581204_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ทิฏฐิ ๖๒ ตอน ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
581204_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่ บ้านราชฯ เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 3 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
วันนี้วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558 เป็นวันแรม 9 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม เราก็มาเรียนแล้วเรียนธรรมะ ใครจะว่าหลงธรรมะก็ไม่เป็นไร อะไรก็เห็นว่าธรรมะนี้ดีเหลือเกิน อะไรก็ไม่สำคัญเท่าธรรมะ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆเห็นว่าธรรมะนี้สำคัญที่สุดในชีวิตของมนุษยชาติ ไม่มีอะไรสำคัญเท่า คนทั้งหลายยุคนี้ เกิดมาน้อยนักที่จะเห็นว่าธรรมะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆสำหรับชีวิต เคยดูแล้วน่าสงสาร คนไม่ค่อยสำนึก ไม่ค่อยเข้าใจ ไม่มีปฏิภาณแต่ลึกๆถามใครๆว่าธรรมะนี้ดีไหม เขาก็จะบอกว่าดีแล้วธรรมะ คนจะสำคัญกับชีวิตไหม ให้ตั้งใจตอบดีๆตั้งสติดีๆ ถามใครก็ตาม จริงๆแล้วคนควรจะมีธรรมะ ควรจะสนใจธรรมะจริงๆ เขาต้องบอกว่าควร แต่จริงๆแล้วไม่เอาธรรมะ มีชีวิตอยู่ไปแต่ละวันอยู่กับเรื่องโลกต่างๆนานาสารพัด ไม่ใส่ใจไม่ได้นึกว่าธรรมะคืออะไร ธรรมะคืออะไร จะปฏิบัติธรรมะทำอย่างไร ไม่รู้จักรู้จิตก็ปล่อยไปกับกิเลส เป็นเจ้าเรือนไปเรื่อยๆ น่าเสียดายมากๆ พูดไปอย่างนี้ออกอากาศไปพูดไป พอฟังแล้วได้ยิน ก็น่าจะตั้งใจ ฟังว่าคนเรา ก็ควรมีธรรมะทั้งนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ระลึกถึง เหตุแท้คือคนทั่วไปเขาไม่เข้าใจว่าปฏิบัติธรรมมะคือทำอย่างไรอันนี้ 1 และ 2 เขาเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมะต้องเสียเวลา บางคนบอกว่าปฏิบัติธรรมะต้องไปนั่งสมาธิหรือเข้าวัดถือศีลหรือไปหาอาจารย์ ที่สอนธรรมะถ้าเราไม่รู้ว่าปฏิบัติธรรมะคืออย่างไร ถ้าสำนึกว่าคนเราควรจะมีธรรมะ คนเราก็ควรจะรีบไปหาคนที่เขารู้จักธรรมะที่จะสอนธรรมะได้ ที่พูดไปอย่างนี้ มันก็ยังไม่จุใจ บอกไปอย่างนี้คุณก็ไปหาแล้วก็เจอปัญหาเก่าก็จะเสียเวลา ก็จะต้องไปนั่งสมาธิ หรือทำอะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องถือศีลอย่างไรจึงจะพาบรรลุธรรม เข้าใจ
อ่านต่อ
ยังไม่เข้าใจ จริงแล้วความผิดพลาดของศาสนาพุทธ มันผิดพลาดไปไกลมาก คนไม่เข้าใจในการปฏิบัติธรรมะก็จะเสียเวลากลัวจะเสียเวลาทำมาหากินแต่ทั้งที่จริงแล้วการปฏิบัติธรรมะ ปฏิบัติได้ทุกลมหายใจเข้าออกไม่เสียเวลาเลยในการทำอาชีพ ตามมรรคมีองค์ 8 ที่ให้ทำอาชีพอย่างสัมมาอาชีวะ ก็ปฏิบัติธรรมไปพร้อมกับทำสัมมาอาชีวะแล้วก็จะลดกิเลส 3 สัมมาทิฏฐิ ถ้าอาจารย์ผู้ใดสอนให้ปฏิบัติธรรมะในขณะเดียวกันกับการทำงานอาชีพแล้วก็จะลดกิเลสได้จริงในขณะทำงานเลี้ยงชีพไม่ต้องปลีกเวลาไปวัด ไม่ต้องเปลี่ยนเวลาไปนั่งสมาธิหรือหยุดทํามาหากิน ไม่ต้องพรากจากการทำงานอาชีพ หรือทำกิริยาอาการทุกอย่าง ปฏิบัติอาชีพก็ทำให้เกิดสัมมาให้ได้ ทำกรรมกิริยาก็ให้เป็นสัมมาให้ได้เรียกว่าสัมมาชีพ ประพฤติตนเองทุกเวลาให้เกิดสัมมาชีพ ให้เกิดสัมมากัมมันตะ คือทำทุกกรรมกิริยากายวาจาใจนี่แหละ จะทำกรรมอะไรก็ตามก็ปฏิบัติให้เป็นสัมมา กิเลสก็จะลดแม้พูดอยู่ก็ทำให้เกิดสัมมาวาจา ทำอย่างสัมมาคือทำให้กิเลสลดได้ ทุกๆของการคิด การสังกัปปะก็จะเป็นไปเพื่อให้กิเลสลด ทั้ง 4 ข้อนี้ทำได้ในทุกขณะ ทำอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา พูดจาก็ต้องมีอยู่ในตัว การคิดสังกัปปะก็ทำอยู่ในตัวเองตลอดเวลา จะทำงานอาชีพก็ทำไปสิ ทำยังมีสัมมาทิฏฐิ จะรู้ว่าปฏิบัติธรรมนี้ไม่ต้องไปนั่งเสียเวลา แล้วหยุดทํามาหากิน ทำอาชีพ ทำการสร้างสรรค์…ไม่ใช่เลย ไม่ต้องเสียเวลาอย่างนั้นเลย จะทำกรรมกริยาอะไรก็ให้มีสัมโพชฌงค์ มีสัมมัปปธาน 4 มีสติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 แล้วจะเกิดผลเป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 มีโพชฌงค์ 7 และมีมรรคมีองค์ 8 นี่คือหลักโพธิปักขิยธรรม 37 นี่เป็นหลักให้เกิดโลกุตรธรรม 37 เมื่อคุณเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิ มีโพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิบัติไปก็จะเกิดทั้ง 37 จะมีพัฒนาการของทุกอันทั้ง 37 นี้พัฒนาการขึ้นไป ไม่ได้มีการแยกส่วนเลย จะมีองค์ประกอบต่างๆทำปฏิกิริยากัน ขัดเกลากัน ส่งเสริมกันเพื่อจะให้เกิดการบรรลุธรรม ให้เกิดกิเลสลด กิเลสลดก็ปฏิบัติธรรมได้ทุกกรรมกริยาในชีวิตธรรมดา นี่คือคำสอนเป็นพระอนุสาสนีย์ของพระพุทธเจ้ามีหลักฐานในพระไตรปิฎก โลกุตรธรรม 37 ก็คือโพธิปักขิยธรรม 37 สมาธิก็อยู่ในข้อหลักของมรรคมีองค์ 8 ข้อที่ 8 คือสัมมาสมาธิผู้ปฏิบัติให้เกิดสัมมาสมาธิก็คือผู้ปฏิบัติโลกุตรธรรม 36 หรือโพธิปักขิยธรรม 36 ข้อนี้จะสั่งสมจิตเป็นสัมมาสมาธิ เป็นตัวที่ 37 ก็จะเกิดโลกุตรธรรม 9 โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล และอรหัตตมรรค อรหัตตผล และนิพพาน 1 เป็นโลกุตรธรรม 9 ก็เป็นโลกุตรธรรม 37 รวมกับโลกุตระ 9 ก็เป็นโลกุตระ 46 ไล่ไปตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ มี 10 อย่าง เมื่อปฏิบัติอย่างเข้าใจ 10 ข้อนี้เอาไปปฏิบัติให้เกิดเป็นสัมมาก่อนอื่นเลย ว่าปฏิบัติอย่างไรแล้วมันจะมีอะไรบ้างในสัมมาทิฏฐิ 10 ก็จะเข้าใจ ว่าจะทำทาน ทำอย่างไร มันถึงจะทำให้กิเลสลด ปฏิบัติศีลพรตต่างๆ ซึ่งก็มีวิธีปฏิบัติเป็นโพธิปักขิยธรรม อาจจะแยกเป็นจรณะ 15 หรือวิชชา 8 รวมเรียกว่าไตรสิกขา อะไรก็แล้วแต่ก็มีหลักใหญ่แค่นี้ เริ่มตั้งแต่การลดกิเลสในกายสังขาร ในจิตสังขาร ในอานาปานสติ จะปฏิบัติลดกิเลสได้อย่างไรก็ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรมนี่แหละ ในขณะเวลาที่ปฏิบัติคืออานาปานสติ ที่ไม่ใช่ไปปลีกแยกนั่งหลับตา ในอานาปานสติพระพุทธเจ้าว่าแม้จะนั่งหลับตา แม้จะนั่งตั้งกายตรงในตอนใดก็ตาม ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 อธิบายต่อไป เป็นจรณะ 15 มีวิชชา 8 เมื่อตั้งตนในศีลก็ให้สำรวมอินทรีย์ แล้วก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะแล้วก็จะต้องทำตนให้เป็นสัตบุรุษ ทำอย่างสัมพันธ์กัน เริ่มต้นปฏิบัติให้ปฏิบัติที่ศีลแล้ว 2 ให้สำรวมอินทรีย์ 3 ให้มีสติสัมปชัญญะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในหลายสุดก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 นั่นเองหรือเป็นโพธิปักขิยธรรม ถ้าเข้าใจแล้วมันไม่ได้ยากเลยมีการขยายความกันไปต่างกันบ้าง เมื่อปฏิบัติต้องเป็นการปฏิบัติกับการลืมตาเปิดผัสสะ ไม่ใช่นั่งหลับตาซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในทิฏฐิ 62 การไปนั่งหลับตาอย่างเก่งก็เป็นพวกนักตรึกนึกคิดเอา ตักกีวิมังสี แล้วเข้าใจว่าการตรึกนึกคิดนั้นคือพิจารณา แท้จริง การพิจารณานั้นไม่ใช่แค่นึกคิด แต่มีการไตร่ตรอง มีการตรวจสอบมีการพิจารณาไตร่ตรอง ตรวจสอบใจ ตรวจสอบกาย ตรวจสอบเวทนา ตรวจสอบจิต ตรวจสอบธรรม ในขณะปฏิบัติธรรมมีการอ่านกิเลสในจิต มีการประหารกิเลสในจิต เห็นว่ากำลังทำสงคราม กำลังจัดการ กำลังต่อสู้กำลังปรับปรุง ปรุงแต่งอะไรก็แล้วแต่เป็นจิตในจิต เป็นการมนสิการ เป็นการปฏิบัติธรรมโดยมีองค์ประกอบภายนอกเพิ่มด้วย ถ้าเว้นจากผัสสะเสียไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพรหมชาลสูตรถ้าเข้าใจไม่ชัดเจนในการปฏิบัติธรรมตามพระอนุสาสนีตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องมีเวทนาในการปฏิบัติถ้าไม่มีเวทนาในการปฏิบัติก็เป็นการปฏิบัติที่ผิด ก่อนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไม่มีหรอกที่เป็นสมาธิแบบพุทธ มีแต่สมาธิแบบหลับตา หรือสมาธิมิจฉาทิฏฐิแบบฤาษี แต่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้วจึงมีสัมมาสมาธิ พระพุทธเจ้าท่านตรัสเลยว่านั่งหลับตาจะเกิดทิฏฐิ 62 หรือแม้คุณจะไม่หลับตา อยู่ในปัจจุบันก็ลืมตาแต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ไม่รู้จักผัสสะ 6 ก็คือการเว้นผัสสะเสียก็ไม่มีการปฏิบัติได้ผล ไม่เป็นฐานะในการปฏิบัติ ไม่เป็นสติปัฏฐานไม่เป็นที่ตั้งที่จะปฏิบัติ ไม่มีทางปฏิบัติให้เกิดสติสัมโพชฌงค์ ไม่เกิดสัมมาสติ ปฏิบัติตามสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จะคิด จะพูด จะทำอยู่ก็ต้องมีสติมีสัมปชัญญะ มีสัมปชานะ มีธาตุรู้ที่จะตามรู้ว่าเกิดอาการอะไรบ้างจากกิเลสได้ “อยู่” ใช้คำว่า “วิหารติ” วิหารติคือ สำเร็จอิริยาบถอยู่ที่ในวิโมกข์ 8 มีบอกด้วยว่าสำเร็จอิริยาบถอยู่ กำหนดกรอบขอบเขต ตามปริตตัง ปฏิบัติกาย เวทนา จิต ธรรม จนรู้ตัวอกุศลจิต สมุทัยแท้แล้วกำจัด ทุกอิรยาบถก็ทำให้เกิดสัมมาได้ ตั้งแต่สัมมาอาชีวะอย่างหยาบๆเป็นอาชีพขี้โกง “กุหนา” คือชั่ว คุณก็หยุดมาแล้ว ก็มาปฏิบัติในรายละเอียด “ลปนา” คือ มีการทุจริตในการพูดอยู่แล้วก็ปฏิบัติในฐานตั้งแต่ศีล 5 เป็นพระโสดาบันเลิกละมิจฉาอาชีพ มาเป็นสัมมาชีพ เมื่อกระทำแล้ว สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ยังเป็นการเสี่ยงโชคอยู่ เนมิตกตา ไม่ใช่เสี่ยงโชคซื้อหวย แต่เป็นการปฏิบัติธรรมที่กำลังทดลอง กำลังลองผิดลองถูก อย่างมีของจริง ไม่ใช่การทำนายว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ปฏิบัติแล้วจะได้ผลหรือไม่ได้ผลนั่นเอง คือปฏิบัติแล้ว เรากำลังเป็นนักรบจะปราบข้าศึกได้หรือไม่ได้ นี่คือ “เนมิตกตา” เมื่อไหร่จะได้ผลจบก็เป็นการเพิ่มไปสู่การไม่ไปร่วมอยู่กับโจร ทำกับโจร เริ่มทำกับโจรก็ยังไม่บริสุทธิ์ คุณต้องเลิกละมาอยู่กับหมู่มิตรดีหรือไม่ก็ทำส่วนตัวเอง คุณเป็นพระโสดาบันก็จะมาอยู่กับหมู่บัณฑิต เป็นเหมือนน้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน
มาอธิบายต่อ ที่เมื่อวานพูดทิฏฐิ 62 ไปบ้างแล้ว
อันตานันติกทิฏฐิ 4 [35] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้นอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ. พ่อครูว่า… ที่บอกว่าสมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ท่านหมายถึงนักบวชทั้งหมด ตอนแรกท่านก็ยังไม่มีหมู่เป็นจำนวนมากเท่าไหร่ 9.(1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ย่อมมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่ามีที่สุด. ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. [36] 10. (2) อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้? ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่นอาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่าไม่มีที่สุด เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ สมณพราหมณ์พวกที่พูดว่า โลกนี้มีที่สุดกลมโดยรอบนั้นเท็จ พ่อครูว่า… คนที่มิจฉาทิฏฐินั่งสมาธิหลับตาก็จะเห็นว่ามีโลกแบบที่มีตัวตน เห็นเทวดาก็จะเห็นเป็นตัวตน เหาะลอยไปลอยมา ก็จะไม่เห็นอาการของจิตที่เกิดจากการสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ที่เป็นของหลอกเป็นรสโลกีย์ที่ไม่มีจริง เช่น ยกตัวอย่างอาการที่คุณเคยสัมผัสการได้เงินเดือนครั้งแรก คุณได้สัมผัสทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายจริงๆ แล้วแยกแยะ ว่ามันมีอารมณ์ที่เป็นโลกียรส คุณจะเห็นอาการที่มันดิ้นๆๆๆ ถ้าไม่ให้มันก็ไม่เห็นตาย นอกจากคุณจะไปยึดติดมากเหมือนติดยาเสพติดจนกระทั่งประสาท สลบลงไปเป็นบ้าไปแล้ว ฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวก็หาย ถ้ามันขาดใจตายมันก็ตายเหมือนกับคนแพ้พิษบาดแผล ทนพิษบาดแผลไม่ได้ เข้ากันไม่ได้แต่บางคนเป็นหนักกว่าอีก ทำไมถึงได้ไม่ตาย คำว่าพิจารณากายสังขารไม่เกี่ยวกับภายนอกเลย ให้มาพิจารณา จิต มโน วิญญาณ ไม่ใช่ดับกิเลสที่กาย คนที่ไปนั่งสมาธิ นั่งแล้วปวดขา ปวดเอว เขาว่ากายไม่สงบ อันนี้ผิดหมด เพราะเข้าใจคำว่ากายผิดตั้งแต่ต้นว่า กายไม่ใช่ร่างกาย กายคือองค์ประกอบสองส่วนแล้วเวลาพิจารณาให้พิจารณาที่จิต เช่น ตาเห็นรูป ไม่ใช่ไปพิจารณารูปนอก มันมีสีอะไร..ไม่ใช่ มันต้องพิจารณาว่าคุณรู้สึกกับมันเช่นไร แต่เหตุปัจจัยภายนอกทำให้คุณเกิดกิเลสอย่างนั้น ซึ่งเป็นความจริงเพราะสัมผัสกับเหตุนั้นอยู่เป็นปัจจุบัน เชิญคุณสัมผัสกับฟักข้าว 2 ลูกนี้ อันหนึ่งตอนแรกคุณก็ว่าชอบทั้ง 2 อันแต่พอพิจารณาอีกลูกไหนมีตำหนิ มีเน่า คุณก็จะไม่ชอบมันก็จะมีเหตุปัจจัยให้คุณสัมผัสก่อให้เกิดกิเลส แม้แต่ฟักข้าว 2 ลูกนี้ ที่ไม่เหมือนกัน คุณก็ยังเกิดอาการต่างกันซึ่งมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงได้ สมมุติว่าคุณชอบอันนี้ คุณก็จะเอาอันนี้แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้เพราะมีคนอื่นเค้าจองไว้แล้วเป็นเจ้าของ คนมาทีหลังก็ไม่ได้ก็ต้องเอาอันที่เหลือ คุณก็เลยเกิดความเปลี่ยนใจมาชอบอันที่มีแผลหน่อย กิเลสของคุณมันไม่เที่ยงมาก เดี๋ยวมันก็ชอบ เดี๋ยวมันก็ไม่ชอบ บ้าบ้าบอบอทั้งนั้น แม้แต่คนที่ได้เงินเดือนเดือนแรกแต่พอครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 มันไม่เหมือนเดิม ดีไม่ดีเพื่อนคนอื่นเงินเดือนขึ้น เราก็เลยเซ็งว่าเราไม่ขึ้นเงินเดือน ให้ได้ทั้งที่ได้ธนบัตรใบใหม่ๆเหมือนกันกับครั้งแรก รู้ทีหลังได้มาเป็นใบใหม่กว่าครั้งแรกอีกแต่ทำไมครั้งแรกยินดี ครั้งต่อไปทำไมไม่ยินดี กลับไม่ยินดี เพราะว่าเงินเดือนตอนไม่ขึ้น
ต่อในพระไตรปิฎก…
โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรเป็นที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่าหาที่สุดมิได้ ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้วปรารภแล้วมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. [37] 11. (3) อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้? พ่อครูว่า… มีพวกดับคือมีที่สุด แต่พวกที่ใสๆ คืออนันตา คือไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนคนโลภ พวกนักธุรกิจนี่โลภไม่มีที่สิ้นสุด พวกมักน้อยจะมีที่สิ้นสุด แต่บางคนเขาก็ไม่ถึง 0 ก็เอาไว้เท่านี้ แล้วแต่ใคร อาตมาเทียบ วอเรนบัฟเฟต เขามีเงิน ก็บริจาค 80 % ของเงินที่เขามี มาเจอมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เขาบริจาค 99 % ก็คือเขาพอของเขา เขาพอแค่เหลือเศษ 1 % เขามีเงินหลายแสนล้าน เหลือ 1 % ก็ไม่รู้เท่าไหร่ น่าจะเหลือเป็นหมื่นล้านเลย แต่วิธีการของทุนนิยม ทำให้เงินไหลเข้ามาวันละไม่รู้เท่าไหร่เลย การที่เขาบริจาคก็ขอชมเชยว่าคุณก็ยังหมุนมาให้คนอื่น ถ้าคุณเอาไปลงทุน คุณก็จะได้เพิ่มอีก แต่ถ้าคุณไม่แล้วก็พอแล้ว นอกนั้นก็ไปฝากแบงค์ก็ออกดอกให้ เท่านั้นก็เหลือแหล่ การจะสละออกก็เรื่องจิตวิญญาณทั้งสิ้น คนที่ทำงานแบบปากกรวยบานออกไปไม่มีจบ แต่คนที่จะไปทางสูญ ก็ไปหาก้นกรวย แล้วอยู่กับระบบสาธารณโภคีนี่ดีสุด คนเป็นคนบรรลุธรรม แล้วขยันช่วยคนอื่น เขาก็จะเลี้ยงไว้ ตนเองไม่สะสม ไม่ริสยาใคร ถ้าได้เท่าที่ได้ก็ไม่ดื้อดึงดันเอา เป็นอรหันต์แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ก็อาจมีบ้าง เป็นความเจริญของอรหันต์ ที่จะอยู่อย่างมีคนรักคนบูชา มันซ้อน คนยิ่งมักน้อยคนจะยิ่งมาช่วยเยอะ คนยิ่งขี้โลภ คนยิ่งไม่อยากช่วย เป็นธรรมชาติ คนธรรมดา ยิ่งแสดงความโลภออกมาเขาจะยิ่งไม่ให้ เขาจะบอกว่าเมื่อไหร่จะตายไป แต่ถ้ายิ่งคบกันคนนี้ยิ่งไม่เอาๆ มีแต่คุณประโยชน์มาให้ตลอดเวลาก็เป็นสัจธรรม ขอให้เป็นอาริยะสัมมาทิฏฐิจริง
ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต จึงมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางหาที่สุดมิได้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่าโลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิตย่อมมีความสำคัญในโลกว่า ด้านบนด้านล่างมีที่สุด ด้านขวางไม่มีที่สุด ด้วยการบรรลุคุณวิเศษนี้ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 3 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. [38] 12. (4) อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ บัญญัติว่า โลกนี้มีที่สุดและหาที่สุดมิได้? ดูกรภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิญาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ สมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้มีที่สุด กลมโดยรอบ นั้นเท็จ ถึงสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ไม่มีที่สุดหาที่สุดรอบมิได้ นั้นก็เท็จ ทั้งสมณพราหมณ์พวกที่กล่าวว่า โลกนี้ทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุดนั้นเท็จ โลกนี้มีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 4 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้นมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ จะบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ สมณพราหมณ์พวกนั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 4 ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัดทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดนั้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริงจึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีตจะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.
อมราวิกเขปิกทิฏฐิ 4 [39] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง มีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกนั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัวด้วยเหตุ 4 ประการ? 13. (1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศล คำพยากรณ์นั้นของเราจะพึงเป็นคำเท็จ คำเท็จของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้น เขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การกล่าวเท็จเพราะเกลียดการกล่าวเท็จ เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ จึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว. [40] 14. (2) อนึ่งในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิ ดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจา ดิ้นได้ไม่ตายตัว? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศลก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศลนี้เป็นอกุศล ความพอใจ ความติดใจ หรือความเคืองใจ ความขัดใจในข้อนั้น พึงมีแก่เราข้อที่มีความพอใจ ความติดใจหรือความเคืองใจ ความขัดใจนั้น จะพึงเป็นอุปาทานของเราอุปาทานของเรานั้นจะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เรา ความเดือดร้อนของเรานั้นจะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่อุปาทานเพราะเกลียดอุปาทาน เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว. [41] 15. (3) อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เขามีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศลก็ถ้าเราไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล จะพึงพยากรณ์ว่า นี้เป็นกุศล หรือนี้เป็นอกุศลก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด ชำนาญการโต้วาทะเป็นดุจคนแม่นธนูมีอยู่แลแม้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเที่ยวทำลายทิฏฐิด้วยปัญญา เขาจะพึงซักไซ้ไล่เลียงสอบสวนเราในข้อนั้น เราไม่อาจโต้ตอบเขาได้ การที่โต้ตอบเขาไม่ได้นั้น จะพึงเป็นความเดือดร้อนแก่เราความเดือดร้อนของเรานั้น จะพึงเป็นอันตรายแก่เรา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่กล้าพยากรณ์ว่านี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล เพราะกลัวแต่การซักถาม เพราะเกลียดแต่การซักถาม เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัวว่า ความเห็นของเราอย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ ๓ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว. [42] 16. (4) อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ ย่อมกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว?ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้เป็นคนเขลา งมงาย เพราะเขลา เพราะงมงาย เมื่อถูกถามปัญหาในข้อนั้นๆ เขาจึงกล่าววาจาดิ้นได้ไม่ตายตัว ถ้าท่านถามเราอย่างนี้ว่าโลกหน้ามีหรือ ถ้าเรามีความเห็นว่า โลกหน้ามี เราก็จะพึงพยากรณ์ว่า โลกหน้ามี แต่ความเห็นของเราว่า อย่างนี้ก็มิใช่ อย่างนั้นก็มิใช่ อย่างอื่นก็มิใช่ ไม่ใช่ก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ ถ้าท่านถามเราว่า โลกหน้าไม่มีหรือ ถ้าเรามีความเห็นว่าไม่มี เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มี … ถ้าท่านถามเราว่า โลกหน้ามีด้วย ไม่มีด้วยหรือ ถ้าเรามีความเห็นว่ามีด้วย ไม่มีด้วย เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามีด้วย ไม่มีด้วย ... ถ้าท่านถามเราว่า โลกหน้ามีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่หรือ ถ้าเรามีความเห็นว่า โลกหน้ามีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ เราพึงพยากรณ์ว่า มีก็มิใช่ ไม่มีก็มิใช่ ... ถ้าท่านถามเราว่า สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีหรือ ถ้าเรามีความเห็นว่ามี เราก็จะพึงพยากรณ์ว่ามี ... ถ้าท่านถามเราว่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีหรือ ถ้าเรามีความเห็นว่าไม่มี เราก็จะพึงพยากรณ์ว่าไม่มี ... ถ้าท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive