581004_วิถีอาริยธรรม ธรรมบรรยายจากพระไตรปิฎกเล่ม ๙.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
581004_รายการวิถีอาริยธรรม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ธรรมะบรรยายจากพระไตรปิฎกเล่ม 9 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ส มณะ ฟ้าไทว่า … วันนี้พ่อครูจะมาบรรยายจากพระไตรปิฎกเล่ม 9 พ่อครูว่า … อาตมา ตอนนี้ก็ย้อนไปอ่านพระไตรปิฎก จากเดิมไม่ค่อยได้ศึกษา พระไตรปิฎกเล่ม 1-8 เป็นพระวินัยสำหรับนักบวชแต่ฆราวาสก็ศึกษาได้ จะได้ช่วยดูแลสงฆ์ ไม่ใช่ชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ จากพระสูตร เล่ม 1 หรือ พระไตรปิฎกเล่ม 9 เป็นพระสูตร ไปจนถึงเล่ม 33 จากนั้น เล่ม 34-45 ก็เป็นพระอภิธรรมปิฎก ก็เป็นธรรมะจากการสังคายนาของพระสงฆ์หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เล่ม 9 มี 13 สูตร แต่ก่อนอ่านคร่าวๆ แต่ยังไม่ได้ทวนละเอียด ก็เห็นว่าครบครันหมด สูตรแรก ท่านประกาศว่าศาสนาพระพุทธเจ้าขึ้นต้นด้วยศีล ศีลของศาสนาพุทธ คือจุลศีล 26 มัชฌมศีล 10 มหาศีล 7 จุลศีล คือศีลที่เอามาปฏิบัติไปตามลำดับ ศีล 5 8 10 มากกว่า 10 จนถึง 26 ข้อนี่แหละ เพื่อปฏิบัติขัดเกลากิเลสเป็นพระอรหันต์ได้ เอามาปฏิบัติตามฐานานุฐานะ เลือกมา 5 ข้อก่อน เป็นศีล 5 จนขยายมาถึงข้อ 10 จนถึง 26 ก็เป็นศีลสำหรับปฏิบัติ จ นมา มัชฌิมศีล มหาศีล ก็มีข้อที่ว่า ศาสนาพุทธห้ามอย่างไรบ้าง แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธทั่วไปก็ทำหมด เกือบทุกวัด ยกเว้นวัดพระแก้วฯเพราะไม่มีพระอยู่ ทุกวันนี้พูดจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เขาไม่มีกันแล้ว มหาศีล บอกถึงศาสนาพุทธว่าเป็นเช่นนี้ ไม่มีเดรัจฉานวิชชา ไม่มีเดรัจฉานกถา แต่เดี๋ยวนี้ทุกวัดวาเต็มไปด้วยเดรัจฉานวิชชา เดรัจฉานกถา ตอนนี้วัดทุกวัดพระก็ไม่พูดถึง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แต่พูดแค่ศีล 227 ซึ่งไม่ใช่ศีล เป็นพระวินัย เขาก็ไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาตอนแรก ไม่ใช่เรียกว่าศาสนาพุทธ ท่านเรียกว่าสมณะพราหมณ์ ซึ่งพราหมณ์นี่แหละคือพุทธเดิมที่เพี้ยนไปกลายเป็นศาสน
อ่านต่อ
าเทวนิยม ไม่รู้จักปรมัตถสัจจะที่แท้จริง เป็นเทวนิยมไปหมด แต่ตอนนี้เลยครึ่งพุทธกาล กลายเป็นศาสนาเทวนิยมไปหมดแล้ว อาตมาเลยต้องประกาศตนว่าเป็นสยังอภิญญาที่จะมากอบกู้พุทธศาสนา ทุกวันนี้เขาเข้าใจว่าปฏิบัติธรรมต้องหนีเข้าป่า อยู่ในเมืองไม่ได้ เข้าใจผิดเหมือนฤาษีดาบส พระพุทธเจ้าว่าเป็นความเข้าใจผิด พวกนี้มีสองแบบคือ พวกตักกี วิมังสี คือตรึกนึกคิดเอาเองไม่เป็นจริง กับ พวกนั่งหลับตาหนีเข้าป่า และนั่งหลับตาสมาธิ ก็อยู่ในภพหลับตาสมาธิ กับพวกตักกี วิมังสี พวกพระบ้าน คือตักกีวิมังสีเป็นพวกนึกคิดตรึกเอาเอง อย่างธรรมกาย ต้องประกาศให้ชัด แต่ไม่ได้เกลียดชังนะ แต่สงสาร คุณจมในเวทนา หลอกกันไม่รู้จบ อย่างที่ไหนสร้างสหกรณ์แล้วหลอกให้คนกู้หนี้ทำสัญญาเอาเงินมาได้ แล้วมาบริจาควัดหมด โดยเงินไม่ได้ผ่านมือเลย เขาใช้วิธีสะกดจิต hypnotize แล้วสะกดทุกวัน ดูพระใสๆ แล้วฟังคำสั่งของผู้สะกด ก็ถูกสะกด ยิ่งกว่าข้าทาส ให้ไปตายก็ไป ให้ไปหาเงินก็หาเงิน มาถึงขั้นนี้แล้วหนักกว่ารัสปูตินเลย เมืองไทยเจอมารร้ายอันนี้ ในยุคโน้นสมัยพระพุทธเจ้าก็มีสำนักเช่นนี้มากมาย ยุคนี้ก็เช่นกัน พระป่าก็สะกดจิตอย่างพระป่า พระเมืองก็สะกดจิตอย่างพระเมือง พระป่าเขาไม่ได้หลงลาภ ยศ สรรเสริญเท่าไหร่ แต่ในเมืองมีโลกธรรมเยอะใช้เชิงซับซ้อน ไม่ได้เรียนอย่างเป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์นี้เลย แล้วสะกดจิตก็ให้ล่าโลกธรรมได้เลย ได้เป็นเจ้าคุณชั้นต่างๆ ต่อไปจะสืบสายถึงเป็นสังฆราช แต่อายุจะยืนหรือไม่ก็ไม่รู้นะ ถ้าเผื่อว่าหลงใหลการอยู่ในภพ ในภวังค์ หลับตา แม้ไม่หลับตาก็เป็นพวกตักกี วิมังสี พวกนั่งหลับตาก็สร้างภพได้อย่างไม่รู้ตัว แม้รู้ว่าสร้างภพเอง ก็สร้างได้ สร้างมาหลอกกันไป ไม่ลืมตา เอาแต่ภพสะกดจิตนี่คือไม่ตื่น ไม่ชาคริยา ไม่ชาคระ ออกจากภพมาให้ครบพร้อมทั้งสมมุติสัจจะ และเรียนรู้โลกวิทู สิ่งข้างนอกกับข้างในสัมพันธ์กัน แต่ไม่รู้ก็กิเลสกินตัวไปหมด ไม่ว่า โลกธรรม หรือวัตถุ ก็หลงติดเป็นทาสของมันหมด ไม่รู้จิตตนคืออัตตา ไม่รู้โลกคือสิ่งนอกตัว ไม่บริบูรณ์ด้วยโลก และไม่บริบูรณ์ด้วยปรมัตถสัจจะและอัตตา แล้วก็ล้างกิเลส พระพุทธเจ้าว่าผู้อวิชชามี 62 ข้อเท่านี้แหละ ที่เป็นผู้ไม่รู้ทัน อชานโต อปัสสโต เป็นผู้ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แส่หา ดิ้นรนของผู้มีกิเลสตัณหาทั้งนั้น ดิ้นรน เพราะปฏิบัติไม่รู้เท่าทันผัสสะเป็นปัจจัย หรือแม้มีผัสสะเป็นปัจจัยก็ยังหลงอดีต 18 หรืออนาคต 44 หรือแม้จะเป็นปัจจุบันอีก 5 ก็มิจฉาทิฏฐิ รวมแล้ว 62 อดีตจริงๆ 18 อนาคตจริงๆ 39 มีปัจจุบันอยู่ในภพ เป็นหลับตาหรือลืมตาตรรกะเอา สร้างภพชาติได้อีก 5 ก็เป็น 62 มีเท่านี้ ที่เป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าท่านรวบรวมไว้ เพราะฉะนั้นจมอยู่กับสิ่งไม่เป็นไม่มี อดีตผ่านไปแล้ว ส่วนอนาคตยังไม่เกิด 39 อย่าง อีก 5 ก็มิจฉา เป็นความไม่จริงทั้งหมด 62 ความจริงนั้นไม่เกิดในอดีตกับอนาคต มันจะเกิดในปัจจุบันเท่านั้นที่สัมมาทิฏฐิด้วย ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ไม่มีมรรคผล ถ้าจมในอดีตกับอนาคตก็ตีทิ้งได้เลย ปัจจุบัน 5 นี่ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็ไม่ได้ ต้องสัมมาทิฏฐิจึงจะได้ ต้องเรียนรู้กามคุณ 5 กับฌาน 1-4 กามคุณ 5 ต้องเรียนรู้กามแล้วล้างกามให้หมด อย่างรู้จิตเจตสิก รูปนิพพาน ขั้นรูปรูป กับอรูป มีนามอันละเอียดซ้อนๆกัน
สูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ก็ตรัสให้รู้ว่า ศาสนาพุทธไม่ใช่เป็นประดามีอย่างศาสนาอื่นๆ สูตรที่ 2 สามัญผลสูตร คือสูตรที่พระพุทธเจ้ายืนยันว่าต้องปฏิบัติเช่นนี้ อย่างที่จะปฏิบัติอย่างสูตรแรกเป็นส ิ่ งที่ผิดหมด โดยประกาศ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นศีลธรรมนูญ สามัญผลก็ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จะสมบูรณ์ด้วยศีล จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ศีลก็เป็นอารยะ ที่ท่านละเอียดมากคือเมื่อปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วจะรู้ว่า ความสุขอย่างนามกายไม่ใช่สุขขัลลิกะ แต่เป็นอทุกขมสุข เรียกว่าอุเบกขา ท่านเรียกว่า วูปสมโมสุข สุขสงบ สงบคือกิเลสหมดจากจิต แล้วหมดแล้วจิตจะนิ่งแข็งทื่อไหม ไม่เลย จิตจะเร็วไว คล่องแคล่ว ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร รู้ทันโลก ทันสังคม เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา แม้จะสัมผัสกับโลกอย่างไร ก็แข็งแรงคงทนอย่างเดิม ไม่เสียท่า ไม่มีอะไรหักล้างได้ ผุดผ่องสะอาดขาวรอบ ทนทาน มุทุคือแววไว จิตอ่อน ตัวจิตก็ปรับได้ไว ปัญญาก็ไหวพริบเร็ว ดัดได้ง่าย เปลี่ยนได้ง่าย โดยจริงใจ สะอาดมีความรู้ ปรับแต่งได้ทันกาล มีมุทุภูตธาตุ ทำงานได้เหมาะสมคือกัมมัญญา ควรแก่การงาน ทำงานได้อย่างดี ไม่มีอคติ ไม่ลำเอียง ทำกับสังคมได้อย่างดี ศาสนาพุทธไม่ใช่หยุดทำงานแต่ทำงานได้เก่ง มีสมรรถภาพด้วย ไม่ต้องเสียพลังงานไปกับการคิดว่าจะได้กำไรเท่าไหร่ จะเสียเปรียบไหม ก็ไม่มี ก็มีประสิทธิภาพสูงส่ง ประภัสสรา คือผ่องแผ้ว ไม่ใช่ใสอย่างสะกดจิตด้วย อย่างที่เขาทำกัน อย่างนั้นเป็นเดรัจฉานวิชชา ที่พูดนี้ไม่ได้เดาเอาด้วย อาตมาเคยเล่นมาพวกเดรัจฉานวิชชา ก็เลยรู้ว่ามันผิดทาง นี่พูดอย่างจริงใจเลย สามัญผลสูตรคือทุกคนพิสูจน์ได้ ไม่ใช่เป็นได้คนเดียว แต่ทำไปตามบารมียืนยันได้ แม้จะไม่เก่งเท่าพระพุทธเจ้า แต่ก็พิสูจน์ได้เท่าที่ทำได้ ยืนยันมาเหลือแหล่เลย แม้จะไม่หมดก็ไม่สงสัยแล้ว ต่อมา สูตรที่ 3 อัมพัฏฐสูตร ก็เป็นการยืนยัน ที่เขาสืบสานคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาคำสอนเก่าของพระพุทธเจ้า แต่อธิบายไปคนละเรื่องเลย มันเพี้ยนไปจากสัจจะ เหมือนเดี๋ยวนี้ สมัยพระพุทธเจ้าท่านเรียกนักบวชของพุทธว่า พราหมณ์มหาศาล แต่สมัยนี้ต้องเรียกว่าพระมหาศาล เขาเรียกกันมา แล้วก็มีตำแหน่งเงินเดือน มีโลกธรรม มีบัลลังก์แม้รัฐบาลก็ให้นิตยภัตร ไม่ใช่แค่ได้จากประชาชนบริจาคนะ ได้เงินเดือนด้วย ออกนอกรีตเป็นราชปัตโตคือรับราชการแล้ว ถ้าทำผิดก็ผิดม. 157 ด้วยนะที่รับเงินเดือนจากรัฐนะ ปารชิกเป็นสมีก็ไม่จัดการ สมเด็จพระสังฆราชท่านมีพระลิขิตมากี่ฉบับก็ไม่ทำตาม มันล้มเหลวขนาดไหน มหาเถรสมาคมน่ะ พระพุทธเจ้าพยากรณ์ว่า ต่อไป ศาสนาพุทธจะเสื่อม กลายเป็นพระป่า แล้วก็เสื่อมสนิท แม้แต่พระในเมืองก็ว่าจะปฏิบัติต้องเข้าป่า พวกในเมืองก็ได้แต่ตรรกะ ได้แต่ตักกี วิมังสี อาตมาเรียกจับกัง ขนลังทองได้แค่ค่าจ้างไม่ได้แอ้มทองคำหรอก พวกที่รับจ้างแบกลังทองยังไม่เท่าไหร่ แต่พวกเบี้ยวคำสอนพระพุทธเจ้านี่ชั่วกว่า สูตรที่ 4 โสณทัณฑสูตร ย้ำว่ามีศีลก่อนมีปัญญา เอาศีลมาตั้งแล้วปฏิบัติจึงเกิดจิต เกิดปัญญา เกิดวิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ปฏิบัติศีลต้องลืมตามีผัสสะเป็นปัจจัย กระทบสัตว์แล้วจิตมีเมตตาหรือไม่ ศีลข้อ 2 สัมผัสวัตถุ เกิดกิเลสอยากได้ ก็ลดกิเลสให้จริง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตานึกเอา นั ่ นมันความจำไม่ใช่ความจริง ศีลข้อ 3 ก็เรียนรู้ลดการติดกามคุณ 5 ศีลข้อ 4 เป็นวจีกรรม พูดปด ส่อเสียด หยาบ เพ้อเจ้อก็เรียนไปตามลำดับ ส่วนศีลข้อ 5 เรียนรู้ความเมาอย่างโกงกันทีละห้าแสนล้านนี่มันยอดอภิมหาอบายมุขแล้ว ไม่รู้กัน ทุกวันนี้สงสารประเทศไทยเรื่องหวย ถ้า ไทยเราไม่ต้องพึ่งเงินหวยจะได้ไหม อาตมาก็งงๆ เวรจริงๆสิ้นไร้ไม้ตอกต้องพึ่งเงินจากคนกระเสือกกระสนอยากได้เงิน มันก็คือการพนันทั้งนั้น มันไม่ใช่ช่วยคนจน แต่ขูดรีดคนจนต่างหาก พระพุทธเจ้าว่าปฏิบัติศีลจะขัดเกลาจิต ไม่มีกิเลสเป็นตัวบงการ จะบริสุทธิ์สะอาดไปเรื่อยๆ มีศีลแล้วจะมีสมาธิปัญญา ลืมตาปฏิบัติ ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ไหนศีลอยู่ที่นั่น เหมือนมือล้างมือ เท้าล้างเท้า ปัญญาที่ไม่มีศีลก็เป็นไปไม่ได้ บรรลุศีล 5 ก็มีปัญญาเท่าศีล 5 บรรลุศีลสูงขึ้นไปปัญญาก็มีมากขึ้นตามศีล สูตรที่ 5 ยัญพิธี ที่ดีที่สุดคือศีล สมาธิ ปัญญา แต่ยัญพิธีที่เขาคิดกันคือเอาไปบูชายัญเหมือนคนป่า นั่นไม่ใช่ ยัญพิธีแม้ธูปเทียนบูชาหรือขอนั่นนี่ก็ไม่ใช่พุทธ แต่ ยัญพิธีกคือการปฏิบัติเพื่อให้ลดละล้างกิเลสได้ ศาสนาพระพุทธเจ้ายืนยันยัญพิธีคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ สูตรที่ 6 ให้เจริญสมาธิ เพื่อได้ทิพย์ คือรู้จักโลกียะ แล้วทำจิตเหนือโลกียะเป็นอาริยบุคคล หากทำไม่ได้ก็ไม่ได้เป็นพระอาริยะ สูตรที่ 8 มหาสีหานาถสูตร สูตรบำเพ็ญตบะ คือศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่เพ่ง กสิณ น้ำ ไฟ ลมอะไรที่พิลึก ไม่ใช่ ตบะพระพุทธเจ้าคือศีล สมาธิปัญญา สูตร 1-8 ก็ยืนในศีล สมาธิ ปัญญา เป็นไตรสิกขา มา สูตรที่ 9 โปฏฐปาทสูตร สัญญาเกิดอย่างหนึ่ง สัญญาดับ ไม่ใช่ดับสัญญาไปหมด มืดหมดเลย นี่คือรายละเอียดของพระพุทธเจ้าที่รู้จัก กาย เวทนา จิต ธรรม สูตรที่ 11 เกวัตสูตร บอกพลังงานจิตมีปาฏิหาริย์ได้ 3 อย่างคือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ซึ่งอันสุดท้ายคือปาฏิหาริย์ของการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา มีศีลแต่ละข้อก็เกิดปาฏิหาริย์ ที่มีเมตตา พึ่งพาตนเองได้ เป็นคนหากพึ่งตนไม่รอดก็อายสัตว์นะ สูตรที่ 12 โลหิจจสูตร ก็สอนผิดๆมา ว่าเมื่อบรรลุแล้วอย่าบอกใคร อันนี้พระพุทธเจ้าว่าเป็นทิฏฐิลามก ทุกวันนี้ก็สอนกันอย่างนี้ แล้วปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 ว่า อุตริมนุสธรรมในตนมีไหม หากใครมาถามจะบอกได้ไหมอย่างไม่มีสาเฐยจิตไม่มีจิตอยากอวด ซึ่งเขาก็ว่ากันต่อมาว่าบอกกันไม่ได้ จึงไม่รู้แม้แต่โสดาบันก็บอกไม่ได้ อาริยะขั้นไหนก็บอกไม่ได้ ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรก็เลยมีแต่ โสดาเดา สกิทาคามีเดา อนาคามีเดา อรหันต์เดา ก็เลยมีแต่อริยะเดาซึ่งมันผิดหม ด พระพุทธเจ้าบอกว่าบรรลุแล้วบอกคนอื่นไม่ได้นี่ผิด ทุกวันนี้อาตมาไม่เกรงใจใครเลย นี่แหละจอมนู๊ดอะไรจริงบอกหมด ส่วนสูตรสุดท้าย สูตรที่ 13 เป็นสูตรยืนยันว่าหากไม่รู้จักเทวดา มาร พรหม คืออย่างไร ไม่ได้รู้จักเลย จะบอกว่าเป็นผู้ดำเนินตามนั้น เป็นสหายแห่งพรหมเป็นอย่างไร คือหลอกกันไปหลงกันไป ไม่มีทางที่จะออกจากโลกีย์ได้เลย มีแต่ทางที่ไม่ใช่ทาง พูดกันไปหลอกกันไป บัญญัติทางต่างๆแต่ไม่ได้ไปสู่พรหมเลย ไม่ได้เป็นพรหมกาย ไม่ได้เป็นรูปนามที่จะพากออกจากกิเลสเลย พระพุทธเจ้าก็เลยถามว่าใครเคยเห็นพระพรหมบ้าง มีครูบาอาจารย์ใหญ่ๆ สมัยโน้น พวกพราหมณ์ ที่เดิมพราหมณ์เดิมก็บริสุทธิ์แล้วก็วนมาเป็นพุทธสลับกันไปมา ไม่รู้จักเทวดา มาร พรหม ก็เลยกล่าวแต่เรื่องเหลวไหล คำสอนพระพุทธเจ้ามีอยู่ แต่เขาไม่เข้าใจถึง ก็เลยไปเป็นเดรัจฉานวิชชาไปหมด เป็นการเรียนที่ไม่พาไปนิพพาน ออกจากนิพพานไปหมด นี่คือพระสูตร 13 สูตรในพระไตรปิฎกที่เรียนกัน สอนกันแล้วไม่รู้ความจริงจากสูตร 13 สูตรนี้ที่โบราณาจารย์สังคายนาเอาไว้ อาตมาว่าครบหมด 13 ประเด็นนี่สุดยอด พระพุทธเจ้าท่านประกาศของท่าน ตั้งแต่ศีลเป็นธรรมนูญ มีสามัญผล มีผลที่จะได้ไปตามลำดับ รู้จักจิตตน เมื่อกระทบสัมผัสกับสัตว์ สัตว์นี้มันร้ายต่อเรา จิตเราขึ้นไหม อ่านในปัจจุบันที่กระทบ พิจารณา อ่าน จิต เจตสิก อ่านอาการออกว่า รูปจิตอันนี้มันเป็นอาการของโทสะ เกิดไม่พอใจ อยากฆ่า อยากทำร้าย เกิดไม่ชอบใจ เป็นอาการหยาบ กลาง ละเอียด อาการไม่มีรูปร่างสีสันเส้นเสียง อาการเป็นนามธรรม อ่านให้เป็น นี่โกรธแรง โกรธอย่างกลาง อย่างละเอียด คุณอ่านละเอียดไม่ออก ก็อ่านหยาบก่อนแล้วจะรู้กลาง ปลายได้ เป็นของจริงตามลำดับ พระพุทธเจ้าสอนอย่างเป็นขั้นตอนก็มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าปฏิบัติด้วยการคุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย สัมผัสแล้วรู้ขั้นตอนตามลำดับ ลดกิเลสได้เพราะรักษามนินทรีย์ บรรยายได้ในสูตรที่ 2 สามัญผลสูตร ท่านก็แปลไว้ชัดว่า เพราะว่ารักษาสำรวมมนินทรีย์ ไม่ใช่แค่รักษาศีล แต่กายกับ วาจาเท่านั้น ซึ ่ งก็ต้องทำก่อน คือกายกับวาจาก่อนที่หยาบแต่ต้องอ่านถึงมนินทรีย์ กระทบแล้วก็ถึงจิต อ่านกิเลสในจิต นั่นต่างหากปฏิบัติศีลจึงสมบูรณ์ ไม่ใช่ตัดกายวาจาคือศีล แล้วปฏิบัติสมาธิหรือจิตก็ไปนั่งหลับตา ดับทวารนอกหมด นี่คือปฏิบัติสอนกันผิดๆ ศาสนาพุทธต้องประกอบด้วยสติสัมปชัญญะทุกกรรม กาย วาจาใจ รู้กิเลส ล้างกิเลสได้เป็นอาริยะ ไม่ใช่แค่รู้กายกับวาจา ใจไม่รู้ นี่คือผิดพลาดในการสอน แต่ของพุทธล้างกิเลสแล้วจะเป็นคนที่รู้จักใจพอ ระงับจิตไม่ติดสวรรค์ไม่หลงสวรรค์ (อสังสัคคะ) สันโดษไม่ใช่ปลีกแยกเข้าป่าเขาถ้ำ แต่สันโดษ มาจากสันตุฏฐิ คือใจพอ ไม่ใช่ว่าพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ของพระพุทธเจ้าให้มีศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ สันโดษอันเป็นอาริยะ ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติ ปลดแอกตนเองจากโลกีย์ ทำจิตตนให้หลุดพ้นจากลาภ ยศสรรเสริญ กำจัดตัณหาอุปาทานจากใจได้แล้วมีโลกวิทู อย่างพระป่าเขาก็สอนให้มีผัสสะเป็นปัจจัยแต่ไม่สามารถแยกแยะเวทนา 108 ได้ ไม่รู้จริง พระพุทธเจ้าสอนให้ทำ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) แล้วจะเป็นผู้มี เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ มีอิทธิวิธญาณ จากคนเดียวเป็นหลายคน จากหลายคนเป็นคนเดียวได้ ไม่ใช่อย่างเป็นตัวตน บุคคลเราเขานะ เดินบนน้ำได้ ก็ไม่ใช่ทำตัวเหมือนแมงมุมน้ำ คือมันตลก ของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง ของพระพุทธเจ้าทำได้แล้ว จะทำให้กิเลส 0 ก็ได้ อ่านกิเลสในจิต ทำจนกระทั่งเวทนา 108 ยืนยัน ทำบุญได้ รู้จักกิเลสในจิตสันดานแล้วก็ล้างให้หมด จนสิ้นบุญสิ้นบาป บุญไม่ใช่สิ่งสะสมไว้แต่เป็นเครื่องประหารกิเลส จนบาปไม่เกิดแล้วในจิต อย่าง เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ไม่ใช่ว่าไปดับหมด แต่มีวิตกวิจารอย่างเก่งในการสังกัปปะ 7 ก็มี ปีติสุข แผ่ซ่าน ไปทั่วกาย ไม่มีส่วนไหนที่ปีติไม่ไปแทรกทุกส่วนของกายคือรูปและนาม ที่ลดปีติ สุข ก็ไม่ให้เป็นสุขอย่างก้อนๆ หรือแรงมากๆอย่าง โอกกันติกาปีติหรืออุพเพงคาปีติ แต่ว่ามีผรณาปีติ ที่เบิกบานร่าเริง ไม่ใช่ไร้ปีติ แข็งทื่อไปหมด ในสังกัปปะ 7 จะรู้พลังส ิ่ งเป็นโทษกับพลังเป็นโทษ เหลือแต่พลังเป็นคุณ เป็นผู้เก่งในการใช้ปีติ หากไม่มีปีติเลยก็ไม่มีแรงทำงานเลย เราก็ไม่ติดปีติ ไม่มีก็ได้ ถึงเวลาที่เราไม่ต้องใช้พลังงานอะไรก็ไม่ต้องใช้ จะเข้าใจปีติ 5 1 . ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) 2 . ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) 3 . โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) 4 . อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) 5 . ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค) แต่ก็คือส ิ่ งที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้วอรรกถาจารย์นำมาใส่ไว้ทั้งนั้น หากไปหลงติดใจมันก็จะต้องการมากขึ้นๆ เป็นอุพเพงคาปีติ จะต้องได้รุนแรงให้ถึงใจ ก็ซวยหนักเลย เป็นคนติดหลงที่ไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าว่าปีติก็ให้มี เป็นผรณาปีติให้อาศัยเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่ให้มากหรือแรงแต่อย่างใด ใช้งาน ฌาน 1-4 ได้อย่างรู้เหมาะควรมีสัปปุริสธรรม 7 ได้ แล้วไม่ติดยึดจะปล่อยก็ได้ มีสัมมาฌาน สัมมาวิมุติ จบอาสวักขยญาณ แถมหมดอนุสัยอีก เลยจากปัญญาวิมุติ เป็นอุภโตภาควิมุติบุคคลอีก ส่วนอัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าท่านท้วงไว้แล้วว่าต่อไปจะหลงพระป่า 1 . ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2 . ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3 . สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4 . สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว พำ นักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 )
ตอนนี้อย่างธรรมกายก็ทำเช่นนี้ สะกดจิตคนไว้มากมาย ในไทยไม่พอไปต่างประเทศด้วย แล้วก็ให้ดูช่องนี้ช่องเดียว ช่องอื่นไม่ให้เข้า ดู เลย น่าสงสาร ถูกสะกดจิตไม่มีปรโตโฆษะใดๆเลย ถูกสะกดจิตว่าอย่านอกใจ แล้วพวกพระป่าก็ไปสร้างวิหารบนเขา หนักเหนื่อยสร้างพระพุทธรูปบ้างสร้างวิหารบ้าง อยู่ป่าบำเรอไฟ มีติ้วมีอะไรมากมายอย่างเดรัจฉานวิชชา ศาสนาพุทธนั้นไม่เหลือ คนในเมืองก็เป็นทาสโลกธรรม ทาสทุนนิยมไปหมด พระบ้านก็เป็นข้าราชการไปหมด ราชปัตโต ทำผิด ม. 157 ได้นะ อย่างวัดจานบินนี่มีมุขทุกด้านเลย ไม่ใช่แค่มุข 4 ด้านนะ แต่มุข 360 องศา คนฟังแล้วก็อาจหาว่าอาตมาโกรธแค้นธรรมกายนะ ที่จริงอาตมาไม่อยากให้ธรรมกายลงนรกมากกว่านี้ แล้วเตือนสติพุทธศาสนิกชนไม่ให้ถูกร้อยจมูกเอาไว้ ก็เตือนสติผู้มีอำนาจในสังคม หากไม่จัดการธรรมกาย ธรรมกายจะเป็นเสือติดปีกที่จะทำลายประเทศไทยอย่างไม่เหลือซาก เขาไม่มีความรู้อะไรในการบริหารประเทศหรอก เขาไม่ส่งเสริมคุณธรรมจริง แต่เอาอบายมุขมาหลอกคน ลึกลงไปตนก็หลงกามคุณ หลงโลกธรรม ปั้นสร้างในภพ หลงวิมานงดงามไม่รู้กี่ชั้น ธรรมพระพุทธเจ้าหากไม่เข้าใจจริงก็ทำผิด สายมนตรญาณก็สวดมนต์ จะให้ช่วยใคร จะช่วยในหลวงก็สวดเอา สวดพันรูป หมื่นรูป สั่นสะเทือนทุกอย่าง จะแปรเปลี่ยนเพราะการสวด พระพุทธเจ้าท่านมาล้มล้างหมดเลย ถ้าเป็นไปได้มันเป็นไปแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็มาล้าง อาตมาก็มาล้างแนวเดียวกัน ล้างเฉพาะในศาสนเดียวกัน ไม่ละลาลละล้วงไปศาสนาอื่นนะ 13 สูตรนี้ให้รู้ประเด็นต่างๆที่อาตมาได้สาธยายมา … จบ