581201_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติอโศก เรื่อง ทิฏฐิ ๖๒ ตอน๑.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข21 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

581201_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่ สันติอโศก เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 1 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 1 ธันวาคม 2558 เป็นเดือนสุดท้ายของปีแล้ว วันนี้แรม 6 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม ผ่านน้ำนองเต็มตลิ่งมาแล้ว เราก็มาศึกษาธรรมะ อาตมารู้สึกชื่นชมกับพวกเราหลายผู้หลายคน ชื่นชมว่าพวกเรานี้ได้ฟังธรรมะก็ชื่นใจที่ได้ฟังธรรมะ มีความพอใจยินดีที่ได้มานั่งฟังธรรมะ ซึ่งธรรมะทั่วไปที่เขาฟังกัน สอนกันก็เป็นเพียงความดีงามทั่วไป ไม่ได้เป็นโลกุตระซึ่งตรงนี้เป็นทางแยกที่ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีนิโรธ มีนิพพานแต่เขาก็เข้าใจในนิโรธ นิพพานไม่ได้เลย เขาเข้าใจว่านิโรธ นิพพานคือการดับ คือการดับไม่รับรู้อะไรเลย มีความมืดดำซึ่งออกนอกความหมายเนื้อแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้า เพี้ยนไปหมด ไม่รู้จุดสำคัญที่เป็นจุดแท้ จุดสำคัญของคำว่าดับ จนไม่มีตัวตน ก็เลยผิดเพี้ยนไปจนศาสนาพุทธในยุคนี้ ไม่ว่าสำนักไหน อาจารย์ไหน เท่าที่ได้ฟังคำอธิบายก็ผิดเพี้ยนไปหมด ยุคนี้เป็นยุคคนฉลาดแต่ทำไมรับโลกุตรธรรมไม่ได้ เพราะมันมีทิศทางคนละทิศ โลกุตรธรรมก็มีทิศทางอีกอย่าง โลกียะก็มีอีกทิศทางหนึ่ง จะต้องข้ามฝั่งให้ได้ ถ้าอยู่ในวังวนก็ออกจากโลกนี้ไม่ได้ ถูกกรอบครอบงำเอาไว้ พูดอย่างไรก็เข้าใจไม่ได้ อาตมานำธรรมะพระพุทธเจ้ามาขยายความก็มีคนมาปฏิบัติได้แม้ไม่ได้มากก็ชัดเจนว่าเป็นยุคใกล้กลียุค คนจมอยู่ในนรกเยอะมาก เขาไม่รู้ ก็ชัดเจนไม่ได้สงสัยอะไร วันนี้ก็จะเอาพระไตรปิฎกเล่ม 9 มาต่ออีกจากวานนี้ ก่อนจะต่อก็เอา sms มาพูดกันก่อน Sms 29-30 November 2015 _ 0839975xxx · ใครอยากเป็นโพธิสัตว์ ห้ามเป็นอริยะเด็ดขาด แม้แต่โสดาก็ห้าม หากใครก้าวเข้าขั้นโสดาหมดสิทธิ์เป็นโพธิสัตว์เด็ดขาด ฟังแล้วก็คันหัวใจเพราะโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์ ก็พ่อ

อ่านต่อ

ท่านโพธิรักษ์นี่ไง พระคึกฤทธิ์ไม่เห็นเลยหรือครับ แล้วถ้าพระโพธิสัตว์ไม่มีอาริยคุณ แล้วจะเอาอะไรมาสอน จะเอาอะไรมาปฏิบัติถูกมั้ยครับพ่อท่าน กราบขอบพระคุณครับ ตอบ...โพธิสัตว์คือสัตว์ที่มีความตรัสรู้ ไม่ใช่สัตว์ใต้ต้นโพธิ์ที่ไม่มีความรู้อะไร แต่มีความรู้ขั้นตรัสรู้ด้วย ไม่ใช่ความรู้สามัญด้วย เป็นความรู้ที่บรรลุธรรมอย่างน้อยเป็นโสดาบันขึ้นไปถึงจะเป็นโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจผิดเพี้ยนว่าโพธิสัตว์จะบรรลุธรรมไม่ได้แม้แต่โสดาปัตติมรรค ไม่ให้เลยสักขั้นเดียว ทำไมถึงยึดมั่นถือมั่นหวงแหนไม่ให้ใครเลย จะเอาไว้คนเดียว ต้องเป็นผู้ที่รู้แจ้งปัญญาระดับอาริยธรรม เจริญพัฒนา ก็เป็นสัตว์โลกด้วยกัน ซึ่งโลกีย์เป็นสัญชาตญาณของกิเลสโดยตรง ถ้าได้สมกิเลสก็ถือว่าเจริญ ถ้าไปทำทุจริตได้สมกิเลสก็ถือว่าชั่ว ถ้าไม่มีการทุจริตเป็นสุจริต ด้วยความซื่อสัตย์ ในแรงงาน ในความรู้ความสามารถ เราได้มาโดยสุจริตแต่บำเรอกิเลสอ้วนขึ้นๆ เขาถือว่าเป็นความเจริญของโลกีย์ ได้มามากเท่าไหร่โดยสุจริตก็ถือว่าเป็นความเจริญโดยถ่ายเดียว มีแต่กิเลสอ้วนขึ้น ร่ำรวยขึ้นหรือรวยบานไปไม่มีวันจบ แล้วบอกว่าสันโดษคือความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ถ้าไปถามบิลเกตส์เขาว่าพอไหม เขาก็ว่าได้มากแล้วพอแล้ว แต่จะให้ลดลงกว่านั้น ไม่เอาแล้ว ไม่พอใจแล้ว แล้วเมื่อไหร่มันจะหมดตัว หมดตนซึ่งธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องหมดตัว หมดตน ใช่ไหม ในโลกีย์ มีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งความสุขแท้จริงไม่มี อารมณ์โลกีย์ที่จะรู้กิเลส มันรู้ยาก ใครเริ่มรู้ได้แล้วก็ลดละไปตามลำดับ ตีกรอบเอาเท่านี้ก่อน ปริตตัง เช่น ธรรมะ 2 ก็พัฒนาให้รู้ตัวที่ 3 ที่ปรุงแต่งกันเป็นเวทนา ตัวเวทนาจึงเป็นตัวเรียนรู้รวมลงที่เวทนา กายคือธรรมะสอง มีสองสิ่งกระทบแล้วเกิดเป็นธรรมะที่สาม แต่ถ้าไม่มีกิเลสผสม ก็เป็นของธรรมชาติ เช่น สีแดงก็เป็นสีแดง แต่ถ้าเหลืองมาผสมเป็นสีส้ม ถ้าคนชอบสิ่งใหม่ ก็ชอบสีส้ม สีแสด ซี่งสีแดง สีเหลืองเขาชินชาแล้ว ตัวสีแดงหรือเหลืองมาผสมกันก็ต้องเป็นสีส้ม สีแสด มันปรุงแต่งก็ต้องเกิดสิ่งใหม่ เท่านั้นเอง แต่คุณไปชอบหรือไม่ชอบสีแสดเท่านั้นเอง ผสมสีใหม่แล้วไม่ชอบ ชอบสีเก่าก็แล้วแต่ ถ้าคุณไปชอบเกินสัจจะของมันก็เป็นกิเลส เรามีผลัก มีดูด นั่นคือความอยู่ไม่สุข คือความทุกข์ ความทุกข์คือความอยู่ไม่สุข คือดิ้นไป ดิ้นมา คืออยู่ไม่สุข เด็กมันซนดิ้นก็อยู่ไม่สุข แต่ ใครสงบไม่ดิ้นรนก็คือคนไม่เดือดร้อน รู้สิ่งจริงตามจริง แต่พาซื่อไม่ดิ้นเลยอย่างหมดพลังงาน แท้จริงความไม่ดิ้นก็คือการหมดพลังงานที่จะไปดูดผลักอะไร หมดความชอบกับความชัง โพธิสัตว์คือผู้ตรัสรู้และมาต่อภพภูมิก็ทรงไว้ซึ่งสิ่งที่เที่ยงแท้

_0893867xxx · คนรักสถาบันฯ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง!แต่คนไม่มีสถาบันฯ ทำแต่สิ่งที่ถูกใจตัวเอง!ดัง มะกันที่ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ ! พ่อครูว่า… กษัตริย์แท้ต้องเป็นอริยบุคคลถึงต้องมีทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นความหมายของอรหันต์แต่มาทำงานกับสังคมโดยอนุโลมปฏิโลม จะมีคุณสมบัติมากเท่าไหร่ก็ตั้งแต่โสดาบัน เป็นต้นไป แต่ถ้ากษัตริย์ไม่เป็นอริยบุคคลก็จะยาก ยิ่งเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็จะยากสำหรับประเทศชาติ ส่วนประชาธิปไตยยังมีการถ่วงดุล สังคมมีความเข้าใจแล้ว ถ้าไม่เป็นอริยบุคคลก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างไทยเรานี้ภาคภูมิใจได้ว่าในหลวงเราเป็นพระอาริยบุคคลแน่นอนส่วนเป็นระดับไหนนั้นมิอาจจะเปิดเผย ไม่อาจระบุได้ เพราะมีอจินไตยมากเกินไปที่จะพูดได้ อธิบายไม่ไหว พระโพธิสัตว์จะผ่านการเป็นพระเจ้าแผ่นดินด้วย แม้จะเป็นขอทานก็ต้องผ่าน เป็นสัตว์เดรัจฉานบางพวกก็ต้องเป็น จะเป็นนักรบอย่างพระเจ้าอโศกมหาราชฆ่าคนเป็นเบือเลยก็ต้องเป็นนะ ถึงเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าใจมากเลย พระอรหันต์ที่เป็นพระมหาสาวก เป็นพระโพธิสัตว์ทั้งสิ้น เป็นผู้บำเพ็ญบารมีทั้งสิ้น มีเจตนาฆ่าแต่ละด้านทั้งนั้น แล้วก็มาเป็นอัศวินให้เกิดการสร้างศาสนา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ต้องมีและอัศวินต่างๆก็มาต่อภพภูมิทั้งนั้น ท่านก็ไม่เรียกโพธิสัตว์ ไม่เรียกว่าอะไรทั้งนั้น บางท่านฟังธรรม 2 กัณฑ์ก็เป็นอรหันต์แล้ว ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นผู้มีพื้นฐานมาแล้ว เป็นพระโพธิสัตว์ทั้งนั้นแต่ท่านไม่จำเป็นต้องประกาศว่าเป็นโพธิสัตว์แต่ท่านมาบำเพ็ญโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เมื่อเข้าใจแล้วโพธิสัตว์กับอรหันต์ก็อันเดียวกัน เป็นไปตามลำดับ อรหันต์ โสดาบันถึงอรหันต์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าในยุคใดที่คนไม่รู้เรื่องแล้ว ก็ต้องมีโพธิสัตว์เป็นออกมาอุบัติแล้วอรหันต์จะได้จากพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์แท้จริงจะเป็นอรหันตโพธิสัตว์ขึ้นไปอย่างน้อย อรหันต์ระดับโสดาบันก็มีธรรมะของพระพุทธเจ้าแท้จริงก็มาต่อเชื่อมกับโสดาบันได้ แต่ถ้าเข้าใจว่าโพธิสัตว์ไม่ใช่อริยะอย่างที่เถรวาทเข้าใจกันก็จะซวย ไม่มีโพธิสัตว์ประกาศตัว แล้วจะได้เนื้อแท้ของอรหันต์ขึ้นมาจากโพธิสัตว์ได้อย่างไร ประชาธิปไตยขาเดียวก็คล้ายกับคอมมิวนิสต์ก็ไม่เอาจิต หาว่าพวกจิตนิยม แต่แท้จริงตนเองก็เป็นวัตถุนิยม ก็หาว่าพวกสอนศาสนาเป็นจิตนิยม เขาก็คล้ายกับประชาธิไตยขาเดียว ไม่เอาจิตวิญญาณ กษัตริย์เป็นเรื่องจิตวิญญาณที่เจริญ อย่างน้อยโสดาบัน อย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ก็เป็นโพธิสัตว์ เป็นอรหันต์มาก่อน แม้แต่องคุลิมาลก็เป็นโพธิสัตว์ หยุดชั่วได้ทันที มีพลังโลกุตระ ซึ่งไม่ใช่ทำได้ง่ายนะ มาทีเดียวเที่ยงแท้ไม่หลุดเลย ไม่ง่ายนะ คอมมิวนิสต์ตีทิ้งจิตวิญญาณ แม้มะกันก็ตีทิ้งจิตวิญญาณ แล้วไม่มีการสืบทอดทางจิตวิญญาณ สถาบันกษัตริย์มีกฎมณเฑียรบาล มีวัฒนธรรม มีทศพิธราชธรรม ผู้จะสืบทอดต่อไป ไม่ว่าชาติไหนก็ต้องมีคุณสมบัติดีประเสริฐซื่อสัตย์สูงส่ง ความเป็นกษัตริย์ต้องเป็นเช่นนั้น ต้องเป็นยอดแห่งประชาธิปไตย แม้ว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะมีทรัพย์สินเป็นของผู้บริหารหมดแต่ก็เป็นผู้ที่มีคุณธรรม แม้ว่าจะเป็นผู้ที่มีเรี่ยวแรงถึงขั้นรวบรวมแผ่นดินได้จนเป็นกษัตริย์แต่ก็ต้องปกครองแผ่นดินโดยธรรมะถึงจะยั่งยืน ถ้าไม่ปกครองโดยธรรมก็อยู่ไม่ยั่งยืน ไม่อยู่รอด อันนี้เป็นสามัญสำนึกคนก็เข้าใจ สถาบันของกษัตริย์ ต้องเป็นอริยบุคคลแล้วเขาก็รักษากัน ถ่ายทอดมา แล้วประชาธิปไตยไม่มีสถาบันเช่นนี้จะเอาอาริยธรรม อาริยบุคคลที่ไหนมา จะรู้เรื่องจิตวิญญาณที่ไหน เขาก็รู้โดยปริยายว่าเป็นคนดี คนซื่อสัตย์ ใครขึ้นมาก็ได้ ใครหลอกลวงประชาชนขึ้นมาเป็นใหญ่ได้ เขาก็ยอมรับแม้ว่าต่อไปจะกลายเป็นเผด็จการครองอำนาจ ก็เขาทำตัวให้ดีไม่ได้ ไม่อยากจะทำตัวเป็นคนดี ก็เลยไม่เอาแบบสถาบันกษัตริย์ เลยเอาแบบที่ตนเองทำ ตามใจตัวเองได้ สรุปคือสถาบันกษัตริย์ต้องเป็นสถาบันแห่งคนดีมาตลอดต้องรักษาไว้ให้ได้ แม้จะเป็นลูกหลานไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ต้องเป็นเชื้อทั้งนั้นเลย นี่คือกรอบที่มามีมาแต่ดึกดำบรรพ์ สร้างกันมานานนับชาติไม่ใช่แค่พันปีหมื่นปีเท่านั้น ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น ประชาธิปไตยขาเดียวไม่ได้ซาบซึ้งเรื่องจิตวิญญาณแบบนี้ ใครเก่งก็ขึ้นมาเป็นได้ กลับเปลี่ยนกันไปเรื่อย ไม่เคยระมัดระวัง ไม่เคยสร้างจิตวิญญาณที่ต่อทอดกันไปเพราะฉะนั้นคุณสมบัติของจิตวิญญาณของคนเหล่านี้จึงตื้นกว่าจิตวิญญาณของระบบที่มีสถาบันกษัตริย์ ยังเทียบกันไม่ได้เลย สำหรับเมริกาตอนนี้ก็กำลังปล่อยทูตอเมริกามาแสดงสันดานของอเมริกา ไม่รู้จักสัมมาคารวะ แล้วส่งมาได้อย่างไร โดยไม่เข้าใจสัมมาคารวะแค่นี้ ประชาธิปไตยขาเดียวแบบอเมริกาไม่ได้สืบสานสร้างสรรค์จิตวิญญาณที่ดีต่อเนื่องเลย แต่สถาบันกษัตริย์ต้องระวังถ้าเขียนรักษาไว้ให้ดีตลอด นี่คือสัจจะของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นอเมริกันไม่เข้าใจหรอก เขาจึงสำแดงสันดานผิดๆของเขา ดีไม่ดีเขาก็เกรงใจอยู่ รักษามารยาทก็เลยพูดแค่นี้ ถ้าไม่รักษามารยาทก็จะพูดมากกว่านี้ นี่คือสันดานดิบของชาวอเมริกัน เขาอ่านไม่ออกว่านี่คือกษัตริย์ที่น่าเคารพจริงๆ โดยสากลเขาก็ต้องเคารพกษัตริย์ของประเทศต่างๆต้องให้เกียรติตามมารยาทของโลกเท่านั้นเองแต่จิตใจของเขาไม่ได้เคารพอย่างจริงจัง แต่สัจจะจริงประเทศไทยประชาชนคนไทยเคารพเทิดทูนบูชาในหลวงไม่มีใครไปบังคับ แล้วในหลวงพระองค์นี้ไม่ได้ไปหาเสียง ไม่ได้หลอกลวง ท่านทรงทศพิธราชธรรมเต็มกำลังของท่าน แล้วคนก็มีปัญญาเห็นเองยอมรับนับถือบูชายกย่องเองจึงเกิดมาถึงทุกวันนี้ มันเป็นสัจจะโดยธรรมไม่มีใครไปบังคับหลอกลวงมอมเมาโฆษณาอะไร จนพระราชินีของอังกฤษที่เป็นกษัตริย์มานานแล้ว ต้องเปล่งพระโอษฐ์ไม่คิดว่าจะพบ king of king แม้ฝรั่งเศสก็โหยหาระบบกษัตริย์ให้กลับคืนมาแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีมาคู่โลกในเรื่องของชีวิตของจิตวิญญาณ

_0893867xxx · ถ้าพุทธกระแสหลักไม่มีพระกู้ชาติพิทักษ์ราชบัลลังก์ดังหลวงปู่พุทธอิสระที่สู้รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ให้รวมเป็นหนึ่งเดียว!ไทยก็คงหนีไม่พ้นระบบทุนการเมือง ผลประโยชน์ข้ามชาติที่คอยแยกประเทศ กลืนกินผลประโยชน์ทั้งโลก! พ่อครูว่า… ถ้าศาสนาไม่กอบกู้ขึ้นมาก่อน ก็จะยากไม่สำเร็จแน่ เราไม่มีจิตวิญญาณเป็นตัวตั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยา ก็ขอฝากความหวังไว้ที่คสช.

_0893867xxx · สมมุติสัจจะเป็นความจริงอันผิวเผิน มีประโยชน์ไม่แน่อน! ปรมัตถสัจจะเป็นความจริงลึกซึ้งที่มีประโยชน์สูงสุดแน่นอน! พ่อครูว่า… อันนี้ก็จริง สมมุติสัจจะไม่เที่ยง ยึดเอาไม่ได้ ส่วนปรมัตถสัจจะเที่ยง ยึดได้มั่น ถือมั่นเที่ยง อรหันต์ทุกองค์ยึดได้มั่น ถือมั่นเที่ยงด้วย อรหันต์นี่แหละคือจอมเที่ยง แล้วท่านมีสัปปุริสธรรม 7 ว่าจะให้อะไรเที่ยง ตัวท่านช่วยท่านเป็น แต่สำหรับท่าน ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นภาวะกลับไปมาระหว่างสัจจะสอง ผู้ที่ได้ปรมัตถสัจจะแล้ว ผู้ได้ความเที่ยงแล้วจริงจะอยู่กับความไม่เที่ยง

_ 0893867xxx · ที่พ่อครูกล่าวสรุปว่าสัจจะทางโลกธรรมไม่มี ไม่เที่ยง!แต่สัจจะอันที่เป็นจริงเที่ยงแท้แน่นอนในโลกุตระธรรมคือวิมุติฤานิพพานเท่านั้นถูกไหม? _0893867xxx · ผู้ใดเพียรปฏิบัติตนให้หลุดพ้นจากโลกียกิเลส!ผู้นั้นคือ ผู้เพียรสั่งสมวิมุตินิพพานอันเป็นสัจจะที่จริงยิ่งแท้แน่นอน!เข้าใจถูกไหมหนอ? พ่อครูว่า… ถูก

พ่อครูว่า...มาเข้าสู่บทเรียน พรหมชาลสูตร เป็นเรื่องตั้งต้น ศีลกับปัญญา ปัญญาตัวเริ่มคือทิฏฐิ คือความเข้าใจความรู้ แล้วพระพุทธเจ้าท่านรวมทิฏฐิเอาไว้ในประดาผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ รวมทิฏฐิ 62 ผู้รู้ทิฏฐิ 62 อย่างรู้จริงอาจเคยเป็นมาหมดแล้ว รู้หมดจบแล้วตนก็ไม่ยึดมั่นคือผู้รู้แจ้ง รู้จริง แล้วไม่ยึด แต่อยู่อย่างอนุโลมตามความจริง ช่วยคนไปตามฐาน

ทิฏฐิ 62 [26] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังมีธรรมอย่างอื่นอีกแลที่ลึกซึ้งเห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่านั้นเป็นไฉน?

พ่อครูว่า… 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ถ้าบรรลุอย่างสัมมาทิฏฐิจะสงบแท้ แต่การไปนั่งหลับตาไม่สงบจริงหรอก การสงบของพระพุทธเจ้าไม่ใช่สมถะเท่านั้น แต่ต้องอุภโตภาควิมุติด้วย มีจิตเจโตสงบได้ แต่ปัญญาก็เป็นตัวแท้ที่ทำให้กิเลสตัวเหตุนั้นดับ กิเลสดับสงบนั้น จิตยิ่งแคล่วคล่อง ปราดเปรียว แข็งแรง มีประสิทธิภาพสูง เป็นพลังที่แรง ที่มาก ที่เร็วไว ยิ่งเป็นอรหันต์ตัวเหตุดับหมดสิ้นเลยก็ดิ้นได้แรงอิสระเต็มเหนี่ยวเลย เป็นมุทุภูตธาตุ ตัวเจโตก็เร็วไว ตัวรู้ก็รู้เร็ว เปลี่ยนได้เร็ว กลับไปกลับมาอย่างไม่มีทุจริต ทำให้เปลี่ยนไปแต่เปลี่ยนไปตามกาละที่เหมาะสม ไม่ใช่กลับกลอกอกุศล คำว่าสงบของพระพุทธเจ้ามีนัยสำคัญ ใช้คำว่า “สันตา” อันเดียวกันแต่สงบของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ชั่วคราว มืดตื้อ เชื่องช้า แต่สงบอย่างวิเศษ 5. ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7. นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) โสดาบันจะรู้ละเอียดระดับหนึ่งสกิทาฯก็จะละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ใช่ไปปั้นภพใสนะ แต่ละเอียดที่รู้อกุศลที่ละเอียดขึ้นเป็นระดับขั้น เช่น อบายมุข ก็ดับได้สิ้น ผ่องใสสะอาดจากความสกปรก ไม่ใช่สร้างภพชาติ เป็นอาการใสในภพ มันคนละเรื่องเลย มันต้องมีจิตเจตสิกที่อกุศลหมดไปใสสะอาด มีปัญญารู้สภาพครบพร้อม ผู้ศึกษาความหมายเหตุผลตรรกะไม่ใช่แค่คาดคะเน แต่เข้าถึงสภาวะ รู้ได้เฉพาะบัณฑิตจริง 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) ผู้ไม่บรรลุจริงจะคาดคะเนทั้งนั้น ไม่ใช่แค่พฤติกรรมตรรกะเท่านั้น ความหมายของ 8 อย่างนี้ อาตมาก็นำมาใช้ตลอด อาตมาเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง

ก. ปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิ 18 [27] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ 18 ประการก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไรปรารภอะไร จึงกำหนดขันธ์ส่วนอดีต มีความเห็นไปตามขันธ์ส่วนอดีต ปรารภขันธ์ส่วนอดีต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ 18 ประการ. พ่อครูว่า… ก็คือของที่เคยมี เคยผ่านมาแล้วนั่นเอง แต่ถ้าไม่เคยเกิดมาเลยก็คืออนาคตทั้งนั้น

สัสสตทิฏฐิ 4 ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไรจึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ? ปุพเพนิวาสานุสสติ 1 . ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการคือ ตามระลึกชาติได้ หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้น แล้วได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการพร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิดแต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกชาติได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้างสามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง หลายร้อยชาติบ้าง หลายพันชาติบ้าง หลายแสนชาติบ้าง ว่าในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาบังเกิดในภพนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิดแต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นฐานะที่ 1 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยงย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง.

สัสสตทิฏฐิ 4 [28] 2. อนึ่ง ในฐานะที่ 2 สมณพราหมณ์ผู้เจริญอาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆมีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้น เราก็มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขากล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สังวัฏฏวิวัฏฏกัปหนึ่งบ้าง สองบ้าง สามบ้าง สี่บ้าง ห้าบ้าง สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้นแม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิดแต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นฐานะที่ 2 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่งอาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. [29] 3. อนึ่ง ในฐานะที่ 3 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิอันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สิบสังวัฏฏวิวัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้น ย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ข้าพเจ้าอาศัยความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบ แล้วบรรลุเจโตสมาธิ อันเป็นเครื่องตั้งมั่นแห่งจิต ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ คือ ตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้สิบสังวัฏฏวิกัฏฏกัปบ้าง ยี่สิบบ้าง สามสิบบ้าง สี่สิบบ้าง ว่าในกัปโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้นมีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้ไปเกิดในกัปโน้น แม้ในกัปนั้นเราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุข เสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากนั้นแล้วได้มาบังเกิดในกัปนี้ ย่อมตามระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนได้หลายประการ พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ฉะนี้ ด้วยการได้บรรลุคุณวิเศษนี้ ข้าพเจ้าจึงรู้อาการที่อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ ตั้งอยู่มั่นดุจยอดภูเขา ตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียด ส่วนเหล่าสัตว์นั้นย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป ย่อมจุติ ย่อมเกิด แต่สิ่งที่เที่ยงเสมอคงมีอยู่แท้ ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นฐานะที่ 3 ซึ่งสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง อาศัยแล้ว ปรารภแล้ว จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง. [30] 4. อนึ่ง ในฐานะที่ 4 สมณพราหมณ์ผู้เจริญ อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าเที่ยง บัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ เป็นนักตรึก เป็นนักค้นคิด กล่าวแสดงปฏิภาณของตนตามที่ตรึกได้ ตามที่ค้นคิดได้อย่างนี้ว่า อัตตาและโลกเที่ยง คงที่ตั้งอยู่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน