580119_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมฯ เรื่องของอำนาจ และรูป ๒๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข18 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580119_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ปฐม อโศก เรื่องของอำนาจ และรูป 28 โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้ วันจันทร์ ที่ 19 ม.ค. 2558 อาตมาก็จะเทศน์ที่ปฐมอโศก ตอนนี้ก็จะสัญจรไปที่ต่างๆ มากหน่อย ว.นบ.ก็ปิดเทอม แล้ววันนี้ก็ได้อ่าน นสพ.ไทยโพสต์ คอลัมน์ : เตือนภัยโลกไร้พรมแดน : การใช้อำนาจไร้ความรุนแรง จาก นสพ.ไทยโพสต์ วันนี้ซึ่งอาตมาก็เคยอธิบายเรื่องอำนาจไว้ ในตอนไปชุมนุม ซึ่งคำว่า อำนาจ นี้ไม่ง่ายที่จะเข้าใจ โดยเฉพาะอำนาจโดยธรรม หรืออำนาจที่ไม่ใช่อาญา หรือบังคับ แต่เป็นอำนาจคุณธรรมที่เขายอมรับ ยอมยกให้อย่างแท้จริง อย่างพระพุทธเจ้านี่เรายอมยกให้อย่างดุษณีเลย หรืออย่างในหลวงที่ประชาชนให้อำนาจเลย เป็นอำนาจแห่งคุณงามความดี ความที่เห็นแก่มวลชน ทำเพื่อประชาชนโดยแท้จริงเลย ที่เขายกย่องให้มีอำนาจเต็ม โดยยอมรับนับถือให้ใช้อำนาจอย่างเต็มใจเลย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แล้วพระพุทธเจ้าก็ทำมาก่อน ท่านประกาศธรรมวินัยของท่าน แล้วเจ้าแคว้นทุกแคว้นก็ยกให้ท่าน ถ้าคนในแคว้นใดที่พระพุทธเจ้าได้ไปประกาศศาสนา แล้วคนในแคว้นที่เป็นคนของพระเจ้าแผ่นดิน นั้นๆ แต่พระเจ้าแผ่นดินยุคนั้น ยอมยกคนให้ มีหลักฐานคือพระเจ้าอชาตศัตรูตรัสกับพระพุทธเจ้าไว้ในสามัญผลสูตร ว่าท่านยกให้ แล้วพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำเพื่อให้คนมานับถือ แต่คนเขายกให้พระพุทธเจ้า พอมาเป็นคนของพระพุทธเจ้าก็มีประชาธิปไตยอิสรเสรีภาพ ปลดแอก ไม่ว่าจะวรรณะใดๆ ก็เสมอกันหมด ประสิทธิภาพของการมีอำนาจอันวิเศษจึงเป็นเรื่องจริงอันสุดยอด อาตมาก็มั่นหมายมุ่งหมายเอาทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ย่อเป็นศีล สมาธิ ปัญญา หรือขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตรธรรม 9 และ 46 คนของพระพุทธเจ้านั้นมาลดละความเห็นแก่ตัวให้น้อยลงๆ จนเป็นอรหันต์ แล้วคนเหล่านี้แหละจะเป็นพหุชนหิตา

อ่านต่อ

ยะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทำได้ ขอยืนยันว่าชาวอโศกทำได้ แล้วจะก้าวหน้าเพ ิ่ มขึ้นอีก จะไม่สร้างอำนาจโลกีย์ แต่จะทำอำนาจโดยธรรม มาฟัง บทความของคุณพิทยา ว่องกุล …. ซุนวูให้ความสำคัญทางการเมืองการปกครอง และสงคราม ว่าจักต้องมีศิลปะ (Art) เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น การปกครองจักต้องเป็นการปกครองที่ชอบธรรมและมีศิลปะ สงครามจักต้องใช้ข้อมูล ความเป็นธรรม และศิลปะการยุทธ์ แม้กระทั่งในการยอมแพ้สงคราม ซุนวูก็ยังกล่าวถึงการแพ้อย่างมีศิลปะ เหตุนี้ นักปกครองที่ดี นักการเมือง และนักการทหารที่ดี จำเป็นต้องมีคุณสมบัติพิเศษเหนือใครตรงคำว่า "ศิลปะ" ในเรื่องนั้นๆ ไม่มีใครสอนใครได้ว่า ศิลปะในทางรัฐศาสตร์และการทหารคืออะไร อาจจะมีผู้นิยามถึงองค์ประกอบของศิลปะได้ หรือสามารถแนะนำบทเรียนวิธีคิดได้ ดังเช่น คาร์ล วอน เคลาซ์วิท ปรมาจารย์การทหารชาวปรัสเชียน หรือ ซุนวู ปรมาจารย์การทหารจีน ซึ่งเป็นผู้สร้างศิลปะการทำสงครามที่ปราดเปรื่องของโลก ความสำเร็จของชัยชนะในสงคราม หรือความสำเร็จในการปกครอง จึงเป็นเงื่อนไขความรู้ เหตุปัจจัยที่เหมาะสมสอดคล้องในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง โดยมีจุดยืนที่แน่วแน่คือ ปกครองโดยธรรม หรือทำเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง เป็นแกนกลางแห่งความสำเร็จ ในทางตรงกันข้ามกัน ศิลปะไม่ใช่อำนาจ หากแต่อำนาจเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะที่จะนำไปสู่ความสำเร็จเผด็จการฟาสซิสต์หลายคน เช่น ฮิตเลอร์ แห่งเยอรมนี เคยสร้างรัฐแห่งอำนาจเบ็ดเสร็จขึ้นมาแต่ในที่สุด "อำนาจการบีบบังคับ" ที่ขาดศิลปะ นอกจากใช้กำลังการข่มขู่คุกคาม และการเข่นฆ่า ก็ได้สร้างกรรมแห่งการตื่นกลัวและต่อต้านอย่างรุนแรง จักรวรรดิของนาซีก็ล่มสลายไปในที่สุด ในปัจจุบันนี้ นักการเมือง ผู้นำการทหาร หรือนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง รวมไปถึงนายกฯ ที่มาจากเผด็จการทหาร เข้าใจผิด หลงใหลว่าอำนาจเป็นปัจจัยความสำเร็จในการปกครองบ้านเมือง รวมไปถึงในระบอบการปกครองประชาธิปไตย รัฐบาลจากพรรคการเมืองก็เข้าใจผิดคิดว่า อำนาจเสียงข้างมากเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จ สำหรับบริหารประเทศได้ตามที่ต้องการ ดังนั้น ชัยชนะในรัฐสภาอย่างเบ็ดเสร็จ จึงนำไปสู่ระบบเผด็จการรัฐสภาตามมา หรือเป็นเผด็จการทุนนิยมสามานย์ ซึ่งลงทุนเข้ามาโกงกินบ้านเมือง แบ่งปันความมั่งคั่งแบบวินวินระหว่างผู้นำและพรรคการเมือง โดยไม่คำนึงถึงเหตุผลและการตรวจสอบ สุดท้ายก็ยกระดับไปสู่จุดจบ นั่นคือใช้อำนาจรัฐทั้งปวง รวมถึงอำนาจตำรวจ และสร้างระบบความกลัวทำให้ตนเองกลายเป็นมารครองเมือง ต่อเนื่องกรรมใหญ่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาปฏิเสธอำนาจรัฐ และทวงคืนรัฏฐาธิปัตย์มาเป็นของประชาชน อำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม อำนาจรัฐที่ไม่ได้ปกครองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง รวมไปถึงอำนาจรัฐเฉพาะกาลที่เข้ามาแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่ง แล้วเผด็จการทหารไม่ยอมลงจากเวที กลับสืบทอดอำนาจต่อไป โดยอ้างสาเหตุต่างๆ นานาด้านความมั่นคงของรัฐ (ตัวเองหรือรับใช้ระบบทุนใหญ่) ปัญหาการไม่ทำหน้าที่บทบาทผู้ปกครองโดยธรรมอย่างแท้จริง หลงใหลอามิสจากอำนาจเป็นใหญ่ และสืบทอดอำนาจต่อไป ด้วยวิธีการ "ปากหวาน ก้นเปรี้ยว" จึงเป็นอุปสรรคในการปกครอง และเป็นสิ่งล้าสมัยในยุคโลกาภิวัตน์ จำต้องเสื่อมสลายไปตามกฎแห่งอำนาจที่ว่า "ย่างเข้าสู่ขั้นปกป้องอำนาจ ด้วยการใช้อำนาจ" แล้วเกิดอาการ "กลัวสูญเสียอำนาจ ด้วยการสร้างอำนาจบีบบังคับเบ็ดเสร็จ" อันเป็นจุดเปราะบาง และแตกหักง่ายที่สุด เนื่องจากจะนำไปสู่กฎแห่งกรรมที่ว่า การปฏิเสธอำนาจรัฐของมวลมหาประชาชนตามมา พ่อครูว่า … ถ้าคราวนี้ประชาชนออกมาเป็นล้านๆคน แล้วสู้ ถ้าคนนี้ยังขืนใช้อำนาจต่อไป คิดว่าเขาจะปราบประชาชนได้ อาตมาว่าเขาคิดผิดแล้ว เพราะอาตมาว่าประชาชนตื่นรู้แล้วจริงๆในยุคนี้ ดีแต่่ว่ามันมีอะไรซ้อนให้เขาแพ้ภัย อาตมาก็ถือว่าอำนาจประชาชนเป็นฝ่ายชนะ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าที่ทุกอย่างของฝ่ายโน้นอ่อนแอลง จนพล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจโดยง่ายดายเพราะประชาชนลุกขึ้นมาทางรัฏฐาธิปัตย์ มีมวลจำนวนมากด้วย ที่สำคัญคือเขาจะปราบมวลประชาชนด้วยอำนาจรุนแรง โดยเขาอวิชชา เขาก็ไปปราบเอากลุ่มที่เขาคิดว่าปักหลักคือกลุ่มกองทัพธรรม เขาถือว่ามีน้อยแล้วอ่อนแอ ส่วนกปปส.นั้นใหญ่กว่าที่ผ่านฟ้า เขาก็เลยจะปราบอันนี้ก่อน แต่เขาไม่รู้อำนาจโดยธรรมของกองทัพธรรม พอปราบก็จะใช้อำนาจรุนแรง แล้วมีผลโดยย้อน ซึ่งไม่ใช่กองทัพธรรมตอบโต้เขา เขาก็หาว่าแฝง แต่เราก็บอกว่ากองทัพธรรมไม่มีแฝง สรุปคือคนมาปราบก็พ่ายไปสิ้นท่า พลังนี้ทำให้เขาแพ้ เขาแพ้อำนาจธรรมะ แม้คนไปรักษาการณ์ก็อ่อนแอ ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจอย่างง่ายดาย สวยงาม เกิดจากธรรมะซ้อนธรรมะที่ปราบอธรรมซ้อนอธรรม …

บทเรียนของระบอบทักษิณที่ล้มลงไป เป็นตัวอย่างที่ดีว่า เมื่อประชาชนหลายล้านคนลุกขึ้นมาปฏิเสธอำนาจรัฐนอมินี โดยการไม่ให้ความร่วมมือ ดื้อแพ่ง และการชุมนุมขับไล่ กลายเป็นกระแสธารมวลมหาประชาชนที่ทรงพลัง พร้อมที่จะยกระดับกลายเป็น "การปฏิวัติประชาชนครั้งใหญ่" ในประวัติศาสตร์ไทย เพียงแต่ฝ่ายกองทัพได้ชิงตัดหน้า ก่อรัฐประหารไปก่อน (ตามคำเรียกร้องที่ประชาชนไม่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองของคนชาติเดียวกัน) พร้อมกับสถาปนาอำนาจรัฐทหารแบบรวมศูนย์ขึ้นมา ใช้กฎเหล็กในนามการปรองดอง คืนความสุขให้ประชาชน หรือสร้างวาทกรรมใหม่บิดเบือนความจริง โดยหาว่า "ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ น้าอา ทะเลาะกัน ทั้งที่มวลมหาประชาชนลุกขึ้นมาปกป้องสถาบันชาติ พระมหากษัตริย์ และต่อต้านการโกงบ้านกินเมือง อาศัยเหตุผลทางการเมืองต่อต้านเผด็จการรัฐสภาที่ครอบงำประเทศ" มีการใช้เด็กมาเป็นเครื่องมือ ร้องเพลงแดกดัน สอนเด็กว่าปัญหาการเมืองเป็นเรื่องผู้ใหญ่ทะเลาะกัน จำได้ไหมเคยสอนเด็กให้สามัคคีกัน โดยบิดเบือนสัจจะความจริง กลายเป็นว่ามวลมหาประชาชนหลายล้านคน เป็นพวกหาเรื่องทะเลาะกัน และปลุกเด็กเยาวชนแดกดัน สู่รู้ อวดตัวเป็นผู้เฒ่า (ทำเฒ่า-ภาษาปักษ์ใต้) ไม่เคารพผู้ใหญ่อย่างผิดวัฒนธรรมไทย ทำลายวัยวุฒิและคุณวุฒิประชาชนไทยไปโดยไม่รู้ตัว ผู้ปกครองประเทศใดมีความเข้าใจผิดคิดว่า อำนาจคือความสำเร็จในการปกครองด้านเดียว พร้อมทั้งสร้างความมั่นคงของตนเองโดยใช้อำนาจรัฐปกป้องอำนาจตน จะนำไปสู่พัฒนาการผูกขาดอำนาจเบ็ดเสร็จ เหมือนฮิตเลอร์ได้สร้างโศกนาฏกรรมให้กับโลกมาแล้ว จากการศึกษาของนักวิชาการตะวันตก บ่งชี้ให้เห็นถึงการเสื่อมอำนาจรูปแบบหนึ่ง ยิ่งพยายามสร้างสถาบันการทหาร หรือออกกฎหมายมาควบคุมประชาชนมากเท่าไหร่ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความกลัว ความเสื่อม และจุดปะทุแห่งการเสื่อมสลาย ซึ่งนักวิชาการตะวันตกเรียกว่า "ทฤษฎีการควบคุมอำนาจทางการเมืองโดยไร้ความรุนแรง " (Gene Sharp, The Political of Nonviolent Action, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ และคมสัน หุตะแพทย์ แปล, อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง (Power, Struggle, and Defence, 2529.) และหากทฤษฎีนี้ถูกควบคุมด้วยความรุนแรง ก็จะยกระดับไปสู่การปฏิวัติโดยประชาชนด้วยความไม่รุนแรง หรือด้วยความรุนแรงก็ได้ ในที่นี้ขอนำองค์ประกอบของทฤษฎี 3 ประการมากล่าวถึง โดยมิได้เรียงลำดับเพื่ออธิบายให้เห็นว่ากฎนี้จะเริ่มจากส่วนใดก็ได้ สำหรับผู้เขียนเห็นว่าองค์ประกอบทั้งหมดเกี่ยวเนื่องกัน จะทำให้เข้าใจได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การควบคุมกระบวนการในทางสถาบัน อ้างสถาบันต่างๆ เพื่อใช้อำนาจรัฐ หรือเมื่อเกิดความรู้สึกว่ามีการต่อต้าน พบเห็นการเคลื่อนไหวของประชาชนกลุ่มต่างๆ มีความขัดแย้งที่เกิดจากประชาชนไม่พอใจนโยบาย คำมั่นสัญญา ปัญหาในการปกครอง รวมไปถึงความไร้สติปัญญาในการบริหารบ้านเมือง "กระบวนการในทางสถาบัน กระบวนการเหล่านี้เกี่ยวพันไปถึงการจัดตั้ง หรือการเตรียมวิธีการในการเลือกตัวผู้จะมาดำรงอำนาจ การกำหนดนโยบายของรัฐบาล และการควบคุมการทำงานของรัฐบาล กระบวนการในทางสถาบันและทางรัฐธรรมนูญของประเทศเสรีประชาธิปไตยนั้น เป็นตัวแบบที่สำคัญสำหรับการควบคุมทำนองนี้ ระบบดังกล่าววางอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ในขั้นสุดท้ายแล้ว รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งก็จะเต็มใจยอมรับการจำกัดอำนาจของตนเอง และกลุ่มพลังต่างๆ ภายในก็ไม่ได้มีอิทธิพลมากมายอย่างไร หรือไม่สามารถที่จะรบกวนหรือทำลายกระบวนการทำงานตามปกติของระบบได้" (อ้างแล้ว) แต่ในระบอบเผด็จการทหาร สถาบันต่างๆ การจัดตั้ง หรือตำแหน่งบุคคล จะขึ้นอยู่กับอำนาจของผู้นำ สถาบันขึ้นต่ออำนาจผู้ยึดรัฏฐาธิปัตย์สูงสุด และทำให้ประชาชนรู้สึกถึงสัมพันธ์แห่งการขึ้นต่อนี้ ดังนั้น เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น ผลจะกระทบไปยังผู้กุมอำนาจโดยตรง และไม่สามารถใช้กระบวนการประชาธิปไตย หรือสถาบันที่เกิดขึ้นโดยระบอบประชาธิปไตยมาแก้ไขได้ นี่เป็นจุดอ่อนที่เปราะบาง หากเกิดความผิดพลาด และถ้าสะสมความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงานของรัฐบาล ย่อมมีโอกาสเกิดความรุนแรงขึ้นง่าย ยิ่งมีสถาบันที่ตั้งขึ้นให้อำนาจควบคุมประชาชนเพิ่มขึ้น กฎหมายความมั่นคง หรือกฎหมายที่ลิดรอน กดขี่ ควบคุมมากเท่าไหร่ แรงปะทุจะหนักและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น พร้อมกับความสูญเสียใหญ่หลวง ระบอบประชาธิปไตย ในด้านหนึ่งก็พบว่า สถาบันต่างๆ ของระบบ กลายเป็นเกราะป้องกันความรุนแรง หรือสามารถใช้ "ความไร้ความรุนแรง" ของสถาบันต่างๆ แก้ไขปัญหาความเปราะบางนี้ได้ การควบคุมตนเองของผู้ปกครอง เป็นปัญหาสำคัญที่จะยับยั้ง แก้ไข หรือผ่อนคลายปัญหาความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ในระบอบเผด็จการนั้น เมื่อการนิยมอำนาจเป็นใหญ่ การยึดติดกับการใช้อำนาจควบคุม การใช้อำนาจปกป้องอำนาจของตน และทัศนะที่เห็นการขัดขืนอำนาจเป็นการทำลาย เป็นศัตรู หรือท้าทาย จะก่อกรรมต่อเนื่องจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ความขาดเหตุผล และการเอาชนะด้วยกำลัง การระบายอารมณ์ หรือการใช้กฎหมายเผด็จการ แรงต้านที่เปิดเผยออกมา จะพัฒนาเป็นแรงกดดันที่ซ่อนเร้น และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลานุภาพของประชาชน ความอ่อนไหวในการควบคุมตัวเองของผู้ปกครอง เมื่อกลายเป็นการยึดมั่นถือมั่นในอำนาจเป็นใหญ่ จะสะสมขึ้นไปสู่การขาดความเชื่อถือ และใช้ความรุนแรงตอบโต้ ขณะที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย มีกระบวนการประชาธิปไตยในการเจรจา แลกเปลี่ยน ควบคุม โดยไม่ใช้ความรุนแรง ผ่านสถาบันต่างๆ มากมาย รวมถึงสื่อมวลชน ในระบอบประชาธิปไตย "การควบคุมตนเอง การควบคุมตนเองนั้นได้เคยเป็นพลังที่จำกัด หรือควบคุมตัวผู้ปกครองที่สำคัญมาเป็นเวลานานแล้ว ผู้ปกครองสมัครใจยอมรับข้อจำกัดบางประการของขอบเขตอำนาจของตน และข้อจำกัดของวิธีการที่จะใช้อำนาจนั้น ผู้ปกครองจะไม่เต็มใจที่จะก้าวข้ามขอบเขตดังกล่าวนั้นไป ทั้งนี้ ก็เพราะความเชื่อที่ว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นการละเมิดมาตรฐานทางศีลธรรมและมาตรฐานอื่นๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกัน ทั้งโดยตัวผู้ปกครองเองและโดยสังคมของตน การควบคุมตนเองดังกล่าวนั้น มีผลทั้งโดยตัวมันเองและโดยร่วมกับการควบคุมวิธีอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการในทางสถาบัน" (อ้างแล้ว) นี่คือความล้มเหลวของการควบคุมประชาชน ด้วยระบบอำนาจเป็นใหญ่ อำนาจจะทำให้ผู้ปกครองไม่อาจควบคุมตัวเอง และไม่มีระบบควบคุมรัฐบาลที่ผ่านสถาบันประชาธิปไตย จุดสำคัญของความล้มเหลว ยังขึ้นกับความนิยมอำนาจของบุคคลในระดับอื่นๆ จะเกิดความเคยชินในการใช้อำนาจเป็นใหญ่ต่อประชาชน หรือตีความคำสั่ง บทบาท และอำนาจหน้าที่ของตนแบบอำนาจนิยม ปัญหาเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ สะสมเป็นความเกลียดชังผู้นำหรือรัฐได้ "การใช้วิธีการรุนแรงที่เหนือกว่า เมื่อการโน้มน้าวและควบคุมผู้ปกครองทางการเมืองวิธีอื่นๆ ล้มเหลวทั้งหมด คำตอบที่ทำกันมาเป็นเวลาช้านานก็คือ การขู่เข็ญว่าจะใช้หรือการใช้ความรุนแรงที่เหนือกว่ากำลังของผู้ปกครอง ความรุนแรงเพื่อการนี้หรือเพื่อเป้าหมายดังกล่าวนี้ มีรูปแบบต่างๆ กัน รวมไปถึงการจลาจล การลอบสังหาร การปฏิวัติด้วยความรุนแรง สงครามจรยุทธ์ การรัฐประหาร สงครามกลางเมืองและสงครามระหว่างประเทศ" (อ้างแล้ว) นี่เป็นข้อสรุปทางทฤษฎี เมื่อรัฐใช้อำนาจความรุนแรงกับประชาชน และแสดงถึงความเปราะบางของอำนาจอย่างถึงแก่น หรืออำนาจนั้นจักต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รัฐบาลยังต้องรู้จักศิลปะการใช้ "อำนาจความรุนแรงหรือบีบบังคับ" ซึ่งระบอบเผด็จการฟาสซิสต์นั้น ขณะที่ผู้นำคิดว่าอำนาจเป็นจุดแข็งที่สุด แต่ถ้าขาดศิลปะแล้ว จุดแข็งนั้นย่อมเป็นจุดอ่อนที่สุดด้วย ดังนั้น การปกครองที่เสมือนมีประชาธิปไตย หรือประชาธิปไตย จึงมีกระบวนการ สถาบัน และยุทธวิธีในการผ่อนคลายความขัดแย้งทางการเมืองมากมาย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบ และควบคุมรัฐบาลด้วยวิธีการไม่ใช้ความรุนแรง สงครามหรือความรุนแรงแตกหักจึงไม่เกิดขึ้นดังเช่นอดีตที่ผ่านมา.

พ่อครูว่า … นี่เป็นบทความที่ลึกซึ้ง ออกมาในตอนนี้ แหลมคมมาก ที่หยิบเอาคำว่าอำนาจมาขยายความ คำว่าอำนาจเป็นเรื่องลึกซึ้ง โดยเฉพาะคำว่าอำนาจโดยธรรม...การใช้อำนาจหรือว่าการมีกฎเกณฑ์บังคับนั้นมีความจำเป็นต้องใช้บ้าง เช่นในขณะที่กลุ่มชนมีกิเลสดื้อด้านมาก จึงต้องใช้กฎบังคับ แข็งๆไว้ก่อน ในมวลชนที่ไม่มีปัญญาเพียงพอ ไม่รู้ประชาธิปไตยที่ถูกต้องแต่ถ้ามวลช น มีกิเลสน้อยลงไปโดยเฉลี่ย แล้วมีปัญญาเข้าใจเพียงพอถึงคุณธรรมประชาธิปไตยแท้จริง ในอำนาจโดยธรรมนั้นเหนือกว่าอำนาจที่บังคับกัน ถ้าถึงกาละนั้นก็ไม่ต้องใช้อำนาจบังคับ แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ตั้งธรรมนูญ เป็นสิ่งสำคัญ ว่ารัฐของท่านจะเป็นเช่นนี้ กลุ่มผู้นำเรียกว่าภิกษุต้องอยู่ในกฎนี้ เช่นเดรัจฉานวิชชาไม่มี ต้องเว้น ต้องขาดต้องเลิก ในจุลศีล แล้วก็ไล่ไปตามลำดับ ส่วนมัชฌิมศีลก็ไล่รายละเอียดมากขึ้นกว่าจุลศีล เหมือนศีล 5 มาเป็นศีล 8 เป็นต้น แต่ทุกวันนี้ภิกษุไม่ได้ปฏิบัติตามศีลธรรมนูญนี้เลย ที่ในหลวงเราทำนี่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ผู้บริหารไม่ประสีประสาเลย แล้วบางรัฐบาลยังละลาบละล้วงด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มนักการเมืองที่นึกว่าตนเองมีปัญญามาก แต่เข้าใจแค่อำนาจบาทใหญ่ อย่างคอมมิวนิสต์ หรือว่าใช้เชิงสุภาพ แต่ว่ากดข่มด้วยโวหารความรู้ อย่างอำนาจทางสภาที่หลงกันว่าเป็นเสียงตัวแทนประชาชนเบ็ดเสร็จ กับอำนาจของมวลชนที่เห็นร่วมกัน ยุคใดก็แล้วแต่ มันอาจสอดคล้องกันได้เมื่อประชาชนเขามีความรู้เพียงพอ รู้คนดีเลือกคนดีไปเป็นสส.หรือสว. ไปบริหาร แต่ทุกวันนี้ สส.เป็นทาสของเจ้าของคอกพรรคการเมือง จะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ปรากฏการณ์ประชาธิปไตยในไทย เป็นตัวอย่างของประชาธิปไตยที่เลวร้ายฉิบหายวายป่วงขนาดนี้ น่าจะจบได้แล้ว คือมีเลือดของโลกธรรมมาก เป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป เลยกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาเลวร้ายที่สุด อันเกิดจากกรรมวิธี ซื้อนักการเมืองเข้าคอก เป็นวิธีการของนักค้าธรรมดา เจ้าของบริษัทธรรมดา ถ้าจะยอมให้ประชาธิปไตยไทยเป็นเช่นนี้อีก ไทยก็ไม่มีวันโงหัวขึ้นเลย ถ้าไม่จัดการล้างเชื้อ เชื้อของคอกชนิดนี้ เป็นเชื้อร้ายที่หนักกว่าอีโบล่า หรือเชื้อเอดส์ เพราะเอดส์นี่ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หากร่างของประเทศไทยมีเชื้อเอดส์เขาก็ครอบครองได้ตลอดกาล อำนาจรัฐที่ไม่ได้ปกครองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แม้จะเป็นอำนาจเฉพาะกาลหรืออำนาจถาวรก็ไม่ใช่อำนาจโดยธรรม ไม่ใช่อำนาจจริง เป็นอำนาจปลอม ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยตลอดกาล การจะเกิดอำนาจโดยธรรมก็ต้องให้คนมีธรรมะ ถ้าประชากรไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยคุณธรรมคือย่างไร แล้วทำไม่ได้ เราก็จะได้แต่คนเลวไปบริหาร ตราบเท่านั้น เราต้องให้การศึกษาให้คนปฏิบัติตนให้มีคุณธรรม นี่เป็นดีมานที่สูงมาก ต้องสร้างคนให้เป็นอาริยะหรือโลกุตรบุคคลของพระพุทธเจ้า อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ฤาษีที่หนีสังคม ไม่สามารถมีคุณภาพที่จะทำตนให้มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) จะไม่รู้จัก สัปปุริสธรรมเลย ฤาษีคือคนที่เต็มบ้องด้วยอัตตา หนีสังคม แล้วได้อัตตาเป็นภวตัณหาเต็มบ้องเลย คือลัทธิอัตตาเต็มบ้อง ไม่มีสาระอะไรเลย อย่างพวกเชน ศาสนาของพระมหาวีระนี่ ไม่มีอะไรเลยมักน้อยสันโดษมาก ไม่เอาโลกธรรมจริง แล้วใช้ชิวิตเปล่าดายไปจนตาย ไม่มีประโยชน์ต่อโลกเลย ตนจมกับอัตตาตน เป็นภวภพ หรือรูปภพ หรือสุภกิณหะ หรืออาภัสราพรหม ก็อาศัยภพเช่นนี้ไม่เข้าใจองค์ประชุมของพรหมสุภกิณหะ จะปฏิบัติให้บรรลุแต่ไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักการใช้สัญญากำหนดรู้รูปนามให้ละเอียด ใช้สัญญาไม่บริบูรณ์ คำว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น อำนาจคือของประชาชน แล้วจะได้อำนาจรัฐ ก็ต้องเป็นของประชาชนแท้ๆ วิธีการของการให้ผู้ไปใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ก็เลือกตั้ง เมื่อเลือกตั้ง ประชาชนก็ถูกครอบงำ ถูกซื้อได้ แล้วเลือกผู้แทนเข้าไปได้ เลือกเป็นผู้แทนในสถาบันนิติบัญญัติ ส่วนการบริหาร ประชาชนก็ควรเลือกผู้บริหารโดยตรง แต่เมื่อประชาชนไม่ไหวเขาก็ตีขลุมให้เลือกสส. แล้วก็เหมาว่าประชาชนเลือกแล้วเป็นตัวแทนประชาชน แล้วให้สส.ไปเลือกนายกฯ แล้วให้นายกฯไปแต่่งตั้งคณะบริหารเอง ถือว่าเกิดจากประชาชนแล้ว แค่นี้ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว ยิ่งสส.เป็นของพรรค ก็อยู่ในคอก ก็เลือกนายกฯและผู้บริหารเป็นของพรรค หัวหน้าพรรค เจ้าของพรรคหมด แม้รัฐสภาฯก็คนของพรรคนี้ นายกฯก็ของพรรคนี้ แล้วเหลี่ยมจัดว่านายกฯไม่เป็นหัวหน้าพรรค เพราะกฎหมายออกกันไว้ ตนเองก็เลยจัดการดูแลไม่ให้คนของตนที่เป็นนายกฯ ที่เป็นน้องสาวถูกจับได้ แม้แต่จะเข้าสภาฯก็ไม่ให้เข้า แล้วทีหลังก็บอกว่าหนูไม่รู้ เป็นวิธีการที่เลวชาติที่สุด แล้วใช้อันนี้ตีรวนอยู่ทุกวันนี้นี่คือเล่กลสุดเลวร้าย ก็ต้องดูว่าวันที่ 23 นี้เลือดทหารจะตื่นรู้กันหรือยังว่าอย่างมงายกันต่อไปเลย ถ้าเรายังจะเหลือเชื้อนี้ไม่ให้หมอรักษาหรือตนเองจะไม่รักษาตนเองเชื้อนี้จะไม่หมดไปได้ คำว่ารัฏฐาธิปัตย์นั้น จริงๆแล้วรัฐบาลที่ได้อำนาจไปบริหาร แม้พยัญชนะคำว่ารัฐบาลก็ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ผู้เป็นตัวแทนประชาชนนั้นโดยนัยที่ไม่จริง เป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่เป็นประชาชนที่มีปัญญาแล้วไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ถ้าบริหารไม่ได้จริง ประชาชนก็ยังเป็นเจ้าของอำนาจอยู่ดี มีสิทธิ์ให้เลิกทำบริหาร แม้ประชาชนคนเดียวก็ประท้วงได้ แต่นี่ประชาชนเป็นหลายล้านคน ครั้งนี้ถือเป็นสถิติที่สุดยอดที่สุดแล้วถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่สุดยอดแล้ว เขาก็หาว่าคนแค่นี้ ของเขามีคนเลือกตอนเลือกตั้งมากตั้ง 15 ล้าน คือใช้นัยเปรียบเทียบแบบนี้ก็ได้แค่คนตื้นๆ แต่คนลึกๆแล้วมันไม่ใช่ การที่รัฐได้อำนาจไปบริหารนั้นเป็นอำนาจชั่วคราว ไม่ใช่อำนาจ รัฏฐาธิปัตย์ แม้ประชาชนคนเดียวก็ต้องฟัง นี่เป็นล้านก็ยังไม่ฟังอีก ยิ่งประชาชนที่บริสุทธิ์ไม่ลำเอียงนี่ต้องฟังให้มากด้วย แม้สมัยโบราณ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินท่านก็ทุ่มเทชีวิตปกป้องสร้างบ้านเมือง เอาเลือดเอาเนื้อเสียสละเพื่อประชาชนทำเพื่อประชาชนจริงๆ เป็นนัยลึกซึ้ง อย่างในหลวงพระองค์นี้ทำเพื่อประชาชนอย่างไม่ต้องเป็นอย่างเจ็งกิสข่าน ทหารก็มีอยู่แล้วทำเพื่อประชาชนอยู่แล้วด้วย สัจจะพวกนี้เป็นภาวะซับซ้อนลึกซึ้ง ความเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ขณะนี้เรายกให้รัฐประหารตั้งแต่สนธิ บุญรัตนกลินทร์แล้ว เขาก็เห็นว่าแบบรัฐสภาไปไม่ได้แล้วก็มาให้คณะขิงแก่มาบริหารแต่ก็ล้มละลายไป มาคราวนี้ คงไม่เสียของเหมือนคราวก่อน เพราะดูท่าจะดี แต่ก็ทำให้ดีเถอะ อาตมาว่าประชาชนเขาเข้าใจนะว่ามีความจำเป็นต้องใช้อำนาจ กฎบังคับในช่วงนี้เพราะยังล้างไม่ได้ สื่อสารต้องเข้าใจให้ดี ให้เขาใช้ดาบอาญาสิทธิ์ล้างบางก่อน หลังจากนั้นถ้าเขาติดลมบนสื่อสารก็ให้ร่วมมือกันทำอีกทีก็ได้ อาตมาจะร่วมด้วย ใช้สื่อสารเท่าที่เรามีนี่แหละ คำว่ารัฏฐาธิปัตย์น้ันอำนาจเป็นของประชาชนจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ไม่มีวันใดเลยที่อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ไม่ได้เป็นของประชาชน แต่ช่วงนี้ให้แต่ละคณะไปบริหาร ถ้าไม่เข้าท่าก็เอาลงได้ ประชาชนไทยไม่เข้าใจ เพราะไม่ได้สอนประชาธิปไตยให้ชัดเจน ส่วนคอมมิวนิสต์ คนไทยก็ไปเรียนได้เพียงครึ่งหนึ่งของอำนาจ ทุกวันนี้ก็ยังใช้อำนาจหมู่ หลงว่าตนเองเป็นมวลใหญ่ ซึ่งคอมมิวนิสต์มันแหลกเหลวไปนานแล้ว ในโลกนี้คอมฯหมดท่าแล้วแม้จีนแดงก็ไม่เหลือความเป็นคอมฯในวิญญาณแล้ว แม้รัสเซียก็ตาม ส่วนสแกนดิเนเวี่ยน เขามีสังคมนิยมที่มีเนื้อประชาธิปไตยทำเพื่อประชาชนได้ดี เขาโกงกันน้อย ทำเพื่อประชาชนมาก จึงเป็นสังคมนิยมคอมฯที่ใช้ได้อยู่ แต่ถ้าโกงกันมากใช้อำนาจมากจนไม่เห็นแก่ประชาชนอยู่ไม่ได้หรอก ในโลกตอนนี่มีสองค่าย ฝ่ายคอมฯก็ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่แต่ไปได้ครึ่งๆกลางๆ แล้วที่สำคัญคือจิตวิญญาณมนุษย์ไม่ได้ล้างกิเลส แม้ปัญญาพอเข้าใจว่าทำเพื่อประชาชนดี แต่กิเลสมี พอได้อำนาจได้บัลลังก์ โลกธรรมก็ลวงให้ล้มเหลว ไปไม่ออก แม้ในประเทศจีนก็จัดการกัน มีซ้อนในนั้น เนื้อแท้ไม่ได้ล้างกิเลสจริง เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่จะล้างกิเลสได้จริงคือพุทธ

พ่อครูว่า… มาสู่เนื้อหาพุทธที่แท้กัน รูป 28 มหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม คือสิ่งข้างนอกทั้งหมด แม้คน และ สัตว์ ที่มีจิตก็ถือเป็นสิ่งภายนอก เป็นพหิทารูปานิ ที่เรานับในองค์รวมของกาโย ของรูปนามทั้งหมด คนก็คือแท่งของดินน้ำไฟลมที่มีวิญญาณอยู่ด้วย รูปกาย อยู่ภายนอก แล้วลึกเข้าไปก็เป็น นามกาย เราต้องมีปัญญาอ่านรูป แยกรูป แยกนามออก แล้วรู้เข้าไปถึงนามที่ถูกเรารู้ได้เป็น นามรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) ตากระทบรูปก็ถูกรับรู้ กลิ่นถูกรับรู้โดยจมูก กลิ่นนั้นก็คือรูป รสไปแตะลิ้น รสก็ถูกรับรู้เป็นรูป กายทั้งหมดรวมทวารทั้ง 4 และผิวหนังเป็นสัมผัสภายนอกเรียกว่าโผฏฐัพพะ เมื่อรูปทั้งหลายภายนอกเมื่อได้สัมผัสเห็นรู้ส ิ่ งนั้นก็เป็นองค์ประชุมของกาย โดยมีใจเป็นตัวรู้ องค์รวมรูป 28 นี่แยกเป็นวัตถุหรือเป็นวัตถุวิสัย เป็น object ส่วนตัวคนเป็นตัวประธานที่จะเป็นผู้รู้ คือ subject แม้เข้ามาหาข้างใน เป็นอัชฌัชตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิ ปัสสติ ซึ่งเอโกนั้นหมายถึงส่วนตน ภายใน ทั้งรูป และอรูป ผู้จะดำเนินเรื่อง อัชฌัชตัง อรูปสัญญี นี้ต้องเป็นอนาคามีจึงทำได้แท้ รูปที่เป็นมหาภูตรูปนั้นจัดอยู่ภายนอก ไม่เกี่ยวถึงวิญญาณล่องลอยภายนอกด้วย ต้องเอาสิ่งที่สัมผัสได้ เมื่อเราไม่รู้จักรูป 24 ที่คนต้องสัมผัสรู้ แต่คนที่ไม่รู้นั้น พระพุทธเจ้าไม่ยอมรับว่าเป็นอรหันต์ได้ แม้เป็นกายสักขีทำอาสวะบางอย่างดับไปสิ้นไปได้ ท่านก็ไม่รับว่าเป็นผู้บริบูรณ์ เป็นอรหันต์ได้ ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อุปาทายรูปนั้นมีทั้งนอกและใน ตั้งแต่ทวาร 5 รับจากภายนอกมา แล้วมีการโคจร มีพฤติกรรม แต่ต้องมีวิญญาณเข้าไปร่วม เพราะแม้ว่ามีการกระทบสัมผัส แต่ไม่มีวิญญาณไปทำงานในประสาท คุณก็ไม่รับรู้ เช่น แสงเข้าตาแต่ก็ไม่รับรู้ก็ไม่รู้ได้ ไม่เห็นได้ สติไม่ได้กำหนดหมาย ก็ไม่เกิดวิญญาณ ดั้งนั้นผัสสะต้องมี 3 เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน