581002_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๗.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
581002_ รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราช เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 27 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 2 ต.ค. 2558 เร ิ่ มต้นเดือนตุลาคมแล้ว ใกล้หมดปีอีกแล้ว เดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทัน มันยังไง ชีวิต แก่ไม่ทันจริงๆ แต่เราก็อาศัยใช้เวลาศึกษา ชีวิตนี้ไม่มีอะไรดีกว่าการศึกษา ไม่เช่นนั้นก็หลงไปมีกิเลสหนาขึ้นๆ เป็นปุถุชน ชีวิตคนไม่ศึกษาธรรมะนั้น มีชีวิตเพื่อเพิ่มกิเลสให้แก่ตนเองทุกวินาที คือการแส่หาแสวงหาของจิตวิญญาณอวิชชา ไม่ใช่ผู้ศึกษาแต่เป็นผู้แส่หา ตกในอวิชชา พระพุทธเจ้าว่าดุจถูกข่ายคลุมไว้ ดำผุดดำว่ายในข่ายนี้ตลอดเวลาเลย ก็จริงที่สุดเลย ชีวิตน่ากลัว ขออภัยที่ต้องบอกว่าผู้ออกมาได้ อาตมาว่าอาตมาออกมาได้ก็เห็นชัดเจนจริงๆ ชาตินี้อาตมาเป็นลิงลมอมข้าวพองไประยะหนึ่ง ชีวิตคนก็จมกับอัตตากับกาม แล้วจมอยู่กับตัวเอง ถูกหลอกว่าตัวเองคือตัวกิเลส กว่าจะเป็นอิสระหลุดพ้นจากกิเลสที่ยึดเอาตัวเราไป จนเราไม่รู้ตัวเลยว่าเราคือใคร กว่าจะเป็นอิสระเสรีก็ไม่ง่าย อาตมาก็ศึกษาแล้วก็ดูคนอื่นเขาศึกษา ก็ถึงยุคนี้การศึกษาของพระพุทธเจ้ามันเสื่อม ไม่ใช่ธรรมะวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้าเสื่อม แต่คนมันเสื่อมจากศาสตร์ของพระพุทธเจ้าเพี้ยนไปไกลมาก ไกลจนกระทั่งยากที่จะกลับมาแล้ว คนเราก็หลงสะสมกิเลสชอบใจ ไม่ชอบใจสั่งสม ด้วยอำนาจโลกด้วยอำนาจอัตตา จนเรามาศึกษาสลัดหลุดได้ ไม่ยึดมาบำเรอตนเองได้ เพราะบำเรอตนเองมันจึงเป็นตัวเอง ถ้าเราหยุดบำเรอตนเองก็จะรักษาไว้ได้ ก็พยายามดูของคนอื่น ตรวจพระไตร ปิฎก มากขึ้น ก็พยายามศึกษาไปอ่านไป
มาดู sms ก่อน _ดญ.เพชรเพียงพุทธ · หลวงปู่คะมารยาทกับมารยาต่างกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า… ก็เป็นภาษาที่ตั้งมาสื่อสภาวะ มารยาทกับมารยาก็เป็นคู่หนึ่ง ของสภาพสิ
อ่านต่อ
่งที่ชื่อว่า อาการที่เรารู้ว่าสิ่งนี้มันไม่ดี อย่าให้มันแสดงออก คือตัวมาร อย่าให้แสดงออก เมื่อเราสามารถรู้ตัวว่ามีสิ่งไม่ดี เราก็เลยควบคุมสิ่งไม่ดีเอาไว้ ควบคุมมารไว้ อย่าแสดงตัวขายหน้าข้านะ หรือไม่รู้ก็ตามก็เป็นสัญชาติญาณ รู้โดยปริยายว่าไม่ควรแสดงออก แต่คนไม่รู้ก็แสดงออกอย่างไม่มีมารยาท มารยาทคือแสดงออกกับสังคมอย่างได้รับการอบรมแล้ว เรียกว่าผู้มีมารยาท ก็มีคำว่า มายา มารยา จนมาเป็นมารยาท ก็เป็นสภาวะ ต้องรู้อ่านอาการจิตตน ชัดๆคือจิตเรามีกิเลส เช่น มีอาการโกรธ มันไม่ดี อาการโลภ อาการราคะ มันเป็นอกุศลจิต ไม่ดี ถ้าไม่ควบคุมก็จะแสดงออกมาเป็นกิริยาภายนอก บางทีผู้ไม่เข้าใจก็อธิบาย มารยากับมารยาทว่า คนไม่จริงใจเลยไม่แสดงออก หรือแสดงออกมาอย่างมารยา ที่จริงมีความชั่วในใจไม่ปล่อยมารออกมา คือมารยา อย่างมารยาหญิงนี่ปรุงแต่งไปหลอกกันเพิ่มขึ้นอีกมากมายเลย
_ดญ.น้ำตาล · พืชก็มีชีวิต สัตว์ก็มีชีวิต แล้วทำไมเราเลือกกินพืชผัก แล้วพืชผักมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ไหม? พ่อครูว่า… ชีวิตสัตว์ก็มีชีวิต พืชผักก็มีชีวิต แต่พืชผัก มันมีชีวิตที่มีพลังงานชีวิต แต่ไม่มีพลังงานที่รู้สึกสุข ทุกข์ หรือรัก หรือชัง มันไม่มี มันก็เลยไม่มีบาปหรือบุญ มันไม่จองเวรจองกรรม ชีวิตพืชเราก็ใช้กินได้ เพราะคนเราต้องกินอาหาร ในโลกนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีพืช มีสัตว์ มีคน มีอาการ คนเราก็ต้องหายใจ แต่น้ำเราก็ดื่มอยู่ คนก็อาศัย ไฟและลม ธาตุดินนี่เรากินไม่ไหว แต่ถ้าเป็นส ิ่ งพอกินได้ก็กินไหว แต่สิ่งที่ใช้กินได้ดีคือพืช มันมีธาตุที่ร่างกายเราต้องการจากพืชได้มากกว่าดินกินง่ายกว่าดิน เราก็เลยต้องกินพืช แต่คนโง่เลยเถิด เลยไปกินสัตว์อีก ทำไมเราไม่กินสัตว์ก็เพราะสัตว์มีพลังงานรัก ชัง จองเวร จองกรรมได้ด้วย เราก็ไม่ต้องไปเอามันมาเลี้ยงชีพเรา จะเกิดเวรภัยแก่กันและกันได้ เราก็อาศัยพืช อาศัยดิน พืชคือธาตุที่รวมตัวเป็นสสารก็เหมือนดิน แต่มันสังเคราะห์มาเป็นสิ่งที่คน สัตว์ใช้ได้ เราไม่ควรสร้างเวรกรรมกับสัตว์
พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้หารายได้แต่ก็มีคนเอามาให้อาตมา แล้วอาตมาก็เอามาทำงาน โดยอาตมาเคยบอกแล้วว่า เงินที่เขามาทำทาน (ทำบุญคือหากเขาทำใจในใจเป็นได้สละกิเลสได้) ทำทานกับพระโสดาบัน 1 ครั้ง เท่ากับทำทานกับพระสกิทาคามี 100 ครั้ง ทำทานกับพระสกิทาคามี 1 ครั้งก็เท่ากับทำทานกับพระอนาคามี 100 ครั้ง...จนถึงพระพุทธเจ้า แล้วก็ตีกลับ ว่าทำบุญกับสงฆ์โดยไม่เจาะจง นั้นได้กุศลมากกว่าทำทานกับพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่าสังฆทานคือทานที่ไม่ระบุบุคคล สังฆทานนี่ได้บุญได้กุศลมากกว่าทำกับพระพุทธเจ้า แต่ว่าทำกับพระพุทธเจ้าองค์เดียวก็ได้กุศลมากมายมหาศาล เพราะถ้าขืนมาทำแต่กับพระพุทธเจ้า สงฆ์อื่นก็แย่สิ การทำสังฆทานมีผลสูงมาก หรือวิหารทาน เรียกว่าทานกับสงฆ์ทั้ง 4 ทิศ ไม่ใช่ว่าวิหารคือโรงเรือน แต่วิหารคือเครื่องอาศัย จะเป็นเข็ม เป็นด้ายก็ใช้อาศัย คือสิ่งที่ท่านขาดแคลน นั่นแหละอานิสงส์สูงสุด ท่านขาดแคลนอะไรก็ทำอันนั้น แม้แต่ที่อาศัยก็ตาม แต่เขากลับไปคิดแค่ว่าสร้างวิหารเป็นส ิ่ งก่อสร้างถึงอานิสงส์สูง เป็นการเอามาทำมาหากินเสียอีก สงฆ์ท่านจะไม่ของ่ายๆ เพราะจะขอได้อย่างไม่ต้องปวารณาคือพ่อแม่ พี่น้องลูกหลาน เมีย ก็ขอได้ แต่ว่าถ้าคนอื่นก็ต้องให้เขาปวารณาไว้ ว่าวงเงินเท่าไหร่ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ ญาติโยมทำทานอย่างถูกต้องศาสนาจะไม่เละเทะอย่างนี้
_ 0857308xxx · คำพ่อครูมีความหมายทางธรรมลึกซึ้ง ผู้น้อยต้องเรียนซ้ำๆจึงจะเข้าใจ _ 0893867xxx คนที่รู้เห็นตัวตนแท้ๆของตน(อัตตา)ที่เป็นของแท้ของ จริง(ภูตภาวะตถตา)คงจะ เข้าใจอาการ,ลิงคะ,นิมิต, อุเทศ!มีพุทธปัญญารู้ภาวะ รูป-นามที่พ่อครูสอน! _ 0857308xxx สัญญานไม่ดี ถึงอย่างไรก็จะดูรีรันเพราะเรียนรู้ช้าค่ะ 0893867xxx อาการคือสภาวะนั้นของจิตเมื่อจิตมีอาการพากเพียรจนมีความตั้งมั่นจนเกิดพลังงานแบบเข้มแข็งมั่นคงคงใช่เจตสิกฤาธาตุจิตที่เรียกว่าฐีติธาตุกระมัง _ 0893867xxx การทำทานที่จะทำให้ได้บุญแท้ขณะทำในสิ่งที่เป็นปย.ต่อผู้อื่นต้องทำด้วยจิต บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสไม่มีความต้องการหมดความอยากได้ทุกสิ่ง! _ 0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมที่ทำให้คนไกลอโศกได้ฟังธรรมพ่อครูฯจนหมดทุกข์สิ้นโศกทุกวัน !
พ่อครูว่า… ในพระไตร ปิฎก เล่ม 9 ท่านเรียงหลักการปฏิบัติธรรมเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไว้อย่างดีแล้ว เบื้องต้นต้องมีศีล สูตรแรกคือพรหมชาลสูตร ท่านสอนว่าศาสนาพุทธมีศีล โดยเฉพาะมหาศีล ไม่เหมือนศาสนาอื่น พอเริ่มต้นศีลแล้วก็เข้าสู่ทิฏฐิ 62 ที่คือมีสองจำพวก คือพวกนั่งหลับตากับพวกตักกี วิมังสี(ตรึกนึกคิดเอาเอง คือเปรียญนักศึกษาศาสนา) พวกนี้ลืมตา แล้วใช้ตรรกะ ผกผันเหตุผลเป็นปรัชญา มีเท่านี้ สรุปแล้วเป็นสองสายคือพระบ้านกับพระป่า พระบ้านก็เรียนสาธยายเหตุผล ส่วนพระป่าก็นั่งหลับตาสมาธิ พวกตักกีวิมังสีแสดงออกได้ก็เลยได้ครองศาสนา พวกนี้ไม่มีทางบรรลุ เขาเองยอมรับว่าไม่เข้าถึงจิต ส่วนพวกนั่งหลับตาเข้าถึงจิต แต่ ไม่ได้เรียนรู้จิต ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ที่ต้องมีสติ สติสัมปชัญญะ จะมีนิพพานต้องมีทิฏฐธรรมนิพพาน คือ คำว่าทิฏฐิ ต้องมี 1 .การเห็นได้ ใครก็เห็นร่วมกันได้ แม้นามธรรมก็พอรู้กันได้เมื่ออยู่ร่วมกัน 2 .ต้องมีปัจจุบัน อย่างนั่นหลับตาปิดทวารจะเห็นไม่ได้ ตัดทิ้งเลย ไม่มีนิพพานเพราะไม่เป็นทิฏฐธรรม ไม่เป็นปัจจุบันและไม่เห็นด้วย แล้วนั่งหลับตามีปัจจุบันซ้อน เขาก็ว่าเขานั่งแล้วอ่านกาม อ่านสัญญาในตอนหลับตา เขานึกว่าเป็นกาม แต่ที่จริงเป็นกามสัญญา ไม่มีกามจริง เพราะของจริงคือกามที่สัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เขาจึงได้แต่ตรรกะได้แต่วิมังสี ทวนอดีตหรือนึกอนาคตที่ยังไม่ได้แต่อยากได้ ที่เคยได้ มันยังไม่ได้เท่าที่อยากได้หรอก ไปถามทักษิณหรือเณรคำก็ได้ เขายังอยากได้สิ่งที่เขาเคยได้มากกว่านั้นอีก เขาถึงไม่หยุด อนาคตจึงมีมากกว่าอดีต แม้ปัจจุบันก็ไม่มีกามคุณ 5 จริง เว้นผัสสะเสียแล้วไม่มีฐานะที่จะมีได้ จบ ต้องมามีผัสสะ แล้วก็เข้าสู่สูตรที่ 2 สามัญผลสูตร คือสามัญแปลว่า การเป็นสมณะ คือผู้ปฏิบัติเกิดความสงบจากกิเลสได้ และเป็นที่รู้กันทั่วไปได้เป็นสามัญ ไม่ใช่รู้แต่ผู้เดียว เรื่องนิทานของสามัญผลสูตรคือ พระเจ้าอชาตศัตรูมาพบพระพุทธเจ้า แล้วมาถามไถ่ เพราะว่าทุกข์มาก มีวิบากบาปมาก ท่านก็สำนึก ไปหาอาจารย์ต่างๆก็ไม่มีใครแก้ให้ท่านได้ ชีวกโกมารภัจจ์ก็แนะนำไปหาพระสมณโคดม ก็ไปหาก็เลยได้โอภาปราศัยกัน พระพุทธเจ้าว่าท่านก็มีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วพระเจ้าอชาติศัตรูก็เลยถามพระพุทธเจ้าว่า สามารถแสดงผลให้เห็นเป็นปัจจุบันได้ไหม พระพุทธเจ้าท่านก็ว่ามี ท่านก็ไล่มาตั้งแต่ศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แล้วก็พูดถึงหลักปฏิบัติ จรณะ 15 นี่คือหลักปฏิบัติไม่ใช่ไปนั่งหลับตา สมัยนั้นพราหมณ์มหาศาลคือพระบ้าน ส่วนพระก็ออกป่าเหมือนยุคนี้ สมัยโน้นมันยิ่งกว่า มีหลากหลายสำนักกัน เหมือนมหายานตอนนี้ ท่านก็ว่า การปฏิบัติคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ไม่ได้บอกถึงจรณะ 15 เป็นพยัญชนะ แต่ก็คืออันนี้แหละ สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ แล้วปฏิบัติลดละเลิก เป็นวรรณะ 9 (สุภระ สุโปสะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สัลเลขะ ธูตะ ปาสาทิกะ อปัจจยะ วิริยารัมภะ) ปฏิบัติได้ก็เป็นผู้สันโดษ มีศีล สำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ แล้วสันโดษ ก็คือจรณะ 15 ที่ ประกอบด้วยการสังวรศีล แล้วมีอปัณกปฏิปทาอีก 3 แล้วมีสัทธรรมอีก 7 แล้วมีฌาน 4 ต่อมาก็เป็นอัมพัฏฐสูตร เป็นสูตรที่ 3 ท่านดักไว้เลยว่า ต่อไปศาสนาจะเสื่อมมี 4 ประการคือ
3 . อัมพัฏฐสูตร [ 164 ] 2 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้ ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ถือเสียมและตะกร้าเข้าไปสู่ราวป่าด้วยตั้งใจว่า จักบริโภคเหง้าไม้รากไม้และผลไม้ สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สอง. [ 165 ] 3 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถที่จะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ และไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ จึงสร้างเรือนไฟไว้ใกล้บ้าน หรือนิคมแล้วบำเรอไฟอยู่ สมณพราหมณ์นั้น ต้องเป็นคนบำเรอท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สาม. [ 166 ] 4 . ดูกรอัมพัฏฐะ อีกข้อหนึ่ง สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เมื่อไม่บรรลุวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยม ไม่สามารถจะหาผลไม้ที่หล่นบริโภคได้ ไม่สามารถจะหาเหง้าไม้รากไม้และผลไม้บริโภคได้ และไม่สามารถจะบำเรอไฟได้ จึงสร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วสำนักอยู่ด้วยตั้งใจว่าผู้ใดที่มาจากทิศทั้ง 4 นี้ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม เราจักบูชาท่านผู้นั้นตามสติกำลัง สมณพราหมณ์นั้นต้องเป็นคนบำเรอ ท่านที่ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะโดยแท้ นี้เป็นทางเสื่อมข้อที่สี่. ดูกรอัมพัฏฐะ ทางเสื่อมแห่งวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้มีอยู่ 4 ประการดังนี้. [ 167 ] ดูกรอัมพัฏฐะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอกับอาจารย์ย่อมปรากฏในวิชชาสมบัติและจรณสมบัติอันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้บ้างหรือไม่? ข้อนี้ไม่มีเลย พระโคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้ากับอาจารย์เป็นอะไร วิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมเป็นอะไร ข้าพเจ้ากับอาจารย์ ยังห่างไกลจากวิชชาสมบัติและจรณสมบัติ อันเป็นคุณยอดเยี่ยมนี้.
พ่อครูว่า… ตอนที่พระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ ศาสนายังไม่เสื่อมอย่างทุกวันนี้ด้วย มาสูตรที่ 4 เน้นธรรมะพระพุทธเจ้า ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น ศาสนาพุทธมีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลัก ศีลมาก่อน และยั่งยืน ย้ำเลย เมื่อมีศีล ถึงจะมีปัญญา ถ้าไม่มีศีล ก็ไม่มีปัญญา มีปัญญาโดยไม่มีศีลไม่ได้ ทุกวันนี้ หาศีลที่เป็นอาริยะ ไม่มีแล้ว จะมีปัญญาสัมมาทิฏฐิได้แต่ไหน สูตรที่ 4 เน้นว่า ศีลอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น คือสรุปความของโสณทัณฑสูตร ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ที่จะให้กำเนิด โอปปาติกสัตว์ สูตรที่ 5 โสณทัณฑสูตร เน้นยัญพิธี ดีที่สุดคือ ศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ต่อมา สูตรที่ 6 มหาลิสูตร ท่านย้ำว่าสมาธิ ที่ได้ทิพย์แบบโลกีย์นั้นสู้สมาธิที่ได้โลกุตระไม่ได้หรอก มาสู่สูตรที่ 7 โสณทัณฑสูตร ท่านสอนให้เรียนรู้เป็นลำดับ รู้โลกอัตตาโลกกาม สูตรต่างๆเป็นสุดยอดวรรณคดีโลกเลย ในปฏิจจสมุปบาท นั้นต้องเป็นสภาวธรรมทั้งหมด ถึงมีผลไม่ใช่แค่ว่าตรรกะนึกคิดเอา ก่อนนี้ก็ไปอ่านบทความของพวกนักคิด นักศึกษาพวกนี้ เขาพูดถึงความว่าง แต่ไม่มีสภาวะ เป็นเพียงตักกี วิมังสี เขาว่างอย่างไม่มีสภาวะ ที่พูดออกมา แต่ถ้าพูดถึงความว่างอย่างมีสภาวะจะพูดอย่างในแนวปฏิจจสมุปบาท คือมีผัสสะ มีตัณหาเป็นปัจจัย เป็นเหตุให้ปฏิบัติจนเกิดความว่างจากกิเลส พวกสายตรรกะพวกนี้มีมากในมหายาน เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ไม่ได้รู้ช้างทั้งหมด นี่กระตุกต่อมสำนึกให้รู้นะ สำหรับพวกตักกี วิมังสี ที่ตรึกไปในอดีตก็มี ในอนาคตก็มี พวกอนาคตมีมากกว่าพวกอดีต
วันนี้เอาแค่ sms มาอ่านแล้วก็ขี่ม้าลอบค่ายไม่เข้าสู่เมือง แต่ก็ได้เข้าใจอะไรเพิ่มเติมขึ้น เรื่องที่อาตมาเน้นคือคำสอนพระพุทธเจ้าท่านตรัสในพรหมชาลสูตรว่าคำสอนท่าน 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 )
พ่อครูว่า...สมัยโน้น คนมีหลายสำนักแล้วก็ดูกันออกง่ายว่าดำกับขาว แล้วเขาก็ไม่ยึดมาก แต่ทุกวันนี้พุทธเหมือนกัน เขาก็ยึดว่า ผ้าเขาสีขาวอยู่ แต่อาตมาก็ว่าผ้านั้นดำปี๋แล้วนะ อาตมามาบอกความขาว เขาก็ว่าของคุณแหละดำ ก็ยากตรงนี้แหละ เขายึดมั่นถือมั่นว่าขาว เพราะตาของเขาเอาตาดำเข้าข้างในก็เลยเหลือแต่ตาขาวข้างนอก อาตมาก็ว่าตาคุณดำปี๋เลย...จบ...