581107_บวชมา ๔๕ ปีที่เหลือ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ส่วน มหาศีล ๗ นั้น ชุมชนอโศกทั้งชุมชน ไม่ละเมิดมหาศีล ๗ ทุกชุมชน ไม่ใช่เพียงแต่เฉพาะสมณะอโศกเท่านั้นที่ถือมหาศีล ๗ เว้นขาด เดรัจฉานวิชา เดรัจฉานกถา ไม่มีบูชาไฟ จุดธุปจุดเทียนบูชา บนบานวิญญาณ วิมานลึกลับ เป็นอัคคียีญ ไม่มีบูชาน้ำ รดน้ำมนต์ ใช้น้ำมนต์ ที่เป็นสิญจนยัญกันทั้งภิกษุก็ไม่มี ทั้งฆราวาสในชุมชนชาวอโศกทุกแห่งก็ไม่มี ฆราวาสในชุมชนชาวอโศก ไม่มีอบายมุข ไม่มีใครแม้แต่สูบบุหรี่สักคนเดียวทุกชุมชน อย่าพูดไปถึงเหล้ายาสิ่งเสพติดอื่นเลย เพราะในชุมชนของชาวอโศกทุกชุมชนปฏิบัติศีลกันเคร่งครัด ให้งด ให้เว้นขาด(เวรมณี)กันทุกคนในชุมชนอโศกเป็นสามัญ ตามฐานะของแต่ละคน ตามจุลศีล ๒๖ มัชฌมศีล ๑๐ มหาศีล ๗ ใครผิดศีลก็พิจารณาโทษกันจริงๆ ที่สุดถึงขั้นให้ออกไปจากชุมชน สำหรับสมณะอโศกนั้นทุกรูปต้องสมาทานวินัย ๒๒๗ อีกด้วย นอกจากจุลศีล-มัชฌิมศีล -มหาศีล ที่สมณะชาวอโศกต้องรับศีลนี้มาตั้งแต่วันบวช เป็นสามัญอยู่แล้วทุกรูป ชาวอโศกทำกันมาตั้งแต่ก่อนมีชุมชนแรกของชาวอโศกแล้ว สมณะอโศกจึงมีจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีลมาตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๘ ส่วนฆราวาสก็เริ่มมีชุมชนชาวอโศกพ.ศ. ๒๕๒๗ ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ยั่งยืน ถาวรได้อยู่แท้ ตลอดมาถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่า ความบกพร่องในศีลย่อมมีได้บ้าง..ไม่ใช่ไม่มีบกพร่องในชาวอโศก มีผิดพลาดบกพร่องในกฏเกณฑ์ศีลธรรมตามที่ว่านั้นอยู่บ้าง ในชุมชนชาวอโศก และเราก็ชำระความผิดศีลผิดธรรมตามที่เรามีกฏเกณฑ์ดังกล่าวนั้นจริง ไม่ได้ปล่อยปละละเลย ก็เป็นอยู่สุขกันได้ตามสภาพมาตลอด ๓๐ กว่าปีมาได้ และจะทำกันต่อไป นี้คือ ส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมคนไทย ที่อาตมาได้พากเพียรนำธรรมะของพระพุทธเจ้าตามทิฏฐิของอาตมา ที่เชื่อมั่นว่าสัมมาทิฏฐิแบบอาตมามาเผยแพร่สาธยายมา ๔๕ ปี ทำไมชาวอโศกจึงทำกันได้ และมีชุมชนตามแบบชาวอโศก

อ่านต่อ

ยั่งยืนมาได้ถึง ๓๐ กว่าปีแล้ว อาตมาก็ตรวจสอบจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เห็นจริงว่า ที่มีความยั่งยืนได้ ยังไม่เสื่อมถอยนั้นก็เพราะปฏิบัติชนิดที่อบรมฝึกฝนตามหลักไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิ ได้อย่างแท้จริง เพราะปฏิบัติศีล ไปตามลำดับ ตั้งแต่ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย ซึ่งขั้นต้นนั้นก็คือ ศีล ๕ แล้วจึงจะศีล ๘ ศีล ๑๐ เป็นขั้นๆไป ที่สำคัญมีจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีลกันจริงๆ จึงเป็นสังคมพุทธที่ไม่มีเดรัจฉานวิชา ไม่มีเดรัจฉานกถา ไม่มีไสยศาสตร์ ไม่มีเข้าทรง ไม่หลงพระเครื่อง พระบูชาว่าขลัง ไม่งมงายกับของขัง แต่บูชาพระกราบไหว้สิ่งแทนกันอย่างมีปัญญา ไม่หลงไปยุ่งกับจิตวิญญาณที่ล่องลอยหาที่เกิด หรือไม่หลงอุทิศส่งนั่นส่งนี่ไปให้วิญญาณที่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้กันอย่างงมงาย และการปฏิบัติศีล ก็ปฏิบัติลดละกิเลสไปตามกรอบของศีลที่เราสมาทาน แล้วจะเจริญไปตามลำดับ ซึ่งการปฏิบัติธรรมต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยเสมอ และเว้นสัมผัสแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานที่จะมีได้ การปฏิบัติธรรมของพุทธจะต้องอยู่ในภาวะที่มีความรู้สึก(เวทนา) จึงจะ บรรลุธรรมได้ เพราะมีการสัมผัสนี้แลจึงจะมีอาการเกิดขึ้นในใจให้เราได้ศึกษาความเป็น ธรรม ๒คือรูปกับนามไปตลอด ครบความเป็นกาย ถ้าการปฏิบัติธรรม ไม่มีสักกายของตนให้ปฏิบัติ ก็ไม่ใช่การปฏิบัติธรรมแบบพุทธ ก็ปิดประตูบรรลุมรรคผล เพราะไม่พ้นสังโยชน์แม้ข้อที่ ๑ กายหรือสักกายคือ องค์ประกอบของรูปกับนาม ที่ต้องมีทวาร ๕ภายนอกกับ ทวารใจภายใน ประชุมกันเป็นรูปกับนาม หรือเป็นธรรม ๒(มีกาย)ให้เราปฏิบัติศึกษา เสมอ เว้นสัมผัสของรูปกับนามแล้วจะมีเวทนาให้เป็นตำแหน่ง(ฐาน)แห่งการปฏิบัติคือ สติปัฏฐาน ๔(ฐานแห่งการปฏิบัติ หรือตำแหน่งแห่งการปฏิบัติ) ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติโลกุตรธรรมหลักแรกของโพธิปักขิยธรรม ๓๗นั้น ก็ไม่เป็นฐานที่จะมีได้..ไง เมื่อมีกายแล้วจึงจะปฏิบัติทำใจในใจ(มนสิกโรติ)ที่เป็นธรรม ๒(เทฺว ธัมมา)นั้นเองให้เป็นหนึ่ง(เอก)อย่างสำคัญวิเศษ(ทฺวเยนะ เวทนายะ เอดสโมสรณา ภวันติ) ในภาวะที่มีความรู้สึก(เวทนา) แม้ที่สุดมีภาวะนิโรธ ก็มีความรู้สึก(เวทนา) และมีธาตุรู้ที่ทำงานกำหนดรู้คือ สัญญาทำหน้าที่กำหนดรู้อยู่อย่างยิ่ง เรียกสภาวะสุดท้ายนี้ว่า สัญญา เวทยิต นิโรธ ซึ่งเป็นภาวะที่รู้ยิ่งเห็นจริงในความเป็นนิโรธ จะไม่ใช่ดับเวทนาทั้งหมด และดับสัญญาทั้งหมด ให้ดับมืดดำ(กิณหะ)ไป จนเวทนาและสัญญาไม่ทำหน้าที่ แล้วความรับรู้ก็ไม่มีในจิตจึงตกอยู่ในภาวะมืดดำไปหมด ไม่รู้อะไรเลย แล้วถือว่าเป็นการดับ อย่างนี้เป็นความดับของผลสูงสุดของศาสนาพุทธเป็นอันขาด แบบพุทธนั้นต้องมีสัญญาทำการกำหนดรู้นิโรธในเวทนา ก็คือ ในเวทนานั่นแหละที่เราปฏิบัติ เวทนา ๑๐๘ จนกระทั่งมันมีผลอเนญชาภิสังขารซึ่งได้พากเพียรปฏิบัติรักษาผลมา(อนุรักขาปธาน)ด้วยอาเสวนา-ภาวนา-พหุลีกัมังจนมีคุณสมบัติถึงขั้นนิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปังนั่นเอง เวทนานั้นมีผลจบสำเร็จสัมบูรณ์แล้ว(เวทยิต)ซึ่งเป็น ธรรม ๒(เทฺว ธัมมา) ที่ได้ปฏิบัติธรรม ๒นั้นจนทำให้เวทนาในเวทนาเป็นผลสำเร็จ กล่าวคือ เวทนาหนึ่งดับลง(ความรู้สึกนั้นคือทุกข์) แล้วเวทนาที่เหลือจึงเป็นหนึ่งที่สะอาดวิเศษเพราะทำให้เป็นเวทนาที่ปราศจากกิเลสวิเศษยิ่ง(ภวันติ) เรียกว่า ทำให้เป็นเอกสโมสรณาได้สำเร็จจริง(ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) ตามที่พระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐ หรือจะเรียกว่าเอกสโมสรณานี้ว่า เอกัคคตาจิตก็ได้ เพราะเวทนาก็คือจิต หรืออาการของจิตที่เรียกว่าเจตสิกแท้ๆ เป็นนิโรธที่แตกต่างกันกับนิโรธที่ดับเวทนาดับสัญญาไปทั้งหมดจนเป็นภาวะดำ (กิณหะ)มืดไม่รับรู้อะไร อย่างมีนัยสำคัญ เห็ความแตกต่างกันมั้ย? แบบพุทธนั้น มีครบทั้งศีล-สมาธิ-ปัญญา-วิมุตติ-วิมุตติญาณทัสสนะที่มีนิโรธของพุทธที่สัมมาทิฏฐิปฏิบัติ จะเป็นนิโรธที่มีจักษุ-ปัญญา-ญาณ-วิชชา-แสงสว่าง มีทวารภายนอกทำงาน(มีตตาทำงหน้าที่อยู่เป็นต้น)มีธาตุรู้ทำหน้าที่อยู่เต็มๆรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่(มีปัญญา-ญาณ- วิชชา) รู้เห็นอยู่หลัดๆโต้งๆ(ชานโต ปัสสโต วิหรติ) อยู่ในโลกสว่าง(อาโลก) เห็นแจ้ง(สัจฉิ) นิโรธหรือนิพพานนี้จึงเป็นจักขุมาปรินิพพุโพติ ซึ่งเป็นนิโรธหรือนิพพานที่มีความรู้ยิ่งเห็นจริงของ ตา,หู,จมูก,ลิ้น,กายสัมผัสรู้อยู่โทนโท่หลัดๆมีเหตุปัจจัยทั้งภายนอกและภายในครบพร้อม การบรรลุธรรมของพุทธจึงเข้าไปถึงจิตใจถึงขั้นเป็นปรมัตถธรรม เข้าขั้นโพธิปักขิยธรรม อันมีโพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ เป็นแกนหลัก และปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ เกิดมรรคผลไปตามลำดับสั่งลงในจิตเป็นอินทรีย์ ๕ พละ ๕ ได้จริงตามจริง เข้าขั้นโลกุตรธรรม ๓๗ จึงมีอาริยบุคคล ๘และมีโลกุตรธรรม ๙ ที่แท้จริง ศีลจึงจะเข้าขั้น ศีลที่เป็นอาริยะ และสมาธิก็เข้าขั้น สมาธิที่เป็นอาริยะ ปัญญาก็เข้าขั้นที่เป็นอาริยะ จึงเป็นไตรสิกขาที่สัมมาทิฏฐิ เพราะมีศีลเป็นอาริยะ-อินทรียสังวรเป็นอาริยะ-สติสัมปชัญญะเป็นอาริยะ-สันโดษเป็นอาริยะ(พระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๑๒๕) พิสูจน์ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโกแท้ เป็นเอหิปัสสิโก เชิญคนมาดูมาเห็นได้ ยืนยันอยู่ในโลก ในสังคมคนยุคนี้ ความเป็นอาริยะของศีลก็ดี ความเป็นอาริยะของสมาธิก็ดี ความเป็นอาริยะของปัญญาก็ดี พระพุทธเจ้าตรัสความเป็นอาริยะของพระองค์ ด้วยการยืนยันว่า ศีลเป็นอาริยะ แม้อินทรียสังวรก็เป็นอาริยะ สติสัมปชัญญะเป็นอาริยะ สันโดษเป็นอาริยะ ชัดเจน ในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ทุกสูตร เว้นสูตรที่ ๑ เพราะปฏิบัติกำจัดนิวรณ์ ๕ ได้แล้ว ในขณะมีศีล มีการสังวรอินทรีย์ ๖ มีสติสัมปชัญะ และมีความสันโดษ คือเป็นคนใจพอ ไม่มักมากอีกต่อไป ซึ่งล้วนปฏิบัติมีทวาร ๖ เปิดรับวิถีอยู่พร้อม ไม่ได้หลับตาเข้าไปอยู่ในภพเลย ไม่ว่าจะอยู่ในที่ใดๆ แม้จะอยู่ในทที่สงัด เช่น ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ หรือจะอยู่ใน ที่แจ้ง ลอมฟางหลังบ้าน และแม้จะอยู่ในภาวะนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้าอยู่ ก็ตาม ก็ปฏิบัติให้จิตใจไม่มีนิวรณ์ ๕ เหมือนกันกับอยู่ในที่ที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย ทำงานอาชีพอยู่ หรือทำการงานใดๆอยู่ พูดอยู่ คิดอยู่ เพราะปฏิบัติศีลสังวรนั้น ผู้นั้นสมบูรณ์ด้วยอาริยศีลขันธ์ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ...ชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองอินทรีย์ทั้งหลาย ...ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ...ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ คือ ผู้ใจพอ ไม่มักมากแล้ว ผู้มีใจสงบแล้ว เพราะชำระจิตให้บริสุทธิ์จากนิวรณ์ ๕ ได้ จิตใจก็เจริญเป็นฌาน ๑-๒-๓-๔ ไปตามลำดับ ยิ่งในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ สูตรที่ ๑ พรหมชาลสูตรนี้แหละ ก็ยิ่งยืนยันชัดแท้ว่า ผู้ปฏิบัติบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต แล้วตามระลึกขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน(ด้วยการใช้บุพเพนิวาสนุสติญาณนั่นเอง) แล้วหลงงมอยู่กับมิจฉาทิฏฐิทั้ง ๖๒ นั้นคือ การหลงอดีต ๑๘ กับหลงอนาคต ๔๔ มีแต่จินตนาการอยู่ในภพ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ ทั้ง ๖๒ แท้ๆ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่า นิพพานต้องเป็นทิฏฐธรรม หมายความว่า นิพพานต้องเกิดในเป็นปัจจุบันนี้เท่านั้น(ปัจจุบันชาติ) นอกเหนือจากปัจจุบัน ไม่มีภาวะของความเป็นนิพพานในกาละใดๆ ดังนี้เป็นต้น อาตมาก็ได้พยายามพากเพียรสาธยาย ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมา ตั้งแต่แรกๆการสาธยายของอาตมา ก็พูดเอง ยืนยันเอง ว่า อย่างนี้ๆเป็นธรรมพระพุทธเจ้า ตอนแรกๆอาตมายังไม่ได้อ่านพระไตรปิฎก ยังไม่รู้เนื้อความจากพระไตรปิฎก ก็สาธยายไปตามประสาที่ตนเองมั่นใจว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ๆ ซึ่งไปขัดแย้งกับการสอนของชาวพุทธกระแสหลัก เมื่อค้านแย้งกันกับสงฆ์หมู่ใหญ่มากขึ้น หนักขึ้นๆ อาตมาบวชได้ ๕ ปี ก็เลยเห็นว่าคงอยู่ร่วมกับสงฆ์หมู่ใหญ่ไม่ได้ อาตมาจึงลาออกมาจากสงฆ์หมู่ใหญ่ เป็นสงฆ์อีกคณะหนึ่ง คือชาวอโศก เป็นนานาสังวาส เรียบร้อย สงฆ์หมู่ใหญ่ก็รับรองว่าอาตมาขอแยกออกมาจากหมู่ใหญ่เรียบร้อย เรียบร้อยแล้วนะ ตอนแรกสงฆ์หมู่ใหญ่ก็รับรองเรียบร้อย ที่เราขอแยกออกมา ตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๑๘ ทั้งรับรองต่อหน้าสงฆ์ ๑๘๐ รูป ต่อหน้าเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล มีทั้งลายลักษณ์อักษรที่ยืนยันชัดเจน มากมายหลายหลักฐาน แต่แล้วสงฆ์หมู่ใหญ่เกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ กลับลำ กลับคำ ไปเป็นว่า อาตมากับคณะสงฆ์ชาวอโศกยังไม่ได้ลาแยกออกมา ตามที่เราแยกออกมาเป็นนานาสังวาสบ้าง หรือกลับเป็นว่า อาตมากับคณะสงฆ์ชาวอโศกจะแยกออกไปอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าจะแยกต้องสึกหาลาเพศออกไปจึงจะได้ แล้วก็เล่นงานอาตมา โดยรวมกันทั้งสงฆ์ธรรมยุต ทั้งมหานิกายร่วมกันตั้งข้อหาอาตมา อธิกรณ์อาตมาทางศาสนา ฟ้องร้องอาตมาต่อศาลทางโลก เล่นงานอาตมาทุกทางทุกท่าเท่าที่จะเอาให้หนักที่สุดได้ จนทำให้ประชาชนคนทั้งหลายเข้าใจว่า อาตมาไม่ใช่ภิกษุสงฆ์ของศาสนาพุทธ ถึงขั้นศาลตัดสินอาตมาว่าผิด ด้วยข้อหาว่า อาตมาไม่สึก เพราะออกกฏหมายกันมาว่า มีอำนาจสั่งอาตมาสึกได้ ด้วยข้อหาที่ไม่มีอำนาจจะให้อาตมาสึกได้เลยตามพระธรรมวินัย แต่ไปออกกฏหมายขึ้นมาใหม่ ที่นอกบัญญัติพระพุทธเจ้า ที่ไม่ใช่ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อาตมาก็ยอมแพ้ต่ออำนาจที่ใช้กับอาตมาต่างๆ แต่อาตมาไม่ยอมผิดต่อธรรมวินัยเป็นเด็ดขาด แม้ทุกวันนี้ อาตมาก้ยิ่งเกาะติดธรรมวินัยเต็มที่ โดยอาศัยพระไตรปิฎก เป็นเครื่องยืนยันอ้างอิง เมื่อาตมาได้พบ ได้อ่านพระไตรปิฎก และใช้พระไตรปิฎก เป้นเครื่องยืนยันผิด-ถูกตลอดมา จนถึงทุกวันนี้ เพราะศาสนาพุทธไทยยึดถือพระไตรปิฎก ฉบับเดียวกันนี้ ซึ่งอาตมาก็เกรงใจทางเถรสมาคม หรือศาสนาพุทธกระแสหลักมาก และเห็นใจมากด้วย เพราะท่านยึดถือผิดๆตามๆกันมา ซึ่งถึงขั้นสุดยากที่จะแก้แล้ว และอาตมาก็จำเป็นต้องพูด ต้องอธิบาย ต้องประกาศ ต้องยืนยันว่า ความรู้ของพุทธกระแสหลัก ของเถรสมาคมและของชาวพุทธส่วนใหญ่นั้นผิด พาปฏิบัติผิด แล้วไปยืนยันกันว่าถูก ซึ่งขัดแย้งกันกับที่อาตมาเชื่อมั่นว่าสัมมาทิฏฐิ แล้วไปว่ากระแสหลักที่มีผู้รู้ครูบาอาจารย์ที่สอนสืบทอดกันมาจากครูบาอาจารย์รุ่นก่อนๆ แล้วยึดถือกันอยู่ แต่อาตมาผู้ไม่มีครูบาอาจารย์ เป็นความรู้ที่อาตมาก็ได้ประกาศไปแล้วว่าอาตมารู้มาเอง คือ สยัง อภิญญา ซึ่งเป็นความรู้ยิ่งของตนเองที่มีมาแตเก่าก่อน ชาติก่อนๆ(ปุพพันตะ) เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่ได้เรียนรู้ธรรมของพุทธบรรลุพุทธธรรมที่เป็นอาริยธรรมโลกุตระเหล่านี้มาแล้วแต่ปางบรรพ์ มันก็เลยเหมือนหนูจะไปแสดงพลังอวดเดชอวดศักดาแข่งราชสีห์ อะไรอย่างนั้น ก็ต้องขออภัยอย่างมากจริงๆ ที่อาตมาจะต้องตำหนิความผิด ยกย่องความถูก นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ก็ขอใช้สำนวนว่า อาตมาจะต้องตำหนิแล้ว ตำหนิอีก เพื่อยืนยันความจริง ชีความถูกให้ชัด ดูให้ดีๆ ดูให้ถูกๆในความถูกที่แท้จริง ซึ่งก็คือ ดูถูกแล้ว ดูถูกอีก หมายความว่า ข่มผู้ผิดแล้ว ข่มผู้ผิดอีก เพื่อให้รู้แจ้งรู้จริงความถูก ให้ได้ ให้ดูความถูกอันนี้ๆๆๆๆๆๆ ไม่ใช่อันนั้นๆๆๆๆ ที่คุณทำอยู่นั่นผิด ไอ้ที่เป็นอยู่ ทำอยู่นั้น รู้อยู่นั้น มันผิดนะ! ดูให้ถูก ดูถูกๆ การกระหน่ำย้ำซ้ำข่มผู้ผิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แรงเข้าแรงเข้าฉะ นี้เอง จึงเป็นการดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน นี้คือ ความจำนนที่อาตมาต้องทำ ก็ทำให้ผู้ถูกดูถูก ดูหมิ่น ดูแคลน ไม่ชอบใจ ก็ต้องขออภัย อาตมาไม่ประสงค์จะทำเลย ลักษณะข่มกัน ที่ทำนั้น ความประสงค์แท้คือช่วยยกขึ้นจากความผิดมาสู่ความถูก ไม่ใช่ดูหมิ่น ดูแคลน เหยียดหยามแต่อย่างใด แต่อาตมาก็เลี่ยงสัจธรรมไม่ได้ ก็จำนนต่อสัจธรรม ต้องยืนยันตามสัจธรรม เพราะพุทธกระแสหลัก ชาวพุทธส่วนใหญ่ เกือบหมดทั้งสิ้นกระมัง ไม่เหลืออาริยธรรม หรือไม่เหลือโลกุตรธรรม อันเป็นแก่นสารสาระของศาสนาพุทธกันเลย ล้วนปฏิบัตินอกขอบเขตบุญของพุทธ ทำบุญไม่ได้บุญ ทำบุญได้บาปกันทั้งนั้น ซ้ำร้ายเป็นเทวนิยม เป็นเดรัจฉานวิชา สาธยายเดรัจฉานคาถากันเกลื่อนกล่น ในชาวพุทธแท้ๆ แต่งมงายไปกับไสยศาสตร์ ขายหน้าศาสนาพุทธจริงๆ อาตมาจึงกลายเป็นคนปากจัด ทุกวันนี้ว่าเขาสารพัด ตำหนิเขาไปหมด ทุกวี่ทุกวัน อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะศาสนาพุทธมันเสื่อมหนักจริงๆ อาตมาก็ต้องนิคคัณหา ข่มแล้วข่มอีก ไม่มีหยุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงสั่งสอนไว้ ด้านข่มด้านตำหนิ หรือด้านลดละทำลายอาตมาก็ต้องทำเต็มที่ และด้านยกปัคคัณหา ด้านเชิดชู หรือด้านสร้างเสริมอาตมาก็สั่งสอน สร้างสรรกันเต็มที่ ไม่มีหยุดเช่นกัน ทำงานหนักมาถึงทุกวันนี้ การตำหนิ หรือติเพื่อก่อของอาตมาก็เกิดผลทำให้ชาวพุทธ ได้รู้แจ้งความจริงขึ้นมา อาตมาว่าน่าพอใจ ทำให้ผู้พอมีปัญญาสำเหนียกรู้ หรือเกิดปัญญา ถึงขั้นเปลี่ยนแปลงทิฏฐิมามีสัมมาทิฏฐิกันมากขึ้นๆ สัมมาปฏิบัติกันมากขึ้น แม้ถึงขั้นสัมมาปฏิเวธ บรรลุอาริยธรรมความเป็นพุทธก็เกิด ก็มีจริง จนกระทั่งเกิดพุทธบริษัท ๔ครบ มีอุบาสก อุบาสิกา มีนักบวชชาย นักบวชหญิง แต่ก่อนนี้ มีกันแค่เป็นพุทธศาสนิกชน คือ เป็นชาวพุทธแต่ในนามเท่านั้น เนื้อแท้ยังไกลความเป็นพุทธ อย่างดีกเป็นได้แค่ พุทธมามกะ คือ ขอเข้าถึงศาสนาพุทธ มาศึกษาพากเพียรฝึกฝน แต่ก็ไม่บรรลุสัมมาปฏิเวธ ซ้ำมิหนำบรรลุมิจฉาผล แล้วหลงกันว่าเป็นสัมมาผล พากันหลงเลอะไปกันใหญ่ บำเรอกันเป็นครูเป็นอาจารย์ที่พากันออกขอบเขตพุทธ ออกนอกรีต แต่หลงว่าตนเป็นพุทธ ไปกันใหญ่ บูชาเคารพอาจารย์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดยิ่งกว่าชัดว่า เป็นความเสื่อม ๔ ประการ เพราะนักบวชไม่ได้บรรลุวิชชา ๘ จรณะ ๑๕ ตามที่มีในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๑๖๓-๑๖๖ อัมพัฏฐสูตร อย่างน่าสงสาร สังเวชใจ ส่วนความพยายามของอาตมาก็ปัคคัณหาติ ส่งเสริม เชิดชู หรือด้านสร้างด้ารสรร อาตมาก็ทำมาเต็มที่ ก็เกิดผลมีพุทธบริษัท ๔สำเร็จ มีอุบาสก-อุบาสิกา-นักบวชชาย-นักบวชหญิง ที่เป็นพุทธบริษัทจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นพุทธมามกะเท่านั้น นั่นคือ มีผู้มีศีล-มีสมาธิ- มีปัญญา-มีวิมุตติ-มีวิมุตติญาณทัสสนะ อันเป็นอาริยะกันจริงๆ เป็นโลกุตระกันแท้ๆ ไม่ใช่มีแค่พุทธศาสนิกชน และพุทธมามกะ ๔ที่เป็นมีอุบาสก-อุบาสิกา- นักบวชชาย-นักบวชหญิง ที่เป็นพุทธบริษัทจริงๆ ไม่ใช่แค่เป็นพุทธมามกะเท่านั้น นั่นคือ เป็นผู้ขวนขวายพากเพียรมีศีล-มีสมาธิ-มีปัญญา-มีวิมุตติ-มีวิมุตติญาณทัสสนะ แต่เป็นมิจฉาศีล-มิจฉาสมาธิ-มิจฉาปัญญา-มิจฉาวิมุตติ-มิจฉาวิมุตติญาณทัสสนะกันเท่านั้น ๔๕ ปีผ่านมา มีปรากฏการณ์ดังกล่าวมาแล้วนั้น มีตัวตนบุคคลยืนยันได้ แม้ถึงขั้นบุคคลในปัจจุบันนี้สามารถเข้าถึงความเป็นอรหันต์ ดังที่ได้ยืนยันกันมาแล้ว แม้แต่ภูมิอรหัตผลหรืออาสวะบางอย่างสิ้นไปก็มีบุคคลสามารถปฏิบัติ และทำให้ผลปรากฏในตนได้ปัจจุบันชาตินี้จริง ในหมู่ชนชาวอโศกก็เป็นได้จริง มีได้จริง ๓) กระทั่งเกิดสังคมชาวอโศก ที่เป็นพุทธบริษัท ๔แท้จริง มิใช่แค่พุทธมามกะ หรือแค่พุทศาสนิกชนเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ชื่อว่านวัตกรรมของโลกยุคนี้ คือ เกิดคุณสมบัติของสังคมคนที่เป็นอยู่กันได้ถึงขั้นสาธารณโภคีของพระพุทธเจ้า ที่ยิ่งกว่าคุณสมบัติของสังคมคนที่ เทอมัช มอร์ จินตนาการขึ้ นชื่อว่ายูโทเปีย นั้นเสียอีก (ขยายความต่อไปตามควร) ๔) ปรากฏการณ์ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง (ขยายความต่อไปตามควร) ๕) นำอาริยธรรม ที่เป็นโลกุตระขั้นลึกล้ำถึงปรมัตถธรรม มาสาธยายได้อย่างสู่วงกว้าง และสามารถรับรู้กันได้ อย่างไม่เคยมีมาก่อน (ขยายความต่อไปตามควร)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน