380607 ซึ้งซึ้งถึงแก่นสัจจะ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2538
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์50 KB
วันที่แก้ไข7 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

380607 ซึ้งซึ้งถึงแก่นสัจจะ โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก

อบรมครูสุรินทร์

โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2538

ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก

อ.กันทรลักษ์

จ. ศรีสะเกษ

การตั้งจิต คำว่าอธิษฐาน แปลว่าการตั้งจิต หรือตั้งใจ เพราะฉะนั้น ถ้าเราตั้งใจขี้โลภ ถ้าไปขอก็คือขี้โลภ ขอเอาเปรียบด้วย จะลงทุนข้าวทัพพีหนึ่ง ก็ขอสวรรค์ ขอวิมาน ขอถูกหวย นั่นขี้โลภ สั่งสมความขี้โลภใส่จิต ผิดคำอธิษฐานอย่างยิ่ง ไม่ตรง ตั้งจิตไปในทางเลว ตั้งจิตไปในทางต่ำ ตั้งบ่อยๆ ได้บ่อยๆ ตั้งเลวบ่อยๆ ได้เลยบ่อยๆ ได้บาปบ่อยๆ ต้องละโลภ ละโกรธ ละหลง ตั้งจิตที่จะละความโลภ โกรธ หลงนั้นเป็นการตั้งจิตที่ดี จะทำอย่างไร จึงจะละโลภ โกรธ หลง คิดให้เห็นแล้วเราก็ตั้งจิตที่จะทำตนให้ละโลภ โกรธ หลงทุกเมื่อ แม้เราจะตั้งจิตว่าวินาทีต่อไป นาทีต่อไปนี้ หรือวันต่อไปนี้ เราจะกระทำอย่างนี้เป็นกุศล ทำอย่างนี้เป็นความดี ทำอย่างนี้เป็นความเจริญของตนๆของสังคม ของโลก เราตั้งจิตอย่างนี้เป็นการตั้งจิตที่ดี ตั้งบ่อยๆ ระลึกเสมอสำนึกเสมอ แล้วตั้งจิตไปในทางดีเสมอ จะแข็งแรง คนที่ไม่ตั้งจิตเลย ปล่อยตัวตามกิเลส จะตกต่ำ ถูกกิเลสนำพาไปสู่ความตกต่ำเสมอ เพราะฉะนั้น ผู้ใดตั้งจิตเสมอๆ ระลึกรู้ตัวแล้วก็ตั้งจิตให้แข็งแรง มีทิศทาง เดินทางไปสู่ทางเจริญ ทางที่เป็นกุศลเสมอๆ นั่นคือ การตั้งจิต หรือเรียกว่าอธิษฐาน ขอให้ตั้งจิตว่าเราตั้งแต่เช้านี้ ขณะนี้เป็นต้นไป เราจะตั้งจิตสู่ทางดี เรียกว่าสุคโต จงกระทำให้แก่ตนๆเสมอๆ อาจารย์ทั้งหลาย

ก็ยินดีต้อนรับทุกๆท่าน ที่ได้เข้ามาพบกันในที่นี้ บางท่านอาจจะเคยมาแล้ว บางท่านอาจจะพึ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ก็อาจจะแปลก อาจจะมากมายหลายอย่าง ที่จะรู้สึกว่ามันฝืน หรือมันกลับกับความเคย

อ่านต่อ

เราไม่เคยเป็นเช่นนี้ เราไม่เคยกระทำเช่นนี้ โดยเฉพาะความรู้สึก เอ๊ะ! ทำไมจะต้องเป็นเช่นนี้ ทำไมจะ ต้องทำเช่นนี้ ทำไมจะต้องอยู่เช่นนี้ นี่เป็นเรื่องที่ทวนกระแส คำว่าทวนกระแส ภาษาบาลีว่าปฏิโสตัง ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ ถ้าใครเป็นพุทธจะต้องทวนกระแสโลก คนที่ไม่ใช่พุทธ เขาจะเป็นไปตามกระแสโลก กระแสโลกทุกวันนี้ ภาษา อังกฤษว่า GLOBALIZATION ภาษาไทยเขาก็มาแปลกัน ว่าโลกานุวัตร ตอนแรก อาตมาเห็นว่าจริง แปลว่าโลกานุวัตร นั่นก็แปลถูกต้องที่สุด เพราะมันหมุนไปตามโลก และโลกก็พาดิ่งพาต่ำ โลกทุกวันนี้ ดิ่งลงต่ำ คำเสื่อมลงไปทุกวันๆ คนก็เลวลงทุกวันๆ ทุกข์ร้อนมากขึ้นทุกวันๆ โลกพร่องไป โลกหมดไป ดินก็เลวลง น้ำก็เลวลง ลมก็เลวลง ไฟเลวลง อากาศเลวลง จิตวิญญาณ โดยเฉพาะจิตวิญญาณมนุษย์เลวลง เรียกว่า GLOBAOLIZATION หรือโลกานุวัตร หมุนไปสู่ทางต่ำ ความเสื่อม อีกไม่นานก็ถึงโลกบรรลัยกัลป์ หรือโลกแตก โลกฉิบหาย อีกไม่นาน อันนี้ไม่ได้พูดไว้ เดี๋ยวนี้ มีการพยากรณ์ มีการ บอกกระแสของโลกที่มันจะเป็นไป มันเป็นธรรมดาของโลก เกิดขึ้นมาก็อยู่ในสภาพตั้งตัว สร้างตัว ก็หาความเจริญไปตามธรรมชาติ มันก็เจริญขึ้นไปตามธรรมชาติ จนกระทั่งเกิดชีวิตมนุษย์ เมื่อมีมนุษย์แล้วมนุษย์ก็ ตอนแรก เกิดมาด้วยอวิชชา ตอนแรกก็ยังไม่ทำเลวมากนัก ก็พอมีอะไรที่ให้ใช้ให้สอย หรือว่าให้เสพย์ ให้เป็นไปได้พอสมควร มันก็ไม่แย่ง ไม่ชิงกันนัก พอนานๆเข้า ก็แย่งชิงกัน ขี้โลภก็เกิดขึ้นมาก ขึ้นๆ หนักเข้าก็ขี้โกรธ อาฆาต แก้แค้นรุนแรง ทำร้ายกัน นี่เป็น เรื่องวัฏสงสาร ธรรมดาๆ เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของโลกของเอกภพ ประวัติศาสตร์เหล่านี้มีจริง ไม่ได้บันทึกด้วยหลักฐานตัวอักษร หรือว่าหลักฐานสิ่งที่มันเกิดอยู่ จนคนจะค้นรู้ได้ง่ายๆ เป็นต้นว่า มีหลักฐานของบ้านของเมือง มีหลักฐานของวัตถุก่อสร้าง มีหลักฐานของอะไรต่ออะไร ที่มันยังไม่กลายตัวก็ไปค้นพบเอา เช่น ว่าหลักฐานของปราสาท หลักฐานของเมืองเก่าๆ ใต้ทะเล หลักฐานที่จมอยู่ในดินเข้าไปตั้งสิบเมตร ยี่สิบเมตร ร้อยเมตร ซึ่งมันจะกลับเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆในโลกนี้ โลกใบหนึ่งมีอายุตั้งหลายล้านๆๆปี เพราะฉะนั้น กว่าจะแตกนี่ มันจะมียุคสมัย ที่วนเวียนอยู่อย่างนี้นับไม่ถ้วน เราก็ค้นได้ มีหลักฐาน มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่อ่านได้ มันก็รู้ เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ ที่เเอามเรียนกันนี่ เรียนจากหลักฐานที่ค้นได้แล้วก็เอามาประมาณ มาคะเนคำนวณ สันนิษฐานกัน แล้วก็เอามาเรียนเป็นประวัติศาสตร์กันไปอย่างนั้นเอง ความจริงแล้ว มีประวัติศาสตร์จริง และประวัติศาสตร์เก่าแก่กว่านั้น ผู้ที่จะมีความรู้ในการรู้ประวัติศาสตร์ได้เก่าแก่ที่สุด ก็คือพระพุทธเจ้า ที่มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีญาณย้อนทวนอดีต ระลึกไปได้พันชาติแสนชาติ หลายแสนชาติเป็นล้านชาติ แล้วก็รู้สิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีหลักฐานทางวัตถุแล้ว เพราะว่ามันแปรตัวหมดแล้ว เหมือนกับอย่างบ้านกับเมืองเก่าๆที่อยู่ใต้ทะเล อยู่ใต้ดินพวกนี้ มันก็ถูกแปรตัวไปจนไม่เหลือแล้ว วัตถุเหล่านั้น กลายเป็นดิน กลับกลายมาเป็นดินธรรมดานี่ ทั้งๆที่แต่ก่อนนี้มันก็ถูกสร้างเป็นวิหารบ้านเมือง เป็นตึกเป็นราม เป็นอะไรก็แล้วแต่ ตามแต่ยุคสมัยที่เขาจะชอบ แต่พอนานเข้า ล้านปีสองล้านปี มันก็เปลี่ยนไป แม้แต่ทะเลก็ย้าย ภูเขาก็เปลี่ยนอะไรต่างๆนานา พวกนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงไป ทุกอย่างไม่เที่ยง เปลี่ยนแปรไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้น หลักฐานของประวัติศาสตร์ ที่ระลึกได้ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ ลูกศิษย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ศึกษาวิชาการอย่างนี้ ก็สามารถจะระลึกไปได้ด้วยความจริงไม่ใช่ด้นเดา ระลึกผิดก็มี ระลึกปั้นเอาเอง นึกเอาเองก็มี อันนั้นเป็นความไม่จริง แต่ระลึกที่จริงนี้ได้ จะรู้ประวัติศาสตร์ต่างๆ นานา จะรู้ความหมุนเวียนของโลกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวัฏสงสาร หมุนแล้วหมุนเล่า วนไปในวัฏสงสาร เมื่อไม่ปรับจิตใจให้มีความรู้ที่แท้จริง เรียกว่าญาณ หรือปัญญา สามารถหยั่งรู้ความจริงตามความแท้จริง คือจริงที่ถูกๆต้องๆ ความถูกต้องที่แท้จริง ถ้าไม่สามารถรู้สิ่งนี้แล้ว เราก็จะหลงอยู่ในโลก หมุนเวียนอยู่ในโลก งมงาย ถูกโลกผลักเบนไป เสพย์ติดอยู่กับโลกนี่แหละ เวียนเกิดเวียนตายอยู่ชาติแล้วชาติเล่า ได้เกิดมาเป็นคนก็พอมีบุญ มีกุศลบ้างเล็กน้อย บางคนมีบาปจัดเหมือนกัน เกิดมาเป็นคนนี่ ไปเกิดเป็นหมาซ่ะดีกว่า เพราะหมาบางตัวนี่ไม่ทุกข์ร้อนอะไรมากนัก ไม่เดือดร้อนอะไร แม้แต่หากิน มันยังไม่ต้องหากินเลย คนหาให้มันกินเสร็จ หมด คนแต่งตัวให้มันเสร็จเรียบร้อยหมด ที่หลับที่นอน คนปูให้มันหมด หมาบางตัวนะ เพราะฉะนั้น คนบางคนนี่ทรมานทารุณ ยิ่งกว่าหมาซักตัวหนึ่ง นี่อาตมาไม่ได้พูดเล่น อาตมาพูดจริงนะ เพราะฉะนั้น คนบางคนเกิดมาเป็นคนนี่ คือตกนรกยิ่งกว่าหมาตัวหนึ่ง หมาตัวหนึ่ง เกิดมามันไม่ได้ตกนรกเท่ากับ คนบางคน ทุกข์ทรมานโหดร้าย รับวิบากมากมายจนกว่าจะตาย บางคนตายทุเรศทุรังการ ยิ่งกว่าหมาด้วย หมาซักตัวหนึ่ง บางตัวนี่ คุณลองระลึกเอา ดีไม่ดีคุณบางคนอาจจะมีหมาสักตัวหนึ่งที่คุณเลี้ยงดูมันจนมันตายคามือ แล้วมันอยู่ด้วยดีด้วย เหมือนหมาตัวนั้นขึ้นสวรรค์ จริงๆมันขึ้นสวรรค์ มันไม่มีวิบากเท่ากับตัวคุณ หรือว่าตัวบางคนที่ทรมานทุกข์ร้อน สิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้ไปกำหนดเอาเอง แต่มันเป็นไปตามวิถีของวัฏสงสาร โลกเขาถึงเชื่อว่ามีพรหมลิขิต โลกเชื่อว่ามีพระเจ้าบันดาลให้เป็น แต่ศาสนาพุทธเราก็ไม่ได้หมายความว่า ปฏิเสธพรหมลิขิต ไม่ได้ปฏิเสธว่ามีอำนาจสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าพรหมลิขิต สำคัญกว่าอำนาจอะไร พิเศษก็คือ กรรม หรือวิบากของมนุษย์ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรม เรื่องวิบาก แล้วจะให้เรียนรู้กรรมและวิบาก นี่แหละเป็นเรื่องจริง กัมมสัทธา วิปากสัทธา กัมมัสสกตาสัทธา ตถาคตโพธิสัทธา ศรัทธาก็คือ เชื่อถือ เชื่อถือกรรม เชื่อถือวิบาก เชื่อถือว่ากรรมเป็นของของตน เชื่อถือความตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า ตถาคตโพธิสัทธา ศาสนาพุทธ สอนให้เห็น และเชื่อ ไม่บังคับ ผู้ใดเห็นจริง มีจริง ก็เชื่อของตนเอง ไม่ได้ไปบังคับให้เชื่อ คนเราบังคับความเชื่อไม่ได้ ข้างนอกอาจจะยอม แต่ใจจริงๆ แล้วไม่มีทางบังคับได้ ใจของใครใจของมัน จะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็เรื่องของตน บังคับกันไม่ได้ เรื่องความเชื่อ เพราะฉะนั้น ผู้จะเชื่อนั้นเชื่อ เพราะได้พิสูจน์ เชื่อเพราะเห็นจริง เชื่อเพราะเกิดญาณปัญญา ถ้าเชื่ออย่างไม่มีญาณปัญญาก็คือเชื่องมงาย ถูกเขาหลอก ถูกเขาพาเป็นพาไป ถูกเขาบอกว่า ไปกินเหล้านี่แหละเป็นการแก้ความทุกข์ แล้วจะเป็นสุข ก็ไปเป็นตามเขา ตัวอยู่ดีๆ กินมากเข้าก็เหมือนหมู เหมือนหมา เดินก็ไม่ถูกทาง อะไรก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าเมาหนักๆ บางคนก็คงจะเคยเห็นเคยรู้ แล้วก็ทำอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้เป็นผู้เป็นคนที่ดีอะไรเลย นึกว่ามันเป็นรสอร่อย นึกว่าเป็นการแก้ทุกข์ แม้แต่ที่สุด ไปเอายาอะไร มากินแล้วก็ให้มันคุมประสาท กดประสาทของเรา ก็นึกว่าแก้ทุกข์ มันไม่ได้แก้ มันไม่ได้รู้ความจริงอะไร มันก็กดประสาทไปได้ชั่วคราว ดีไม่ดี ก็นอนหลับไป ก็หายไป ลืมไปได้ชั่วคราว นี่เป็นการแก้ทุกข์อย่างผิดๆ แก้ทุกข์อย่างไม่มีทางสำเร็จ มีแต่จะติดสิ่งที่เอามาแก้นั้น หนักหน้ายิ่งขึ้น แล้วก็พาชั่วพาต่ำลงไปทุกทีๆ จิตที่มีกิเลสอยู่ในจิต จิตกับกิเลสนี่ เหมือนตัวเดียวกัน แต่ความจริง กิเลสมันไม่ใช่ตัวเดียวของจิต เพราะว่าพิสูจน์ พระพุทธเจ้าพาพิสูจน์ ฆ่ากิเลสนั้นตายได้ ยิ่งฆ่ากิเลสตายจิตยิ่งบริสุทธิ์ จิตยิ่งฉลาด จิตยิ่งรู้ความจริงตามความเป็นจริง จิตยิ่งมีญาณมีปัญญา จิตยิ่งเบายิ่งสะดวก ยิ่งว่าง ยิ่งโปร่ง ยิ่งเป็นความสุขที่วิเศษ เรียกว่าวูปสโมสุข เป็นสุขที่ไม่ใช่ว่าสุขอย่างโลกีย์ อย่างโลกีย์นี่อยากได้อะไร พอได้อะไรมาสมใจ ก็สุขเรียกว่าโลกียสุข หรือสุขัลลิกะ สุขอย่างหลอกๆ อาตมาแปลว่าสุขตอแหล อยากได้เงินได้ทองมากๆ ก็ไปหาวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัดเขา แล้วก็ได้เงินได้ทองมามากๆ สมใจก็ดีใจเป็นสุข สุขอย่างนี้แหละ เรียกว่าสุขัลลิกะ สุขตอแหล สุขหลอกๆ ไม่จริง เป็นเรื่องไม่จริง ฟังดีๆ จะเข้าใจแล้วก็ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ในกระแสของโลก ที่เป็นโลกานุวัตร นี่มันจะพาไปอย่างที่ว่า เออ เราได้เงินมากๆ นี่ดี ยิ่งมีความเฉลียวฉลาด เฉลียวฉลาด ตัวนี้ภาษาบาลีเรียกว่าเฉโก หรือเฉกะ หรือเฉกตา แปลว่าฉลาด แต่ฉลาดอันนี้ ฉลาดได้บาป ฉลาดเลว ฉลาดโกง ฉลาดเอาเปรียบเอารัด ทุกวันนี้ ทุกที่ทุกแห่งทั่วโลก อาตมากล่าวว่าทุกที่ อาจจะมีที่ยกเว้นบ้างก็คือที่นี่ ยกเว้นบ้างว่าไม่ได้สอนให้เราไปเอาเปรียบใคร ไม่ได้สอนให้ไปฉลาดโกง ไม่ได้สอนให้ฉลาดแบบเฉกตา หรือเฉโก แต่สอนให้ฉลาดอย่างมีปัญญา ปัญญานี่เป็นความฉลาดที่ต่างกับเฉโก แต่คนไม่ยอมรับว่าเราเฉโก ทั้งๆที่สอนเฉโกกันทั่วโลก มหาวิทยาลัยทุกแห่ง สอนเฉโกทั้งสิ้น การศึกษาจึงล้ม เหลว เพราะว่าสอนให้คนไปแย่งเอาเปรียบ สอนให้คนมีความสามารถมาก สอนให้คนมีความฉลาดแบบเฉโกนั่นแหละ มีความฉลาดมากๆ เมื่อฉลาดมาก ก็ไปได้เปรียบเขา ไปเอาเปรียบเขา สอนให้มีความสามารถมากก็เอาความสามารถไปเอาเปรียบเขา เพราะเราสามารถมากกว่าเขา เป็นอย่างนี้ทั่วโลก เพราะฉะนั้น สอบแข่งขันกัน แย่งชิง จะเก่ง จะดี จะ สามารถอะไร ก็ล้วนแล้วแต่จะมีความเก่ง ความดี ความสามารถ เพื่อไปให้ได้เงินเดือนมากๆ ให้ได้ตำแหน่งสูงๆ ให้ได้เปรียบมากๆ ที่ไหนได้เปรียบน้อยไม่เอา เอาที่ได้เปรียบมากๆ นี้คือความจริง คุณเถียงไม่ได้ นี่คือความเลวของโลก คือโลกานุวัตร แล้วเป็นอย่างนี้ทั่วโลก ไม่ได้เป็นในประเทศไทยอย่างเดียว ระบบทุนนิยม หรือระบบที่จะเอาเปรียบ เอารัดแบบนี้น่ะ เป็นระบบที่ทำลายโลก ทำลายสังคม โลกอยู่ไม่ได้ ทุกวันนี้เดือดร้อนขึ้นไปทุกวัน มันค่อยๆ เดือดร้อนขึ้นมาแล้วก็มีอัตราการก้าวหน้าในความเดือดร้อนมามากขึ้นๆ จนเห็นได้ชัด ถ้าคนมีดวงตา มีปัญญา คนไม่เชื่อว่า เราอยู่ในโลกนี้ อย่างขาดทุน หรือ อยู่อย่างเสียสละนั้นจะอยู่ได้ แต่อาตมาขอยืนยันว่า พระพุทธเจ้าพาเสียสละ พาไม่เอาเปรียบ พาอยู่อย่างเป็นผู้ยอม เป็นผู้ที่เสีย เสียสละไม่ใช่เสียหายนะ ไม่ใช่เสียแบบเสียหาย เสียอย่างเลวทราม ไม่ใช่ แต่เป็นความดี เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ที่ยอมแพ้ เป็นผู้ที่เหมือนกับผู้รับใช้เขา แต่ในโลกเขาก็รู้ว่าคนใดเป็นผู้รับใช้สังคม เป็นผู้รับใช้ผู้อื่นคือความดี นั่นเป็นภาษาหลอกที่คนเขาใช้ ตอนนี้กำลังยุคหาเสียง จะได้ยินทั่วบ้านทั่วเมืองเลยตอนนี้ เอ้า! เชิญเลือกผมเข้าไปรับใช้ท่านเถอะ โกหก ตอแหล เลือกผมไปเอาเปรียบทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น เลือกผู้ใดได้ขึ้นไปก็ไป เอาเปรียบมนุษย์ทั้งนั้นนะ ไม่ได้เป็นผู้รับใช้ ขอยืนยัน ตั้งแต่เริ่มต้น เงินเดือนก็เอาเปรียบแล้ว เงินเดือนร่วมแสนแน่ะ ส.ส. แล้วทำงานมันคุ้มกับเงินเดือน ร่วมแสนมั้ย ขยับมือทีก้าวทีคิดราคาไปดูซิ วันๆหนึ่ง 24 ชั่วโมง ทำงานเท่าไหร่ แล้วค่าราคาแรงงานเท่านั้น มีประสิทธิภาพถึงขนาดมาหารเงินเดือนที่ร่วมแสนนั่นแน่ะ มันคุ้มมั้ย กับพวกคุณทำนี่ ใครทำหนักกว่ากัน แล้วคุณทำน่ะ คุณเสียสละให้เขา หรือเขาทำเพื่อของเขา อัตราการฉ้อฉลอย่างนี้อยู่ในสังคมมีมาก ข้าราชการการเมืองนี่ อัตราการเมืองนี่ ราคาฉ้อฉลนี่ ที่เอาเปรียบเอารัดมากที่สุด บาปหนา คนเอาเปรียบนี่เป็นบาป คนเสียสละเป็นบุญ ใครจะเถียงเถียงมา (คนฟังหัวเราะ) เอ้า! เถียงมาซิ เอาเปรียบนี่ มันเป็นบาป เอ้า! เถียงมา

คนฟัง : ผมอยากให้หลักธรรมะนี่ได้สรุปว่าพวกเอาเปรียบ มันเป็นบาป

พ่อท่าน : เอ้า! ก็พูด พูดอยู่แล้วไง

คนฟัง : แต่บาปที่มันเห็นอยู่วันนี้นี่ ผมอยากจะเห็นทันตา

พ่อท่าน : ไอ้ทันตานี่ มันก็เห็น ถ้าคุณมีดวงตา มีปัญญา เอาตรงนี้นะ ฟังดีๆนะ คนเข้าใจกรรมไม่ได้ ฟังดีๆนะ อาตมาอาจจะเปรียบเทียบต่ำหน่อย หยาบหน่อย แต่มันจะเห็นชัด คนไปสอนหมานี่นะ เขาก็สอนหมาให้หมามันยกมือไหว้ เออ หมามันก็ทำ มันก็หัด หัดยกตามที่คนสอนมัน มันก็หัด ทีนี้ คนสอนหมานี่ ก็ให้รางวัลหมา พอมันทำอย่างนี้ ก็เออ ชมเชยมัน นอกจากชมเชยแล้วยังมีเบี้ยจ้าง บางทีก็ให้อาหาร หรือ ให้ของอร่อย ให้มัน เออ เหมือนสอนลิง สอนหมา หรือสอนเป็ด สอนไก่นี่ สอนแล้วจะให้อะไรให้มันกิน มันก็ได้เหยื่อ นั่นเรียกว่าอามิส เหยื่อล่อ พอสอนมันก็ทำตาม เพราะมันอยากได้เหยื่อ มันก็ได้เหยื่อ พอทำอย่างนี้ มันก็ทำตามตาม ให้สัญญาณอย่างไร มันก็ทำ หมาก็ไหว้ ลิงก็ทำตาม คนที่สอนลิงนะ ไก่ก็สอน มันจิกอย่างนี้ ทำอย่างนี้ ไก่มันก็ทำตามอะไรก็แล้วแต่ แล้วมันก็ มันทำ เพื่ออามิส นั่นคือเดรัจฉาน ฟันนะ คนนี่เหมือนเดรัจฉานตรงนี้ คนที่โง่นะ สอนหัดให้มันทำอย่างนี้มันก็ฝึกทำ แล้วมันก็ได้อามิส คือ ได้เหยื่อล่อ คนก็นึกว่าเหยื่อล่อ นี่คือผลได้ ถ้าเราทำอย่างนี้ เราจะได้เงินเดือน เราจะได้ลาภ เราจะได้ยศ เราจะได้สรรเสริญ นี่คืออามิส คือเครื่องล่อ คนก็ไปหลงเครื่องล่อ ว่านี่คือสิ่งที่ได้ดี ทำแล้วได้เงินนี่คือดี ความจริงแล้ว หมามันหัดอย่างนี้ มันได้อามิส หรือมันได้ความเป็น ไหว้ก็เป็น ทำอย่างนี้ก็เป็น หมามันได้ตรงไหน หมามันได้ดีตรงที่มันไหว้เป็น หรือมันได้ไอ้เหยื่อล่อ อ้าว! คิดให้ชัดมันได้ที่ได้เหยื่อล่อ หรือมันได้ผลที่คนเอาให้มันกิน ให้มันน่ะ มันได้อามิส หรือมันได้พฤติกรรมที่มันทำ มันได้อะไร? มันได้ทั้งสองอย่าง แต่ ได้จริงๆ มันได้อะไรกันแน่ มันได้ที่ตัวมันอะไรแน่ๆ มันได้อะไร? มันได้เหยื่อล่อ หรือมันได้ที่มันฝึก? มันได้ที่มันฝึก ยิ่งกว่าได้เหยื่อล่อ เพราะสิ่งที่จะติดตัวมันก็คือ ตัวที่มันฝึก นั่นคือกรรม นั่นคือการกระทำ ได้กรรม ฟังกรรมให้ดีนะ เพราะฉะนั้น คนที่บอกว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่เข้าใจแล้ว นึกว่าทำดีได้เงิน ได้เยื่อล่อนี่คือดี อันนั้นเป็นความเข้าใจเพี้ยน คนเข้าใจไม่ถูกสัจจะ คนไปปล้น ปล้นนี่ คือกรรม การปล้น แล้วเขาก็ได้เงิน คนก็ไปมองการปล้นนี่ว่าได้เงินนี่คือดี คนไปคอรัปชั่น ข้าราชการเลียแข้งเลียขา เป็นกรรมชั่วใช่มั้ย แล้วก็ได้ขั้นได้ยศ ไปถือว่าขั้นว่ายศดี แต่ไอ้การเลียแข้งเลียขายิ่งเลียเลวทรามต่ำช้าเท่าไหร่ เขาก็ได้กรรมเลีย ฟังคำว่าเลียตัวนี้ให้ได้แล้วกัน เขาฝึกเท่าไหร่ เขาก็ชำนาญกรรมเลียมากเท่านั้น เขาทำหยาบคาย เขาทำน่าเกลียดเท่าไหร่ เขาก็ได้อันนั้น แต่เขาได้ยศ คนไปมองเพี้นนว่ายศก็คือได้ดี ฟังดีๆนะ นี่คือความเพี้ยนของคนที่ไม่ตรง จริงๆ เขาได้ความเคยชินหรือกรรมนั้น คนไปปล้นได้ เงินได้ทองมาด้วย แต่เขาได้กรรม อันคือ ปล้นมาด้วย เขาได้สองอย่างนะ เมื่อกี้พูดแล้ว หมามันก็ได้ทั้งไอ้ที่มันหัด ได้ทั้งอามิสที่เขาให้มัน ไปปล้นมาคุณได้เงิน กับกรรมที่คุณปล้น ถามว่าสิ่งที่คุณได้จริงๆคุณตายไปนี่ คุณตายจากเงิน แต่คุณไม่ตายจากกรรม กรรม หรือวิบาก ได้ไปก็คือ คุณได้ชั่วปล้นตัวนี้ แม้แต่คุณยังไม่ตาย คุณก็ได้ปล้นตัวนี้ ต้องปิดบัง การยิ่งปิดบัง คุณปล้นเขา หรือคุณคอร์รัปชั่นเขาคุณต้องคอยอำพรางปิดบัง กรรมที่คุณคอยอำพรางไปตลอดกว่าจะตายนี่ คุณก็ทำกรรมปิดบังเขาอยู่ตลอดเวลา การปิดบัง หรือการกระทำที่คุณไม่ให้คนอื่นรู้นี่คือ โกหกใช่มั้ย ความจริง คุณปล้นเขาคุณคอร์รัปชั่นเขา คุณทำผิดเขา พอเขาจะมาท่าทางยังไง คุณก็ต้องบังอยู่เรื่อย ปิดอยู่เรื่อย ทำอยู่เรื่อย คุณทำอยู่ตลอดเวลา กว่าจะตาย คุณก็สั่งสมกรรมซ้ำๆๆ คือกรรมทำชั่วแล้วก็ปิดบังชั่ว ฟังให้ชัดนะ กรรมชั่วนี่ คุณทำแล้ว ปิดบังชั่วนี่ คุณทำอีก วันแล้ววันเล่าๆ อย่าให้เขารู้กูชั่วนะ อย่าให้เขารู้กูชั่วนะ คุณสั่งสมกรรมไปอีกเท่าไหร่ กว่าจะตาย นี่คือกรรม ที่เห็นปัจจุบัน คุณฟังชัดมั้ย คุณได้เงินจริง แต่เงินน่ะ เวลาตายเขาเอาใส่ปากซักเหรียญหนึ่งบาทหนึ่ง คุณปล้นมา ปล้นมา หรือคอร์รัปชั่นมาห้าร้อยล้าน เขาเอาใส่ปากคุณไปเหรียญหนึ่ง ตายแล้วเอาไปได้มั้ย? เผาเสร็จ ไปเขี่ยที่กองฟอน ถ้าเป็นเงินละลายเป็นก้อน มันก็ละลายอยู่ตรงนั้นน่ะ สมัยก่อน ปราชญ์ หรือว่าคนฉลาด สมัยก่อน พิสูจน์ให้เอาเงินใส่ปาก ปากฝีว่างั้น ปากคนตาย เสร็จแล้วก็เผา พอเผาเสร็จ แล้วก็ไป พิสูจน์ซิ เอ้า! พอเผาเสร็จ กองฟอนก็ไปคุ้ยหากัน ใครหาได้ นี่ไง นี่ไง? ละลายอยู่นี่ เอาไปไม่ได้ซักกะบาทเดียว คุณเอาไปได้มั้ย? มันไม่จริงเลย คุณไม่ได้อามิส คุณไม่ได้สิ่งเหล่านั้นจริง แต่จริงสิ่งที่คุณได้คือกรรม คือการกระทำ เพราะฉะนั้น คุณจะฝึกจะหัดอยู่ตลอดเวลา คุณหัดกินเหล้า คุณก็ได้กรรมกินเหล้า คุณหัดสูบบุหรี่ คุณก็ได้กรรมสูบบุหรี่ คุณติดสิ่งเหล่านั้น มันไม่ได้ติดชาติเดียวนะ อาตมาเกิดมาชาตินี้ อาตมาหัดสูบบุหรี่ สูบยังไง ก็ไม่ติด ตั้งแต่เป็นหนุ่ม อาตมายังเคยเลยนะ บอก เอ๊! ทำไมมันสูบยังไงวะ อาตมาก็แอ๊ค เพื่อนมันก็บอก เอ๊ย! อย่าไปทำเลย มันไม่ครือ ทำยังไง มันก็ไม่ครือ มันก็ว่า อาตมาก็บอก เอ๊! ทำไมเราทำไม่ได้ มันไม่แมนเลยว่ะเรานี่ อาตมาหาเงินได้มาก อาตมาก็พยายามหัดฝึก หัดสูบบุหรี่ เขาบอกว่า เฮ้ย! สูบบุหรี่นี่ ไปสูบบุหรี่ใน มันไม่ติดหรอก ต้องซื้อบุหรี่นอกมาสูบ เอา ซื้อบุหรี่นอก ก็ซื้อบุหรี่นอก เอ้า! แพงกว่า ฉิบหายมากกว่าเอา หัด มันก็ไม่เคยติด แต่สูบได้ แอ๊คได้นะ สูบได้ แต่สูบมากไม่ไหวหรอก มึนหัว ก็สูบได้ แอ๊คไป อันนี้ก็คือ ชาติเก่าอาตมาตั้งแต่ปางไหนๆ มา สั่งสมมาแล้วว่าอาตมาล้างละแล้ว มันรู้ความจริงแล้วว่า มันสิ่งไม่ดี ไม่ควรติด แล้วก็มีทุกอย่ ทั้งวิญญาณ และยีนส์ที่อาตมาจะมาเกิดทั้งประสาท ทั้งยีนส์ มันมีทั้งรูปและนาม ยีนส์นี่คือรูป จิตวิญญาณ คือนาม มันไม่ติด ทำยังไงก็ไม่ติด อาตมากินเหล้านะ อาตมากินเหล้าเป็น กินเบียร์ไม่เป็น แรกๆนะ แรกที่สุด หัดกินเหล้า ก็เลย เออ กินเหล้าเป็น แต่ก็ไม่เก่ง กินก็ไม่เก่งเท่าไหร่หรอก แต่ก็กินกับเขา เมาดิบได้อย่างเขาไม่มีปัญหา กิน มาหัดกินเบียร์ นี่โอ้โฮ! ขายขี้หน้าเพื่อนว่าเบียร์ไม่กิน มันรสไม่เหมือนเหล้านะ ไอ้เบียร์กับเหล้ามันไม่เหมือนกัน มันขม ไอ้เบียร์น่ะ มันขม กินไม่เป็น ต้องมาหัดกินเบียร์ ตั้งเป็นนานนะ ค่อยๆซื้อ เข้าไปแช่ไว้ในบ้าน หัดกินดู จนกระทั่ง กินหมดขวดได้ ถึงค่อยมาแอ๊คกับเพื่อน นั่งโต๊ะกินเบียร์กับเพื่อน จนตอนหลัง ก็กินได้ทั้งเบียร์ทั้งเหล้า กินฉิบหายนะ นั่งกินเบียร์ซดกันไป กินเหล้าก็ซดกันไป กินเหล้าก็ซดกันไปเท่านั้น ก็ได้สิ่งนี้ แต่ว่าอาตมาไม่ติด ไอ้ความไม่ติดนี่ มันเป็นบุญบารมีของอาตมา แต่พวกคุณ นั่นน่ะกินเข้าไปขวดเดียว ก็ติดแล้ว ไม่หัดยากเลย มันติดซ่ะก่อน ดูเหมือนมันจะติดตั้งแต่ออก (คนฟังหัวเราะ) พอแตะเข้าปั๊บ ติดเลย นั่นคือคุณ ไม่ได้สร้างกรรมไว้ คุณไม่ได้สร้างกรรมละลดหน่ายคาย คุณไม่ได้สร้างกรรมนี้มาเก่าอันนี้ไม่ใช่ชาติเดียวข้ามชาติ เรื่องผู้หญิง ผู้ชายเหมือนกัน อาตมาเคยน้อยใจ เอ๊!ทำไม นะเราจีบผู้หญิงไม่เก่งกับเขา ก็หัดจีบจนเป็นเหมือนกับไอ้หนุ่มไก่แจ้ แต่จีบไม่เก่งเหมือนเขา เขามาคุ้ยฟุ้งอย่างโน้นอย่างนี้ แหม เก่งอย่างโน้นอย่างนี้ ไอ้เราก็ เอ๊! เราทำไมนะ เราก็ว่าหน้าตาเราก็ไม่เลวน้า อะไรหลายๆอย่าง เราก็ไม่เคยด้อยอะไรกับเขานะ แต่ก็จีบไม่เหมือนเขา เขามาพูดนี่ แหม รู้สึกว่ามัน อื้อฮือ! เชี่ยวชาญช่ำชอง คนที่เขายกย่องนับถือกันน่ะ ฝีมือไอ้คนนี้จีบเก่งอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่เก่งเป็นเจ้าชู้ไก่แจ้ไปอย่างนั้นแน่ะ ไม่เก่ง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เรื่องผู้หญิง เรื่องโน่น เรื่องนี่ แม้แต่ไปเที่ยว พูดให้ฟังมากๆหน่อยๆ พาดึงกันไปเที่ยวซ่อง อาตมาก็ถูกเพื่อนฝูงดึงไป ไอ้ไปเองนะ ไม่ได้เคยอยากไปหรอก ไปก็ แหม สะทกสะท้าน ไปเพื่อนมันพาขึ้นซ่อง ไป ไม่กล้า ไม่กล้า สะอิดสะเอียน นั่นเป็นเรื่องของอาตมา เพราะฉะนั้น ในชีวิต นี้เคยเหยียบซ่อง แต่ไม่เคยไปละเมิดอะไรในซ่องเลย มีแต่ไปแอบดูเขา (คนฟังหัวเราะ) มันรังเกียจจริงๆนะ จิตใจนี่มัน โอ้โฮ! สะอิดสะเอียน ทำไมมันทำลงว้า แล้วก็มันก็ของสกปรก มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นี่เป็นเรื่องที่เลือดที่เนื้อวิญญาณมันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้แกล้ง เอ๊! ทำไมเพื่อนมัน โอ้โฮ! มันไม่กลัว มันไม่เกรง มันไม่อาย มันไม่นึกรังเกียจอะไรต่ออะไร ก็เห็นก็อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีใครสอน ไม่มีใครสร้าง ไม่มีใครมาทำให้ เป็นมาเช่นนั้น นี่คือ การสั่งสมกรรม เพราะฉะนั้น ใครสั่งสมกรรมดี จะมีความรู้สึกดี ใครสั่งสมกรรมชั่วจะมีความรู้สึกชั่วเหมือนธรรมดา ชั่วนี่เหมือนมันธรรมดา ดีไม่ดีเข้าใจผิดด้วยว่า ชั่วเหมือนดี จึงเรียกว่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นความดำเป็นขาว เห็นความผิดเป็นถูก เพราะฉะนั้น ถ้าใครไปสั่งสมความรู้สึกอย่างใด มันก็จะเป็นความรู้สึกที่กลับกัน จึงเรียกว่า ทวนกระแส กลับกันเห็นโลกีย์เห็นโลกเป็นดี เห็นโลกุตระเป็นเรื่องร้าย นี่มาอดมาลดมาละ อย่างพวกเรามาฝึกฝนแล้วนี่ เอ๊!มันทำไมมันมาอยู่ธรรมดา หลายๆผู้หลายๆคน คงจะพอได้ยินแล้วนี่ แต่ก่อนก็มีเงินมีทอง แต่ก่อนก็มีหลักมีฐาน ทำงานทำการก้าวหน้าเจริญดี แต่ก็ทิ้งมา โง่ตาย สองหมื่นแล้ว ในขณะที่นายกฯมีรายได้เงินเดือนๆละ 12,000 บาท ก็เป็นคนหนุ่มที่อายุยี่สิบสาม ที่ประสบผลสำเร็จ ที่ประสบผลสำเร็จมาก ก็เพราะว่า อาตมาเป็นคนที่ไม่ได้เป็นคน พ่อไม่ได้รวย พ่อไม่ได้ไปมีอิทธิพลอะไร ตัวเองสู้มาด้วยสองมือ เรียนก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร อาตมาเรียนไม่จบปริญญา เรียนแค่เทียบแล้วก็อนุปริญญาเท่านั้น เสร็จแล้ว ก็ไม่มีโอกาสได้เรียน เพราะว่าพ่อแม่จน พ่อแม่ตาย พ่อแม่ไม่มี อาตมาเป็นพี่คนโต ต้องเลี้ยงน้องตั้งหกคน น้องก็ส่งเสียเรียน พอจบออกมาก็ต้อง เลี้ยงน้องส่งเสียเล่าเรียน ส่งเสียให้น้อง ก็เหมือนกับเลี้ยงน้องนี่นะ มันทรมานยิ่งกว่าเลี้ยงลูก เพราะลูกนี่ยังมีเวลาเลี้ยงมันตั้งแต่เล็กๆมา แล้วก็มีเวลาตั้งตัว พ่อแม่มีเวลาตั้งตัว ตั้งหลักตั้งฐาน อาตมาเป็นพี่ นี่ไม่มีเวลาตั้งหลักเลย พอเรียนจบ ก็เลี้ยงน้อง น้องมันก็จะมาเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ตัวเองยังไม่ทันตั้งหลักฐานเลย ก็ต้องเลี้ยงน้อง แล้วไม่ใช่คนเดียวด้วย เรียนทุกคน ทั้งกินทั้งใช้ทุกคน เพราะฉะนั้น พี่เลี้ยงน้องนี่ ทรมานกว่าพ่อแม่เลี้ยงน้อง เพราะพ่อแม่ ยังมีเวลาตั้งหลักกว่าเด็กมันจะโต แต่พี่นี่ มันโตมาแล้ว โตมาไล่ๆกันแล้ว แล้วเราก็ต้องเลี้ยงมัน เหมือนลูกเหมือนกัน แต่อาตมาก็เลี้ยง เลี้ยงในฐานะที่ขณะนั้นอย่างนั้นน่ะ อาตมาทำงานตั้งแต่เรียน เรียนก็หาเงินเรียนเอง หาเงินเรียน สู้มาจนกระทั่งเรียนจบ เรียนจบก็รับเละเลย น้องก็มา ก็ต้องดูแลหมด ส่งเสียหมด เอ้า!มันจะเรียน เรียนไป ใครอยากได้ บางคนเรียนจบสามปริญญาก็เรียน ใครอยากได้เท่าไหร่เรียนไป บางคนเรียนเมืองนอก สอบเอ็นทรานซ์ไม่ได้ ขอไปเรียนเมืองนอกเอ้า!ส่งไปเมืองนอก เอ็นทรานซ์ เมืองไทยไม่ได้ ก็ต้องส่งมันไปเรียนเมืองนอก (พ่อท่านหัวเราะ) ไปเรียนอเมริกา เอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน