580818_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580818_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 4 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันอังคารที่ 18 ส.ค. 2558 เรามาสาธ ยายกันต่อ
( 45 ) พลังงานจะพัฒนาจาก “อุตุนิยาม”เป็น “พีชนิยาม”ก่อน เริ่มต้นที่ “ธาตุ”นั้นโดยเอาที่ “พลังงาน”เป็นสำคัญว่า พลังงานของธาตุนั้นได้พัฒนามีคุณสมบัติใน “นิช”(Niche)มีความเจริญเข้าขั้น “เซลล์”(Cell)หรือยัง? ถ้าเข้าขั้น “เซลล์”ได้จริงก็เริ่มนับเป็น “ชีวะ” (นิยามชีวิต 5 นี้ ถ้าไม่ใช่ภูมิรู้ระดับพระพุทธเจ้าแล้วก็คงไม่สามารถแยกแยะได้ขนาดนี้ “นิช”(Niche) หมายถึง ช่องว่างหรืออากาศ(space) ซึ่งเป็นสถานที่ก็ดี ที่เริ่มต้นให้ “ชีวะ”เกิดเรียกว่า “คัพภะ”(กุจฺฉิ)หรือ Protoplasm ที่กำลังจะมี “ชีวะ”เล็กละเอียดยิ่งของ “ธาตุ”เริ่มเป็นตัวของ “ชีวะ”เรียกว่า “กลละ”ก็ดี หรือ primary cell(เซลล์ปฐมภูมิ) อันเป็น “เชื้อหรือหน่วยชีวิต”แรกที่ “พลังงาน”พัฒนาตัวเองได้สัดส่วนเหมาะสมแล้ว จนถึงขั้นความเป็น “ชีวะ”จะเริ่มขึ้น ถ้า “เชื้อแรก”นี้ไม่ติดอยู่ในครรภ์ หรือไม่ดำเนินต่อไป ไม่มี “พลังงานของ primary cell”สืบต่อ(สันตติ) ก็เป็นอัน “ชีวะ” ก็หมดสิ้นไป ไม่มี “เชื้อชีวิตินทรีย์”ก่อตัวขึ้น(สมุจฺฉติ,สมุจฺฉิสฺสถ)ต่อไปได้อีก หรือ “เชื้อชีวิตินทรีย์”ก็จะ “ขาด”(สมุจฺฉติ,สมุจฺฉิสฺสถ)ภาวะของชีวะลงไปตรงนั้น ณ บัดนั้น ไม่ว่าจะเป็น “ชีวะ”ระดับ “พีชนิยาม”หรือ “จิตนิยาม”ก็จะมีภาวะของ “ธาตุชีวะ”ที่จะ “สืบต่อ”(สันตติ) “สืบทอดการเกิด”(สันตติ)นัยะเยี่ยงเดียวกัน เป็นแต่ว่า “ชีวะ”ของ “องค์รวม”ของมันละเอียดซับซ้อนมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอีกหลากหลายสภาพ ดังนั้น เมื่อ “เชื้อหรือหน่วยชีวิต”หน่วยที่ 1 ตั้งอยู่ก่อนแล้วนี้ “ขาดลง” (สมุจฺฉิสฺสถ) จึงไม่
อ่านต่อ
มีเชื้อหน่วยที่ 2 (secondary cell) สืบทอดต่อเชื้อออกไปอีก การ “ก่อตัวขึ้น”(สมุจฺฉิสฺสถ)ของเชื้อชีวะ”จึงไม่มี ด้วยประการฉะนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ว่า “เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องมารดา(วิญญาาณัญจ อานนฺท มาตุ กุจฺฉิสฺมิง น โอกฺกมิสฺสถ) นามรูปจะก่อตัวขึ้น(ขาด)ในท้องมารดาได้บ้างไหม”(คำว่า สมุจฺฉิสฺสถ จากคำว่า สมุจฺฉติ ฉบับหลวงแปลว่า “ขาด” ส่วนฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม 10 ข้อ 15 แปลว่า ก่อตัวขึ้น) “วิญญาณ”คือ “ธาตุรู้”ที่เกิดจาก “ปสาทรูป 5 ที่สัมผัสกับโคจรรูป 5 ก็เกิดเป็น “ภาวรูป 2 ”นี่คือ “ธรรม 2 ของ รูปและนาม”(เทฺว ธัมมา) เป็นองค์ประกอบกันอย่างถึงขั้นครบสัดส่วน จึงจะเกิดพลังงาน “วิญญาณ”ขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นพลังงานที่เกิด “ชีวะ”เริ่มแรก ติดอยู่กับที่ก่อน ยังอวจรหรือโคจรไปไหนด้วยพลังงานตนเองอิสระลอยตัว ไม่ได้ แต่เริ่มเป็น “ชีวะ” เริ่มต้นเป็น “เซลล์”(cell)ขั้นแรก จึง “ต้องเชื่อมต่อสืบสายโยงชีพอาศัยชีวิตอยู่กับ “ผู้อื่นที่ให้เชื้อชีวิต”(ปรทัตตูปชีวี) ยังตัดขาด แยกตนออกไปเป็น “ตนเอง” อย่างอิสระพึ่งตนเอง เลี้ยงตนเองรอด ยังไม่ได้ ยังเป็นแค่ “อุปาทิ” (เชื้อ) ที่จะต่อ “ชีวานุปาทิ”ต่อไป โดยการอาศัยเกาะติดอยู่กับ “ชีวิต”ผู้อื่นให้สิ่งที่จะใช้อาศัยแก่ตนได้ หากขาดจาการได้อาศัยผู้อื่นให้ “ชีวิต”ก็สูญชีวิตไปเลย หรือถ้ามี “เชื้อชีวิตในตน”บ้างแล้ว มากกว่า 2 ขึ้นไป และหาก “สันตติ”ตัดขาดจะด้วยกรณีใดก็ตาม “เชื้อชีวิต”นี้ก็ชื่อว่า ชรตา นั่นคือ เชื้อนั้นก้มีแต่จะเสื่อมไปๆ จนที่สุด “สูญสิ้น”เลย ถ้าแม้นไม่มีเหตุปัจจัยใดมาเสริมเติมให้กลับฟื้น “ก่อเกิดขึ้น”ต่อไปอีก
( 46 ) “ปรทัตตูปชีวี”คือ พลังงานกำลังจะก่อ “ตัวตน”เท่านั้น คำว่า “ปรทัตตูปชีวี” คือ พลังงานขั้นเริ่ม กำลังจะก่อเกิด “ชีวะ”ขั้นต้นเท่านั้น ไม่ว่า “ชีวะ”ของ “พีชนิยาม”หรือของ “จิตนิยาม” ความเป็น “ชีวะ”(cell)ก็จะมีเหตุมีปัจจัยที่เป็น “สมุทัย”ต่อเติมขึ้นเสมอ หาก “สมุทัย”ไม่มี หรือ “สมุทัย”ดับ ชีวะหรือนิทานนั้นก็ดับไปเลย หรือเสื่อมไปตามกาละ เพราะไม่มีเหตุปัจจัยอื่น ฉะนี้แลคือ พลังงานขั้น “ปรทัตตูปชีวี” ซึ่งไม่ใช่ไปหมายเอา พลังงานที่มี “ตัวตน”(self)ที่โตที่ใหญ่เป็น “ชีวิต" เต็มตัวตั้งขึ้นแล้ว ยิ่งเป็น “พีชนิยาม”แล้วก็ดี ก็ยังไม่ใช่ “ตัวตน”ขนาดนั้น ยิ่งเป็น “จิตนิยาม”กันเลย ที่ไปเรียกกันว่า “สัตว์เปรต”อันเป็น “พลังงาน”ถึงขั้น “ปิตฺติวิสัย”(ภูมิแห่งเปรต)แล้ว ยิ่งไม่ใช่เลย มันยังไม่ปานนั้น พลังงานของ “ปรทัตตูปชีวี”นี้ แค่ “พลังงาน”ขั้นเริ่มจะก่อชีวะ จะก่อจาก “อุตุนิยาม”ขึ้นเป็น “พีชนิยาม”ก็พลังงานชั้นหนึ่ง หรือจะก่อจาก “พีชนิยาม” ขึ้นเป็น “จิตนิยาม”ก็พลังงานอีกชั้นหนึ่ง ยิ่งขึ้นไป “ปรทัตตูปชีวี”คือ “พลังงาน”ที่กำลังจะก่อตัวพัฒนาตนขึ้นไปอีก “รอบ”หนึ่งของความเป็น “ธรรมนิยาม”แต่ละ “นิยาม”เท่านั้น ยังไม่ใช่ “พลังงาน”ของความเป็น “ตัวตน”(อัตตา,self)ที่มากกว่าเซลล์ปฐมภูมิ(primary cell) นี่มันแค่ขั้นก่อเกิดพลังงาน “จุดเริ่มต้น”ของ “ชีวะ”ต่างหาก มันแค่พลังงานขั้น “เชื้อชีวะขั้นผลิ”แท้ๆ primary cell หรือปฐมภูมิแห่งกลละเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 secondary cell หรือขั้นทุติยภูมิแห่งอัมพุชะเลย
( 47 ) พลังงาน “ชีวะ”เป็นได้ทั้ง “อุปจยะ”หรือ “ชรตา” ถ้า “ชีวะ”เหลือแค่ “ชรตา” ก็คือ พลังงานที่มีแต่จะเสื่อมไปสู่ “สูญ”สิ้นสภาพของมัน กระทั่งหมดสิ้นภาวะของ “ตน”ไป “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ” ถ้าไม่มี “สันตติ” ก็คือ “ชรตา”ที่เป็น “ชีรานุปาทิ” ซึ่งจะเสื่อมสลายไปเรื่อยๆจนสิ้นตัวตนบ้าง หรือจะ “ดับ”(นิโรธ)เป็นสูญในที่สุด หรือในทันทีบ้าง ส่วน “พลังงาน”ขั้น “ชีวะ”ที่เป็น “อุปจยะ”ถ้ามี “สันตติ”ก็เป็น “ชีวานุปาทิ” ซึ่ง “อุปจยะ”นั้นก็จะมี “อุปปัจจยาการ”(เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไป)สืบต่อไป เป็น “การเกิดใหม่”(โอกฺกันติ) เป็นธาตุใหม่ของ “อุปจยธาตุ”ใหม่ไปเรื่อยๆ สะสมพลังงานที่มี “ความเป็นตน”(อัตตา)เริ่มก้าวหน้าขึ้นสู่ความมี “ชีวา”พัฒนาต่อไป ถ้าชีวะใด “เกิด”เป็น “โลกุตระ”ก็สะสมลงเป็น “การเกิด”ที่เรียกว่า “นิพพัตติ”และจะเจริญสูงขึ้นๆ จนถึงที่สุดก็เป็น “อภินิพพัตติ” แต่ถ้าไม่ใช่ “โลกุตรภูมิ”ก็เป็นสามัญ “โลกียภูมิ”ทั่วไป ไม่ว่า “พีชนิยาม”หรือไม่ว่าจะเป็น “จิตนิยาม” แต่ถ้าไม่มีพลังงานที่ “สืบต่อ”(สันตติ)เพื่อเกิดต่อไป ก็จะเป็นได้แค่ “ชีรานุปาทิ” ตนเองไม่สามารถช่วยตนเองให้ “สืบต่อชีวะ”ของตนต่อไปได้อีก มีแต่จะเสื่อมไปหาสูญ หรือเสื่อมสลายจนสิ้น ตัวตนไป ภาวะนี้ก็ชื่อว่า “ชรตา” แม้แต่ “อุปจยตา”หรือ “ชรตา”ก็ล้วนยังเป็น “อนิจจตา”ทั้งสิ้น “พลังงาน”ที่ชื่อว่า “อุปจยะ” ต้องมี “ชีวานุปาทิ”จนกระทั่งมี “ชีวะ”เป็นของตนเองแล้ว และพึ่งตนเองได้ด้วย อย่างอิสระที่จะพัฒนา “ชีวะ”ของตนเองให้เจริญเติบโตต่อไปได้เอง จนกว่าจะพัฒนาขึ้นไปเป็น “ชีวะ”ที่มีความเป็น “ธาตุแท้ของความเป็นตนเอง”(self) พึ่ง “ความเป็นชีวะ”ของตนเองได้ จึงชื่อว่า “พีชนิยาม” ที่เกิด “ความอิสระ”พ้นจาก “ธรรมชาติ”แห่ง “อุตุนิยาม”ไป หรือนำตัวเองเคลื่อนออกจากสถานที่ ที่ตนเองเกาะอาศัยอยู่นั้น แยกตัวออกไปเป็น “อิสระ”ได้ หรือลอยตัวออกไปผสมพันธุ์นอกภาวะที่ตนเองติดอยู่นั้นได้ จึงจะชื่อว่า ชีวะขั้น “พีชนิยาม”
( 48 ) พีชนิยามหรือจิตนิยาม มี “ปรทัตตูปชีวี”ของตนๆ “ปรทัตตูปชีวี”จะพัฒนาตนเอง ไม่ว่า “พีชนิยาม”ก็ดี “จิตนิยาม”ก็ดี ในตนเอง ก็เจริญในความเป็น “ตัวเอง”ไปจนกว่าจะสามารถพัฒนาข้ามชั้น “ธรรมนิยาม”ที่ตนเป็นอยู่ไปสู่ “ธรรมนิยาม”ที่ดีขึ้น สูงขึ้นๆ หรือไม่ก็เสื่อมลง ต่ำลงๆ เป็นอนิจจตาได้เสมอ จาก “พีชนิยาม”จึงจะพัฒนาธาตุที่เป็น “ตนเอง”ขึ้นไปอีก จากมี “พลังงาน”ของตนเองขั้นหนึ่งมาแล้ว ในความเป็น “ชีวะ”ที่เรียกว่า “พีชนิยาม”ให้เกิด “พลังงาน”ข้ามขั้น “พีชนิยาม”ไปเป็น “จิตนิยาม” “พลังงาน”ที่เป็น “พีชนิยาม”นั้นจะมีพลังงานปรุงแต่งตนเอง(สังขาร)ที่เป็น “ธรรม ๒”(เทฺว ธัมมา) คือ มี “สัญญากับสังขาร”เป็นต้นปรุงแต่งกันเป็น “พีชนิยาม” เป็น “พลังงาน 2 ” “พลังงาน”ที่ยังไม่มีคุณสมบัติถึงขั้น “เวทนากับวิญญาณ” พลังงานขั้นนี้จึงยังไม่ชื่อว่า “อุปาทินนกสังขาร”(สังขารที่มีวิญญาณครอง หรือสังขารที่มีวิบากกรรมครอง) จึงยังไม่เข้าขั้น “สัตว์”หรือขั้น “จิตนิยาม” ที่จะไป “รู้”ความเป็น “กรรม” หรือ “รู้”ความเป็น “ธรรม”ในพลังงานตน ถึงกระนั้น “จิตนิยาม”ที่ได้ร่างเป็นคนแล้วก็ดี ก็ใช่ว่าจะรู้เรื่อง “กรรม”และเรื่อง “ธรรม”กันได้ง่ายๆ แม้จะ “ฉลาด”ปราดเปรื่องในโลกสารพัด แต่ถ้ายังไม่ “ฉลาด”ในความเป็น “ปรมัตถธรรม” คือ “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”อย่างสัมมาทิฏฐิตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่สามารถจะทำ “กรรม”ให้หลุดพ้นจากบาป จากชั่วของตนได้จริงแท้ อยู่ในโลกในสังคมยั่งยืนตลอดไปเด็ดขาด “พีชนิยาม”มันทำตนให้ “ฉลาด”ไม่ได้ เพราะมันไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ” ที่เป็น “ขันธ์ 5 ”บริบูรณ์ แต่ “พีชนิยาม”ก็สามารถพัฒนา “ตัวตน”(self)ของมัน โดยเริ่มจาก “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวมันเอง ให้เจริญก้าวหน้าจนเป็น “ธรรม”ขั้น “จิตนิยาม”ได้ “พลังงาน”ของ “พีชนิยาม”จึงสามารถมี “ปรทัตตูปชีวี”สำหรับตัวมันเองได้เช่นเดียวกันกับ “จิตนิยาม” ส่วน “จิตนิยาม”นั้นแน่นอนย่อมมี “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวเองอยู่จริงทุกคน แต่ถ้าใครไม่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”ของตนได้ แถมจะ “วิปลาส”ในความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”กันได้ง่ายๆเอาด้วย เพราะมันขั้นละเอียดยิ่งลึกมาก ดังนั้น คำว่า “ฉลาด”ที่ “พีชนิยาม”มันทำตนให้ “ฉลาด”ไม่ได้ เพราะมันไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ” ที่เป็น “ขันธ์ 5 ” บริบูรณ์ จึงเป็นเงื่อนไขหลักที่ยืนยัน “ความฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” ส่วน “ความฉลาด”ที่ไม่เกิดจากการ “สังขาร”ของ “รูปกับนาม”ครบความเป็น “กาย”ก็ไม่ชื่อว่า “ฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า “ปัญญา” เป็น “ความฉลาด”ที่เรียกด้วยภาษาว่า “เฉกหรือเฉกา”เท่านั้น
( 49 ) ภาษาไทยคำว่า “ฉลาด”มาจากคำว่า “ฉฬายตนะ” คนผู้จะมีพลังงานจิตชื่อว่า “ฉลาด”นั้น ต้องมีปัญญาที่เกิดจาก “อายตนะ 6 ” อันเกิดจาก “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ”สังขารกันก่อเชื้อ “ปัญญา”ขึ้นได้ ซึ่งเป็น “ความฉลาด”ที่ประกอบกันขึ้นจากอายตนะ “ภายนอกและภายใน”ครบความเป็น “กาย”เสมอ เพราะเกิดจาก “วิญญาณ 6 ”ที่มี “ใจ”กับภายนอก ซึ่งอาจจะเกิดจากทวารใดทวารหนึ่งก็ตาม หรือหลายทวารก็ตาม เป็นเหตุปัจจัยทำงานสัมผัสกันแล้วเกิด “วิญญาณ”(สัมผัส ๓) ปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นสภาวะจริงครบองค์ จึงจะถือว่าเป็น “พลังงาน”ของ “วิญญาณ”บริบูรณ์ ชื่อว่า“วิญญาณ” ตามพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ นั่นคือ “วิญญาณ”นั้นต้องมี “การสัมผัสวิโมกข์ 8 ”ด้วย “กาย” “กาย”คือ มี “องค์ประกอบของรูปกับนาม”เสมอ ไม่ขาดสิ่งใด และที่สำคัญคือ ต้องมีการสัมผัสอยู่พร้อมทั้งภายนอกและภายใน ส่วน “วิโมกข์ 8 ” นั้นคือ 1 . ต้อง “มีรูป”(รูปี) และต้องเห็น “รูป”เป็นสิ่งอันบุคคลพึงได้(รูปานิ ปัสสติ) หรือ “รูป”เป็นผล(รูปานิ ปัสสติ) 2 . ต้องพร้อมด้วย “การเห็น “(ปัสสติ) ที่ผู้ปฏิบัติ “เห็น”ได้ ด้วยญาณทัสสนะของตน คือ เห็นทั้ง “ภาวะภายนอก”(พหิทธา)และ “ภาวะภายใน”(อัชฌัตตา) และสามารถ “กำหนดหมายรู้”(สัญญา) เข้าไปรู้แจ้งได้หมดจากตั้งแต่ขั้น “กาม”แล้วจึงลึกเข้าไปขั้น “รูป”แล้วลึกถึงขั้น “อรูป”ทีเดียว โดยตนเองของตนเอง(อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก) 3 . ภาวะของจิต “มี”ความโน้มน้อมไปสู่สิ่งที่น่าพึงใจ(สุภ) เป็นความเจริญก้าวหน้า จนถึงที่สุดนั่นแล (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ) สำหรับ “วิโมกข์ ข้อที่ 4 ไปถึงข้อ 8 ”นั้น ก็เป็นรายละเอียดสู่สภาวะขั้น “อรูป” และถึงที่สุด “สัญญา เวทยิต นิโรธ” ขอไม่อธิบายต่อ ทั้ง 3 ข้อนี้แหละที่ระบุชัดแล้ว ว่า การปฏิบัติจะต้องมี “องค์ประชุมของรูปและนาม”(กาย) และต้องมีทั้งภายนอกและภายในทำงานร่วมกันเสมอ ขาดไม่ได้ นั่นคือ ต้อง “ลืมตาปฏิบัติ” ขืนหลับตา ปิดหู ฯลฯ เป็นต้น ไปหลงยึดการปฏิบัติด้วย “วิธีปิดทวารภายนอก”นั้น ไม่ใช่ของพุทธ “ความรู้”ที่เรียกว่า “ปัญญา”ต้อง “มีฉฬายตนะ 6 ”จึงจะชื่อว่า “ความฉลาด”ขั้นปัญญา “ความรู้”ที่ไม่มี “กาย”ไม่เรียกว่า “ปัญญา” เพราะความรู้ที่ฉลาดหากไม่ได้เกิดจากการพัฒนาพลังงานจิตที่อภิสังขารจาก “อายตนะ 6 ” ความรู้อย่างนั้น แม้จะเรียกว่า “ฉลาด” และฉลาดปานใดๆก็ตาม ก็แค่ฉลาดที่ต้องเรียกว่า “เฉกหรือเฉโก” ผู้ไม่มี “ฉฬายตนะ”(อายนะ 6 )ทำงานสังขารกันเกิด ก็เกิดแค่ความฉลาดที่มี “กิเลส”หรือ “อวิชชา”เป็นตัวการบ่งการให้ฉลาด
( 50 ) “คน”จึงยังหลงอยู่กับ “ความฉลาด”ที่เฉกาส่วนมาก แค่ “ความฉลาด”นี่แหละ ถ้าคนแยกไม่ได้ ก็จะหลง “วิปลาส” ไปกับ “ความฉลาด” และหลงไปสร้าง “จิต”ตนให้ฉลาดอย่าง “เฉโก”ทำ “เฉกา”ใส่ “จิต”ตนไป เพราะ “วิปลาส”ในคำว่า “ปัญญา”กับ “เฉกา” แม้ “พีชนิยาม”จะยัง “รู้”ไม่ถึงขั้น “ฉลาด” เพราะมันยังไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ” มันมีแต่ “พลังงานรู้”ตามประสาในฐานะของมัน แต่มันก็สามารถพัฒนา “ตัวตน”(self)ของมัน โดยเริ่มจาก “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวมันเอง ให้เจริญก้าวหน้าจนสามารถข้ามขีดขั้น “พีชนิยาม”ขึ้นไปเป็น “จิตนิยาม”ได้ เยี่ยงเดียวกัน “ปรทัตตูปชีวี”จึงมีทั้งในความเป็น “พลังงาน”ของ “พีชนิยาม” และทั้งในความเป็น “พลังงาน”ของ “จิตนิยาม” พลังงาน “อุตุนิยาม”กว่าจะพัฒนามาเป็น “ธาตุรู้”ก็ต้องผ่านความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”จึงจะได้ก้าวข้ามขึ้นมาเป็น “พีชนิยาม” และ “พีชนิยาม”ก็ต้องก้าวขั้นสู่ “ปรทัตตูปชีวี”ขั้นสูงของพลังงานระดับ “พีชนิยาม”เองอีกที จึงจะข้ามขึ้นสู่ “จิตนิยาม”ได้สำเร็จ ส่วน “จิตนิยาม”นั้นแน่นอนย่อมมี “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวเองอยู่จริงทุกคน แต่ถ้าใครไม่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ปรทัตตูปชีวีของตนได้ แถมจะ “วิปลาส”ในความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”กันได้ง่ายๆเอาด้วย เพราะมันขั้นละเอียดยิ่ง-ลึกมาก คนที่ยังมีภูมิไม่สูงพอจึงรู้จากขั้นหยาบไปหาละเอียด จากขั้นตื้นไปหาขั้นลึก เป็นธรรมดา ดังนั้น เมื่อความรู้ยังไม่พอจึงไปยึดได้แค่ความหยาบ-ความตื้น จึงเห็น “ปรทัตตูปชีวี”เป็นพลังงานที่หยาบเป็นตัวตนของ “ธาตุรู้”ที่มี “วิสัย”หรือ “อนุสัย”ต่ำหยาบขั้นหนึ่ง
( 51 ) ตัวตนที่ยึด “ตนเอง”มีทั้ง “พีชนิยามและจิตนิยาม” ความเป็น “วิสัย”ก็ดี หรือเป็น “อนุสัย”ก็ดี คือ ความยึดความเป็น “ตนเอง” ซึ่งคำว่า “สัย”ตัวนี้หมายถึง “ตนเอง หรือเอง หรือโดยตนเอง” หรือ “สก,สัก”ก็ความหมายเดียวกัน “สัย”หรือ “สย”นี้ ที่เป็น “อนุสัย”ก็ดี “อาสัย”ก็ดี “นิสัย”ก็ดี “วิสัย”ก็ดี มีความหมายที่น่าจะได้เรียนรู้ เพราะล้วนสำคัญในคน ซึ่งความเป็น “ตนเอง”(สย)นี้ ตนเป็น “ผู้ทำเอง”(สยังกร) “ทำด้วยตนเอง”(สยกตะ) “เกิดจากตนเอง”(สยชาติ) “เป็น “ผู้เลือกเอง”(สยังวร) ทั้งนั้น หากสัมมาทิฏฐิ และพากเพียรปฏิบัติให้สัมมาปฏิบัติ ก็จะเกิดผล จนถึงขั้นเป็น “สยัง อภิญญา”ได้ทีเดียว และสูงสุดแห่งที่สุดของความเป็นคนทำได้ถึงขั้นเป็น “สยัมภู” ดังนั้น ถ้าได้เรียนรู้พุทธธรรม แล้วสามารถ “สำรวมตนเอง,ควบคุมตนเอง”(สยตัตตะ) อย่างสัมมาทิฏฐิ “พีชนิยาม”พลังงานของมันที่ยึดเป็น “ตนเอง”ไม่ถึงขั้น “อนุสัย” เพราะมันไม่มี “ธาตุรู้”ได้ถึงขั้น “อวิชชา” ปุถุชนคนโลกีย์ก็ทำให้มันหมดสิ้นความเป็น “ตนเอง”ของ “พีชนิยาม”ได้ ส่วนความเป็น “จิตนิยาม”นั้น มี “อนุสัย”นี่เองที่เป็น “ตนเอง”ตัวร้าย ซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก สิ้นธุลีละออง ซึ่งต้องด้วยตนเอง “อนุสัย”หมายถึง สิ่งที่ฝังใส่ตัวเองไว้เอง อยู่ในรากลึกของพลังงานในตน ตนเองของผู้มี “จิตนิยาม”จะเป็นผู้ศึกษา “ตนเอง”จนเกิด “วิชชา 8 ”ได้ จึงจะสามารถละล้าง “ตนเอง”ให้หมดไปได้ โดยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “ธรรมนิยาม 5 ”อย่างสัมมาทิฏฐิ ไปตลอดความเจริญถึงที่สุดจนที่สุด เพราะผู้มี “จิตนิยาม”สามารถมีภูมิรู้ถึงขั้น “กรรมนิยาม”และ “ธรรมนิยาม”ในขั้น “โลกุตรธรรม”ที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะกำจัดละล้าง “อนุสัย”ของ “ตนเอง”(สย)ได้หมดสิ้นเกลี้ยงสำเร็จจริง
( 52 ) “ตนเอง”เท่านั้นกำจัด “อนุสัย”ของตนได้หมดสิ้นแท้ ส่วนคำว่า “อาสัย”นี้ คนไทยจะเขียนเป็น “อาศัย” หมายถึง “ที่อาศัย” หรือภาวะรูปกับนาม หรือกายกับใจที่ตนเองอาศัยเป็นชีวิต ที่มี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ทั้งหลายนี้แล หรือ “พลังงาน” ที่เป็น “จิตนิยาม”นี้แหละตัวสำคัญที่เราจะได้อาศัยเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ได้อาศัยดีหรือชั่ว ได้อาศัยเป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตระ ได้อาศัยเป็นคุณหรือเป็นโทษ ก็ “จิตนิยาม”นี้เองที่ “ตนเอง”จะต้องจัดการเอง ผู้ “สัมมาทิฏฐิ”ที่เริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “โพธิปักขิยธรรม 37 ” และสามารถแยกแยะ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้แท้ จึงจะสามารถสร้าง “พลังงาน”อันเป็น “นามธรรม” ให้ “ตนเอง”ใช้ “อาสัย”ได้จริง และหากเจริญพัฒนาขึ้นเป็น “อาริยธรรม”ขั้น “โลกุตรธรรม” แล้วสั่งสมลงไปใน “ตนเอง”เป็น “นิสัย” “นิสัย”หมายถึง จิตตนเองที่ได้สั่งสม “พลังงานดีหรือชั่ว “ เป็น “โลกียะหรือโลกุตระ”ลงไปใน “ตนเอง” จนมันตกผลึกไปตามลำดับ มากพอสมควร กระทั่งมีอำนาจในตนไปตามเท่าที่มันมีมันได้ แล้วกำกับตนเองให้มีพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเป็นส่วนมาก “นิสัย”สามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าความเป็น “วิสัย” ถ้าสั่งสมลงถึงขั้นเป็น “วิสัย”ของตนแล้ว จะแก้ไขยากมากๆ จนถึงขั้นต้องใช้เวลาแก้ไขกันเป็นร้อยกัปป์ พันกัปป์ หมื่นกัปป์ทีเดียว “นิสัย”แตกต่างจาก “วิสัย”อยู่เท่านี้เอง นั่นคือ “พลังงาน”ของจิตนิยามใน “ตนเอง” ที่เรียกกันเป็นภาษาว่า “อนุสัย”ก็ดี “อาศัย”ก็ดี นิสัย”ก็ดี “วิสัย"ก็ดี ที่คนเรียนรู้ได้ทุกคน และปรับปรุงแก้ไข “ทั้ง “อนุสัย-อาศัย-นิสัย-วิสัย”ให้เจริญสูงสุดได้ด้วยความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมาประกาศให้มนุษย์รู้ตาม เรียนตามปฏิบัติตาม บรรลุได้จริงๆตาม แม้ทุกวันนี้ สังคมเข้าข่ายกลียุคแล้ว ก็ยังมี “สัมมาทิฏฐิ”ที่สามารถปฏิบัติให้บรรลุได้ตาม อย่างสามารถพิสูจน์ได้เป็นอกาลิโก
( 53 ) “ปรมัตถธรรม”ขั้น “เวทนา”นี้แลที่สำคัญยิ่งในตน ขึ้นชื่อว่า “สัตว์” จะมี “พลังงาน 4 ” คือ มีทั้งเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทำงานอยู่ใน “พลังงาน”ที่เรียกว่า “จิต”(จิตนิยาม) ต่างจาก “พืช” ซึ่งมี “พลังงาน 2 ”ของมัน ก็เรียกได้ว่า มีแค่ “สัญญา”กับ “สังขาร” “พลังงาน”มีคุณสมบัติแม้ “เวทนา”ก็ยังไม่ถึง ดังนั้น “พลังงาน”ขั้น “พีชนิยาม”หากพัฒนาเจริญขึ้นถึงขั้นที่เรียกว่า “เวทนา”ใน “องค์ประกอบของธรรม 2 ” ที่มีทั้งภาวะของรูปและภาวะของนามทำงานร่วมกันที่เรียกว่า “กาย” จนมี “พลังงาน”เริ่มเป็น “ความรู้สึกหรือเป็นอารมณ์ในตนเอง” เรียกภาษาวิชาการว่า “เวทนา” ยังไม่ได้ ก็ยังไม่ชื่อว่า มี “พลังงาน”เข้าขั้น “จิตนิยาม” เขียนมาถึงตรงนี้ อาตมานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เขาพยายาม จะสร้าง “หุ่นยนต์” ให้มี “ความรู้สึก”ขั้น “เวทนา” คือนอกจากจะมีอัตโนมัติในตนเองทุกสิ่งอย่างได้แล้ว ก็ยังมี “พลังงาน”ในตัวมันเอง “รู้สึก”รัก-ชัง-สนุกสนานยอด-เศร้าสร้อยยิ่ง หรือมีทุกข์-มีสุขได้ เยี่ยมกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือเหมือนคน มันยากยิ่ง จะเป็นไปได้รื้อ! พลังงานในหุ่นยนต์นั้นแค่ขั้น “พีชนิยาม”ก็ชื่อว่า “ชีวะ”แล้ว แล้วจะทำหุ่นยนต์ให้ไปเป็น “ชีวะ”ขั้น “พีชนิยาม”ก่อนเถอะ จะได้ไหม ถ้าไม่ได้ หุ่นยนต์ก็มี “ชีวะ”ก้าวข้ามขึ้นไปมี “เวทนา”เป็น “จิตนิยาม”ไม่ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่ อย่าเสียเวลาเลย แต่ถัาจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีประโยชน์ใช้สอยดีวิเศษอย่างไรก็จงทำเถิด แต่อย่าเสียเวลาคิดทำให้มันเป็น “ชีวะ” จนคนหลงตามนำไปสร้างหนังหลอกคนเลย มันครอบงำทางความคิดให้คนงมงาย
( 54 ) มาเรียนรู้ “สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ”กันก่อนเถอะ เรื่อง “ความจริง”หรือสัจจะนั้น มีความจริงยิ่งใหญ่ 2 อย่าง คือ “สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ” เราต้องเรียนรู้ในทางปริยัติก่อน จึงจะไปปฏิบัติแล้วสัมผัสอ่าน “ความจริง”ที่เป็น “เวทนา”ในตนออก และแยกได้ว่า “ความจริง” อย่างนี้คือ “สมมุติ” อย่างนี้คือ “ปรมัตถ์” จึงจะสามารถปฏิบัติเข้าไปเรียนรู้แยก “เวทนาในเวทนา”ได้ว่า ความจริงของเวทนาที่เรากำลัง “สัมผัส”อยู่จริงในขณะที่ปฏิบัติปรากฏภาวะของ “เวทนา”ในตนได้ว่า นี้คือ “เวทนา” แล้วเรียนรู้ “เวทนาในเวทนา” กระทั่งเรียนรู้มี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” แยกแยะ “เวทนาในเวทนา”ได้จริง จึงจะถึงขั้นไปรู้ได้ว่า “สมมุติสัจจะ”นั้นอย่างนี้ สุขของสมมุติสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ ต่างจาก “ปรมัตถสัจจะ”ว่า สุขของปรมัตถสัจจะนั้นเป็นอย่างนี้ ทุกข์เป็นอย่างนี้ อุเบกขาเป็นอย่างนี้ นั้นไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะแค่รู้ใน “ฌาน”ก็ดี รู้ใน “สมาธิ”ก็ดี รู้ใน “นิโรธ”ก็ดี หรือรู้ว่า “ความสงบ”ขั้นปรมัตถธรรม คุณวิเศษของพุทธนั้นเป็นอย่างนี้ๆ ที่จะไม่ “วิปลาส”ไปจาก “พุทธสัจจะ”นั้น คนฉลาดอัจฉริยะในโลกแท้ๆ ยังยากยิ่งที่จะ “พ้นจากวิปลาส 3 ”(สัญญาวิปลาส-จิตวิปลาส-ทิฏฐิวิปลาส)ไปได้
( 55 ) คนจึงรู้ “ตนเอง”ว่า ตน “วิปลาส”หรือไม่..ยากยิ่งนัก ซึ่งยากสุดยากมาก ที่คนจะไม่ “วิปลาส” ปุถุชนคือ คนที่ยังวิปลาสอยู่ทุกคนนั่นแหละ แม้แต่ผู้ที่ยังไม่ถึงขั้น “อรหันต์” ก็คือ ผู้ที่ยังเหลือเชื้อแห่ง “วิปลาส”อยู่ เท่าที่ยังมีเศษเหลือของ “อนุสัย”นั้นๆ นั่นแล และประเด็นแท้ที่คนปุถุชน “วิปลาส”นั้น พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ชัดเจนยิ่งแล้ว ว่า ผู้ที่มี “สัญญา”ก็ดี “จิต”ก็ดี “ทิฏฐิ”ก็ดี ใน “สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง -สิ้งที่เป็นทุกข์ว่าสุข -สิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าตน -สิ่งที่ไม่งาม(ไม่น่าพึงใจ=อสุภ)ว่างาม(น่าพึงใจ=สุภ)” “ความรู้สึก”หรือเวทนาของใครก็ตาม ที่ยังมี “อาการ”ดังว่านั้น คือ ยังรู้สึกว่า “สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง-สิ้งที่เป็นทุกข์ว่าสุข-สิ่งที่ไม่ใช่ตนว่าตน-สิ่งที่ไม่งาม(ไม่น่าพึงใจ=อสุภ)ว่างาม(น่าพึงใจ=สุภ)” เริ่มต้นตั้งแต่ “ความรู้-ความเข้าใจ-ความเห็น”ของผู้ใด คือ ทิฏฐินั่นเอง ยังมีความรู้-ความเข้าใจ-ความเห็นว่า “สุข”ที่เป็น “ความสุข”จากการได้โลกธรรมมาสมใจก็ดี หรือได้สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วยัง “อร่อย, สนุกสนาน, เพลิดเพลิน”อยู่ก็ดี ก็ล้วนคือ ยังมี “อาการ “วิปลาส”อยู่ทั้งสิ้น ผู้ยังมี “ทิฏฐิวิปลาส”อยู่อย่างนี้ ก็ย่อมมีชีวิตใช้ “สัญญา” คือย่อมกำหนดหมาย(สัญญา)เอามาให้ตนไปตาม “ทิฏฐิ”คือความเข้าใจของตนที่เป็นอย่างนั้นอยู่นั่นแหละ ใช่มั้ย? นี่คือ ผู้ยังมี “จิตวิปลาส”อยู่ทั้งนั้น เหลือใครสักคนมั้ย??? อย่าตกใจเป็นอันขาด ว่า เรายังมีความติดยึดอยู่ตั้งมากมาย แล้วเมื่อไหร่มันจะสิ้นสุด หรือหมดเกลี้ยงไปได้สักทีเล่า เพราะมันเป็นเรื่องยากมากสำคัญขนาดนี้นี่เอง พระพุทธเจ้าจึงให้ค่อยๆลดละไปตั้งแต่ส่วนน้อย(ปริตตัง) ไปตามลำดับ เป็นขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย อย่าไปเล่นเหมาหมด อะไรก็จะลด อะไรก็จะละหมด โดยไม่มีขอบเขต-ไม่มีกำหนด(อัปปมัญญา) ท่านให้กำหนดเอาไปตามลำดับขั้นของ “ศีล” คือข้อกำหนดประมาณเอาตามแต่ใครจะพอทำได้ หรือตาม “กรรมฐาน”คือ ตามที่ตนตั้งจิตกำหนดเอาเท่าที่จะปฏิบัติพอเหมาะกับตน ( 56 ) “กรรมฐาน”คือ หลักปฏิบัติของโพธิปักขิยธรรม “กรรมฐาน”หมายความว่าอย่างนี้ ไม่ได้ไปแปลกันให้พิลึกพิลือ ปฏิบัติทรมานกรกรรม ออกนอกรีตศาสนาพุทธนั่นหรอก เมื่อมี “กรรมฐาน”แล้วก็ปฏิบัติตามหลัก “โพธิปักขิยธรรม 37 ”อันเป็นหลักปฏิบัติเพื่อ “โลกุตรธรรม 37 ” เริ่มตั้งแต่ “สติปัฏฐาน 4 ” เรียนรู้ตั้งแต่ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ไปเลย ซึ่งปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา โดยมี “สติปัฏฐาน 4 -สมัปปธาน 4 -อิทธิบาท 4 ”เป็น 3 เส้าของการปฏิบัติ แล้วจะสั่งสมผลเป็น “อินทรีย์ 5 ” ไปตามลำดับจนเป็น “พละ 5 ” ได้บริบูรณ์สัมบูรณ์เป็นที่สุด โดยมี “โพชฌงค์ 7 ”เป็น “การก้าว” กับ “มรรองค์ 8 ”เป็น “ทางแห่งการก้าว”ไปสู่นิพพาน ไม่ใช่เอาแต่นั่งหลับตา ดังที่เข้าใจผิดกัน ผู้สัมมาทิฏฐิในความเป็น “กาย-เวทนา-จิต-ธรรม”จึงจะปฏิบัติบรรลุนิพพานได้อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ว่า “ธรรม 2 นั้นแหละ จะรวมลงเป็น 1 ในเวทนา ในธรรม 2 นั่นเอง” (เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) ชัดเจนยิ่ง “เวทนา”จึงได้แก่ พลังงานที่มีองค์ประกอบของพลังง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive