580812_ธรรมาธรรมะสงคราม ตอบแทนคุณแม่อย่างไรให้บริบูรณ์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข20 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580812_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ตอบแทนคุณแม่อย่างไรให้บริบูรณ์ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 12 ส.ค. 2558 แรม 13 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม วันนี้ทุกคนก็คงอยู่ในสำนึกกันว่าเป็นวันแม่แห่งชาติของชาวไทยเรา ซึ่งเรื่องของแม่นี่ ในความหมายทางโลกก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราจะต้องมาทำเป็นจารีตประเพณีบูชาพระคุณแม่ มันเป็นเรื่องที่แม้จะไม่ใช่ปรมัตถ์แต่เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ถ้าคนเราไม่ได้นึกถึงบุญคุณของพ่อของแม่ ผู้บังเกิดเกล้า ผู้ให้ชีวิตเรา มันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร ก็คงเป็นคนชั่วได้ขนาดทีเดียว พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้อันหนึ่งที่ว่า บุคคลที่หาไ ทุลลภสูตร [554] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคล 3 จำพวกหาได้ยากในโลก บุคคล 3 จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า 1 บุคคลผู้แสดงธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว 1 กตัญญูกตเวทีบุคคล 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความปรากฏแห่งบุคคล 3 จำพวกนี้แล หาได้ยากในโลก ฯ ด้ยากในโลก 3 อย่างใน พระไตรปิฎก เ ล่ม 20 ข ้อ 554 เขียนไว้ใน พ่อครูว่า… ผู้ที่กตัญญู-กตเวทีจริงๆ มีใจเป็นกตัญญูกตเวทีจริงๆ มีพฤติกรรมจริง คือเป็นผู้รู้จักบุญคุณคน ตอบแทนบุญคุณคน สนองบุญคุณท่าน รู้จักคุณท่านที่เราต้องตอบแทนอย่างจริงจัง ผู้นั้นเป็นผู้มีจิตใจประเสริฐ จึงจัดเข้าใจ 3 ข้อเข้ากับพระพุทธเจ้าเลย ในข้อ 1 และผู้แสดงธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าประกาศแล้ว ถ้าหมายเอาคนบรรยายธรรมะ ก็มีอยู่ดาษด ื่ น แต่ต้องพูดให้ชัดว่า บุคคลที่แสดงธรรมวินัย ที่ตถาคตประกาศแล้ว ต้องเอาธรรมวินัยพระพุทธเจ้าประกาศต้องเป็นธรรมวินัยที่ตรงตามพระพุทธเจ้า อย่างนี้คือบุคคลที่หาได้ยาก ถ้าสักแต่บรรยายก็หาไม่ยากหรอก ยิ่งทุกวันนี้เป็นยุคใกล้กลียุค และอาตมาก็พูดแล้วพูดอีก ที่ว

อ่านต่อ

่าเดี๋ยวนี้ศาสนาพุทธเสื่อมมาก แล้วแม้นแต่พุทธกระแสหลักเองก็เพี้ยน วิปลาสไปแล้ว อาตมาก็พยายามอธิบายวิปลาสเพ ิ่ มอีกเป็นเรื่องสำคัญ ในพระไตร ปิฎก เ ล่ม 21 ข้อ 49 เมื่อวานนี้ก็เอามาขยายความ ถ้าไม่รู้สัจธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิถูกตรง คนนั้นยังไม่ใช่ผู้อธิบายธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ได้อยู่ในหมวดบุคคลที่หาได้ยาก 3 ประการดังที่พระพุทธเจ้ากล่าวเลย ส่วนผู้กตัญญูนั้นหาได้ยาก ที่จริงใจจริงๆ แต่เอาเถอะในด้านสังคมศาสตร์ แม้แต่วันแม่ที่พวกเราก็เอาพ่อแม่มาไหว้กัน แม้อยู่ที่บ้านไม่ได้ไหว้กันก็มาไหว้ที่นี่ ผู้จริงใจก็น้ำตาไหลซาบซึ้งกัน เป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นคนแล้วโดยเฉพาะเป็นคนที่อยู่ในขีดควรจะเป็น แต่คนชั้นต่ำก็ไม่รู้บุญคุณพ่อแม่ เป็นอเวไนยสัตว์ เราก็ยกไว้ แต่คนสามัญเข้าใจอยู่ว่าอันนี้ควรเข้าใจว่า แม้แต่พ่อแม่เราจะชั่วไม่ดีก็ตาม เราก็ต้องไม่ไปย ่ำ ยี ทำร้ายทำลายท่านเพิ่มเติม เราไม่ส่งเสริมแต่อย่างน้อยต้องเลี้ยงดูให้ท่านมีชีวิตที่ดี ต้องฉลาด ยิ่งฉลาดถึงขั้นทำให้ท่านเป็นผู้มีคุณธรรม มีสัมปรายิกธรรม 4 ประการ คือศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ก็ยิ่งประเสริฐใหญ่ ก็ต้องช่วยท่านจนท่านดี ท่านมีธรรมะ มีอาริยทรัพย์ คำว่า แม่ ทางโลกีย์ คือตัวตน บุคคลเราเขา เป็นกัลยาณธรรม เป็นเรื่องกุศล ก็แน่นอน ที่เราต้องเคารพช่วยเหลือ ตอบแทนท่าน ต้องระลึก เพราะว่าเราเองอย่างน้อยต้องอาศัยสายเลือด ถ้าไม่ได้สายเลือดแม่คนนี้อาจเข้าท้องหมา แต่นี่อาศัยท้องท่านเกิดมาเป็นคน หากจิตใจเราไม่ย่ำแย่ต่ำทรามพูดกันไม่รู้เรื่องก็แล้วไป แต่เรารู้เรื่องก็ต้องทำให้ลึกซึ้ง เรื่องการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ อาตมาจำไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มไหน ท่านตรัสถึงว่าการทดแทนบุญคุณพ่อแม่นี่นะ ท่านตรัสเนื้อหาประมาณว่า การทดแทนบุญคุณพ่อแม่ที่จะถือว่าทดแทนบุญคุณนี้ ต่อให้ทดแทนบุญคุณท่านด้วยการอุปถัมถ์วัตถุ ปัจจัย 4 ให้ครบ เรียกว่าวัตถุสมบัติย ิ่ งใหญ่ขนาดไหนให้ท่านก็ยังไม่ถือว่าทดแทนบุญคุณพ่อแม่ หรือต่อให้เอาพ่อแม่มาแบกไว้บนบ่า ขี้เยี่ยวรดบนบ่าเลยก็ทำขนาดนั้น แบกไว้เลยตลอดเวลา

พระไตร ปิฎก เ ล่ม 20 [ 278 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้ง 2 ท่าน ทั้ง 2 คือใคร คือ มารดา 1 บิดา 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง เขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้ง 2 นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการดัด และท่านทั้ง 2 นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้ ง สองของเขานั่นแหละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย (พ่อครูว่า … พระพุทธเจ้าไม่ได้ตีทิ้งเลย เป็นเพียงโลกียะก็ตามก็ต้องทำในเบื้องต้นในการช่วยเหลือด้านวัตถุ ปัจจัย 4 การดูแล) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ 7 ประการมากหลายนี้ การกระทำกิจอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธา สัมปทา ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ

พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านเน้นว่าจะทำอย่างไรให้พ่อแม่เข้าถึง อาริยธรรม ในอาริยทรัพย์ 4 (ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา) หรืออาริยทรัพย์ 7 (ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา) กัลยาณมิตร อะไรก็ไม่เลิศยอดเท่า สัมปรายิกัตถประโยชน์(อาริยทรัพย์ 4 )นี้ หรือจะเรียกว่า อาริยทรัพย์ 7 ซึ่งในสัทธรรม 7 นั้นไม่มีศีลเพราะว่าศีลเป็นข้อที่ 1 ในจรณะ 15 แล้วในสัทธรรม 7 จึงมี ศรัทธา ศีล พหูสูตร วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา แม้แต่ผู้มีบุญคุณใดๆ หรือพ่อแม่นั้นแหละ เราควรมีการตอบแทนได้อย่างดี เราจะทำอย่างไร 1 . เราต้องบรรลุ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เราจึงจะช่วยพ่อแม่ได้ ถ้าเราไม่มีทองก ้ อน เราจะแจกก้อนทองแก่พ่อแม่ได้อย่างไร ก็ไปทุจริตมาไม่ใช่ของจริง ต้องทำคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่น จะช่วยพ่อแม่ต้องมีสัมมาคารวะ การสอนพ่อแม่ไม่ใช่ง่าย ถ้าไม่สามารถทำตนให้เป็นอาริยะ มีศรัทธาพระรัตนตรัย เข้าถึงศรัทธาสัมปทา ศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เราศรัทธาแก้วประเสริฐของศาสนาพุทธก็มีสามสิ่งนี้ เราจะศรัทธาก็เพราะเรามีของจริง เป็นการบรรลุปรมัตถ์ ตอบแทนท่าน แต่แม้ว่าเราไม่มีความเป็นอาริยะก่อน เราก็ต้องเสาะหาผู้ที่เป็นอาริยสงฆ์ เป็นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ต้องเสาะหาผู้เป็นอาริยะ ตั้งแต่ปัจเจก คือบรรลุในตน ว่าธรรมะปรมัตถสัจจะตนปฏิบัติได้แล้ว มีแล้วในตน ขั้นใดขั้นหนึ่งขึ้นมา ผู้ใดยังไม่มีก็ต้องไปหาผู้ที่มี พึงแสวงหาแล้วก็พาพ่อแม่ไปพบ ไปให้ได้สิ่งเหล่านี้ มันยิ่งกว่าหาราชสมบัติ หรือเลี้ยงพ่อแม่ไว้บนบ่าเลย คือให้ท่านได้ศรัทธา รัตนตรัย แล้วปฏิบัติศีล มีผลเป็นอาริยะไปตามลำดับ ต้องพ้นศีลพตุปาทาน ถึงขั้นพ้นศีลพตปรามาสได้เลย แต่ศีลทุกวันนี้สอนกันแต่ควบคุมกายกับวาจา ใครๆก็สอนได้ ศาสนาไหนๆก็สอนได้ ไม่รู้กี่ศาสนาก็สอนกันนะ อย่าไปโกหกนะ อย่าไปเสพติดนะ มันก็พื้นๆ ศาสนาไหนใครก็สอน ไม่ได้ต่างกันในเรื่องความรู้ แต่เรื่องของการบรรลุสิต่างกัน ของพระพุทธเจ้ารู้จิตเจตสิก อาการ ลิงค นิมิต อุเทส โดยรู้อย่างยืนยันเป็ น วิทยาศาสตร์ทางจิต รู้ในปัจจุบันนี้เลย เราเจอสัตว์ตัวนี้ จิตเราคิดร้าย คิดไม่ดีแล้วหรือจะไม่ชอบใจจนคิดร้ายจะฆ่าแกงมันเลย ต้องอ่านอาการจิตให้ออก รู้จักองค์ประชุมรูปนาม มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง กายสัมผัส โผฏฐัพพะ พอรู้แล้วว่าเกี่ยวกับสัตว์นี่สมมุติศีลข้อ 1 คืออาการกิเลสเป็นโทสะมูลหรือราคะมูล หรือเห็นสัตว์ตัวนี้แล้วชอบมันอยากเอามาต้ม เอามายำ ชอบจนอยากจะเอามากลืนกินเลย ชอบจนปานจะกลืนกิน หรือชอบจะเอามาเป็นเรา เป็นของเราก็ตามแล้วก็เอามาเลี้ยงดูจนทำมันเสียสัตว์ เสียวิบาก ไปตัดรอนวิบากสัตว์ เป็นอจินไตย การไปเอาสัตว์มาเลี้ยง ก็ตามธรรมชาติเล็กน้อยๆ อย่าให้เป็นการมีจิตผูกพัน อาตมาอธิบายไว้บ้าง คือคนติดหมานี่นะ เลี้ยงหมา จะมาวัดก็ไม่มีใครดูหมา คุณเอ๋ย หมามันดึงคุณไม่ให้ได้อาริยทรัพย์ คุณเห็นหมาราคาแพงกว่าอาริยทรัพย์ อาตมาไม่ได้โกรธเกลียดหมานะ แต่คุณน่าจะรู้ว่าอะไรมีค่า แต่ทิ้งหมาไม่ได้ มาบวชไม่ได้ ทิ้งหมาไม่ได้ รอให้มันตายก่อนแต่ว่ามันก็ออกลูกมาอีก คุณรักหมาชาตินี้ ผูกพันกัน มีหอมดมกอดฟัดเหวี่ยงกัน จนสุดท้ายแล้วคุณระวังเถอะ ชาตินี้ก็เผลอไผลได้ เป็นการละเมิดอะไรต่างๆนานา หรือก็อาจพอรู้สึก อาจจะต้องสมสู่กับหมาเลย มันไม่ดีเลย ไม่ได้เรื่องเลย แต่ถ้าอย่างนี้มันก็พอรู้ว่าไม่น่าทำ แต่ถ้าชาติหน้าสัตว์หมาตัวนี้เกิดมาเป็นคน เป็นคู่วิบากคุณก็ต้องได้คู่เป็นหมา แล้วหมาตัวนั้นจะมีภูมิธรรมแค่ไหน มันก็คือหมา คุณก็ได้ผัวเป็นหมามาเกิด อย่างนี้เป็นต้น หรือผู้ชายก็ได้เมียที่เป็นหมามาก่อน มันซับซ้อนมาก อาตมาพูดให้ฟังไม่หมด มันน่าเกลียดกว่านี้เยอะ อจินไตย สัตว์เกิดมามี 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นสัตว์ป่า หรือสัตว์ไม่เกี่ยวกับคน มันก็เป็นสัตว์พเนจรไป แต่มันมีภาวะเกี่ยวเนื่องก็ต้องผูกพันกันก็จะยิ่งมากขึ้นๆ แล้วสัตว์มันไม่รู้หรอกว่าคนจะผูกพัน เพิ่มกรรมวิบาก มาฆ่ากันก็ตาม มารักกันก็ตาม มันเป็นวิบากทั้งคู่ มันไม่ควรต้องมาผูกพันกัน เฉพาะวิบากคนด้วยกัน ทั้งรักและชังก็นับไม่ถ้วนต้องมาใช ้ วิบากกันหนักหนาสาหัส ไม่พอหรือไง ต้องไปหาสัตว์มาเพ ิ่ มวิบากอีกทำไม เราตัดวิบากกับสัตว์ก่อนเลย แม้มันจะเคยมีวิบากร่วมกันแต่ชาตินี้ต้องปล่อยวาง เหมือนคู่วิบากที่เป็นคน เราก็ต้องเลิก เขาจะชังเรา ทำร้ายเรา เราก็ไม่ตอบ เขารักเรา เราก็ไม่รักตอบ เขาแค้นเรา เราไม่แค้นตอบ มันจึงจะเลิกหยุด แต่แค่คนนี้มีรักมีชัง คุณต้องล้มเลิก รักก็ไม่ต่อ โกรธแค้นก็ไม่ต่อ ตัดทั้งคู่ ขนาดคนด้วยกันก็มีนิยายไม่รู้กี่เรื่อง มันไม่พอมือหรือ อย่าไปแถมสัตว์ สัตว์เขาเกิดมารับวิบากของเขา อาจไปถูกทำร้ายด้วยสัตว์ด้วยกันหรือคน จะอีกกี่ชาติที่เขาไม่ตัดวิบากก็แล้วแต่เขา แต่เราศึกษาให้ได้แล้วอย่าไปทำ ที่พูดนี้ไม่ได้มีจิตไม่เมตตาสัตว์ คำว่าเมตตาไม่ได้หมายถึงรักผูกพันนะ รักคืออาการผูกพันดูดดึง แต่เมตตาเป็นคุณสมบัติรักที่สูงขึ้นเป็นปิยกรณะ ไม่ใช่เปมะที่รักด้วยเชื้อกาม ดูดดึงมาเป็นของตน แต่รักคือปรารถนาดีให้เขาพ้นทุกข์เป็นสุข จะเรียกว่าเมตตา แต่คนเราแยกเมตตากับรักไม่ค่อยออก ศาสนาเทวนิยมเขาใช้ภาษาว่ารักเลย พระเจ้ารักคนทุกคน พระเจ้ามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา พยัญชนะก็แยก แต่ว่า เขาก็ปนกัน ทั้งที่เมตตาคือความรักที่ปรารถนาดีต่อกัน ไม่ใช่ความรักขั้นต่ำ แม้แต่พ่อแม่ก็ไม่ต้องรักผูกพันกันไป จะผูกพันกันไปอีกกี่ชาติ แต่อย่างไรคุณต้องมีพ่อแม่อีก ตามบารมี แต่ถ้าบารมีไม่ดีก็ได้พ่อแม่เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือได้พ่อแม่เป็นคนไม่ดี ตระกูลไม่ดีแต่ถ้าบารมีดีก็จะได้พ่อแม่เป็นคนดี ตระกูลดี เป็นการคำณวนของสัจจะ ที่คิดค่าละเอียดเป็นอจินไตย ถ้าเราทำใจเป็นกลางแล้วเรียนรู้การปลดปล่อย อย่าฆ่าแกงทำร้ายหรือดูดดึง จะเป็นวิบากต่อกัน ในระหว่างจิตนิยามต่อกัน ไม่ว่าสัตว์หรือคน ส่วนพีชนิยามไม่มีปัญหา มันไม่มีพลังงานเวทนา ไม่มีรัก ไม่มี ชัง ไม่ทุกข์ ไม่มี สุข สิ่งที่ประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในนิยามชีวิต 5 อาตมาว่าไม่ใช่คนธรรมดาจะคิดได้ อาตมายังไม่เจอในพระไตร ปิฎก นะ มีแต่คำว่า ธรรมนิยาม คำเดียว คนธรรมดาไม่มีใครมีสิทธิ์คิด นิยามชีวิต 5 อย่างนี้ได้ ตั้งแต่อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ จิตนิยามมีรายละเอียดอีกว่า คนเชื่อกรรมวิบากกับคนไม่เชื่อกรรมวิบากอีก แม้ชาวพุทธทุกวันนี้ยังไม่เข้าใจกรรมวิบากหรอก พระพุทธเจ้าว่ากรรมชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลยแต่ทุกวันนี้กรรมชั่วหยาบอย่างไรก็ทำ อย่าว่าจะแยกกุศลโลกียะกับโลกุตระอีก ส ิ่ งที่เป็นธรรมะคือสิ่งรวมทรงไว้ของทุกอย่างเลย จิตนิยามเป็นธาตุรู้ จะรู้จักกรรม รู้จักธรรม ระดับอเวไนยสัตว์นี่ ไม่ใช่เดรัจฉานนะที่สมองหรืออาการ 32 ไม่เต็มเหมือนคน มันไม่มีอาการ 32 ไม่ครบเหมือนคนหรอก คนต่อให้อาการ 32 ครบ แต่คุณสมบัติคุณธรรมก็ไม่ขึ้นถึงเวไนยสัตว์ เวไนยสัตว์ระดับคนดี สอนให้ทำดีได้ละชั่วได้ แต่ถ้าไม่ใช่เวไนยสัตว์โลกุตระที่สั่งสมกรรมถึงขีดโลกุตระได้ ต่อให้ฉลาดเฉลียวเท่าไหร่ก็ยากจะข้ามพ้นได้ แต่คนดูเหมือนไม่ฉลาดแต่คุณสมบัติถึง เป็นเวไนยสัตว์ เข้าใจกรรมวิบาก เข้าใจปรมัตถ์ เป็นอรหันต์ได้แม้ไม่เฉลียวฉลาดโลกีย์ เขาไม่เก่งอะไรเลย อย่างชาวอโศกที่มานี่ไม่ใช่คนฉลาดส่วนมาก แต่เป็นคนที่มีบารมีธรรม เป็นเวไนยสัตว์ หากไม่ใช่เวไนยสัตว์ เขาไม่ยินดีไม่เห็นค่า อาจเห็นว่าพวกเราบ้าด้วย คนข้างนอกเขาหาว่าอาตมาบ้า พูดอยู่ได้ทุกวัน เขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่รู้อาการจิตเขา แค่อาการจิตเขาเป็นจริง เขาไม่เข้าใจว่าอันนี้คือธรรมที่น่าเงี่ยโสตสดับ น่ามีน่าได้น่าเป็น เป็นโลกุตรธรรมนะ ไม่ง่าย เราไปบังคับความฉลาดทางอาริยะไม่ได้หรอก แม้บังคับให้ฉลาดโลกีย์ยังยากเลย จะให้ข้ามมาโลกุตระไม่ได้เลย ถ้าฟังแล้วจิตใจไม่ดีก็ชิงชังโกรธด้วย เพราะเขารู้ว่าอาตมาพูดกระทบเขา เขาเป็นสิ่งไม่ดี มีความผิดนั้นจริง อาตมาก็เป็นคนปากชัด จนเขาหาว่าเป็นคนปากจัด ยุคนี้อาตมาให้เกียรติคน ถือว่าคนฉลาด เขาก็บอกกันว่า อาตมาสอนอย่างไรให้คนตามมาลดละจนเป็นหมู่กลุ่มได้ จนกลายเป็นสังคมอาริยะได้ เขาก็ถามอาตมาก็บอกว่า อาตมามีหลักสำคัญคำเดียวว่าอาตมาจะพูดความจริง อย่าให้ออกนอกความจริงได้ นี่เป็นหลักใหญ่ อาตมาพูดความจริง อยู่ในโลกของความปลอม เยอะแยะมากมาย เมื่อพูดความจริงก็ต้องบาดเสียดแน่ อาตมาต้องพูดความจริง เพราะอาตมาคัดเลือกภูมิปัญญาของคนที่คัดเลือกความจริงออก อาตมารู้ตัวว่าอาตมาไม่เก่ง เช่น มีคนแนะนำว่า อาตมาเล่นเดรัจฉานวิชชาเป็น เขาก็บอกว่าก็ทำไสยศาสตร์แสดงฤทธิ์เดชได้ ทำแล้วคนเขาชอบ แล้วเขาเข้ามาเราก็ค่อยสอน ก็จริงคนอาจมา แต่เขาเอาเดรัจฉานวิชชา อาตมาจะสอนโลกุตระมันจะได้หรือมันคนละ Target คนละกลุ่มเป้าหมายเลย อาตมาไม่ทำ ไม่ต้องการหรอก อย่าว่าแต่ทำอย่างนั้นเลย แม้การประเล้าประโลมมีอามิส อาตมาก็ไม่ทำ ถามจริงๆ ชีวิตปกติอาตมาเป็นคนแรงๆ จิ้มๆหรือก็ไม่ อาตมาเป็นคนตลก สนุกสนานด้วย เด็กเล็กๆก็ไม่กลัวอาตมา แต่อาตมาสอนคนนั้นก็เหมือนพระพุทธเจ้าเข้าสิง จริงจังแล้วก็แรง คนกลัว แต่ชีวิตจริงอาตมาไม่เป็นคนน่ากลัว คนไม่กลัว แต่จะเกรง เพราะเขารู้จักภูมิธรรมคน ความเป็นแม่ (มาตา) เป็นข้อต้นของทิฏฐิที่ต้องเข้าใจคำว่าแม่ ในสัมมาทิฏฐิ 10 ก่อนจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ต้องมีสัมมาทิฏฐิ หากไม่มีสัมมาทิฏฐิที่เป็นประธานของมรรคองค์ 8 หากไม่มี ปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่บรรลุ สัมมาทิฏฐิเป็นเรื่องสุดยอด ทิฏฐิเป็นข้อหนึ่งในแสงอรุณ 7 (มิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตา ทิฏฐิ อัปปมาทะ โยนิโสมนสิการ) ทิฏฐิต้องมาก่อนมรรค จะปฏิบัติมรรคมีผลได้ต้องมีทิฏฐิเป็นเบื้องต้นเป็นแสงอรุณและในมรรคองค์ 8 ข้อแรกต้องทำทิฏฐิให้สัมมาก่อน สัมมา 10 ข้อ เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา)

1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) จิตที่ได้รับผลแล้ว 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ คือโลกโลกียะ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257 )

พ่อครูว่า… เทวนิยมเข้าใจโลกนี้ว่าคือเกิดในชาตินี้ พอโลกหน้าคือตายจากโลกนี้ไปโลกหน้า แค่นี้เข้าใจแค่นี้ก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่ได้หรอก แค่ประเด็นของคำว่าโลกก็เข้าใจแค่นี้ ผู้ที่สอนกันอย่างมิจฉาทิฏฐิ อย่าว่าแต่ตายเลย โลกที่ลืมตาสัมผัสทั้ง 6 ก็เป็นโลกชนิดหนึ่ง แต่โลกที่ขาดสัมผัสทั้ง 6 มีแต่ในภพ ก็ไม่มีความจริง เป็นสุรภาโว สติมันโตไม่ได้หรอก ต้องพร้อมทั้งทวาร 6 กระทบสัมผัสแล้วเกิดสามเส้าเกิดเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมีครบโลกทั้ง 6 ทวาร ไปตัดออกไม่ได้อันใดอันหนึ่ง แค่นี้หากไม่เข้าใจก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ อยังโลโก ปโรโลโก แค่นี้ ถ้าเข้าใจว่าตายเกิดทางร่างก็ไม่ต้องใช้ภูม ิ พระพุทธเจ้าก็รู้ แค่นี้ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมได้ โลกสอง คือโลกของกายกับโลกของจิต คำว่า กายคือสัมพันธ์กับรูปนามขันธ์ 5 แต่โลกของจิตคือมีแต่ในภพ ในจิต ต้องแยกให้ออก ต้องใช้โลกที่มีทั้งนอกก่อนแล้วค่อยเลื่อนเข้าหาปฏิบัติในจิต โลกสามคือโลก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือว่าโลก เทวดา สัตว์นรก และจิตบริสุทธิ์ แดนกลางเรียกว่าแดนมนุสโส สามารถปฏิบัติเปลี่ยนจากสัตว์นรก เทวดาเก๊เป็นเทวดาอุบัติเทพได้ โลกสองมีอีกหลายอย่าง มีทั้งโลกุตระกับโลกียะ ก็สำคัญมาก ถ้าอ่านปรมัตถ์ อ่านอาการจิตไม่ออก แล้วแยกจิตที่มีสมุทัย ซึ่งเกิดจากการสัมผัสเป็นโลกสาม แล้วก็สามารถสัมผัสเห็น เข้าใจ วิจัยออกได้ แยกได้ว่าอันนี้คือตัวเหตุในโลกที่มีการเป็นอยู่ สัมผัสสัมพันธ์กันแล้วมีอาการชีวิตินทรีย์ของโอปปาติกสัตว์นี้เกิดเลย ถ้าไม่เห็นแจ้งจริงก็กำจัดอย่างโมเม ไม่ถูกตัว เพราะไม่รู้จักกาย คือองค์ประชุมของรูปนาม ก็ไม่สามารถกำจัดได้ถูกตัว ผ่านคำว่าโลกนี้โลกหน้าไปก่อน ไปดูที่ มาตา ปิตา สัตว์โอปปาติกา คำว่ามาตา คำนี้เป็นแม่ทางปรมัตถ์ แม่ทางจิตวิญญาณ แม่ของสัตว์โอปปาติกาไม่ใช่แม่ตัวตนบุคคลเราเขา เป็นผู้ให้กำเนิดโอปปาติกะ แม่ชนิดนี้ที่เราต้องเรียน อาตมาเคยใช้ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ มีธรรมะ 2 ต้องมี 2 เสมอ แล้วก็ร่วมกันทำให้เกิดอีกอันหนึ่ง จะมีโอปปาติกโยนิ ต้องรู้การเกิด การตายทางจิตวิญญาณที่เป็นอาการคู่ แล้วต้องทำให้เป็นหนึ่งอย่างย ิ่ งใหญ่คือเอกัคคตา ดำเนินไปอย่างเยี่ยมยอด อย่างเลิศ จนสำเร็จเป็นสโมสรณาในจิตเรา ทำแล้วจากธรรมะ 2 เป็น 1 ได้ อันหนึ ่ งตายหยุดไป ตายดับสนิท อาการจิตที่มันตายดับสูญถึงขั้นนั้น แต่จิตคุณไม่ได้ดับไปทั้งหมด แต่ว่าคุณต้องรู้อย่างมีปัญญาว่ามันตาย ตราบใดคุณยังเป็นนักปฏิบัติธรรม พระโยคาวจรต้องมีธรรมะ 2 เสมอ จะมีปัญญาธาตุรู้ที่รู้ย ิ่ งขึ้นๆ ตราบใดที่ไม่ปรินิพพาน ก็ต้องมี 2 ทั้งสิ้นแล้วคุณต้องทำให้เกิด 1 เอกสโมสรณา ต้องทำที่เวทนานี่ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) แม้เป็นอรหันต์เป็นอมตบุคคล มีวิมุติเป็นแก่นแล้ว ถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็จะต้องมีธรรมะสองเส มอ พระพุทธเจ้าว่ามีเทวดาบอกว่า คนบรรลุแล้วเป็นไง พระพุทธเจ้าก็เลือกตอบว่า เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ) เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2 )

พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระอัครสาวกเป็นแม่ ท่านสอนพระภิกษุ คือพวกอยู่ดาวดึงส์ สบายแล้ว เขาให้อภิสิทธิ์เยอะ ข้าวไม่ต้องปลูก ไม่ต้องหุง เขาก็ให้กินแล้ว เป็นต้น อย่างน้อยไม่รู้ดีหรือชั่ว เขาก็ไหว้หมด บางทีเขาว่าก็พระไม่น่าไหว้แต่ไหว้ผ้าเหลือง อย่างโพชฌงค์กับมรรคองค์ 8 อะไรเป็นพ่อ อะไรเป็นแม่ ก็ โพชฌงค์เป็นพ่อ มรรคเป็นแม่ ทำไม? แม่คือมรร ค จะอยู่กับเราตลอดเวลา แต่โพชฌงค์นี่จะปฏิบัติก็ใช้ 3 ตัวแรก คือจะรู้จักพ่อนี่น้อยเป็น XY แต่ถ้าแม่นี่ต้อง XX แต่ที่จริง พ่อมี XXY พ่อจริงๆนะ ถ้าพ่อปลอมๆ y จะเป็นตัวเกเร การร่วมกันให้เกิดลูกต้องมีอย่างน้อยสอง มีเดี่ยวๆไม่เกิด ถ้าโยนิโสมนสิการเป็น ก็มีสติสัมปชัญญะกับสำรวมอินทรีย์ การสำรวมอินทรีย์กับสติสัมปชัญญะอะไรเป็นพ่ออะไรเป็นแม่.... สติ สัมปชัญญะ เป็นพ่อ สำรวมอินทรีย์เป็นแม่

อาหารสู่วิชชา-วิมุติ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9 . โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61 )

สติปัฏฐาน 4 เป็นแม่ เป็นตัวปฏิบัติ แต่ โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ เพราะเป็นตัวผลเกิด ไม่ง่ายที่จะรู้ได้ แต่เรารู้ว่าคือองค์ประกอบ เหมือนพระพุทธเจ้าว่า ศีลกับปัญญาที่ต้องทำงานคู่กัน ข้อสังเกต อาการที่เป็นแม่คือผู้หญิง ทำมากจุกจิกแต่ได้ผลน้อย ส่วนพ่อนี่ทำงานน้อยแต่ได้ผลมาก พ่อสงบมากแต่แรง แต่แม่นี่ดูเหมือนไม่สงบแต่เบา มันกลับไปกลับมาได้ คนก็เขาบางทีว่า ผู้หญิงกิเลสมาก ผู้ชายกิเลสน้อย แต่คนเขาก็ว่า ผู้ชายกิเลสมากกว่า แต่แท้จริง ผู้หญิงมารยามากอายต้องปกปิด แต่ที่จริงกิเลสเยอะ แต่ผู้ชายไม่มีมารยาก็เลยแสดงออกเหมือนมีกิเลสเยอะ แต่ผู้หญิงมารยาเยอะกิเลสเยอะ ผู้หญิงเป็นตัวการกิเลส ผู้ชายถ้าเป็นผู้ชายจริงนะ แต่ถ้า ผู้ ชายมีจริตผู้หญิง กิเลสเยอะกว่าผู้หญิง กระเทยเลยมารยาเยอะกว่าผู้หญิง ห้าหมื่นเกวียน สรุป ต้องมีองค์ 2 ทำปฏิกิริยาให้เกิดองค์ที่ 3 คือมีพ่อ มีแม่แล้วมีลูก ต้ององค์ 3 นี่แหละคือโลก ถ้ามีแค่ 2 ก็ไม่เกิดเรื่องเท่าไหร่ เช่น มีมนายตนะกับธรรมายตนะ สองอย่างนี้ไม่เกิดเรื่องอะไรมาก แต่ถ้ากระทบมาต้องมีเหตุ ก็มีนิทานเป็นเรื่อง ถ้าไม่มีตัวเหตุ ไม่มีอะไรชักจูง ไม่มีสสังขาริกัง ไม่มีเหตุนำให้เกิด เหตุจริงๆคือสมุทัยอาริยสัจ ถ้าไม่มีเหตุ มนายตนะกับธรรมายตนะก็ทำงานอย่างอมตบุคคลทำงานด้วยจิตว่างจากกิเลส ตามบารมี มีการสร้างอายตนะโดยเจตนา มีวิภวตัณหา มีฉันทะ มีอากังขาวจร อิจฉาวจร ปรารถนายินดีต้องการทำสิ่งนี้ แล้วทำโดยจิตไม่มีกิเลสไปร่วม ไม่มีสสังขารริกัง เป็นจิตอสังขาริกัง ไม่มีเหตุให้เกิดเรื่อง ถ้าไม่ต่างกันไม่เกิดเพศสัมพันธ์ ไม่มีโอปปาติกโยนิ ถ้าผู้สามารถทำไม่ให้เกิดซ้อนในใจตนได้ก็สามารถมีการสัมผัสที่จัดจ้านมากขึ้น เป็นพหูสูตร เป็นธัมมกถึกเข้าสู่สังคมไปตามลำดับ แกล้วกล้าเข้าสู่สังคมไปตามลำดับ ตามสัทธา 10 ที่ไปตามลำดับ ถ้าไม่เป็นสัทธาที่บริบูรณ์ไปตามลำดับ มีศีลสมบูรณ์ก็เป็นผู้มีพหูสูตร ตาม สัทธาสูตร 1. ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2. ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3. พหูสูต พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4. เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5. เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6. แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7. ทรงวินัย มีหลักเกณฑ์สำคัญขึ้น 8. อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) 9. ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10. ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน