380702 อุปสรรคทดสอบประสิทธิภาพชาวอโศก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
380702 อุปสรรคทดสอบประสิทธิภาพชาวอโศก โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก
ธรรมะก่อนฉัน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2538 ญาติโยมทั้งหลาย วันนี้ ก็คงจะต้องเทศน์ถึงเรื่องของเหตุการณ์ปัจจุบันนี้จริงๆ ก็คือเรื่องของประเทศ ประเทศไทยกำลังจะคัดเลือกตัวแทนของเรา อาตมาเรียกให้ชัดขึ้นไปอีกว่าเป็ตัวแทนของเรา ก่อนจะพูดถึงเรื่องตัวแทนของเรา ก็พูดถึงเรื่องว่า พระนี่ถูกกีดกันไม่ให้พูดเกี่ยวข้องเกี่ยวแวะไปถึงเรื่องการประชาชนที่จะต้องเลือกตัวแทนของเราก็ดี หรือว่าเรื่องเกี่ยวกับคำว่าการเมืองก็ดี พระถูกกีดกันออกไปอย่างมากที่สุด พระที่ถูกกีดกันไม่ให้พูดถึงเรื่องของสาธารณะ โดยเฉพาะเรื่องของสังคมมนุษย์ชาตินี่ ความที่ว่าพระถูกกีดกันไม่ให้พูดนี่เป็นเรื่องเลวร้าย คนกีดกันเป็นคนบาป เพราอะไร อาตมาถึงพูดเช่นนั้น ก็เพราะว่า ผู้ที่จะพูดถึงเรื่องสังคม พูดถึงเรื่องของหน้าที่ ของเรื่องคุณค่าคุณธรรม พูดถึงเรื่องของความสุจริต พูดถึงเรื่องของความควร หรือ ไม่ควรนั้นน่ะ ก็คือ ผู้ที่จะต้องมีภูมิปัญญาที่สุจริต หรือเฉลียวฉลาดที่จะรู้ทุกข์รู้สุขของมนุษยชาติ รู้ของผู้อื่น หรือสรุปง่ายๆ คือเป็นผู้ที่มีกิเลสน้อย มีความเห็นแก่ตัวน้อย มีความเข้าใจผู้อื่นมาก เห็นแก่ผู้อื่นมากๆ ผู้นั้นควรพูดถึงเรื่องส่วนรวมสาธารณะ เรื่องของสังคม มนุษยชาติ เรื่องของประโยชน์ของส่วนรวม ใครล่ะจะมีความเหมาะสมเท่ากับพระ ไม่มีใครเหมาะสมเท่ากับพระ เพราะฉะนั้น เมื่อความเห็นของสังคมส่วนใหญ่ ออกกฎห้าม ผู้ที่เหมาะสมจะพูดไม่ให้พูด ก็คือสังคมโง่ สังคมไม่พัฒนา สังคมด้อยพัฒนามากั้นซะนี่ ก็เลยเสียไปหมดเลย ถ้ายิ่งชัดขึ้นไปกว่านั้น ผู้รู้จริงๆ แต่ท่านไม่ไปเบ่งอำนาจอะไร อย่างพระนี่ ท่านรู้ รู้จริงๆ ท่านเป็นคนบริสุทธิ์สะอาด จะบริสุทธิ์สะอาดหรือไม่บร
อ่านต่อ
ิสุทธิ์สะอาด ก็อยู่ในฐานะที่ควรจะบริสุทธิ์สะอาดมากกว่าแหละ เพราะมีกฎหลักระเบียบอะไรต่ออะไรต่างๆนานา โดยเฉพาะ โดยสมมุติก็ตามหรือโดยความจริงก็ตาม เราก็ต้องรู้ว่าพระคือผู้ที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตกว่า สะอาดกว่า เพราะมาลดละกิเลสกว่า แล้วในศาสนาพุทธโดยตรง ผู้ลดละกิเลส หรือผู้บริสุทธิ์ขึ้นไปโดยธรรมของพระพุทธเจ้า หรือพุทธธรรมนี่ ไม่ได้หมายความว่า ฤาษีที่โง่เง่า ที่ไปหลบลี้เข้าไปป่าเข้าไปเขาเข้าไปถ้ำ แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ความรู้ที่เคยมีก็ลืมทิ้งหมดสมรรถภาพที่เคยมีก็โยนทิ้งหมด เข้าไปเหมือนกบในถ้ำ จำศีลอยู่ในรู ไม่รู้อะไรเลย ปิดหูปิดตาเป็นพระปิดทวรเก้า โง่เง่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย กลายเป็นเศษดินเศษหินไป ถ้าจะเข้าใจว่าศาสนาพุทธจะทำให้คนเป็นเช่นนั้นแล้วก็ศาสนาพุทธ คนละศาสนา พุทธคนละแบบของอาตมา พุทธของพระพุทธเจ้าคนละองค์ พุทธของเขาพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งแล้ว ไม่ใช่องค์นี้ไม่ใช่พระสมณะโคดมแน่ พุทธแบบไหนก็ไม่รู้ไม่ใช่แน่ ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกวิทู เป็นพหูสูต เป็นผู้ที่รอบรู้ ก็เรียกว่าผู้รู้จริงๆ พุทธะก็แปลว่าผู้รู้ รู้ชัดเจน รู้ถึงสัจจะความผิดความถูก ความดีความชั่ว รู้ถึงความทุกข์ความสุข ที่มันจริงจัง ลึกซึ้ง ที่เรียกว่า อริยสัจ เลยทีเดียว รู้มนุษยชาติ รู้ลึกซึ้งต่อมนุษยชาติ รู้บุคคลอื่น มีปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง รู้ผู้อื่น รู้สัตว์อื่น รู้จริงๆ ไม่ใช่ไม่เข้าใจเขา รู้สังคม มีธัมมัญญุตา มีอัตถัญญุตา รู้บริษัทหมู่กลุ่ม บริษัท ก็คือสังคมนั่นเอง มีปริสัญญุตาแน่นอน เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธ จึงไม่ใช่ศาสนาที่เข้าใจผิดว่า เป็นศาสนาไปหลับหูหลับตา เข้าไปอยู่ถ้ำ ตัดอะไรต่างๆ ตัดประเภทซื่อบื้อ ตัดคือปิดทวารตัวเอง ตัดไม่รับรู้ไม่รับเห็น ไม่เข้าใจ โง่เง่าเต่าตุ่นเข้าไป มืดตื้อ ไม่รู้เรื่อง อยู่ในภพ อัดตัวเองเข้าไปอยู่ในภพ นิ่งเข้าไป นั่งสมาธิ สะกดจิตเข้าไปๆ อย่าไปรับรู้ ถ้าออกนอกตัวแล้วมันไม่ใช่ผู้สงบ มารับรู้ข้างนอก ไม่ใช่ผู้สงบ เลยเถิดสุดโต่งไปเช่นนั้น ศาสนาพุทธ จึงเสื่อมโทรม เข้าใจผิด ออกนอกรีตนอกทาง จึงกลายเป็นโอกาสของผู้ที่เขาอยู่ในสังคม ผู้ที่ฉลาดเฉโก ก็เลยฉวยโอกาสนี้ เมื่อตัวเอง เมื่อตัวเองเข้าใจผิดซะแล้วว่า ศาสนาพุทธคือศาสนาไม่เอาถ่านกับสังคม ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ใครจะเป็นยังไง ใครจะขึ้นจะลง ใครจะเป็นจะตาย ใครจะทุกข์จะสุขช่างหัวมัน นั่นคือ ผู้สงบ ผู้ปล่อยวาง ผู้เลิกละแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ผู้ตัด ถ้าเจ้าตัวคือศาสนา พุทธ หรือพระก็ตาม มีความเห็นอย่างนี้ พวกฉลาดเฉโกเขาก็เลยบอก ดีแล้ว เอ็งไปเลยตัดเลย ออกกฎหมายออกอะไรมาห้ามเลยบอกเอ็งไม่พูดดีแล้ว สอดคล้องรับด้วย ใช่แล้วผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ผู้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสังคม นั้นคือผู้ที่ส่งสูง ผู้ที่หลุดพ้น รับสมอ้างเขาไปเลย ทางนั้นเลยปิดเลย ออกกฎหมายมากั้นห้ามเลยกลายเป็นเรื่องเสื่อม เลยกลายเป็นเรื่องไร้ประสิทธิภาพ เขาก็ยิ่งได้โอกาสเฉโกใหญ่เลย เพราะผู้รู้แจ้ง รู้อย่างบริสุทธิ์ รู้อย่างสะอาด รู้อย่างเป็นกลาง รู้อย่างไม่ลำเอียง อคติ ไม่มีหรือน้อย ถ้าเผื่อปฏิบัติยิ่งได้มาก ก็ยิ่งอคติไม่มีเลย เป็นผู้ที่จะชี้อะไรตรงชัด บอกแจ้งอะไรได้ดี กลับกลายเป็นไม่มีสิทธิ์ไปพูดเลย เขาก็ปู้ยี้ปู้ยำสังคม การเมืองมันถึงเลวเหลวใหลกันลงไปทุกวันๆ เพราะมันเป็นโอกาสของอำนาจของเขาฉวยไปได้แล้ว ผู้ที่จะมีสิทธิ์ที่จะไปท้วงติงอะไร โดยที่ผู้ที่ท้วงติงนี้ไม่ได้เป็นทาสลาภ ยศ ไม่กลัวนี่ จะท้วงก็ไม่กลัวเสื่อมลาภ จะท้วงก็ไม่กลัวเสื่อมยศ อำนาจ ไม่กลัวจะสรรเสริญนินทาอะไร ไม่ว่าอะไร ผู้ที่มีความอาจหาญแกล้วกล้า ที่จะไปประท้วงคนผิด ไปประท้วงสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอะไรได้ ก็เลยไม่มีเพราะถูกกั้น สังคมก็เลยเสื่อมไปด้วยประการอย่างนี้ ผู้ที่มีความอาจหาญแกล้วกล้าที่จะไปประท้วงคนผิด ไปประท้วงสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอะไรได้ ก็เลยไม่มีเพราะถูกั้น สังคมก็เลยเสื่อมไปด้วยประการอย่างนี้ เพราะฉะนั้น วันนี้อาตมาบอกก่อนว่าอาตมาจะพูดขณะนี้ในฐานะที่อาตมาเป็นพระหรือเป็นสมณะ เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่อยู่ในฝ่ายศาสนาแน่ๆ นั่นเขาบอกว่าให้ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อาตมาไม่ยุ่งก็ได้ แล้วอาตมาก็ไม่ไปยุ่งหรอก การเมืองเน่าๆ อย่างนั้นน่ะ อาตมาไม่ไปยุ่งด้วยหรอก แต่อาตมา จะพูดถึงความหมายของการเมือง ความรู้ของการเมือง มีอะไรมั้ย? อาตมาไม่ไปยุ่งไม่ไปเกี่ยวจริงๆ นี่เขาจับอาตมาไปเกี่ยว ไปเกี่ยวกับพรรคพลังธรรม ไปเกี่ยวกับคุณจำลอง คุณจำลองมาศึกษาสัจธรรมก็มาซิ ก็ไม่ได้ห้ามใครนี่ สมัคร สุนทร เวช จะมาศึกษา เชิญ ยินดีต้อนรับ แต่ไม่มาเองน่ะ แล้วก็หาว่า พวกเราผิดด้วย ผิดหรือถูกก็มาศึกษาจริงๆซิ ใช่มั้ย หรือใครก็แล้วแต่ จะมาศึกษาก็มาได้ เราไม่ได้ไปเกลียด แต่เขาลากเขาจูงดึงไปอย่างนั้นเอง นี่ก็ไม่รู้จะไปห้ามยังไงกัน คนก็กระทำไป เดี๋ยวจะเข้าใจผิดอยู่นั่นล่ะ ว่าเราไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ที่จริง เขาก็น่าจะรู้ อาตมาก็ออกความเห็นอะไรต่ออะไรไปตั้งหลายที ถ้าอาตมาไปมีอิทธิพลทำไมคุณจำลองไม่เอาตามอาตมาเลย แย้งอาตมาอยู่ตั้งไม่รู้กี่ที แล้วบอกว่านี่แหละอาตมาไปบงการ บงการยังไง ก็ขัดแย้งกันอยู่น่ะ ไปมีอิทธิพลไอ้นั่นไอ้นี่อะไรกันอยู่ ไม่เห็นมันจะไปเข้าแก๊ปอะไรเลย ก็จะใส่ความจะหาเรื่องน่ะ คนหาเรื่องก็หาไป แต่คิดว่า คนมีปัญญาที่ฉลาดรู้ความจริงเขาก็มีปัญญาพิจารณาตัดสินเองแหละ ก็คงเข้าใจพอสมควรนะ ทีนี้ก็พูดถึงเรื่องของการเมืองโดยเฉพาะ วันนี้นี่ ก่อนอื่นก็ต้องบอกกันชัดๆๆ เจนๆเลยว่า วันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ทุกคนต้องไปเลือก อาตมาใช้คำว่าต้องนะ ใช้คำว่าต้อง ต้องไปเลือก มันเหมือนบังคับเลย แต่ที่จริง ไม่บังคับหรอก อาตมาพูดให้มันเน้นให้มันหนักให้มันชัด ผู้ใดไม่ไปเลือกก็คือคนโง่ ผู้ใดไม่ไปเลือก ก็คือคนที่ อย่าร้องว่า ตัวเองถูกเขามาปู้ยี้ปู้ยำ มาบริหาร มาปกครองแล้วก็เสื่อมเสียอะไรต่ออะไร อย่าร้อง คุณไม่ไปเลือกเองน่ะ เพราะฉะนั้น เราต้องไปเลือกซิ ถึงจะได้คนที่เข้าไปคาน ไปคัดอะไร หรือจะไปยังไง ก็แล้วแต่เถอะ แม้ที่สุด นี่ระบบวิธีเขา จะต้องไปได้เป็นส.ส. แล้วถึงจะเลือกจาก ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นนายก ไปเป็นผู้บริหาร ไปเป็นผู้มีอำนาจในประเทศ ที่จะไปจัด การดูแลการเงินการทอง ควบคุมอะไรต่ออะไร จัดแจงอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ก็คนจะไปทำหน้าที่บริหาร เรื่องของแผ่นดินทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้จะไปบริหารคุณไม่ไปเลือก ก็ใครๆ เขาไปเลือก เขาก็เอาพวกของเขาไปเลือกบ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง แต่คุณก็ไม่เลือก ไม่ไปคานเอาไว้เลย เสร็จแล้ว ได้ใครไปใครไป แล้วก็ไปด่าเขา คุณด่าตัวเองอย่าไปด่าเขา คุณไม่ไปเลือก คนที่ไม่ไป เลือกน่ะต้องด่าตัวเอง คนโง่ เป็นคนโง่ เพราะว่าระบบวิธีเขาเป็นอย่างนี้ เราก็ต้องทำให้มันตรงกับระบบวิธี ยังไงๆ ก็ต้องทิ้งงานซะก่อน ต้องพยายามปลีกเวลาไปเลือกให้ได้ เพราะว่า นานๆมันจะเลือกครั้งหนึ่ง สามปีสี่ปี ตามกำหนดหลักเกณฑ์ ถ้ามันครบกำหนดใช่มั้ย สี่ปีหนึ่ง ก็ไปเลือกที สี่ปีไปเลือกที แล้วภายในสี่ปีนี่ พอเลือกไปแล้ว เขาก็ต้องไปจัดการกับแผ่นดิน บริหารแผ่นดินตลอดเวลา บริหารทุกอย่าง เงินทองนี่ ของเราทั้งนั้นนะ ที่อยู่ในแผ่นดิน นี่เป็นเงินทองของประชาชน เราด้วย คุณด้วย เป็นเจ้าของเงิน นี่ไม่ใช่ของนายก ไม่ใช่ของคณะรัฐบาล เงินเหล่านั้น ไม่ใช่ของคณะรัฐบาลนะ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์เอาไปเข้ากระเป๋าตัวเองนะ คนที่ไปทำงานรัฐบาล ก็ไม่มีสิทธิ์เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง ไม่ใช่จะไปมีสิทธิ์ในสิ่งนั้นเป็นของตนของตน ไม่ใช่ ของพวกเรา ของพวกเรา เพราะฉะนั้น เขาจะต้องไปบริหารให้ดี ทีนี้อาตมาก็ขอย้ำอีกทีหนึ่งก่อนจะบอกว่า ต้องไปเลือกนี่ ก็ขอย้ำว่า ผู้ที่ไปเลือกนี่ไปเลือกตัวแทนของเราจริงๆ เพราะฉะนั้น ต้องไปเลือก ไม่ละเว้น ทีนี้ ก็มีประเด็นรายละเอียดอีกนิดหนึ่งว่า แล้วไปเลือกแล้วเราไม่รู้ว่าจะเลือกใคร ไม่ รู้ว่าจะเลือกใคร นั่นก็คือ คุณไม่ถูกต้องแล้ว ก็เขาบอกแล้วว่าเขามาสมัครแล้ว เขามาประกาศตัวเขามาเสนอตัวแล้ว วิธีการเขาก็อุตส่าห์เอามาจัดเป็นเขตๆ ไม่ได้ให้ไปเลือกทั้ง 391 แล้วคุณก็ ไม่ใช่ 391 สองพันกว่าคน โอ๊ย! จะเลือกใครดีโว๊ย สองพันกว่าคนนี่ ไม่ใช่อย่างนั้น เขาก็แบ่งเขตมาให้เลือกอยู่แล้ว จริง ผู้แทนนี่ก็คือ เลือกไปแล้วเป็นผู้แทนประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ว่าเลือกไปแล้ว คนไหน อ้าว! เขตบึงกุ่ม หรือเขต 7 มีผู้แทนได้สามคน พอเลือกเสร็จแล้ว ผู้แทน สามคน นี่คือตัวแทนของประชาชนราษฎรแค่ในเขต 7 ไม่ใช่ ไปเป็นส.ส. ตัวแทนทั้งประเทศ นั่งเครื่องบินฟรีทั้งประเทศ ไปไหนก็ได้ ใครเดือดร้อนบอกได้ หมด บอก ส.ส. ได้หมด ส.ส.หนึ่ง คนเป็นตัวแทนประเทศทุกคน ส.ส.391 คน คือตัวแทนทั้งประเทศทั้งหมด ไม่ได้จำเพาะว่า เขตนี้เลือกสามคน ได้เขตนี้มาสามคนนี้ สามคนนี้ จะตองมาดูแลแต่เฉพาะตรงนี้ ประชากรที่นอกจากเขต 7 นี้ จะมายุ่งเกี่ยวกับ ส.ส. นี่ไม่ได้ เป็นของฉัน ไม่ใช่นะ อันนี้ต้องเข้าใจให้ชัดเจน ส.ส.เขต 7 จะไปช่วยเหลือปักษ์ใต้ จะไปช่วยเหลือเชียงใหม่ได้ ไม่ใช่เสือก นี่ต้องใช้ภาษาชัดๆ เดี๋ยวนี้ต้องพูดไทยแท้ๆ ถ้าไม่พูดไทยแท้ๆ มันไม่ค่อยถึง มันพูด โอ้โห! มันเอาผึ้งมาโอบ เอาเกษรดอกไม้มาหุ้ม เอาอะไรหวานๆ เอาสีสวยมาคลุม จนกระทั่งไม่รู้ว่าสัจจะคืออะไร หวาน สวย พริ้งไปหมด เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเลยว่าเนื้อแท้คืออะไร กลบเกลื่อนคลุมไปหมด เพราะฉะนั้น เข้าหาเนื้อแท้เลย จะหวาน จะหอม ไม่หวานไม่หอม รับเอาแล้วกัน อาตมาไม่มีเวลาแล้ว อายุยาวลงไปทุกวันๆ เพราะฉะนั้น คนที่เป็น ส.ส. จะไปช่วยประชาชนที่ไหนก็ได้ทั่วประเทศ ขึ้นรถไฟก็ฟรี ถ้าต้องการเร็วก็ขึ้นเรือบินไปเลย เขาให้ฟรีหมด ไปได้ทั่วประเทศ ถ้าคุณเองเป็น ส.ส.ของเขต 7 คุณมาได้แต่เขต 7 คุณจะขึ้นรถไฟ รถเมล์ ได้ค่ามาเขต 7 ไปเขตอื่นไม่ได้นะ ถ้าเป็น ส.ส. แค่เขต 7 ไปเขตอื่นไม่ได้ค่ารถไฟ คุณไม่มีสิทธิ์ ไม่มีหน้าที่ที่จะไปทำไม ไปก็เรื่องของส่วนตัวไม่ได้ ต้องมาเขต 7 ได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ ค่ารถไฟ ไปได้ทั่วประเทศ ค่าเครื่องบินก็ไปได้ทั่วประเทศ ฟรีด้วย ไปเมื่อไหร่ก็ได้ เขามีที่สำรองให้เลย บอกว่า เอ้า! นี่ ส.ส. จะไป ไปบอกเขาเลยปั๊บ เขามีที่สำรองให้ต่างหาก ไม่ต้องไปเข้าคิวอยู่กับพวกโน้น เขามีที่สำรองให้เลยนะ มีสำรองที่นั่งไว้ให้เลย เพื่อกันความฉุกเฉิน จะไปเร็วไปด่วน เมื่อไร เมื่อไร ไม่ต้องกลัวว่าจะตกเครื่องบิน ไม่ต้องกลัวว่าจะตกรถไฟ ถึงปานนั้นแน่ะ เขาให้โอกาสเพื่อที่จะได้แคล่วคล่อง สะดวก ไปทำงานได้รอบทิศรอบทาง อีกอันหนึ่ง ก็คือจะไปเลือกใครแล้วก็ 1.ไม่ชอบใครก็เลยไม่เลือก ไปกาทิ้งเฉยๆ ไปกาบัตรว่าฉันมาเลือกแล้วก็ไม่เลือกใคร ไอ้นี่ ก็โง่อยู่อย่างเดิม คุณไม่เลือกใคร เขาก็ต้องเลือกใครขึ้นมา แล้วก็ให้พวกที่จัดตั้งพวกล็อบบี้ พวกอะไร พวกซื้อเสียงน่ะ เลือกคนเข้าไป คุณก็จะต้องไปถ่วงดุลย์ว่า อย่างน้อย ก็ต้องมีคะแนนน้ำหนัก คนอื่นก็เลือก ใคร คนนั้น คนนี้ก็เลือก เขาอุตส่าห์ช่วยเลือก คุณก็เป็นหนึ่งแต้มสองแต้มอะไรคุณก็ถ่วงไปซิ มันจะได้ เออ อย่างนั้น แหม! ชนะกันแต้มเดียวก็เฉพาะเรานี่แหละไม่เลือก ชนะกันแต้มเดียวนี้ เพราะเรานี่แหละไม่เลือก ซวยมั้ยล่ะ แล้วได้ใครมาล่ะคนอื่นเขาเลือกน่ะ คนอื่นเขาซื้อเสียง มาเขาเล่นทุจริตอะไรมาก็แล้วแต่ ได้คนที่ มันจะชนะกันอยู่คะแนนเดียวอย่างนี้ เป็นต้น สมมุติเอาง่ายๆชัดๆนะมันซวยมั้ยล่ะ ถึงไม่ซวยก็ต้องเติมคะแนน อย่าไปกาทิ้ง เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจอันนี้แล้ว แม้แต่คนบอกว่า เอ้า!ที่นี่นี่มีเลือกได้สาม คนเราไม่ชอบหรอก สามคนนี่ เราชอบอยู่แค่สองคน แค่นั้นแหละ อีกอันหนึ่งก็จะทิ้ง หรือชอบอยู่คนเดียวเท่านั้น อีกสองคนเราก็จะทิ้ง โง่ต่อไปได้ยังไง ต้องเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด หรือไม่เช่นนั้น ก็เลือกพรรคที่ดีที่สุด เอาไปทั้งหมู่เป็นพรรคเลย เอ้า! พรรคนี้มีคนดีคนนี้นำ อีกสองคน ก็เอาพรรคไปก็แล้วกัน เพราะว่ากฎหมายระบบพรรคใช้อยู่ในประชาธิปไตยเมืองไทย เมื่อมีกฎหมายระบบพรรค เราก็เอาตามนั้น ก็ใช้พรรค มันก็จะได้มีพรรคที่เข้าไปบริหารแล้ว ก็มีกำลังของการบริหารอะไรแล้วแต่ ซึ่งอาตมาไม่มีเวลาจะอธิบายเรื่องรัฐศาสตร์ หรือเรื่องการเมืองพวกนี้มากกว่า ก็ขอลัดๆ ไปก็แล้วกัน สรุปแล้วกก็คือ เลือกให้ครบตามที่เรามีสิทธิ์ ต้องใช้วิจารณญาณเรา ถ้าไม่มีคนดีก็เลือกคนที่เลวน้อยที่สุดไล่เลียงกัน หรือตัดสินเลือกโดยปัญญา อย่างที่อาตมายกตัวอย่างว่า เอ้า! ก็พรรคนี้ มีคนดีนำอยู่แล้ว ก็เอาทั้งพรรคไปก็แล้วกัน อะไรอย่างนี้ เป็นต้นจึงจะถูกต้อง อย่าไปตัดสิทธิ์ทิ้งโดยความรังเกียจของตัวเอง จิตใจไม่ชอบของตัวเอง อคติของตัวเอง แล้วก็ไปทำให้เสียผล แล้วมันเป็นผลกระทบที่เราจะต้องพะอืดพะอมกับไอ้นี่ เลือกเข้า ไปแล้ว มันก็จะต้องไปมีบทบาทหน้าที่ดูแลทำงานแทนเรา ทำงานแทนเรา แทนเราจริงๆ เพราะฉะนั้น จะปล่อยปละละเลยไม่ได้ เขาไปทำงานแทนเรา นี่ก็คือ เรื่องของจะเลือกใครแล้ว เลือกหรือไม่เลือก ทีนี้ผู้แทนที่แทนเราเข้าไปทำอะไร เดี๋ยวนี้ ก็คลุมเคลือ ที่คลุมเคลือ ก็เพราะวิธีการประชาธิปไตย เมืองไทย มันยังไม่สมบูรณ์ ผู้บริหารกับ ส.ส. นี่มันจะต้องไม่เข้าไปคลุกคลีกันไม่เข้าไปฮั้วกัน ไอ้นี่ ส.ส. ก็ไปเป็นรัฐมนตรี รัฐมนตรี ก็เป็น ส.ส. มีระบบพรรค และมีวิปคุมกันอีก โอ้โฮ! เน่าเละ ไม่รู้จะเน่ายังไง ประชาธิปไตยเมืองไทยนี้ มันไม่ไปคานกันเลย ทำไมต้องไปคาน? ฟังความภาษาง่ายๆ เราประชาชนดูแลอะไรต่ออะไรก็เป็นเจ้าของ บอกแล้วเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เป็นเจ้าของความเป็นอยู่ของมวลชนอยู่แล้ว เมื่อเลือกตัวแทนของเราเข้าไปทำงานก็เลือกเข้าไปดูแล ผู้ที่จะเข้าไปจัดแจง เข้าไปทำงานเกี่ยวกับทรัพย์สินของเรา เข้าไปดูแลมวลมนุษย์เพื่อนฝูงของเราใน ประเทศชาติ เข้าไปดูแลการงานอะไรที่เขาจะทำ เพราะว่า ผู้อาสาเข้าไปรับใช้เราคือ คนงานของเรา ใครบ้าง ผู้อาสาเข้าไปรับใช้เราคนสำคัญๆก็ระบุหน่อย นายกรัฐมนตรีคือคนรับใช้ของเรา คือคนงานของเรา เราจ้างให้ไปทำงานนะ นายกรัฐมนตรี ข้าราชการ จะเป็นข้าราชการการเมืองก็ตาม ข้าราชการรัฐวิสาหกิจก็ตาม ข้าราชการประจำก็ตาม หรือคนงานที่กินเงินของรัฐบาล กินเงินของแผ่นดิน กินรายได้ของแผ่นดิน ก็คือคนใช้ คนรับใช้ ไม่ใช่คนใช้หรอก คนรับใช้ประชาชนทุกคน เพราะเงินที่กินนั้นคือเงินประชาชน เป็นคนรับใช้ประชาชนทุกคน เอาล่ะ ตอนนี้เราพูดให้ชัด ส.ส. ก็เป็นคนรับใช้ประชาชน ตัวแทนก็คือ ไปกินเงินเดือนรับใช้ประชาชนเหมือนกัน รับใช้ประชาชนจะไปดูแลผู้ที่เขาไปรับใช้อีกส่วนหนึ่งคือผู้บริหาร ก็คือคณะตั้งแต่คณะนายกรัฐมนตรีลงมา ไปดูแลเขาซิ นี่พวกนี้ เข้าไปให้ไปจ่าย ไปอยู่ในกรมนั้น กองนี้ กระทรวงนั้น กระทรวงนี้ แล้วก็ ไปดูแลซิ ดูแลตั้งแต่งบประมาณกระทรวงนี้ คือก็ให้เงินไปบริหารนะ ไปดูแล สอดส่องจะเอาเงินไปใช้อะไร ใช้ยังไงใช้ให้ถูกประเภท ใช้ให้มันได้คุณภาพสูง ให้คุณค่าประโยชน์สูง อย่าเอาไปแจกแหลกเหลวกัน อย่าไปคอร์รัปชั่น อย่าไปโน่นไปนี่ อย่าไปอะไรต่ออะไร ดูแล แล้วงานนี้เหมาะสม ไม่เหมาะสมยังไง นี่ไอ้นี่ก็เสนอเข้ามา มีโครงการนั้นโครงการนี้เสนอเข้ามา ก็จะเสนอเข้ามาสภา ส.ส. คือ ผู้ควบคุมดูแล ก็จะคอยคัดเลือก เอ้า! มาแจกแจงดูซิ นี่ ไอ้โครงการนี้จะต้องใช้เงินเท่านี้ๆ นี่จะอนุมัติให้มั้ย ส.ส. มีสิทธิ์คือตัวแทนราษฎร คือ พวกคุณนี่ ไปดูแล ไปควบคุม คานกันไว้ ไม่ใช่ไปสมรู้ร่วมคิดกันแล้วก็ เอ้า! ประเดี่ยวก็ยกมือ เอ้า! วิปมา เอ็งยกมือนะ เดี๋ยวรัฐบาลจะล้มนะ อ้าว! ไม่ได้นะ เดี๋ยวลื้อก็จะไม่ได้เป็นส.ส. นะ ต้องเลือกใหม่อีกนะ อ้าว! ยกมือ ยกมือ ฮู้ย! เค้าเป๋เลย มันไม่ได้เรื่องเลยนะ ประชาธิปไตยเละๆอย่างนี้นะ แต่จะต้องทำอย่างที่ว่านี่ ส.ส.คืออะไร คือตัวแทนของเราเข้าไปดูแลควบคุมคนงานตั้งแต่นายก ลงมา จนกระทั่ง หมดที่คนไปทำงาน อาสาทำงานกินเงินเดือนรัฐ หรือกินเงินเดือนแผ่นดิน หรือ กินเงินของพวกเราประชาชนนี่เอง จะต้องไปควบคุมดูแล นี่หน้าที่หนึ่งของ ส.ส. อีกหน้าที่หนึ่ง ของ ส.ส. ก็คือ มารู้จักพวกประชาชน มารู้จักสังคมทั้งหมด อะไรมันเดือดร้อน อะไรมันขาดแคลน อะไรมันควรจะได้สร้างได้ทำ อะไรมันเป็นอะไร จะช่วยเหลือมนุษยชาติประชา ชนอย่างไร ก็เป็นตัวแทนของเรา รับใช้ประชาชนอยู่แล้ว ก็ไปดูซิว่า ควรจะอะไรต่ออะไร ก็ไปเสนอขึ้นไปได้ บอกคณะกรรมาธิการเอาเรื่องนี้เข้าไป ไอ้โน่นไอ้นี่เข้าไป เป็นผู้เสนอเข้าไปให้เขาเสนอเข้าสู่สภาอีก แล้วก็จะได้ให้ประชาชนทั่วไปที่เป็นส.ส. ตัวแทนประชาชน อยู่แล้วเข้ามาคัดเลือกวิจัยอีก แล้วก็จะได้ออกมา หรือไอ้โน่นมันไม่ดีอย่างโน้น กฎระเบียบ มันไม่ดีอย่างนี้ ก็ออกเป็นกฎหมายออกเป็นหลักเกณฑ์เป็นอะไร ไม่ใช่ไปออกกฎหมายอย่างเดียว ส.ส.ไม่ใช่มีหน้าที่ออกกฎหมายอย่างเดียว ให้ไปควบคุม ไอ้ที่บอกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ไว้วางใจ ส.ส. ไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีคนนั้นคนนี้ ก็นี่แหละ ก็คือบอกว่า เอ้า! ไปควบคุมดูแลนั่นแหละ เอ้า! คนนี้ ไม่ไว้ ใจหรอก มาทำงานอย่างนี้ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้ ฉิบหายวายป่วงเลยนี่ทำลาย อภิปราย ส.ส. ทุกคนเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยลงชื่อกันอภิปราย ถอนใหม่เอาคนอื่นเข้ามาแทน มาทำงานอย่างนี้ไม่ได้ ไปดูแลอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าจะไปมีหน้าไปออกกฎหมายอย่างเดียว แหว่งไปหมดแล้ว ส.ส. หน้าที่น้อยลง ออกแต่กฎหมาย เดี๋ยวนี้ พูดกันว่า สภานิติบัญญัติ พวกส.ส.ก็คือ ผู้ที่จะไปออกกฎหมาย อันนั้นก็เป็นงานหนึ่งเท่านั้น แต่งานจริงๆ แล้วก็คือไปดูแล คานคณะบริหารเอาไว้ ไปตรวจสอบคณะบริหาร ที่จริงมันไปไม่รอดทุกวันนี้ ก็เพราะว่า ไปฮั้วกับคณะบริหาร นี่ซิ มันไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น ถึงบอกว่า ดูแล้ว ก็ โอ้โฮ! มันไม่รู้มันจะ เน่าไปถึงไหนก็ไม่รู้ ไอ้ประชาธิปไตยเมืองไทยนี่ แล้วก็ไม่ยอมแก้ แก้กฎหมายแก้อะไรต่ออะไร แก้หลักเกณฑ์นั่นเอง แก้หลักเกณฑ์พวกนี้ ออกกฎหมายมาหลวมๆ เลอะๆเทอะๆ อะไรไปก็ไม่เข้าเรื่อง ไปเถียงกันซิว่านายก จะต้องมาจากคนนอก หรือ จะเอาแต่ส.ส. เถียงกันอยู่นั่นแหละ แต่ก่อนนี้ก็เอาทั้งส.ส. ก็ได้ เอาทั้งคนนอกก็ได้ เพราะอะไร? เพราะว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เลือกไปจากประชาชนโดยตรง ก็เลยไม่ใช่คนของประชาชน เขาก็เลยว่า เอาเถอะ ก็เอา จากคนประชาชน ก็เลยบอกว่า ถ้างั้นก็ต้อง คนประชาชน ก็เลือก ก็เลือกกันได้แค่ ส.ส. เพราะฉะนั้น ก็มีส.ส.เท่านั้น จะมีสิทธิ์เป็นนายก เพราะว่าประชาชนเลือก ส.ส. ก็เลยไปเลือกจาก ส.ส. อีกทีหนึ่งไปเป็นนายก ว่างั้นนะ นี่มันก็เลย ปนๆ เอ้า! จะเป็นนายกก็ได้ ถ้าจะพูดว่าใช้ให้มันคานกันจริงๆ ถ้าได้เป็นนายก ก็ต้องลาออกจากส.ส. ได้เป็นรัฐมนตรี ก็ลาออกจาก ส.ส. อย่าให้ส.ส.ไปเป็นนายก อย่าให้ส.ส.ไปเป็นรัฐมนตรี หรือแม้ได้เลือก ส.ส.มา จะใช้วิธีเลือกออกไปอีกทีหนึ่งก็ต้องลาออก เลือกส.ส.เติมใหม่ หรือไม่ก็เอาคนนอก เอาคนอกก็ให้ ส.ส.เลือก เพราะว่า ส.ส.เป็นผู้ที่ถูกประชาชนเลือกไป ซึ่งมันก็ยุ่ง มันยังไม่สมบูรณ์น่ะ จริงๆแล้วล่ะก็จะต้องให้ประชาชนเลือกนายกตรงเลือกส.ส.ตรง นายก กับส.ส. เหมือนอย่างกับอเมริกานี่ นายกเลือกประธานาธิบดี ประธานาธิบดี ไปฟอร์มรัฐมนตรีเอง ไปตั้งคณะรัฐมนตรีเองจะบริหารเองนี่ ส.ส. เขาก็เลือกไว้ต่างหาก แล้วให้เกียรติยศของส.ส.นี่เท่าเทียมกับรัฐมนตรีเท่าเทียมกับนายก เกียรติเขาจะต้องเท่ากัน เพราะคานกันมีน้ำหนักเท่ากัน ประธานสภามีเกียรติเท่านายกเท่าเทียมกัน ส.ส.มีเกียรติเท่ารัฐมนตรี เท่าเทียมกับข้าราชการการเมือง เท่าเทียมกัน ใครมีคุณค่า ใครรับหน้าที่อะไรๆใหญ่โตพอกันต้องสมดุลย์กัน มันถึงจะคานกันได้ ไอ้นี่ ส.ส. ก็ต่ำต้อยกว่าข้าราชการการเมือง ต่ำต้อยยกว่ากรรมาธิการ ต่ำต้อยกว่ารัฐมนตรี ต่ำต้อยกว่าเลขานุการรัฐมนตรี อำนาจอะไรต่างๆ เละ มันก็เลยด้วยนะ เพราะอะไร? เพราะไม่เข้าใจการเมือง เพราะไม่เข้าใจหน้าที่ ที่เลวที่สุด ก็คือคนที่ไปทำงานการเมืองนั้นน่ะคือใคร คนที่ไปทำงานการเมืองคือคนที่ช่วยตัวเองได้แล้ว เป็นคนมักน้อยสันโดษ ไม่โลภโมโทสันได้พอสมควรแล้ว จึงไปรับอาสาช่วยผู้อื่น ไอ้ตัวเองก็ยังไม่พอกินพอใช้ ไอ้ตัวเองก็ยังขี้โลภไม่รู้จักจบอยู่ ไปทำงานเสียสละ อย่างที่กล่าวนี้ไม่ได้หรอก ไม่ดีหรอก เพราะฉะนั้น เราไม่ได้คนที่ไปเสียสละจริง เพราะฉะนั้น คนจะไปทำงานให้แก่ประชาชน แทนประชาชน ก็คือคนที่จะต้องเสียสละจริงๆ จึงเรียกว่าไปเป็นผู้รับใช้ จะรับใช้เขา ก็จะต้องเป็นคนที่มีคุณภาพเพียงพอ ไปรับใช้จริงๆ ไปเสียสละ เสร็จแล้วมันไม่จริง เลยกลายเป็นธุรกิจชนิดหนึ่ง เรียกว่าธุรกิจการเมือง ก็หากินเราดีๆนี่เอง ช่องทางนี้ โอ้โห! รวย ไปเป็นส.ส. ไม่ได้เท่าไหร่ ไปเป็นรัฐมนตรีไม่ได้เท่าไหร่ แต่ก่อนจะไปเป็นก็ไม่เห็นมีอะไร พอไปเป็นประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง นับเงินเดือนแล้วที่รับไป ขนาดเขาตั้งให้มากพอสมควรแล้วนะ มันก็ไม่ถึงขนาดที่เขาแสดงออก โอ้โฮ! บ้านก็หลังใหญ่ รถก็หลายคัน อะไรต่างๆก็ ทำไมมันมาปุ๊บปั๊บ ปุ๊บปับไว นับเงินเดือนที่ได้ยังไงๆ มันก็ไม่ให้ ทั้งๆที่ ตัดงานอาชีพตั้งหลายอย่างที่เป็นไปทำหน้าที่ ส.ส. หรือทำหน้าที่รัฐมนตรี แล้วห้ามไม่ให้ไปมีงานอาชีพเหล่านั้นๆซึ่งจะไปพัวพันอะไร ก็ออกกฎหมายตัดไว้ตั้งเยอะตั้งแยะ แต่มันมายังไงโว้ย มันถึงได้รวยไว นี่เขายังค้นกันอยู่ยังไม่เจอ ที่จริงมันเจอแต่มันไม่กล้าพูด ที่จริง มันรู้ไส้พุง วิธีการมันเยอแยะมากมายนะ นี่มันเป็นความไม่สุจริต กลายเป็นธุรกิจเข้าไปงาบ มันมีช่องทางที่จะได้ใช้จ่ายเงิน ไม่ต้องเอาอะไรหรอก ส.ส. เขาก็หาวิธีการซับซ้อนมา เอาเงินไปพัฒนาถิ่นก็แล้วกัน คนละ 20 ล้าน แน่ะ! 20 ล้านก็เอาไปซิ จะใช้จ่ายอะไร ส.ส. มีสิทธิ์ที่จะพิจารณาแล้วก็ไปทำอะไรต่ออะไร เสร็จแล้วก็ไปตกลงกันซิ 20 ล้าน แล้วมันจ่าย 20 ล้านที่ไหน ก็หักหัว ค่าหัวคิวไปซะ ตั้งเท่าไหร่ ทั้งนั้นน่ะ เป็นการหาเสียง ที่จริง การหาเสียงน่ะ ไปหาเสียง ในถิ่นตนเองก็เพื่อที่จะให้ผู้นั้นเขารักชอบเรา ก็เราไปหาเสียง เอาเงินเอาอะไรไปหว่านหาเสียงเอาไว้ ทีหลังเวลาคัดเลือกเราจะได้ลงเลือกตั้ง ก็จะได้ลงอีตรงนี้แหละ ที่หาเสียงไว้ที่เขานิยมชมชอบเรานี่ เราก็จะได้เป็นส.ส.อีก ที่จริงเงินที่เขาให้ไป 20 ล้าน เขาไม่ได้ไปให้ถิ่นของตัวเองซะหน่อย เขาให้เอาไปบริหารทั้งประเทศนั่นแหละ ตัวเองจะมีสิทธิ์ก็ไปจัดการเอง ความจริงแล้วไม่สมควร ส.ส.ไม่สมควรหรอก ก็เขาบริหารก็คือ คนคณะบริหาร ไม่ใช่ส.ส.ไปบริหาร นี่มันเลอะเทอะไปหมดเลย ก็ไม่รู้จะทำยังไง มันเป็นวิธีการที่จะหาพวก ส.ส.นี้ พอเวลาคณะนี้รัฐบาลนี้ให้ส.ส. ส.ส. ก็เห็นว่า เออ คณะรัฐบาลนี้ดีโว้ย หาทางให้เรา มันก็เป็นพวกกันในที เสร็จแล้วก็ไปหาเสียง หาเสียงเอาไว้ เพราะฉะนั้น คนที่จะมาสมัครส.ส. ใหม่นี่ ไม่มีทุนรอนพอจะไปหาเสียงไว้ ก็มันจะไปสู้คนมีทุนรอนหาเสียงเอาไว้ตั้ง 20 ล้านแล้วน่ะ มัน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive