581001_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๖.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
581001_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 26 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2558 วันนี้วันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม ที่บ้านราชฯ วันนี้มีทั้งนักเรียนและผู้สมทบ จิตอาสาหมอเขียว ว.นบ. มีทั้งชาวชุมชน มาดู sms
_ 0857308xxx · คำพ่อครูมีความหมายทางธรรมลึกซึ้งผู้น้อยต้องเรียนซ้ำๆจึงจะเข้าใจ _ 0893867xxx · คนที่รู้เห็นตัวตนแท้ๆของตน(อัตตา)ที่เป็นของแท้ของ จริง(ภูตภาวะตถตา)คงจะ เข้าใจอาการ,ลิงคะ,นิมิต, อุเทศ!มีพุทธปัญญารู้ภาวะ รูป-นามที่พ่อครูสอน! _ 0893867xxx · อาการคือสภาวะนั้นของจิตเมื่อจิตมีอาการพากเพียรจนมีความตั้งมั่นจนเกิดพลังงานแบบเข้มแข็งมั่นคงคงใช่เจตสิกฤาธาตุจิตที่เรียกว่าฐีติธาตุกระมัง?
พ่อครูว่า… คำว่าอาการนี้สำคัญ แล้วต่อมาก็มีคำว่า นิมิต คือการกำหนดหมายนามธรรม ไม่มีเส้นแสงสีเสียง แต่เรากำหนดเองว่า อาการอย่างนี้หมายถึงอาการโกรธ อาการโลภเป็นเช่นนี้ เรากำหนดหมายเอาเอง จำเอ า เองเลยว่ามันต่างกัน มีลิงคหรือเพศ โกรธน้อยมาก แรงเบา ก็ต้องรู้ความต่างของตนเอง นี่เรียกว่าปัญญาที่จะเข้าใจความจริงของปรมัตถ์ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ส่วนอุเทสคือฟังความอธิบาย เช่น ฟังที่อาตมาอธิบาย ฟังไปแล้วเข้าใจก็เอาไปปฏิบัติฝึกฝนตนเอง ผู้สามารถเข้าใจ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คือผู้มีพุทธิปัญญา รู้ภาวะรูป นาม
_ 0893867xxx · การทำทานที่จะทำให้ได้บุญแท้ขณะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต้องทำด้วยจิต บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสไม่มีความต้องการหมดความอยากได้ทุกสิ่ง! พ่อครูว่า… ถูกต้องที่สุด เวลาทำทานไม่ค่อยเห็นสำนักไหนสอนว่า ทำทานแล้วไม่ได้บุญ ทำทานได้แต่กิเลส ไม่ได้บุญ บุญคือการชำระกิเลส บุญคือเครื่องมือประหารกิเลสไ
อ่านต่อ
ม่ใช่เครื่องมือรองรับความดีแต่อย่างใด แต่ปัจจุบันคำว่าบุญเพี้ยนไปหมดกลายเป็นคำว่ากุศลไป ทานต้องตั้งจิตให้ลดโลภ หรือหมดโลภ นั่นคือทานที่เป็นบุญ แต่ถ้าทานแล้วตั้งจิตว่าจะได้กลับมาคืนมากๆหรือเป็นวิมานหลอกกัน นี่คือบาป ตกนรกไปด้วยกัน คนทำทานกิเลสหนาก็ตกนรก น่าสงสารคือมนสิการไม่เป็น ทำบุญต้องทำใจในใจเป็น นี่คือสัมมาทิฏฐิข้อที่ 1
_ 0893867xxx · ขอบคุณบุญนิยมที่ทำให้คนไกลอโศกได้ฟังธรรมพ่อครูฯจนหมดทุกข์สิ้นโศกทุกวัน!จรธ. พ่อครูว่า … เด็กเหมือนเครื่องบันทึก เคาะเครื่องก็บันทึกในฮาร์ดดิสก์ รู้เรื่องไม่รู้เรื่องก็บันทึกไว้ เด็กเกิดมาอุแว๊ พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าพูดเขาก็ไม่รู้ความ แต่แกบันทึกไว้ ถึงรู้ความก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะพูดได้ก็จะพูดคำที่รู้ แม้จะไม่ชัดก็พูดออกมา แต่รู้น่ะมากกว่า บางทีไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็บันทึกไว้หมด พอโตขึ้นๆ มีวุฒิภาวะพอ พูดได้ เด็กมันเรียนมาหมด พูดได้เยอะ เพราะบันทึกไว้หมดแล้ว ทีนี้อยู่ที่ปฏิภาณ ฉลาดของเด็ ก หากดีก็เอามาใช้ได้เยอะ แต่เด็กบางคนไม่ฉลาดก็ได้เท่าที่ได้ แต่สรุปแล้วเขามีต้นทุนเก็บไว้ในสัญญา ในฮาร์ดดิสก์ การฟังไปแล้วก็จำไปๆ บันทึกลงไปๆ ถ้ายิ่งคมชัดแม่นจะบันทึกตรง ยิ่งเรารู้คำ ความหมายของคำ ยิ่งฟังซ้ำก็ยิ่งบันทึก ยิ่งฟังซ้ำก็ยิ่งประทับใจ ก็ยิ่งบันทึกไว้แน่นๆๆ การฟังนี่ไม่เสียหลายเลย โดยเฉพาะการฟังธรรมะ ประเสริฐ ถ้าไปฟังข้างนอกเละเทอะ ก็ไม่เป็ น ประโยชน์อะไรเท่าไหร่ แต่มาฟังธรรมะ แม้เราจะเข้าใจบ้างไม่ได้บ้าง ก็ยังบันทึกไว้เท่าที่จะจำ ไม่เสียหลายหรอก อาตมามาเทศน์ไม่เอาค่าจ้าง เพราะว่าการไปเทศน์แล้วรับค่าจ้างเหมือนการเป็นมือปืนรับจ้าง จะค้าขายอะไรก็ค้าเถอะ แต่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาค้า มาขาย อาตมาว่าคนไม่โง่สุดก็สิ้นไร้ไม้ตอกสุดนะ ยิ่งมาในคราบนักบวช ยิ่งบาป อย่างเณรคำ ได้ข่าวว่า ไปทำมาหากินอยู่อเมริกา ได้ข่าวจะประกาศนิกายใหม่ด้วย ไม่กลัวบาปเลย เณรคำนี่หากินโดยการฟอกเงินนะ ใครจะจัดการก็เชิญนะ
พ่อครูว่า… การยึดมีสองแบบ ยึดข้างนอกว่าเป็นเรา กับยึดตัวเราเป็นของเรามากยิ่งขึ้น ยึดข้างนอกคือโลกธรรม กามคุณ ว่าเป็นเรา เรียกว่าโลก จิตตนที่ยึดสั่งสมเป็นอาสวะ และ อนุสัยเรียกว่าอัตตา พระพุทธเจ้าสอนเรื่องโลกกับอัตตา สองคำนี้เท่านั้น ในธรรมะทั้งหมดสอนสองอย่างนี้ ให้รู้ทั้งสองอย่างแล้วไม่อยู่ใต้อำนาจโลกกับอัตตา อยู่เหนือโลก และ เหนืออัตตาคือผู้ตื่นรู้ และหลุดพ้น ในพระไตร ปิฎกเล่ม 9 สูตรแรกเลย พรหมชาลสูตร ถ้าใครอ่านจนจบ ก็จะสรุปได้ว่า 1 . เนื้อหาธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องรู้เนื้อหาอันนี้ด้วย คือรู้อัตตากับโลก 2 . ผู้จะเรียนรู้ ต้องเรียนรู้ตามพระสูตรนี้ ท่านบอกอะไร ? ท่านว่าสูตรแรกเราจะเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าเรียนรู้แบบหลงอดีตกับอนาคตอยู่ นั่นไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า ในยุคพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ศาสนามีเยอะ ลัทธิต่างๆมีเยอะ เขาจมในอดีตกับอนาคต ทั้งนั้นเลย ส่วนใหญ่เลย พวกอยู่กับปัจจุบันก็มี แต่กลายเป็นอุจเฉทิฏฐิ เป็นพวกนักตรึกนักคิด หรือพวกขาดสูญ อดีตกับอนาคต แม้ปัจจุบันมิจฉาทิฏฐิ หากใครมาศึกษาธรรมพระพุทธเจ้าแล้วไม่รู้ปัจจุบัน แต่ไปอยู่กับปัจจุบันอุจเฉทิฏฐิ ที่ตรึกนึกเอาเอง ขาดสภาวะสมบูรณ์ อย่างนี้ไม่มีหวังบรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาเลย นักรู้นักศึกษาธรรมพระพุทธเจ้ามีแต่พวกนักรู้ไม่เป็นนักปฏิบัติ ทิฏฐิสุดท้ายคือ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ มีอยู่ 5 ประการ คือ กาม ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 พวกนั่งหลับตาทำสมาธินั้นตอกตะปูปิดนิพพานเลย พวกไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยปิดประตูนิพพานเลย ไม่มีการปฏิบัติได้ แต่พวกมีผัสสะแต่ไม่สัมมาทิฏฐิอีกก็ไม่ได้อีก มีแต่พวกเข้าใจภาษาเก่งแล้วทำตำรา ผนวกความคิดของตน เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ได้โลกธรรม ได้กาม เลี้ยงชีพไปตลอดชีวิต
( 120 ) “ผู้รู้ผู้ตื่น” คือ “ตื่น”(ชาคร)จากอะไร? อย่างไร? ตั้งสติกัน ทำปัญญาให้แจ้งกันบ้างเถิด อย่าเอาแต่ยึดๆๆ ทั้ง “ทิฏฐุปาทาน”ก็ยึดกันแน่น ทั้ง “สีลัพพัตตุปาทาน”ก็ยึดเหนียวหนึบ ยิ่ง “อัตตวาทุปาทาน”ก็ยิ่งยึดกันไปลมๆแล้งๆ ไม่เข้าใจกันด้วยซ้ำว่า ตนยึดได้ก็แต่ “อัตตวาท”คือยึดได้แต่ “คำกล่าว-การพูด”เท่านั้นว่า “อัตตา”ๆๆๆ แต่แท้จริงยังไม่สามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงสภาวะกันเลยว่า สภาวะจริงๆของ “อัตตา”นั้นเป็นไฉน มีอยู่อย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ใน “ทิฏฐิ 62 ”นั่นแหละ หรือ “อัตตา 3 ” คือ “โอฬาริกอัตตา”นั้นไฉน “มโนมยอัตตา” เป็นอย่างไร จนถึง “อรูปอัตตา”ขั้นปลายสุดจึงจะรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงได้ สำหรับ “กามุปาทาน”นั้น ไม่ต้องพูดเลย รู้กันดี แต่เต็มใจจมอยู่กับกามกันทั้งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เสียดสี หรือจมอยู่กับความใคร่อยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุขที่เป็นโลกีย์ทั้งหลาย เต็มสถาบันศาสนากันเห็นๆ “ตื่น”ขึ้นมาจากหลงใหลกันบ้างเถิด สถาบันเราก็เคารพ ครูบาอาจารย์ทั้งโบราณปัจจุบันเราก็เคารพ แต่ “สัจจะ”นั้นน่าจะเข้าถึงให้จริงให้ได้ เราไม่ได้ลบหลู่สถาบัน หรือบรรดาอาจารย์เลย เพียงแต่เราประสงค์จะให้เข้าถึงสัจธรรมกันจริงๆเป็นเป้าแท้ จะได้เกิดประโยชน์แท้จริง กอบกู้ศาสนาขึ้นมาได้จริงกันบ้าง พากันหลงเลอะน่าสงสารมานานแสนนานแล้ว คนที่ชื่อว่า ผู้ “ตื่น”(ชาคร) ไม่ได้หมายว่า แค่คนนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาจากการหลับพักกาย แต่เป็นผู้มี “ความตื่นรู้พร้อมด้วยสติเต็มทำงานกับ “อายตนะ 6 ”เป็น “ชาคริยานุโยคะ” หมายความว่า พากเพียรทำความตื่นให้เป็น “ผู้รู้ ผู้ตื่นจากโลกียารมณ์ที่ตนหลับไหลลุ่มหลง”อยู่นั่นทีเดียว ไม่ใช่แค่ตื่นจากนอนหลับเท่านั้น อย่าหลับไหลไปกับสถาบันกันจนหลงใหลคลั่งไคล้กันนัก “สถาบันพุทธศาสนา”ยังอยู่ในศีลในสัจธรรมกันดีอยู่หรือ? “ตื่น”ขึ้นมาตรวจดู “ความจริง”ที่เป็นภายนอกที่ห้อมล้อมอยู่ทั้งหลายดูดีๆเถิด อย่าเอาแต่จมอยู่กับอารมณ์ “ฝัน”อันแสนสวยแสนสุขกันอยู่กับ “โลกียธรรม”ที่พรั่งพร้อมของตนเอง จนไม่รู้จัก “ความจริง(สัจธรรม)ตามความเป็นจริง”กันนักเลย ไตร่ตรองกันดีๆ ว่า สัจธรรมคือศาสนา หรือสถาบันคือศาสนา หรือบรรดาอาจารย์คือศาสนา อะไรคือศาสนากันแน่ ทำ “ทิฏฐิ”นี้ให้แจ้งกันดีๆเถิด ลดละอัตตากันเสียบ้าง ยิ่งใครยังเอาแต่หลงหนักมืดอยู่กับลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ตกเป็นทาสมัวเมาดำฤษณา ถูกบำเรอบำรุงด้วยลาภยศสรรเสริญสุขสบาย ถูก “สินบน”หรือ “ลัทธิประชานิยม”สะกดจิตเอาจนกลายเป็นทาสซื่อที่แสนเชื่อง ก็จงรู้ตัวเองบ้างเถิด สลัดแอกให้แก่ตนเองบ้าง นี่คือ “ทิฏฐิ”บทแรกที่จะต้องตื่น(ชาคร)เลิกงมงายตายซากอยู่กับ “ลัทธิโลกียนิยม-ทุนนิยม” เลิกงมงายตายซากอยู่กับ “ลัทธิจิตนิยม-เทวนิยม-อัตตนิยม-วัตถุนิยม” กันให้ได้เสียทีเถิด มันจะ “เสียหน้า-เสียศักดิ์ศรี-เสียผู้เสียคน”อะไรกันนักหรือ ที่จะเป็นผู้รู้สึกตัวว่า เราหลงเป็นทาสอยู่ในดงแดนแห่ง “มิจฉาทิฏฐิ”
( 121 ) ผู้ไม่ “ฝึกฝนดับฝัน”เพราะไม่ตื่นขึ้นมาฝึกภายนอก ดังนั้น ผู้ยิ่งมัวไปมั่วหลงปฏิบัติอยู่กับภาวะที่หลงมุ่นใน “อดีต”หรือ “อนาคต”ในภายใน ที่เป็นเพียง “ฝัน”เท่านั้น ว่าเป็น “ความจริง” ที่จะปฏิบัติเกิด “ผลธรรม” ก็ยิ่งเป็น “มิจฉาทิฏฐิ”อยู่ตลอดกาลนาน เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “อัตตา”และไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “โลก”เท่านี้แหละ ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอะไรต่ออะไรได้หมด คนทุกคนที่ยังต้องสุขๆทุกข์ๆหมุนวน ตาย-เกิด เกิด-ตายอยู่ในวัฏฏสงสารไม่รู้สิ้นสุด ก็เพราะไม่รู้แจ้ง “โลกและอัตตา”นี่เอง และพระพุทธเจ้าก็ทรงสอนให้คน “จบกิจ”เรื่องเป็น “ทาสโลก-ทาสอัตตา”นี้แล คือ “โลกุตรธรรม” เป็นคนโลกใหม่ ที่อยู่ใน “โลก” กับมวลมนุษยชาติเขา อยู่กับลาภ,ยศ,สรรเสริญ,สุขกับกามกับอัตตาของคนในโลก แต่ท่านไม่เป็น “ทาส”แล้วจริงแท้ และไม่หลงติดหลงยึดเอามาเป็นตนเป็นของตนแล้วเด็ดขาด เพราะท่านไม่มีตน มีแต่ “เมตตา”ที่จะช่วยผู้คนที่หลงเมามัวอยู่กับโลกและอัตตา คนที่ยังอวิชชาจึงอยู่กับ “ฝัน”กันทั้งนั้น ไม่ศึกษาให้บริบูรณ์ด้วย “ความจริง”ที่มีทั้ง “สมมุติสัจจะ”ในปัจจุบัน แล้วกำจัด “อนุสัย”ให้หมดไปกับภูมิ “ปรมัตถสัจจะ” ในปัจจุบัน นั่นคือ “ฝึกฝนดับฝัน” ซึ่งต้องฝึกกันในขณะมี “ภายนอก” และเป็น “ปัจจุบัน”
พ่อครูว่า… อาตมาเรียนศิลปะ จัดองค์ประกอบเป็น จะปรุงแต่งไปกับเขา ให้เขาสนใจมาก็ได้แต่ว่าจะไปปรุงแต่งกับเขามากๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี เพราะทำให้คนติด มันเป็นของยึด อุปาทานของใครของมัน มันเปลี่ยนไป อย่างแฟชั่นผู้หญิงนี้เปลี่ยนไปทุกปี ปั่นจิตของคนให้หลงตาม ผู้หญิงถูกปั่นหัวไป อาการรู้สึกว่าสวยจริงๆตามเขาว่า นั่นคือความไม่รู้ หลง โมหะ อวิชชา รู้สึกจริงตามเขาหลอกเลย อร่อยก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเด็ก คนหนุ่มสาวคนแก่ พระพุทธเจ้าถึงสอน โภชเนมัตตัญญุตา เรียนตั้งแต่เด็กจนโตให้ถึงอรหันต์เลย กินอาหารกินตามธรรมชาติ เปรี้ยว หวานเค็ม เผ็ด ขม ก็รู้สึกตามรสที่มันเป็น ถ้าร่างกายต้องการก็กินเข้าไป ไม่ใช่ว่ารสนี้ชอบ รสนี้ไม่ชอบก็เป็นภาระวุ่นวาย เสาะแสวงหามาบำเรอตน นี่คืออุปาทานต่างๆ กามุปาทาน ทิฏฐิปาทาน อุปาทานมาก ก็ไปมีองคาพยพอย่างนั้น ไปเกิดเป็นหมีแพนด้า อุปาทานว่าใบไผ่อร่อย กินแต่ใบไผ่ หรือหมีคัวอาล่า ก็กินแต่ใบยูคาลิป ไปได้องคาพยพเป็นควายก็กินแต่หญ้า มันไม่ยักกินใบไมยราพยักษ์ อยากให้มันกิน มันไม่กิน มาเกิดเป็นคน คนเป็นสัตว์กินพืช ดันถูกหลอกว่าเนื้อสัตว์อร่อยก็กินเนื้อสัตว์ หลงกินเนื้อสัตว์มาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นปีแล้วทั้งๆที่องคาพยพ คนนี่ข้างนอกก็เป็นเล็บ nail ไม่ใช่ craw ฟันก็เป็นฟันกราม molar ไม่ใช่ canine เหมือนหมา หรือเสือ ลำไสก็ยาว ต่างๆนานาสารพัด ว่าเป็นสัตว์กินพืชไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ แต่ไปถูกหลอกให้กินเนื้อมานาน จนร่างกายก็ต้องเอา อย่างหมานี่มันเป็นสัตว์กินเนื้อ คนเอามาฝึกให้กินมังฯ ร่างกายมันก็ปรับได้ มันก็ไม่ตาย แต่ไม่ใช่ของมัน หมาไม่ใช่สัตว์กินพืช องคาพยพมันมาแบบนั้น นัยพวกนี้คนไม่ค่อยเข้าใจ อาตมาพามาสู่สภาพที่ถูกต้อง แล้วเชื่อมั่นว่าจะเป็นได้จริง เพราะคนผิดเพี้ยนไป ถ้าคนไม่กินเนื้อสัตว์ คนก็จะไม่ดุเหมือนควาย วัว แต่ไปกินเนื้อสัตว์เลยดุเหมือนหมาเหมือนเสือ ถ้ากินแต่พืชก็เหมือนช้างม้าวัวควาย อาตมาไม่มีความรู้ทางโลกมากมาย ไม่มีใบปริญญาใดๆๆ ไม่มีความรู้วิทยาศาสตร์ใดๆ แต่ว่าพูดจากความรู้ต้นรากที่มีมาแต่เดิม บางทีพูดไปอย่างนักวิทยาศาสตร์ เขาว่าเอาอะไรมาอธิบาย เขายังไม่มีใครรู้กันเลยแบบนี้ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้องค์ประกอบทั้งหมด ของโลกที่เกี่ยวกับเรา เกี่ยวกับอัตตา ด้านในก็อัตตา ด้านนอกก็เป็นโลก จนเราปรินิพพานเป็นปริโยสาน เรียนให้ชัด เราจะรู้ว่ามันมาร่วมประชุมกันลงในคำว่า กาย เรียนรู้อัตตา จาก กาย (องค์ประชุมของรูปกับนาม มาสังเคราะห์กัน) รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือตัวรู้ ให้รู้ว่าอาการอย่างไรเป็นโทษ อาการอย่างไรเป็นประโยชน์ อ่านให้ชัด ตั้งแต่แคบๆ ปริตตัง เกี่ยวกับศีลข้อ 1 เราไปสัมผัสกับสัตว์ต่างๆ เขาก็ชีวิต เราก็ชีวิต อย่าไปทำร้ายทำลาย อภัยกันให้หมด สัตว์ทั้งหลายเกี่ยวกัน เป็นเวรภัยแก่กันมาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสในลังกาวตารสูตร ท่านว่า โอ, มหาบัณฑิต! ในวัฏฏสงสารอันไม่มีใครทราบที่สุดในเบื้องต้นนี้ สัตว์ผู้มีชีพได้พากันท่องเที่ยวไปในการว่ายเวียนในการเกิดอีกตายอีก. ไม่มีสัตว์แม้แต่ตัวเดียว ที่ในบางสมัย ไม่เคยเป็น แม่ พ่อ พี่น้องชาย พี่น้องหญิง ลูกชาย ลูกหญิง หรือเครือญาติอย่างอื่นๆ แก่กัน. สัตว์ตัวเดียวกัน ย่อมถือปฏิสนธิในภพต่างๆ เป็นกวาง หรือสัตว์สี่เท้าอื่นๆ เป็นนก ฯลฯ ซึ่งยังนับได้ว่าเป็นเครือญาติของเราโดยตรง. สาวกแห่งพระพุทธศาสนา จะทำลงไปได้อย่างไรหนอ, จะเป็นผู้สำเร็จแล้ว หรือยังเป็นสาวกธรรมดาก็ตาม ผู้เห็นอยู่ว่าสัตว์เหล่านี้ทั้งหมด เป็นภราดรของตน, แล้วจะเชือดเถือเนื้อของมัน?
พ่อครูว่า… ชีวิตที่เกิดมาแต่ละชาติๆ ร้อยปีหรือห้าสิบปีตาย นั้นน้อยนัก เกิดมาแล้วนับชาติไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราเอานิ้วมือจิ้มในดิน แล้วบอกว่าไม่มีที่ใดที่เราไม่เคยเกิด คือตั้งแต่แบคทีเรียจนเป็นสัตว์ใหญ่ไดโนเสาร์ เกิดมาแล้วนับไม่ถ้วนทุกแผ่นดิน ให้คุณมาเกิดอีกหลายล้านชาติ ถ้าคุณยังติด เช่น ติดส้มโอไม่ละวาง คุณก็จะเวียนมาหาส้มโออีก ถ้าคุณติดขี้ คุณจะไปเกิดเป็นหมาอีกไม่รู้กี่ชาติ เพราะหมามันติดกินขี้ ต่อให้คุณติดทองคำ ติดเพชรพลอยหรืออะไรๆก็แล้วแต่ คุณก็จะอยู่กับอันนั้นที่จะมาเกิดกับอันนั้น มันอะไรกันนักกันหนา เป็นภาระทุกข์วุ่นวาย ติดมากๆเข้าของข้าใครอย่าแตะ พยาบาทแก้แค้นกันเป็นหนังจีนไม่รู้กี่เรื่อง ก่อนจะตายก็ว่าลูกแก้แค้นแทนพ่อก่อนจะตาย คือไม่รู้อะไร ตัวเองอาฆาตคนเดียวไม่พอบอกลูกให้อาฆาตอีก ในชีวิตนี้คุณเลิกอาฆาตมาดร้ายได้เลย แม้แต่ไปผูกพันอยู่ แต่แม้ทำประโยชน์แก่กันก็ยังดี แต่นี่ผูกพันกันเพื่อจะมาทำร้ายกัน จะไปทำทำไม มันดีหรือ อย่าไปผูกพันนัวเนียอะไร คนถึงเดือดร้อนวุ่นวายน่าสงสาร คำว่าสงสารคือวนเวียนมาไม่ดูดก็ผลัก ไม่แก้แค้นก็ดูดถึง ไม่ได้มาก็ทำร้ายไป มีอยู่แค่นั้นแต่มันก่อนิยายเป็นเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยกันมากมายมหาศาล พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้โลกกับอัตตา เบื้องต้นให้เรียนรู้กามก่อน ตั้งแต่อบายมุขที่จัดจ้านมากต้องเว้นก่อน แต่ก่อนอาตมายังไม่เข้าใจเรื่องเพื่อนอาตม า เห็นงูที่ไหนต้องฆ่าให้ตาย ถ้าไม่ได้ฆ่า จะ กินไม่ได้ นอนไม่หลับเลย เขาเกลียดจริงๆ ธรรมะพระพุทธเจ้ายังมีเนื้อแท้อยู่ อาตมาขอยืนยันว่าอาตมารับถ่ายทอดธรรมะพระพุทธเจ้ามา ขนาดอาตมาพูดไปนะว่า ในมหาจัตตารีสกสูตร
ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ท่านแจกอัตตาเป็ น 16 แบบ
( 1 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญา (สัญญีทิฏฐิ) 16 19 . อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 20 . อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 21 . อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 22 . อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 23 . อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 24 . อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 25 . อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 26 . อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 27 . อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา 28 . อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา 29 . อัตตาที่สัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา 30 . อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา 31 . อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 32 อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 33 . อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา 34 . อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา
พ่อครูว่า… ตนทั้ง 16 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น อาตมาตั้งแต่ปฏิบัติธรรมก็เลิกที่จะกินตามใจ แต่ใครเอาอะไรมาให้ก็กิน ไม่เห็นมีปัญหา ไม่เห็นร่างกายอ่อนแอ เกิดโรคภัยอะไรมากมาย ก็แข็งแรงดี แล้วคนอื่นเขาก็เลี้ยงเราง่าย เราไม่ใช่คนกินอะไรไม่ถูกปาก
_(หนูเมย)ดญ.สุดคำฟ้า · ถามว่า กิเลสเกิดจากอะไรคะ แล้วทำไมมันต้องเกิดด้วย พ่อครูว่า… อย่างน้อยเด็กๆตัวแค่นี้ก็ถาม เขาถามดูเหมือนไม่รู้เรื่องแต่สำคัญนะ …. กิเลสเกิดจากตัวเราเองโง่.....กิเลสมาจากคำว่า กิระ+ เอสะ คำว่า กิระ คือดั่งได้ยินมา แล้วก็จะต้องได้ตามที่เขาว่ามา อย่างแฟชั่นเขาก็ว่ามาว่า เทรนด์ใหม่ก็ไปแสวงหาอย่างเขาว่าเลย มันโง่ มันไม่จริงเลย มันจะเอาตามเขาว่า มันเกิดจากเราไม่ศึกษาสัจธรรมก็เลยโง่ เชื่อเขาหมด ทำไมถึงเกิด เพราะเรากำจัดความโง่ของเราไม่หมด ต้องไปล้างความโง่ของเราออกให้หมด หมดแล้วจะรู้ว่าไม่หลงตามเขาอย่างไร เขาจะบอกว่าอันนั้นน่าได้น่ามีน่าเป็นก็ไม่รู้สึกเหมือนเขา เราก็รู้ว่าอันไหนใช้ประโยชน์ได้จริงก็ทำ แต่อันไหนไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่เอา จบ