตามานะที่เอาเปรียบ อยู่เฉยๆมันง่ายๆนี่แหละ ไม่ต้องไปทำอะไร ไม่มีกระตือรือร้น ไม่รู้สึกกระตื้อกระเตื้องอะไร ใครจะทำอย่างไรเอ็งก็ทำไปเถอะ เสร็จแล้วก็เกี่ยง เรียกอยู่ได้ งานมันจะสำคัญเท่าไหนวะ งานของข้าซิหนัก งานของข้าซิ เอ็งมาทำมั่งซิงานข้านี่ ข้าไม่วางมือไปหาเอ็งหรอก ข้าทำงานนี่ อึ!ใครจะมาทำเท่าข้า จะงานเบางานหนักหรืองานวางได้ หรือไม่พอวางได้ก็แล้วแต่ก็เห็นว่าข้าวางไม่ได้หรอก หรือบางคนน่ะไม่มีอะไรด้วยซ้ำ ไม่ทำอะไรด้วยซ้ำ ไปทำหู ทวนลมเฉย เรียกไป จะโฟนเรียกอย่างไรก็โฟนเรียกไป ได้ยินชัดเจน เรียกตั้งสามครั้งแปดครั้งแน่ะ เสียงนี้จำได้ เสียงเมืองฟ้าสรณีโยเรียก สมภาร ต้อง การแรงงาน มาช่วยหน่อย ต้องการแรงงานด่วน ด่วนก็ด่วนไปซิ สบายๆแล้วฉันน่ะ ฟังดีๆนะ นี่ละมันรู้สึกมันบำเรอใจตัวเองน่ะ เอ๊!เราอยู่ว่างๆ บัดนี้ เวลากำลังล่วงไปๆ กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ปัจเวกขณะพระพุทธเจ้าก็สอนๆๆให้ทบทวน ปัจเวกขณะ ทบทวนเสมอ สำนึกเสมอนะ เวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ กายกรรมวจีกรรม ที่ดีกว่านี้ยังมีอีกนะ ไอ้อยู่เฉยๆนี่กายกรรมวจีกรรมที่ดีแล้วจริงหรือเปล่า ทั้งๆที่ไม่เหนื่อย ทั้งๆที่ไม่ป่วย ทั้งๆที่ไม่ได้มี ภาระกิจอะไร ทั้งๆที่ไม่ยุ่งอะไรหรอกที่จริงน่ะ ไปได้อย่างเร็วไวด้วยซ้ำ แต่มันไม่กระตือรือร้นเลย มันเฉื่อย อย่างนี้ไม่ใช่พุทธจิต ไม่ใช่โลกุตรจิต เป็นจิตโลกันต์ซะด้วยซ้ำ นี่เรามาติดข้องอยู่ตรงนี้ มันซ้อน มันสูงขึ้นแล้วละ จิตมันไม่ใช่จิตมันจะไปคิดชั่วคิดร้ายอะไรหรอก แต่มันไม่เป็นโลกุตรจิตที่แคล่วคล่อง กระปรี้กระเปร่า มีอิทธิบาท เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าอิทธิบาทคือ เครื่องแสดงความเป็นสมณะ จะเป็นสมณะโสดาสกิทาอนาคาอะไรก็แล้วแต่ ยิ่งเรียนรู้แทนที่จะเป็น โสดาสกิทาอนาคา ยิ่งจะมีจิตกระปรี้กระเปร่าคล่องแคล่วขึ้นนะ ยิ่งกลายเป็นเรื่องเฉื่อย มันจะไปมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เป็นเครื่องแสดงตรงไหน มันไม่มี มันไม่สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนในสูตรต่างๆ องค์ธรรมต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี่มันจะสอดคล้องกัน มันจะส่งเสริมกัน มันจะเป็นความจริง เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้ให้ลึกซึ้ง สำนึก ฝึกฝน อบรม คุณฝึกการเป็นคนที่เฉื่อยคุณก็จะได้ความเฉื่อย คุณฝึกตนเป็นคนกระตือรือร้นแคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว มีน้ำจิตน้ำใจ คุณก็จะเป็นคนที่แคล่วคล่องมีน้ำจิตน้ำใจ ฝึกอย่างไรได้อย่างนั้นจริงๆเลย สำนึกแล้วก็ฝึก สำนึกแล้วก็ฝึก อ๋อ!อันนี้เป็นกุศล อันนี้เป็นอกุศล อย่าทำอกุศล อกุศลจิตอย่าสั่งสม สั่งสมกุศลจิต ให้มีคุณค่าให้มีประโยชน์ เพราะฉะนั้นสภาพที่มันซับซ้อน สภาพที่มันลึกซึ้งอยู่พวกนี้นี่ อาตมาว่าจุดพวกที่เรา นอกจากจะเฉื่อยแล้วก็ยังเกี่ยง แล้วก็ออเซาะ เราทำแค่นี้ก็ เหนื่อยแล้ว เราทำแค่นี้ก็พอแล้ว แต่ถ้าเป็นทางโลกนี่ โอ้โห!เวลาหลับไม่มีเวลานอนไม่มี ยิ่งอันไหนมันได้ราคาดี ได้รายได้มามากนี่ โอ้โห!โอเวอร์ไทม์ จะโอเวอร์ไทม์ขนาดไหนก็ทำแล้ว แหม!เอาละมันเหน็ดมันเหนื่อยก็โด๊ป กิน เสพย์ไอ้โน่นไอ้นี่เอา ขนาดยาม้ามาเสพย์ ต้องทำ ต้องปลุกเร้าให้มันตื่น มันจะซึมมันจะเมื่อย ไม่ให้เมื่อย มันจะเพลียไม่ให้เพลีย มันจะง่วงไม่ให้ง่วง มันจะพักไม่ต้องพัก แกต้องทำ เอาเงิน นั่นทางโลกเขาเป็นอย่างนั้น พวกเราไม่ต้องถึงไปกินยาม้าหรอก (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ต้องไปปลุกเร้าถึงขนาดนั้นหรอก ให้สำนึกแล้วก็รู้จริงๆเลยว่า เออ!เราสมควรพักหรือยัง เรายังนะ ยังมี energy ยังมีพลังงาน ยังมีส่วนเหลือ ยังมีอะไรที่...ทั้งโอกาสทั้งกรรมกิริยา ทั้งดูงานแล้ว โอ๊!อันนี้เร่งร้อนนี่ ต้องไปช่วย หรือไม่มีอะไรเรียกก็ตาม ถ้าตราบใดนะสังคม ของพวกเรานี่ไม่ถึงขั้นว่า ไม่ต้องมาโฟนให้มันเสียเหลี่ยม ให้มันเสียสภาพว่า แหม!พวกนี้นี่มัน ดูซิจะทำงานทำไมมันไม่สอดส่อง มันไม่สำเหนียก ไม่มีอะไรกันเลย ตะโกนขายขี้หน้าไม่ผู้ดีเลย ถ้าผู้ดีแล้วไม่ต้องตะโกนหรอก จะรู้เลยว่า โอ!วาระนี้เวลานี้นะ ไปดูซิ ไปสอดส่องดูซิ ท่าต้องการแรงงาน ต้องการกำลังเพื่อว่างานนี้คงถึงเวลาอันนี้แล้ว มีปัญญามีปฏิภาณรู้ว่า โอ๊!ในแวดวงของพวกเรานี่นะ ตอนนี้ขณะนี้มันควรจะมีไอ้นี่แล้ว นี่วันนี้วันที่ 11 แล้ว วันที่ 12,13,14 แล้ว เดี๋ยววันที่ 15 นี่หนังสือต้องออกแล้ว ไปแวะดูซิ หรือตอนนี้มีไอ้โน่นไอ้นี่ โอ๊!ตอนนี้นี่แว่วอะไรนะเสียงโครมคราม เสียงกุ๊งกั๊ง โอ๊!ไอ้นั่นมา ช่วยขนลงนี่ช่วยขนลง ไอ้นี่ของมา ตอนนี้ก้อนเชื้อมาแล้ว ก้อนเชื้อเห็ด ต้องไปช่วยขนลงแล้ว เอ้า!ขอแรงขนก้อนเชื้อหน่อย เรียกเจ็ดทีไปสองคน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ใครก็ขนได้ก้อนเชื้อเบาๆ ไปทำไม เราทำงานอันอื่นสำคัญกว่าเยอะแยะ งานนี้คนอื่นทำไม่ได้เท่าเราหรอก เราทำนี่แหละค่อยๆเกะไป ค่อยๆจิ้มไป ทำไปก็เรียกไปซักเจ็ดทีก็ไปสองคน อะไรอย่างนี้ เราก็บอก เออ!นี่มาแล้วนะนี่ รถนี่มาจอดเอาอะไรมาหว่า ดู ช่วยขนช่วยกันอะไรได้ ซึ่งงานบางอย่างไม่ต้องอาศัยฝีมืออะไรหรอก อาศัยแรงเท่านั้นเอง บางทีก็ช่วยกันคนละไม้ คนละมือนิดๆหน่อยๆมันก็เบา แล้วงานก็เป็นคราวๆเป็นงวดๆเสร็จแล้วก็เสร็จไปอะไร นี่เป็นรูปธรรมง่ายๆ อาจจะมีงานอะไรที่มัน ลึกซึ้งไปอีกก็ตาม ช่วยเป็นไม้เป็นมือ คนละไม้คนละมือ ไอ้โน่นไอ้นี่อะไรต่างๆนานา รับช่วงต่อ ทอดอะไรกัน เรารู้ขณะนี้ขณะนั้น อย่างนั้นอย่างนี้ อย่างตอนนี้นี่งานคดี ต้องเตรียมต้นฉบับ ต้องเตรียมหลักฐาน ต้องเตรียมไอ้โน่นไอ้นี่ ต้องช่วยกันพิมพ์ช่วยกันค้น ช่วยกันอะไรต่ออะไร ทำกันอยู่ในวงที่ทำ หลายคนอาตมาว่าไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เห็นมีอะไร ที่ไหนได้หน้าดำคร่ำเครียด ทำกัน หลักฐานนั่นๆนี่ๆ แพรไพรก็นั่งช่วยตัดต่อวิดีโอทำเสียง นี่ป่วยไปแล้วแพรไพร ป่วยไป ไม่ได้สมบุกสมบันขนาดนั้นก็เลย ทำกันน่ะสองยามตีหนึ่ง ล่อกันไปพอสมควร เอ้า!นี่ได้ข่าวว่าป่วย พึ่งจะตัดต่อ พึ่งจะเสร็จเร่ง แหม!อะไรกันอยู่ พวกเราก็ไม่ได้สำเหนียก ก็ไม่รู้ว่าได้ช่วยได้ทำอะไรหรือไม่ ผู้ใดที่รู้ก็มาช่วยกัน คนที่พอดึงมาใช้มาช่วยได้ก็มาช่วยกัน เตรียมหลักฐาน อย่าง เมื่อคืนก่อนนี้ ก่อนเมื่อวานนี้ไปศษลก็ทำกันอยู่ตั้ง โอ้โห!ต้องซีร็อกต้องจัดข้อมูล หลักฐานไอ้พวก...รวบรวมเอกสารอะไรต่างๆนานากันจนดึกจนดื่นจนอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ว่าจะให้มันเสร็จก็ไม่เสร็จต้องว่ากันต่างๆนานา พวกนี้งานของพวกเราทั้งนั้น มันก็เป็นเรื่องที่พวกเราจะเอามาใช้สำหรับจะพิสูจน์จิตใจของเรา เป็นตัว ที่มันจะต้องทำ มันเป็นเหตุปัจจัยนะ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เราฝึกฝนสัมมาอาชีพนี่แหละ ฝึกฝนสัมมากัมมันตะ ฝึกฝนพวกนี้แหละ กัมมันตะนี่คือการกระทำทั้งหมดจนกระทั่งเป็นอาชีพ อันนี้มันอาจจะไม่ใช่อาชีพของเรา อาชีพที่เราจะต้องมาทำงานจัดสรรเอกสารหรือว่าหลักฐานอะไรต่ออะไรที่จะเอาไปศาล นี่มันไม่ใช่งานอาชีพหรอก เป็นงานจร แต่เป็นเหตุปัจจัย เป็นงานที่มันทำให้เราจะต้อง เออ!...มาเอาใจใส่ มาช่วยกันดูซิ เราจะช่วยอะไรได้คนละไม้คนละมือ เราสำเหนียก เรารู้ เราก็มาช่วยกันทำ ไม่ดูดาย ขวนขวาย กระตือรือร้นมีปฏิภาณ อะไรอย่างนี้เป็นต้น นี่ในแวดวงของพวกเราก็ดี แค่นี้นี่ยังไม่กว้างยังไม่มากนะ ต่อไปงานจะมีมากกว่านี้ จะมีเหตุปัจจัยอะไรมากกว่านี้ ถ้าเราไม่แคล่วคล่องไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ไม่ชำนาญ ไม่มีปฏิภารละเอียดลออมากกว่านี้ ก็ยิ่งจะอืดกว่านี้อีก กลายเป็นถ่วงเป็นหนักไปอะไรต่างๆนานา ทุกวันนี้นี่หลายๆอย่างมันประกอบกันขึ้นมาแล้วจะเห็นได้ ทางงาน ชมร.ก็ดี ก็พูด พูดก็ฟัง บอกไปช่วยกันหน่อยนะ ต้องการแรง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน