581002_ธรรมาธรรมะสงคราม-สรุปสูตรจากพระไตรปิฎกเล่ม-๙1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.27 MB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581002_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง สรุปสูตรจากพระไตรปิฎกเล่ม 9 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2558 แรม 5 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม เริ่มต้นเดือนตุลาคมแล้ว วันที่ 2 แล้วใกล้หมดปีอีกแล้ว เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทัน มันยังไง ชีวิต แก่ไม่ทันจริงๆ แต่เราก็อาศัยใช้เวลาที่มีอยู่นี่แหละศึกษา อาตมาว่าชีวิตเกิดมาแล้ว ไม่มีอะไรดีกว่าการศึกษา ไม่มีอะไรดีเท่าตั้งใจศึกษา ไม่เช่นนั้นก็หลงไปกับโลกแล้วมีกิเลสเพิ่มๆหนาขึ้นๆ เป็นปุถุชน เป็นคนกิเลสหนา ปุถุนี่แปลว่า หนา ใหญ่ อ้วน มาก มันทวีมากขึ้น และปุถุนี้ไม่ใช่เจาะจงอะไรอื่นที่หนาที่ใหญ่ขึ้นนอกจากกิเลสที่ มันหนา มันมาก ทุกวันนี้อาตมาเห็นจริงชัดที่สุดว่า ชีวิตคนที่ไม่ศึกษาธรรมะนั้น ไม่รู้หรอกว่าตัวเองเพิ่มกิเลสให้แก่ตนเองทุกวินาที มีชีวิตต่อไปเพื่อเพิ่มกิเลสแก่ตนเองทุกวินาที มันคือการแส่หาแสวงหาของจิตวิญญาณของผู้อวิชชาจริงๆ มันไม่ใช่ผู้ศึกษา แต่เป็นผู้แส่หา มันมืดมัวงมงายตกอยู่ในอวิชชา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรว่า ผู้ตกอยู่ในอวิชชานี่ก็เหมือนกับถูกแหถูกข่ายคลุมไว้ ดำผุดดำว่ายในข่ายแหนี้ตลอดเวลาเลย แล้วก็ออกไม่ได้ ตลอดเวลาเลยนี่ มันจริงที่สุดเลย อาตมาเห็นแล้ว โอ้โฮ... ชีวิตนี้น่ากลัว ขออภัย....ที่ต้องบอกว่าอาตมาเป็นผู้ออกมาได้แล้ว อาตมาว่าอาตมาออกมาได้ก็เห็นชัดเจนจริงๆ แต่ชาตินี้อาตมาก็ยังต้องมาหลงเป็นลิงลมอมข้าวพองคือไปหลงโลกย์อยู่ระยะหนึ่งคือตอนนั้นยังไม่ฟื้นไม่ตื่นตัว เรายังอินโนเซ็นต์(innocent)ทางธรรม คือเกิดมาก็ยังไม่เดียงสา เหมือนเด็กๆยัง ไม่เข้าใจโลก โลกีย์ มันไม่รู้อะไร มันซื่อๆแล้วถูกโลกครอบงำไปหมด พอเป็นตัวของตัวเองขึ้นมาจึงจะรู้ว่า เออ...เรามีอะไรของเราเองมาด้วย กว่าอา

อ่านต่อ

ตมาจะรู้ตัว กว่าจะหลุดออกมาได้ อาตมานี่ถูกครอบงำมา 36 ปี พระพุทธเจ้าเองก็ สามสิบกว่าปีเหมือนกันกว่าจะมารู้ตัวเอง ทั้งๆที่เกิดมา ก็มีผู้พยากรณ์ท่านแล้วว่าท่านน่ะเป็นพระพุทธเจ้า ที่จะมาตรัสรู้ในชาตินี้และจะมาสร้างมาประกาศศาสนา ขนาดนั้นท่านยังถูกมอมเมาอยู่นาน ไปวนเวียนวุ่นวายอยู่กับโลกโลกีย์เขา อาตมาก็เช่นกัน ถึงได้เข้าใจชัดเจนว่าชีวิตมันไม่มีอะไรดีไปกว่าการศึกษาโลกุตรธรรมให้แจ้ง ต้องศึกษาธรรมพระพุทธเจ้านี่แหละ พูดให้ชัดเลยว่า ต้องศึกษาศาสนาพุทธนี่แหละให้สัมมาทิฏฐิให้แจ้งให้ได้ แจ้งได้แล้วจะรู้เลยว่าที่อาตมาสรุปไว้ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเริ่มต้นตั้งแต่สูตรแรกพรหมชาลสูตรนี่ ท่านสอนเรื่องโลก ทั้งหมดนี้เรียกมันว่าโลก เอกภพทั้งเอกภพนี้เรียกว่าโลก ซึ่งก็คือความหมุนวนอยู่ทั้งสิ้น เพราะงั้นเราจึงต้องศึกษา ไม่งั้นก็จะถูกโลกครอบงำ แล้วก็จะจมอยู่กับโลกนี่แหละ วนเวียนวุ่นวายไม่มีจบหรอก วนอยู่กับโลกนี่แหละ และที่มันไม่จบเพราะเราไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้จักว่าอัตตาคือตัวเองนี่มันอะไร เพราะงั้น ความจริงแล้วชีวิตของคนนี่ก็จมอยู่ในอัตตา จมอยู่กับตัวเองโดยตัวเองไม่รู้ตัว แล้วไม่รู้ว่าตัวเองคืออะไร มันถูกกิเลสเข้าครอบงำชีวิตตัวเอง ถูกหลอกว่าตัวเองคือตัวกิเลส กว่าจะเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองจริงๆ หลุดพ้นจากกิเลสที่ยึดเอาตัวเราไป จนเราไม่รู้ตัวเลยว่าเราคือใคร เป็นยังไง กว่าจะเป็นอิสระเสรี โอ...มันก็ไม่ง่าย อาตมาก็ศึกษาแล้วก็ดูคนอื่นเขาศึกษา พอถึงยุคนี้ก็เห็นแล้วว่าการศึกษาของพระพุทธเจ้า ความรู้ของพระพุทธเจ้านี่มันเสื่อม ไม่ใช่ธรรมะหรือวิชชาความรู้ของพระพุทธเจ้าเสื่อมนะ แต่คนมันเสื่อมจากธรรมะของพระพุทธเจ้า คนมันเสื่อมจากศาสตระของพระพุทธเจ้า ความรู้ของพระพุทธเจ้ามันเพี้ยนไปไกลมาก ไกลจนกระทั่ง...แหม...อาตมาพูดไปแล้วก็เกรงจั๊ย...เกรงใจ มันเหมือนตีทิ้งคนอื่นเสียหมด อาตมาก็สนใจใส่ใจคนอื่นอยู่ว่าท่านเหล่านั้นจะเข้าใจอย่างไรหนอ อย่างเรานี่เรามั่นใจว่าเราเข้าใจถูกต้อง ก็พยายามเทียบเคียงว่าของคนอื่นที่ถูกต้องกว่านี้มีมั้ย ที่อาตมาต้องศึกษาของคนอื่นดูนี่ อาตมาอ่าน ศึกษา ตรวจสอบ เพื่อที่จะรู้ว่ามันมีอะไรเหนือกว่าที่เรารู้อีกไหมที่มันเหนือกว่าที่เราเข้าใจเรามั่นใจว่าสิ่งนี้ถูกต้อง ถูกต้องคือเรารู้ว่าอัตตาคืออะไร รู้ว่าโลกคืออะไร แล้วเราก็ปฏิบัติจนเราอยู่เหนือโลกได้ เราไม่เป็นทาสโลก โลกจะประกอบไปด้วยโลกียะต่างๆ แล้วไม่รู้จักอารมณ์ตนเองที่เป็นโลกียะ เป็นโลกียารมณ์ที่มัน ต้องแสวงหา เราก็ชัดเจนแล้วว่าอารมณ์โลกย์ๆอย่างนั้น ที่โลกเขาหลอกว่าเป็นสุข น่าได้น่ามีน่าเป็น ได้มาแล้วก็จะเกิดอิฏฐารมณ์ พอใจชอบใจ ติดยึดแล้วสั่งสมลงเป็นกิเลสอาสวะอนุสัยไป แล้วเราเห็นจริงว่าตั้งแต่เราไม่รู้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ พอเราทำออกไปหมดแล้ว มันก็ชัดเจนว่า เอ้อ...เราถูกครอบงำด้วยอำนาจโลก ด้วยโลกาธิปไตย จนกว่าเราจะสลัดหลุดได้ จิตเราเองที่มันยึดมันบำเรอตนเองนั่นแหละ มันเป็นตน ถ้าเราหยุดได้ มันก็จบแค่นี้ ตามภาษานะ แต่สภาวะมันไม่หยุดง่ายๆ ก็พยายามดูของคนอื่น ตรวจสอบในพระไตรปิฎกมากขึ้น อาตมาก็ต้องทำงานมากด้วย แต่ก็พยายามศึกษาจากพระไตรปิฎกไปอ่านไป ก่อนจะพูดต่อ ขอคุยกับคนที่ส่งประเด็นมา ทาง sms. ก่อน แถมมีเด็กหญิง ป.2 น้องเพชร ถาม ยังค้างอยู่ เมื่อวาน เขามาส่งตอนเสร็จรายการแล้ว ก็เลยบอกไว้ว่าจะตอบให้วันนี้ ส่วนอันนี้ มาส่งเมื่อกี๊นี่เลย อายุ 10 ขวบ ดีนะ ธรรมะอาตมานี่เด็กๆอายุไม่กี่ขวบก็มาฟังด้วย สิบขวบนี่ชั้นป.ไหน ป. 4 ป. 5 ก็ถามมา ชื่อ เด็กหญิงน้ำตาล สเตฟานี่ เมลเกล ถามมา และคำถามที่ค้างมาก่อนคือ

_ ดญ.เพชรเพียงพุทธ · หลวงปู่คะมารยาทกับมารยาต่างกันอย่างไรคะ พ่อครู ว่า … เด็กๆที่ ถามมานี่ไม่ใช่เล่นนะ ..มารยาทกับมารยาต่างกันอย่างไรคะ อาตมาเคยย้ำมาหลายครั้งนะสองคำนี้ มันก็เป็นภาษาที่ตั้งมาสื่อสภาวะอาการอย่างนั้นๆ มารยาทกับมารยาก็เป็นคู่หนึ่ง ของสภาพของสิ่งที่ชื่อว่า อาการที่เรารู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ดี อย่าให้มันแสดงออก เพราะมัน คือ ตัวมาร ตัวไม่ดีอย่าให้มันแสดงออก มารหรือมารยานี่ เมื่อเราสามารถรู้ตัวว่าเรามีสิ่งไม่ดี เราก็เลยควบคุมสิ่งไม่ดีเอาไว้ ควบคุมมารไว้ เอ็งอย่าไปแสดงตัวขายหน้าข้านะ ก็ควบคุมเจ้ามารนี้ไว้ รู้แล้วตอนนี้พอรู้หรือไม่รู้ก็ตาม แต่พอรู้แหละ ถ้าไม่รู้ก็เป็นสัญชาตญาณ คือรู้โดยปริยายว่าไม่ควรแสดงออก แต่คนไม่รู้ก็แสดงออก ก็เป็นการแสดงออกอย่างไม่มีมารยาท มารยาทจึงคือแสดงออกกับสังคมอย่างได้รับการควบคุมตามที่ได้รับอบรมแล้วว่าต้องทำอย่างนั้นในสังคมนั้นๆ เรียกว่าผู้มีมารยาท เพราะบัญญัติภาษาแต่ละคำก็มีความหมายของมัน จากคำว่า มาร เป็นมารยา จาก มารยา จนมาเป็นมารยาท ก็เป็นสภาวะ เราจึงต้องอ่านรู้อาการจิตตนว่าอย่างนี้คือมาร ชัดๆคือจิตเรามีกิเลส เช่น มีอาการโกรธ มันไม่ดี มันเป็นอาการของมาร อาการโลภ อาการราคะ เป็นอาการไม่ดีมันเป็นอกุศลจิต เป็นอาการไม่ดี ซึ่งถ้าไม่ควบคุมก็จะแสดงออกมาเป็นกิริยาภายนอก แสดงโลภ แสดงโกรธ แสดงความน่าเกลียดออกมานั่นแหละแสดงสภาพของตัวกิเลสหรือ ตัวมารออกมาให้คนเห็น พอรู้ตัวก็กำหนดมันไว้ คุมมันไว้ บางทีผู้ไม่เข้าใจก็อธิบาย มารยากับมารยาทว่าต่างกันตรงที่ว่า คนไม่จริงใจ ทั้งที่ใจมีกิเลสแต่ไม่แสดงออก หรือการแสดงออกก็ไม่ใช่ของจริงของมันหรอก มันมารยา ที่แสดงออกนั้นมันไม่จริง ที่จริงมันมีความชั่วมีกิเลสอยู่ แต่มันไม่ปล่อยมารออกมานี่คือมารยา ภาษานี้สื่อให้เห็นว่า จะพูดว่ากันก็ว่าได้ ก็ดีสิ แต่ทีนี้มันเลยเถิด ตรงที่มารยามันกลาย ไม่รู้ว่าภาษาอื่นๆจะมีความหมายเหมือนกันไหม มันกลายเป็นว่าในใจไม่ปล่อยมารออกมา กลับไปใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกคนอื่นกลายเป็น ซ้อนกิเลสหนักเข้าไปอีก อย่างมารยาหญิงนี่ โอ้โฮ...กิเลสที่มันมีนี่ ไม่ใช่ไม่ให้ออกนะ มันปรุงกิเลสเพิ่มอีกหลายตัวเลย มียั่วยวน มีมารราคะมากกว่าเก่าอีก ปรุงแต่งไปหลอกคนอื่นเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เกินไปอีก นี่มันอยู่ในสภาวะทั้งนั้นเลย พอมาเป็นภาษาไทยแล้ว มารยาจึงกลายเป็นอย่างนี้ ไปเลย แท้จริงคือเจ้าของเป็นผู้ควบคุมมารไว้แล้วเรียกว่ามารยา เจ้าของก็ควบคุมมารของตัวเอง พอควบคุมได้การแสดงออกข้างนอกก็เป็นมารยาท ความหมายของภาษาไทยเราก็เป็นอย่างนี้หมด ส่วนภาษาแกนของบาลีจริงๆจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ไปถามเปรียญ 8 เอาเองนั่งอยู่ตรงนั้นน่ะ จริงๆแล้วตัวนี้เป็นสันสกฤตนะ มารยา มารยาท ภาษาบาลีใช้มายา หรือ มายาทยะ อาตมาก็ไม่เก่ง มันก็อย่างนี้ละ ความจริงมันก็มาจากคำนั้นแหละ โดยสภาวธรรมมันมาจากอันนั้นแหละ สรุปแล้วนี่ไม่รู้น้องเพชรเข้าใจหรือเปล่า มารยาท กับ มารยาก็หมายความอย่างเดียวกัน คือควบคุมความไม่ดีของตนเองไว้เรียกว่า มารยาท มารยานี่ก็รู้ว่าสิ่งใดไม่ดีอย่าแสดงออก เอาความหมายง่ายๆแค่นี้ก่อนนะ นี่อาตมาเอาสภาวะมาแปลนะ ไม่ได้แปลตามที่เขาเรียนกันมาที่แปลตาม พยัญชนะ ตามบัญญัติ ถ้าอาตมาไปสอบบาลีกับเขานี่ตกหมดแหละ มันไม่ตรงกับที่เขาแปลกันหรอก อาตมาไม่ได้ใช้ภาษาตามเขา อาตมาใช้ตามสภาวะของอาตมาเองมาอธิบายและอาตมามั่นใจด้วยว่ามันถูกต้อง เพราะอาตมาเอาสภาวะเป็นหลัก บัญญัตินี่เป็นรอง เพราะงั้นเมื่ออาตมาพบบัญญัติอาตมาก็จะตามไปดูว่าตัวต้นมันถึงไหนอาตมาก็จะรู้สภาวะ บางทีเขาอธิบายมันไกลมันเพี้ยนจากสภาวะจริง อาตมาก็ เอ้อ...พยายามตามดูองค์ประกอบด้วยแล้วดึงสภาวะออกมาให้ได้ความหมายที่ถูกต้อง นั่นคือมารยากับมารยาท

_ ดญ.น้ำตาล อายุ 10 ขวบ · ถามว่า พืชก็มีชีวิต สัตว์ก็มีชีวิต แล้วทำไมเราเลือกกินพืชผัก แล้วพืชผักต้นไม้มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ไหม? พ่อครูว่า … นี่เป็น 2 ประเด็น ประเด็นที่ 1 ว่า สัตว์ก็มีชีวิต พืชก็มีชีวิต แต่ทำไมเรากินแต่ผัก ประเด็นที่ 2 พืชผักต้นไม้มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์หรือไม่ เอ้า … ตอบรวมๆไปทั้งสองประเด็น มันจะอธิบายสัมพันธ์กัน สัตว์มีชีวิต พืชก็มีชีวิต ใช่ แต่พืชผักมันมีพลังงานชีวิตที่ภาษาวิชาการเรียกว่าชีวิตินทรีย์ มันเป็นอาการของพลังงาน ที่เป็นตัวขับเคลื่อนเป็นสภาวะอยู่ในพืช แต่ชีวิตมันยังไม่เจริญถึงขั้นรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ หรือรู้สึกว่าต้องรักหรือชังหรือพยาบาทคนนี้ ต้องเคืองคนโน้น รักคนนี้ มันไม่มี มันก็เลยไม่มีบาปหรือบุญ เพราะมันไม่รัก ไม่ชังใคร พลังงานนี้ของมันจึงไม่จองเวรจองกรรมกับใคร และมันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจึงไปกินพืชซึ่งดูเหมือนเราไปฆ่ามันไปทำลายทำร้ายมัน ทั้งที่ความจริงแล้ว คนต้องไม่ทำลายมันสิเพราะพืชมันไม่มีพิษ ไม่มีภัย ก็น่าจะให้มันมีชีวิตไป อีกอย่างถ้ามันมีพิษภัยก็เป็นเพราะเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันเอง ซึ่งเราก็จัดการบ้าง ถ้ามันเป็นภัยต่อเรา ที่จริงเราเองแหละไปยุ่งกับมันเอง เช่น มันมีหนาม มันทำร้ายเราได้เพราะเราไปชนมันเอง มันมีพิษทำร้ายเราเพราะไปสัมผัสมัน ไปกินมันเอง มันอยู่ของมันเฉยๆ มันไม่มีเจตนาทำร้ายใครๆเลย ที่สำคัญคือพืชมันไม่มีจองเวรจองกรรม มันไม่มีบาป ไม่มีบุญกับใคร เพราะฉะนั้นชีวิตพืช เราก็กินได้เพราะคนเราต้องกินอาหาร ในโลกนี้ มีอากาศ มีดิน น้ำ ลม ไฟ มีพืช มีสัตว์ มีคน เรากินอากาศ คือคนเราต้องหายใจ สูดอากาศไปใช้ น้ำเราก็ดื่มอยู่และเราก็อาศัย ไฟและลม แม้ไม่กินโดยตรงก็อาศัยซึมซับอยู่ ทั้งไฟทั้งลม ทั้งบรรยากาศต่างๆที่เราอาศัยอยู่ ทีนี้ ธาตุดินเลยนี่ ธาตุดินนี่เรากินไม่ไหว ถ้าจะเคี้ยวกินแบบกวฬิงการาหาร หรือคำข้าวเลี้ยงตัวเอง คนเรากินไม่ไหว เราไม่กินดินมาเลี้ยงชีวิต แต่ถ้าเป็นสิ่งที่พอกินได้ เราก็กินไหว แต่สิ่งที่ใช้กินได้ดีที่สุดคือพืชที่มันสังเคราะห์ดิน เอาธาตุจากดิน มาบำรุงร่างกายของมัน เราก็เลยกินพืชนี่แหละ มันมีธาตุที่ร่างกายเราต้องการได้มากกว่ากินดินโดยตรง และกินง่ายกว่าดิน เราก็เลยต้องกินพืช แต่คนโง่เลยเถิด ก็เลยไปกินสัตว์ด้วย ทำไมเราไม่กินสัตว์ เรากินแต่พืช ก็เพราะสัตว์มีพลังงานรัก ชัง โกรธ มันจึงจองเวร จองกรรมและเป็นบาปเป็นภัยแก่เราได้ เราจึงไม่ควรไปฆ่า ไม่ทำอะไรมัน เราไม่ต้องอาศัยเอามันมาเลี้ยงชีพเรา เพราะจะเกิดเวรภัยแก่กันและกันได้ ส่วนธาตุบางอย่างจากดิน เราก็ต้องอาศัย แต่เราจะกินโดยตรงไม่ไหว เราก็อาศัยกินพืชเป็นหลักซึ่งมันก็คือธาตุบางอย่างที่รวมเป็นสสาร เป็นก้อน เป็นแท่งเหมือนดิน แต่มันสังเคราะห์มาแล้วจากดินที่มีธาตุที่ร่างกายสัตว์ ร่างกายของคนต้องการแล้วใช้ได้ดีที่สุดก็เป็นธรรมชาติ สัตว์เดรัจฉานมันก็เลือกกินพืช กินผัก บางอย่างมันก็ไปกินเนื้อ เช่น สัตว์กินเนื้อทั้งหลาย สัตว์บางอย่างกินทั้งเนื้อทั้งพืช ส่วนนอกนั้นก็เหมือนกันแหละกินดิน กินน้ำ กินไฟและกินลมอย่างที่อธิบายไปบ้างแล้ว สรุปเรากินพืช ไม่กินเนื้อส้ตว์ เพราะเราไม่ต้องการสร้างเวรสร้างกรรมกับสัตว์ เพราะสัตว์เป็นชีวิตที่จองเวรจองกรรมกันได้ มันทุกข์ มันยากเกินไป ขืนไปเกี่ยวข้องด้วยก็จะนัวเนียกันไปอีกไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เราจึงไม่อยากไปเกี่ยวข้องกับมัน เราก็เลยกินแต่พืชเพราะพืชไม่จองเวรจองกรรมใคร ถ้ากินดินได้ก็ยิ่งดีเลย แต่มันไม่ไหว ร่างกายเราจะไปสังเคราะห์เอาธาตุอาหารจากดิน มันคงทำงานยากเหมือนกัน อย่าไปแย่งไส้เดือนเลยนะ ให้ไส้เดือนมันกินดินไป สัตว์อื่นที่กินดินก็ว่าไป นี่อาตมาได้ข่าวมาว่า ไส้เดือนนี่เป็นอาหารที่บางคนบอกว่าชั้นหนึ่งเลย โอ้โฮ...มีแร่ธาตุ วิตามินสูงมาก โอ้เจ้าประคุณเอ้ย...บอกว่าไส้เดือนนี่ละยอดอาหาร ตอนนี้ก็เลี้ยงไส้เดือนขายกันใหญ่เลย เขาว่าเป็นยอดอาหาร ไส้เดือนนี่มันกินดินนะที่จริง ไส้เดือนเป็นสัตว์น่ะ เราไม่กินมันหรอก

พ่อครูว่า … ทีนี้อธิบายเป็นวิชาการนิดหนึ่ง ที่ถามว่าพืชผักต้นไม้นี่มีความรู้สึกเหมือนมนุษย์มั้ย ไม่เหมือนนะ มนุษย์มีความรักความชัง พยาบาท อาฆาต ผูกพัน หนักมาก ต้นไม้พืชผักไม่มี จึงรู้สึกต่างกันกับคน ต้นไม้ยังไม่มีความรู้สึกรักชังพยาบาทอาฆาตข้ามภพข้ามชาติ แม้แต่ชาติปัจจุบันมันก็ไม่ทำแล้ว แต่มนุษย์นี่โกรธ ชัง พยาบาท ตั้งแต่ยังเป็นๆนี่แหละ และไม่หยุดสั่งสมลงในอนุสัยไว้ตลอดเวลา ชาตินี้ยังไม่ได้แก้แค้นชาติหน้าหรือชาติไหนๆก็กลับมาแก้แค้นอีก ถ้าไม่ได้เรียนรู้วิธีล้างก็เสร็จ มันฝังอยู่ในอนุสัยนั่นแหละ อนุสัย อาสวะนี่เราล้างมันไม่ได้นะ อนุสัย อาสวะมันแปรตัวเป็นสัญญาสั่งสมไว้ในอัตภาพของเราแล้ว มันไม่เปลี่ยนแปลง แต่มันจะออกฤทธิ์กับเรา พระพุทธเจ้ามีวิธีอย่างที่อธิบายไว้แล้ว คือ เราต้องสร้างกำแพงให้กั้นไกลจากมัน ไม่ให้มันมาออกฤทธิ์กับเราเท่านั้นเอง ไม่ใช่มันหมดไปนา ศาสนาพุทธไม่เหมือนศาสนาอื่นที่ล้างบาปได้ กิเลสที่เป็นวิบากรัก ชัง อาฆาตหรืออะไรก็แล้วแต่ มันไม่หายไป มันขึ้นมาทำงานเมื่อถึงวาระของมัน ท่านถึงบอกว่ามันเหมือนหมาไล่เนื้อ แต่พลังงานกุศลน่ะ มันมาถึงเราเมื่อไหร่ มันไม่เป็นปัญหาหรอก มันดี เราก็อาศัยมันไป แต่พลังงานอกุศลนี่ มันเหมือนหมาไล่เนื้อ มันควบตามมาทำร้ายเราตลอดเวลา ถ้าเรามีพลังงานกุศลเยอะ ตามที่เราแต่ละคนทำไว้ มันสังเคราะห์กัน มันกั้นไว้ได้ ทำให้มันมาไม่ถึง แต่พลังงานร้ายมันไม่หยุดนะ มันก็พยายามไล่อยู่เสมอ พระพุทธเจ้าจึงตรัสรู้ว่าเราต้องหยุดทำอกุศลเพิ่ม หยุดบาป หยุดอกุศล ทำแต่กุศลอย่างเดียว หมดบาปทุกปัจจุบัน บาปเก่าแล้วให้จบแค่นั้น ให้มีเท่าที่มันมี ให้มันหยุดไว้เพียงแค่นั้น หยุดพลังบาปไว้แค่นั้น ทำแต่กุศลนี่แหละเป็นกำแพง ดันอกุศลออกไปให้ไกลๆและสร้างกำแพงให้แข็งแรงขึ้นๆ พลังบาปก็จะไม่มีทางควบมาถึงเรา มาทำร้ายทำลายเราไม่ได้ นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า แล้วสุดท้ายเมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสานหมดอัตภาพลง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า มารมันมองไม่เห็นเราแล้ว อกุศลมันตามหาเราไม่เจอแล้ว เฮ้ย...หายไปไหน ตามไม่เจอแล้ว...เท่านี้เอง วิธีของพระพุทธเจ้า ถ้าทำไม่ถูกตามวิธีนี้แล้วไม่มีทางที่จะห้ามกั้นทุกข์ได้ ทีนี้ วิธีของพระพุทธเจ้านั้นลึกซึ้งตรงที่ว่านอกจากห้ามทุกข์ได้แล้ว ชีวิตปัจจุบัน ยังเป็นชีวิตที่มีคุณค่า มีสมรรถนะ รู้จักโลก โลกวิทู แล้วมีจิตเมตตาที่แท้จริง มีจิตเสียสละที่แท้จริง รู้จักคุณค่าของกุศลธรรมที่มีกตัญญูกตเวที มีการสงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือ รู้เห็นว่ามีสิ่งที่ต้องทำให้แก่โลก ให้แก่คน ซึ่งล้วนแต่เป็นกุศลธรรมต่างๆ แล้วเราก็ทำ โดยความจริงนั้นด้วย มันไม่ใช่ทฤษฎีที่หนีไปจากโลก ไม่รู้อะไรเลย ทิ้งชีวิตไปโดยไม่ได้ล้างกิเลส เพราะระบบของเขาไม่ได้ล้าง ไม่ได้ทำให้อกุศลจิตมันดับสูญ ไม่เกิดอีกเลยทุกปัจจุบัน อย่างที่รู้ๆเห็นหลัดๆเลยว่ามีอะไรที่เป็นผัสสะทำให้เกิดทั้งนั้นเลยในโลก ที่จะเป็นดินน้ำไฟลม สัตว์ มนุษย์ วัตถุต่างๆ จนกระทั่งถึงนามธรรมขั้นอรูปธรรมที่เรียกกันว่าสรรเสริญ เรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ที่มันหยาบหน่อยก็เรียกว่า ยศชั้นบ้าง ลาภบ้าง มาเรียกว่าของควรได้ควรมีหรือแม้แต่สัตว์ตัวตนบุคคลเราเขา สิ่งของแท่งก้อนเงินทองดินน้ำลมไฟอะไรก็แล้วแต่ เพชรนิลจินดา ข้าวของ ฯลฯ ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หนีสิ่งเหล่านี้ ท่านให้รู้เท่าทันหมด จึงอยู่กับมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะพวกนี้หมดฤทธิ์ทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่เป็นทาสมันแล้ว เรารู้แล้วว่าอะไรควรอาศัย ก็อาศัยพอควรซึ่งน้อย ไม่มากไม่มายอะไร ที่เราต้องอาศัยดำรงชีพ และเราก็รู้ว่าในสังคม เราเป็นคนมีประโยชน์ เราช่วยทำงานให้สังคมได้จริงๆ จึงเป็นทฤษฎีที่ต่างจากการหนีไปจากโลกแบบฤาษี ที่ไม่เรียนรู้โลก ไม่รู้จักโลกและมีชีวิตอยู่อย่างไม่ได้ล้างกิเลสอย่างแท้จริง อย่างพวกเชนของมหาวีระ พวกทิฆัมพร มักน้อยทิ้งทุกอย่างจริงๆ หนีเข้าไปกดข่มเอา กดเอาข่มเอา ฝึกเอากดข่ม ทนต่อผัสสะที่เป็นธรรมชาติที่ตนเองเลี่ยงไม่ได้ ทนต่ออากาศหนาว อากาศร้อน กระทบบรรยากาศ แต่ไม่ได้มาฝึกทนกับอำนาจโลกียะ ลาภยศสรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส ไม่มาฝึก พวกเขาจึงทนต่อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หรอก นี่แหละจึงต้องเวียนว่ายในวัฏฏะ ไม่เรียนตัวกิเลสในตัวจิต ศาสนาเชนไม่ได้เรียนรู้วิธีที่จะล้างกิเลสนั้น กดข่มไปได้เป็นชาติๆ ทนได้หมด มักน้อยสันโดษอดทนต่อบรรยากาศ อดทนต่อธรรมชาติจะร้อนจะหนาวจะหนักจะเหนื่อยจะอะไรทนได้หมด ทนตัวเอง เอาอัตตาตัวเองให้แข็งแรง ไม่ได้ล้างเหตุแห่งการยึดติดอัตตา ไม่ได้เรียนอัตตาอย่างลึกซึ้งซับซ้อน พวกนี้ เขาทนได้เป็นชาติตายแล้วมันก็ไม่ได้ล้าง ต้องมาฝึกกันใหม่ ถ้ามาเกิดอีกมันก็ลิงลมอมข้าวพอง มาพอกกิเลสอีก พอกิเลสเกินขีด ของเก่าๆนั้นมันก็ระลึกไม่ได้แล้ว มันก็วนเวียนอยู่นี่แหละ ไม่มีจบ พระพุทธเจ้าถึงท้าทายเลยว่า ทิฏฐิ 62 นี่ที่สั่งสมอยู่ในอดีตทั้งหมด เขาไม่ได้ล้างกิเลส เขาได้แต่ระลึก อย่างพวกนี้นั่งระลึกชาติไป อย่างพวกสัสสตะทั้งหลาย ระลึกไป ระลึกได้ชาติอันแรกหมู่แรกของสัสสตะ ได้ถึงแสนชาติ จากนั้นไปเป็นสังวัฏฏกัปป์ วิวัฏฏกัปป์อะไรงี้น่ะ มันก็เป็นระยะเวลาเท่านั้นเอง ระลึกชาติได้ นอกจากนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าอัตตาตนเองมีกิเลสอะไรยังไงไม่รู้ แล้วไม่รู้หรอกที่ระลึกได้ก็นึกว่าแค่นั้นแหละคือชีวิตยังๆๆก็เดาได้ เพราะไม่ได้เรียนก็ได้แต่เดา อาตมาก็ยังไม่เก่งนะที่จะอธิบายรายละเอียดอันนี้ให้ฟัง สภาวะที่เป็นอัตตาที่คนหลง และทิฏฐิพวกนี้ที่ใช้ระลึกอดีตนี่แหละ แล้วระลึกไปอนาคต มันก็มีสิ่งที่ประมาณกันเกินอนาคตก็ฟุ้งซ่านต่อไปอีก เพ้อไปอีก บางอย่างเท่าที่รู้ 1 . เราเองเราเป็น เรามีอย่างนั้น 2 . เรายังไม่เป็น ยังไม่มี มันก็เป็นอนาคต แต่ก็รู้แต่ละชาติๆนี่ เช่น ชาตินี้ตั้งแต่เกิดจนตาย คุณไม่ได้เป็นเศรษฐี 100 ล้าน แต่คุณอยากเป็นมั้ย อยากได้ อย่างนี้เป็นต้น เกิดมาชาติหน้ามันก็ไม่ลืม มาชาติหน้า ระลึกก็ไม่ได้เพราะเราไม่เคยเป็น แต่อยากเป็นอยู่เพราะไม่ได้ล้าง ชาตินี้มันก็จะมาฝันต่ออีกยังเป็นอนาคตนะ ก็มันยังไม่เคยเป็นน่ะ อยากมีพันล้าน อยากเป็นคนเก่ง อยากมีความสามารถ อยากได้ยศชั้น สรรเสริญอะไรก็แล้วแต่ โลกีย์ทั้งนั้นแหละ ลักษณะโลกีย์ทั้งหมด ก็จะเอาอย่างเขาทั้งหมดแหละ ฝังไว้ที่ในจิต ที่ได้แล้วมันก็รู้เท่านั้น แต่มันก็อยากเป็นอีก อยากเป็นกว่านั้นอีก มีแค่นี้ได้แล้วก็ไม่พอจะเพิ่มๆๆ นอกจากนั้นก็คิดใหม่ เป็นพวกตักกี วีมังสี พวกนักตริ นักคิดนักสร้างวิมานเพิ่มปรุงแต่งเพิ่มๆไม่มีหยุด ไม่มีจบ แล้วอยู่กับสิ่งตนสร้างแล้ววนเวียนกลับมาไม่รู้จบ มอมเมากัน มาหลอกกันอยู่นี่แหละ แค่พูดอาตมาก็เมื่อยแล้ว ไม่ต้องไปเสียแรงหรอก ต่อสู้แสวงหาเพื่อให้ได้มา เมื่อยแล้วและมันก็ไร้ค่า เอามาบำเรอได้มาก็ชื่นใจ สุขัลลิกะเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผู้ไม่เคยได้ อย่าไปอยากต่อเลย มาปฏิบัติให้เป็นอรหันต์ก่อน เมื่อเป็นอรหันต์แล้วคุณอยากรู้พวกที่อยากได้ คุณมาเลย ถ้าคุณเป็นโพธิสัตว์แล้วคุณจะได้ร้อยล้านพันล้าน และได้อย่างดีด้วย ได้อย่างไม่ซ้อนบาป ได้อย่างสุจริตด้วย แล้วคุณจะรู้เพราะคุณเป็นอรหันต์ซะแล้ว โธ่เอ๊ย...และมันได้อย่างสุจริตนะ อย่างอาตมานี่ ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้หาเงินเลย แต่อาตมาก็มีเงินมีรายได้ที่เขาเอามาบริจาคให้เพื่ออาตมาใช้ตามอัธยาศัย แล้วอาตมาก็เอามาทำงาน โดยอาตมาเคยบอกแล้วว่า เงินที่เขามาทำทานกับอาตมานี่ ไม่ใช่ทำบุญ จะเป็นทำบุญถ้าหากเขาทำใจในใจโยนิโสมนสิการเป็นและสละกิเลสได้ คือทำโดยไม่หวังผลตอบแทน แต่คุณรู้ คุณเอาเงินมาให้อาตมานี่ คุณรู้ อาตมาไม่ได้เอาเงินคุณมาบำเรอตนเองหรือทำประโยชน์แก่ตนเองเลย คุณรู้ว่าอาตมาเป็นนาบุญ เอาเมล็ดพันธุ์มาใส่ตรงนี้ มันก็งอกเพื่อประโยชน์ผู้อื่นเท่านั้นเอง เป็นนาบุญที่แท้จริง เขาก็เอามาให้ เพราะอาตมาไม่คอร์รัปชั่น ไม่คอมมิชชั่น เพื่อตนเองเท่านั้นนะ ไม่ให้พ่อแม่พี่น้อง ลูกหลานมิตรสหาย ให้คนที่รักที่ชอบ หรือเอาไปเปลืองผลาญ เอาไปซื้อเครื่องบินเจ๊ต อย่างเณรคำ หรือ อะไรก็แล้วแต่ ไปบำเรออะไร อาตมาไม่ทำ อาตมาไม่ใช้เงินพวกนี้ อาตมาเป็นนาบุญ งอกให้ผู้อื่นเท่าที่อาตมาจะมีปัญญาว่าจะเอาไปทำอะไร จะใช้ทางโลกียธรรมอาตมาไม่ใช้แน่ เขาก็รู้ว่าอาตมาใช้ทางโลกุตระ มันเป็นกุศลแก่ผู้มีความรู้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทำทานกับพระโสดาบัน 1 ครั้งดีกว่าทำนิจทาน ทำทานใส่บาตรให้โสดาบัน 1 ครั้งมีกุศลยิ่งกว่าทำนิจทานให้พระกเฬวราดปุถุชน 100 ครั้ง ทำทานให้พระสกิทาคามี 1 ครั้งเท่ากับทำทานกับพระโสดาบัน 100 ครั้ง ทำทานกับพระอนาคามี 1 ครั้งเท่ากับทำทานใส่บาตรแก่พระสกิทาคามี 100 ครั้งทำทานกับพระอรหันต์ 1 ครั้งเท่ากับทำทานกับพระอนาคามี 100 ครั้ง อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งทำกับพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์ก็ยิ่งเป็นขั้นเป็นตอนไป ยิ่งพระพุทธเจ้านี่เยี่ยมยอด... แล้วก็ตีกลับ แทนที่จะทำระบุเจาะจงเฉพาะพระพุทธเจ้า ให้ทำกับสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าโดยไม่เจาะจง ไม่ระบุบุคคล อย่างนี้ได้กุศลมากกว่าทำทานที่เจาะจงให้กับพระพุทธเจ้าอีก การทำทานเจาะจงให้พระพุทธเจ้าจึงสู้การทำสังฆทานคือทานที่ให้สงฆ์ที่ขาดแคลนไม่ว่าขาดข้าว ขาดน้ำ ขาดปัจจัยสำคัญโดยไม่ระบุบุคคล ไม่ได้ สังฆทานนี่จึงได้บุญได้กุศลมากกว่าเจาะจงทำกับพระพุทธเจ้า แต่แน่นอนว่าทำกับพระพุทธเจ้าองค์เดียวก็ได้กุศลมากมายมหาศาล เพราะเป็นองค์เดียวที่คุณธรรมสูงสุด แต่พระพุทธเจ้าเห็นว่าถ้าขืนมาทำแต่กับพระพุทธเจ้า สงฆ์อื่นก็แย่สิ คนทำจะมีจิตที่คับแคบไม่เผื่อแผ่ การทำสังฆทานจึงมีผลสูงมาก หรือทำวิหารทานที่เรียกว่าจตุทิสามหาวิหารทาน เรียกว่าทานกับสงฆ์ทั้ง 4 ทิศ คำว่าวิหารไม่ใช่โรงเรือน แต่วิหารคือเครื่องอาศัย อาจจะเป็นเข็ม เป็นด้ายก็ใช้อาศัย คือเป็นสิ่งที่พระท่านขาดแคลนและจำเป็นและควรได้ ท่านเองก็ไม่ขอ นั่นแหละอานิสงส์สูงสุด จากทานที่เรียกว่า จตุทิสาสังฆิกมหาวิหารทาน ให้สงฆ์ได้ทั้งสี่ทิศโดยไม่ระบุบุคคล ไม่ระบุข้าวของ ไม่ระบุราคา แต่ระบุความจำเป็นของแต่ละสงฆ์ทั่วทั้ง 4 ทิศเพราะงั้น ฆราวาสมีหน้าที่สอดส่องดูสงฆ์ องค์ไหนท่านขาดด้าย ท่านจำเป็นก็หาด้ายให้ท่าน จะมีอานิสงส์สูงมาก ท่านขาดผ้าก็ถวายผ้า ท่านขาดแคลนอะไรก็แล้วแต่ เราก็ถวายอันนั้น แม้แต่ที่อาศัยที่พักก็ตาม แต่คนเดี๋ยวนี้เขากลับไปเรียกที่อาศัยว่าวิหาร กลายเป็นสอนกันว่าสร้างวิหารคิดแค่ว่าสร้างวิหารถวายพระนี่แหละได้กุศลสูง แต่การสร้างวิหารต้องใช้เงินเยอะ ก็เลยเอามาพูดเบี้ยวบาลีหากินกันอย่างนั้น ในพุทธกาลเคยมีผู้ถามพระพุทธเจ้าว่าทำทานอย่างไรให้ลงทุนน้อยแต่ได้อานิสงส์สูง สร้างวิหารมันลงทุนน้อยที่ไหนกัน พระพุทธเจ้าต รั สว่า เข็มเล่มหนึ่งก็อานิสงส์สูงมาก ถ้าภิกษุรูปนั้นท่านขาดเข็ม ขาดด้าย ขาดอะไรที่ราคาน้อยๆที่สุด แต่เป็นสิ่งสำคัญเป็นสิ่งที่ดีงามถูกต้อง อันนั้นแหละต้องให้แก่ท่าน เพราะงั้น หน้าที่ฆราวาสคือดูแลสงฆ์ว่าท่านขาดอะไร อย่าให้ท่านเดือดร้อน เพราะท่านจะไม่ของ่ายๆ ถ้าเขาไม่ปวารณา จะขอได้อย่างไม่ต้องปวารณามีแต่ขอจากพ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน อดีตเมียเท่านั้น แต่ว่าถ้าคนอื่นก็ต้องให้เขาปวารณาไว้ ว่าให้ในวงเงินเท่าไหร่แล้วแต่เขาจะปวารณา ถ้าไม่ปวารณาสงฆ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน