580825_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๙.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580825_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 9 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 25 ส.ค. 2558 เราก็มาดู sms ที่ส่งเข้ามาก็เป็นการเช็คผลด้วย
_ 0857308xxx · มีความยินดีในการฟังธรรมมากเพราะยิ่งฟังยิ่งเข้าใจยิ่งขึ้นๆค่ะ
_ 0837277xxx · คนที่เป็นอรหันต์ในร่างของฆราวาสนั้นจะสังเกตได้อย่างไรหรือมีอะไรเปืนที่สังเกตุ??
พ่อครูว่า...ที่จริง อรหันต์ในร่างฆราวาสนี้จะดูง่ายกว่าอรหันต์ในคราบนักบวช เพราะฆราวาสไม่ถูกพรางด้วยรูปแบบเหมือนนักบวช ก็จะแสดงออกถึงกายวิญญัติ วจีวิญญัติของอรหันต์ จะดูได้ และจะมีคุณลักษณะอรหันต์ที่อาตมาได้แยกออก คุณลักษณะ 12 ประการของพระอรหันต์ไว้ 1. เป็นคนหมดทุกข์ (ดับทุกข์อริยสัจ) 2. เป็นคนไม่มีภัย 3. เป็นคนมีคุณค่า 4. เป็นคนทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นถ่ายเดียว 5. เป็นคนไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง 6. เป็นคนมีเมตตาจริง 7. เป็นคนมีอุเบกขาจริงแท้ 8. เป็นคนไม่ทำบาปแล้ว 9. เป็นคนทำแต่กุศล 10. เป็นคนได้ประโยชน์ตนครบแล้ว ไม่มีประโยชน์ตนที่ต้องทำให้ตนอีกแล้ว 11. เป็นคนรู้จักสวรรค์ นรก นิพพาน ถูกถ้วน 12. เป็นคนรู้จักและมีนิพพานสัมบูรณ์
มีประเด็นที่คนเข้าใจยากมากคือ เรื่องความเป็นกลาง คนเป็นกลางคือคนที่แสดงตนชัดเจนว่า อยู่ข้างคนดี คนที่ถูกต้อง แม้ว่าจะเป็นผู้พิพากษาหรือกรรมการใดก็ตาม ก็แสดงออกให้เข้าข้างคนดีเลย แต่ในขณะทำงานนี้เป็นกลาง แต่โดยเฉพาะจิตหลังตัดสินแล้วต้องเข้าข้าง หลังตัดสินรู้ความแล้ว คนเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี เรื่องความเป็นกลางแบ่งเป็น 1 . ไม่รู้ 2 . มีความกลัว 3 . เห็นผิดคิดว่าเป็นกลางคืออย่าเข้าข้างฝ่ายไหนเลย คือมิจฉาทิฏฐิ 4 . คนมีปัญญารู้ว่าอะไรผิดหรือถูกโดยไม
อ่านต่อ
่อคติ
_ 0818557xxx · กราบนสก.พ่อท่านคะ พ่อท่านสุดยอด คิดได้ไงคะ หนังสือเสร็จเมื่อไรป้าเจจะขอซื้อไปแจกเพื่อนๆคะ พ่อครูว่า ...ที่เรียบเรียงออกมานี่ไม่ได้คิดนะ คิดไม่ได้เป็นเรื่องอจินไตย ถ้าไม่มีภูมิความจริงคิดเอาไม่ได้หรอก มันเป็นความจริง แล้วเอามาจากไหนค่อยบอกได้หน่อย คือถามว่า คิด ถ้าคิดมันเป็นเรื่องปรุงแต่งขึ้นมา มันเป็นการสร้างความรู้ความเห็น แต่เอารากฐานความจริงที่มีนามธรรมสภาวะที่หยั่งลงไปถึงได้ แล้วพยายามอ่านออกมาเป็นภาษา เอาอัตถะ ธรรมะ นิรุติ ปฏิภาณออกมา ไม่ใช่ขบคิดเอาฟุ้งฟริ้งไป ไม่ใช่
_ 0893867xxx · นมก.พ่อครูฯผู้น้อยไม่รำคา ญถ้าพ่อครูพูดวนเทศน์ซ้ำ สอนกลับไปกลับมา!เพราะ การเรียนรู้ไม่ว่าเรื่องใดถ้า ไม่เข้าใจก็ต้องย้อนกลับไ ปทบทวนซ้ำใหม่อยู่ดี
_ 0893867xxx · ถ้ายังมีกิเลสจากอนุสัยที่เหลือถูกกระทบด้วยสัมผัสจากทวาร5จะทำให้รู้เห็นทิฏฐานุสัยมานานุสัยวิกิจฉา นุสัยภวราคานุสัยอวิชชานุสัยแล้วทำให้ดับได้ด้วยฌานถูกไหม? พ่อครูว่า… ถูกต้อง อนุสัย มี 7 แล้วดับได้ด้วยฌาน ขั้นอรูปฌานด้วยซ้ำ
_ 0893867xxx · โพธิปักขิยธรรม 37 คือการ ทำจิตวางเฉยตามแนวทางการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าฯผู้น้อยเข้าใจถูกไหม? พ่อครูว่า… ถูกต้อง การวางเฉยของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เคหสิตอุเบกขาเวทนา อาตมามีจิตยินดีในเสนาสนป่า ไปอยู่ไหนก็พาสร้างป่า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌานทั้ง 4 เป็นความแคล่วคล่องจะใช้งานในฌานระดับไหนก็ได้ ซับซ้อนลึกซึ้งมาก คนที่ยังไม่เก่ง ใช้งานสภาพจิตฌาน 1 จะคุมเคร่งไม่คล่องตัว พอเก่งขึ้นจะราบรื่นขึ้น เหลือสุข แต่พอเหลืออุเบกขาจะคล่องเร็วไว มีสุข มีปีติ เลี้ยงจิตอย่างเก่ง ตามบารมีของผู้ปฏิบัติ สรุปคือผู้ใช้ฌานในชีวิตประจำวันไม่ได้ไปนั่งหลับตา จะมี มุทุตา ปรับได้ไว รู้ได้ไว มีกัมมัญญตา ทำงานได้ดีเหมาะควรถูกต้อง มีมหาปเทส 4 มีปภัสสรา จิตผ่องแผ้วไม่เปลี่ยนแปลง เป็นการเจริญสภาพธรรม เจริญด้วยปฏิสัมภิทาญาณ เจริญขึ้นหมดทั้งเจโตและปัญญา คือจิตวางเฉยตามแบบของพระพุทธเจ้า
_ 0893867xxx · สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ทั้งหมดคือการปฏิบัติไปสู่การหลุดพ้นวัฏฏะ ฤาพระอรหันต์ ฤานิพพาน พ่อครูว่า… ถูกต้อง
_ 0893867xxx · ถ้าใช่ทำไมแนวทางการปฏิบัติเพื่อการบรรลุธรรมอันสูงสุดมันเยอะจัง!เฮ้อเอวัง พ่อครูว่า… ก็ใช่สิ ศาสนาพุทธลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่นั่งหลับตาก็บรรลุก็ง่ายสิ ทำไมพระพุทธเจ้าต้องอธิบายธรรมะเยอะแยะเลย ต้องรู้หลักใหญ่โพธิปักขิยธรรม แล้วปฏิบัติไปตามลำดับ ถ้าชีวิตไม่เร ิ่ มต้นจะมาทางโลกุตระ คุณจะเร ิ่ มต้นเมื่อไหร่ ยิ่งได้พบศาสนาพุทธ ได้พบสัตบุรุษก็ยิ่งดีใหญ่ หรือได้พบพระพุทธเจ้าแล้วไม่เอาก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร
( 62 ) นิสัยแก้ไขได้ง่ายกว่า วิสัยจึงต้องรีบแก้ คนที่เห็นแก่ตัวนั้นมาจากนิสัย-วิสัย-อนุสัย ดังนั้นต้องแก้ภัยร้ายที่มันพาคนชั่ว พาสังคมทุกข์ยากทรมานกันตรงนี้เถิด อาตมาอธิบายเรื่องความเป็นอนุสัย-อาศัย-นิสัย-วิสัย-อนุสัยมาบ้างแล้ว ซึ่งเป็นพลังงานของจิตใจคน ที่เจ้าตัวคนทุกคนต้องเรียนรู้และต้องแก้ไขให้แก่ตนเอง มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของชีวิตคนจริงๆ ไม่ว่ายุคไหน กาละใด โลกุตระเหมือนปรอทที่แม้มีน้อยก็ถ่วงโลกียะที่เหมือนโฟมได้ ยิ่งใหญ่สำคัญสุด เพราะเป็นต้นตอในการแก้ไขตน แก้ไขสังคม แก้ไข การเมือง แก้ไขเศรษฐกิจให้ดีวิเศษ อย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยพลังโลกุตระนี้แหละ ซึ่งเข้าใจกันไม่ได้ง่ายๆ มันก็ต้องแก้ไขอนุสัย-อาศัย-นิสัย-วิสัย-อนุสัยนี้สำคัญสุด ไม่ใช่อื่น แม้แก้กฎหมายกันให้ดีวิเศษเท่าใดๆ ก็ยังไม่ถูกเป้าของการแก้ปัญหาชีวิต แก้ปัญหาสังสม อย่างยั่งยืนหรอก แก้กฎหมายก็ต้องแก้ ก็ต้องทำอยู่ ก็แก้กันไป แต่มันก็สู้นิสัยของคน อันมีวิสัย มีอนุสัยที่ยิ่งลึก ไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าโลก ว่าสังคมนั้น มีเจ้าวิสัย-อนุสัยนี้แหละตัวร้าย ที่ร้ายสุด หรือตัวดีที่ดีสุด เพราะมันเก่งเหนือชั้นกว่ากฎหมายได้จริงๆ ต่อให้กฎหมายดีเยี่ยมเก่งปานใดขนาดไหนก็เถอะ คนนิสัยเลว วิสัยชั่ว อนุสัยทราม นั้น มันทำได้ทุกอย่างที่เลว ต่อกฎหมาย ด้วยความชั่ว ความทราม ก็เห็นๆกันมาตลอดในประวัติศาสตร์ แก้อะไรอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต ของสังคมที่สำคัญก็ต้องทำ แต่นิสัย-วิสัย-อนุสัยนี้ ทิ้งไม่ได้เลย ปล่อยปละละเลยไม่ได้เลย ที่จำเป็นยิ่งกว่าอะไรหมดจะต้องแก้ จนกว่าเราจะเป็นอรหันต์ ขอยืนยัน นิสัยแก้ง่ายกว่าวิสัย โดยเฉพาะวิสัยของสังคม จึงต้องรีบแก้นิสัยของตนนี้แหละสำคัญสุด ก่อนจะแก้อะไรอื่นๆ
( 63 ) คนไม่บริสุทธิ์แม้แต่ศีล 5 อย่าให้ไปแก้อะไรเลย และคำสอนของพระบรมศาสดาของพุทธ ก็สอนอย่างสำคัญยิ่งอยู่แล้วเป็นทฤษฎีวิเศษ คือ ไตรสิกขา ผู้ที่เกิดเป็นคนที่ยังไม่จบกิจแห่งการศึกษา จะต้องศึกษาอบรมตนแก้ไขตนอยู่ตลอดเวลาให้ดีก่อน แล้วจะทำอื่นได้ดีตาม ถ้าหากศีล-จิต-ปัญญาของใครยังไม่ดีจริง แล้วจะมัวไปแก้อะไรอื่น ให้ดีอย่างบริบูรณ์ และยั่งยืนถาวรนั้น ไม่ได้ ต่อให้จบปริญญาเอกมาหลายใบก็ไม่จบกิจ จบกิจต้องเป็นอรหันต์ การศึกษาไตรสิกขา คือให้ตนมีศีลมีหลักที่จะทำพัฒนาตนแล้วทำให้เกิดผล วิมุติเป็นผล ไตรสิกขาเป็นมรรค จะมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สั่งสมเป็นวิมุติไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะจิตของคน อันเป็นประธานของทุกสิ่งทุกอย่าง(มโนปุพพังคมา ธัมมา ฯ) ยังวิปลาสจากความจริง วิปลาสจากสัจจะอยู่ ประชาธิปไตยของโลก มีให้เราศึกษา เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยที่มันแสดงผลไว้แล้ว ให้เราสามารถศึกษารู้เห็นได้มีมากมาย คนผู้ที่มีนิสัย-วิสัย-อนุสัยเลวชั่วทรามนั่นเอง ที่ใช้คำว่าประชาธิปไตยนี้แหละ มาเป็นเครื่องมือหลอกประชาชนได้อย่างเก่งกาจที่สุด ไม่เห็นหรือ? ทั้งเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยที่ผ่านกาละมาแล้ว ไม่ว่าในอดีต หรือปัจจุบันนี้ เขาอ้างประชาธิปไตย ใช้คำว่าประชาธิปไตยนี้แหละ ที่ทำลายความเป็นประชาธิปไตยแท้ๆลงไปอย่างหน้าด้านที่สุด ใช้อำนาจที่มีแก้กฎหมายเพื่อตนก็ทำ ใช้อำนาจหมู่แก้กฎหมายเพื่อตนก็ทำ ทำผิดกฎหมายมันดื้อๆนี่แหละ ใครจะทำไม เย้ยหยันกันเห็นๆ ก็ทำ แล้วทำอะไรคนนิสัยชั่วนั้นไม่ได้ เห็นบ้างไหมล่ะ มีตัวตนคนจริงทำให้เห็นชัดเจนอยู่โต้งๆ เห็นความจริงที่มีหลากหลายบทเรียนกันบ้างมั้ย?
( 64 ) โลกุตรธรรมเป็นเรื่องของคน ที่ทำได้ทุกยุคสมัย มาช่วยกันส่งเสริมการศึกษา จัดการกับตนเอง ศึกษาให้เกิดโลกุตรธรรมให้มีผลกันเถอะ จะได้แก้นิสัย-วิสัย-อนุสัยของคน แล้วจะประสบผลสำเร็จไปได้ตามที่เราต้องการอยู่ขณะนี้ได้ อย่างไม่น่าเชื่อ โลกุตรธรรมเป็นไปได้ เป็นเรื่องดีจริง ไม่ใช่เรื่องลึกลับดังที่หลงเข้าใจผิดกันอยู่ ไม่ใช่เรื่องเกินวิสัยคน ที่จะเป็นได้ ไมใช่เรื่องยากเลย ถ้ารู้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ เพราะมีขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย เริ่มกันตั้งแต่ประพฤติศีล 5 อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วจะเกิดมรรคผลที่สัมมาทิฏฐิเป็นโลกุตร ะ จริงๆ แล้วจะแก้นิสัยได้จริงดีขึ้นเรื่อยๆ ไปตามลำดับ ซึ่งเป็นโลกุตรธรรมจริงๆ แต่สามารถแก้ได้ด้วยทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ทำได้ทุกยุคทุกสมัย ขอให้สัมมาทิฏฐิเป็นสำคัญ นิสัยสามารถแก้ไขได้ง่ายกว่าความเป็นวิสัย จึงจะต้องรีบแก้ อย่ามัวปล่อยปละละเลยมันเป็นอันขาด ถ้าปล่อยปละละเลย นิสัย มันจะก้าวหน้าไปไม่หยุด เพราะนิสัยมันเดินทางด้วยอาศัยไปเรื่อยๆ สู่ความเป็น วิสัยแน่นอน และสั่งสมลงเป็นอนุสัยจริงๆ ยิ่งเป็นอนุสัยที่เลวร้าย โลกก็มีเหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัยร้ายเลวเป็นอิทัปปัจจยตาต่อไปเป็นความจริงที่แก้ยากขึ้นเรื่อยๆ
( 65 ) โลกุตรธรรมก็มีได้ เกิดได้ด้วยการกระทำ คนทำกรรมทุกขณะ พุทธนี้แก้ที่กรรม[สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก = การกระทำ(กัมมานัง) จะดีหรือชั่ว จะลดกิเลสหรือเพิ่มกิเลส(สุกตทุกกฏานัง) ล้วนเกิดจากกรรม(การรกะทำ) แล้วสั่งสมลงเป็นผลวิบาก] ก็การกระทำของตนนี้แหละ คือกรรมของตนเอง ทำเอง แก้กรรมของตนได้ ไม่มีอื่น แม้จะแก้จากโลกียะ ให้ตนมีโลกุตระ ซึ่งมันเป็นคนละโลกเลยก็ตาม ยุคนี้ก็ตาม ยังทำให้เกิดโลกุตระให้แก่ตนเองได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ก็หมายความว่า หากยังมีสัมมาทิฏฐิอยู่ตราบใด การกระทำให้เกิดโลกุตระยังทำได้ทุกยุค โดยการแก้ที่การกระทำของตน ด้วยตนเอง ได้เอง เป็นเอง แก้กันที่ทุกกรรม ทุกกิริยา ที่เราทำ เราสังวร และปรับปรุงแต่งเติม(อภิสังขาร) ทุกกรรมกิริยาในทุกปัจจุบันที่เราอาศัยไปนี่เอง คนสั่งสมด้วยอาศัยการกระทำก็เป็นนิสัย หากตกผลึกลงถึงขั้นเป็นวิสัยของตนแล้ว จะแก้ไขยากขึ้นๆจริงๆ ยิ่งขั้นอนุสัยก็ยิ่งจะต้องใช้เวลาแก้ไขกันเป็นสิบกัปป์ ร้อยกัปป์ พันกัปป์ หมื่นกัปป์ แสนกัปป์ทีเดียว การกระทำจึงแก้ได้ทั้งนิสัย-วิสัย-อนุสัย และรู้แจ้งเห็นจริง และเป็นโลกุตระจริง
( 66 ) การกระทำจึงยิ่งใหญ่เป็น God แท้ๆของชาวพุทธ การกระทำ(กรรม)จึงยิ่งใหญ่ที่สุด ในศาสนาพุทธเท่ากับ God แต่เห็นจริง แตะต้องได้จริง จึงเป็นจริง มีจริง ทำได้จริงยิ่งกว่า God โดยฉพาะกรรมคือการกระทำในปัจจุบันนี้แลจริง เพราะการกระทำที่เป็นปัจจุบัน มันแตะต้องได้จริง เมื่อครบองค์ของกรรมที่มีสัมผัส 6 ด้วยภายนอกและภายในอยู่ในบัดนั้น ทิฏฐธรรมซึ่งเป็นธรรมที่มีอยู่ในปัจจัน จึงเป็นธรรมที่เห็นได้จริง สัมผัสได้จริง แม้แต่นิพพาน (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) ซึ่งพิสูจน์กันในปัจจุบันนี้ทั้งสิ้น จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฏฐิที่เป็นทิฏฐธรรมคือ มีอยู่เป็นอยู่ แตะต้องอยู่ ยืนยันได้ทั้งตน ทั้งผู้อื่น พระศาสนาจึงทรงจัดกรรมส่วนอดีตกับกรรมส่วนอนาคต เป็นมิจฉาทิฏฐิ และจัดสัมมาทิฏฐิอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้นที่พบได้ เห็นได้ ทั้งตน และผู้อื่น จึงจะยืนยันกันได้ว่า นี่..เป็น นี่..มี(โหติ) เพราะอดีตและอนาคตนั้นมันไม่จริง เท่าปัจจุบัน ปัจจุบัน(ทิฏฐกาล=เวลาที่พบ,เวลาที่เห็น)นั้นเป็นได้ทั้งสมมุติสัจจะและเป็นได้ทั้งปรมัตถสัจจะที่ยืนยันพร้อมกันได้ ทั้งกับตนเอง ทั้งกับผู้อื่น ไม่ใช่เรื่องลึก ไม่ใช่เรื่องลับ เพราะสัมผัสได้อยู่โทนโท่ หลัดๆ โต้งๆ ไม่ว่าอาการที่เป็นกามที่คนหลงกันว่า สุข(กามสุขัลลิกะ) ว่า เที่ยงหรือไม่เที่ยง มีตัวตนหรือไม่มีตัวตน น่าพึงใจหรือไม่น่าพึงใจ หรือไม่ว่าอาการที่เป็นฌาน 1-2-3-4 ที่หลงกันว่า สุข (อัตตทัตถสุข) ทั้งๆที่เป็นกิลมถะแท้ๆ กิลมถะ คือ ภาวะที่ได้รับรู้มา ได้ยินมา จากอื่นเท่านั้นแท้ๆ แล้วมันก็รบกวนเราให้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย เพราะไปยึดมาเป็นเรา ยึดไว้ในเรา ถ้าเราโง่(ยังมีอวิชชา จะเหลือเท่าไร ก็ยังมีกิลมถะเท่านั้น) เราก็คือ ผู้ถูกย่ำยีเพราะยังหลงยึดอยู่เอง ว่าเป็นเรา ผู้ไม่ยึดแล้ว หมดความเป็นเรา สนิท ก็ไม่ถูกย่ำยี เพราะไม่มีอวิชชาแล้ว ผู้พ้นอวิชชาแล้วก็...หมดสิ้นความเป็นเรา หมดสิ้นความโง่
( 67 ) วิสัยในความเป็นฌาน-เป็นพุทธ จึงเป็นอจินไตย พระพุทธเจ้าตรัสยืนยันไว้ชัดว่า วิสัย นั้น ไม่ให้คิดคาดกันเลย หรือค้นคิดเอาอย่างไรก็รู้จริงไม่ได้ เพราะมันมีคุณสมบัติที่เกินที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาพของมันได้ด้วยความคิด-ความคาด โดยเฉพาะ คิดเอาว่า ฌาน เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น อย่าไปคิดเอาคาดเอา ขบคิดให้หัวแตกอย่างไรก็ไม่เข้าใจได้อย่างเป็นจริงหรอก แม้แต่แค่ฌานแบบหลับตาที่เกิดผลของฌานโลกีย์แบบนั้น ก็ยังต้องทำเองเลย จึงจะรู้ภาวะจริงขอ จิตที่เป็นฌานแบบนั้น ยิ่งเป็นฌานแบบพุทธ ที่เป็นฌานลืมตาเกิดผลสมาบัตินั้น ยิ่งคาดคิดภาวะเอาไม่ได้ใหญ่ พระพุทธเจ้าจึงตรัสยืนยันยันว่า ฌานนั้นเป็นอจินไตย 1 ใน 4 อย่าง เรียกว่า ฌานวิสัย เป็นเรื่องไม่ควรคิดเอา คาดคะเนเอา มันคิดเอาอย่างไรก็ไม่ได้ความจริง ยิ่งเป็นพุทธวิสัย ก็ยิ่งเป็นอจินไตยที่ยิ่งกว่าฌานเสียอีก ผู้เข้าถึงความเป็นฌาน หรือบรรลุความเป็นฌาน ไม่ว่าฌานแบบโลกียะก็ดี หรือฌานแบบโลกุตระก็ดี หรือเข้าถึง ความเป็นพุทธธรรม-บรรลุความเป็นพุทธธรรมก็ดี ต้องผู้เข้าถึงเอง หรือบรรลุเองเท่านั้น จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นฌาน หรือความเป็นพุทธธรรม ได้จริง อย่างเป็นจริง ยิ่งพุทธวิสัยที่หมายถึงความเป็นพระพุทธเจ้ากันไปโน่น ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงเลยก็ได้ ใครอย่าบังอาจจะคาดคิดว่าตนเองรู้ได้แท้ อย่างนั้นอย่างนี้ ด้วยวิธีใดๆเป็นอันขาด นี่แหละเป็นอจินไตยแท้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อจินไตยคือ สิ่งที่คนรู้ไม่ได้ รู้ได้แน่นอน สำหรับผู้เข้าถึงจริง บรรลุจริง
( 68 ) วิสัยของใคร ก็ต้องถ่ายทอดด้วยกรรมของตน คุณสมบัติของจิตนิยามขั้นวิสัยปานฉะนี้ ไม่ว่าจะเป็นฌาน หรือเป็นพุทธธรรม ก็สามารถเกิดได้ด้วยกรรมหรือการกระทำของตนเอง ที่ทำเอง ได้เอง เท่านั้น(กัมมโยนิ) ผู้อื่นทำให้ บันดาลให้ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะเป็นกรรมพันธุ์แท้ๆ(กัมมพันธุ) ไม่ใช่สรีรพันธุ์ นิสัยของจิต วิสัยของจิต จึงถ่ายทอด หรือสืบทอดกันได้ด้วยธาตุทางจิตนิยาม ซึ่งมิใช่ธาตุทางมหาภูต 4 เลย(ดินน้ำไฟลม) ที่ใช้คำว่ากรรมพันธุ ์ ไปยืนยันกันว่า รูปร่างหน้าตาผิวพรรณสรีระของคนนั้น ถ่ายทอดหรือสืบทอดกันทางกรรมพันธุ ์ จึงเป็นการพูดผิด เข้าใจผิด ส่วนนั้นมันสืบทอดหรือถ่ายทอดกันได้ทางสรีระต่างหาก ไม่ใช่การถ่ายทอดทางจิตใจหรือจิตวิญญาณ แต่การถ่ายทอดทางวิญญาณธาตุนี้ไม่ใช่สรีระ ต้องถ่ายทอดทางกรร ม เท่านั้น และกรรมเป็นของของตน(กัมมัสสกะ) ตนเท่านั้นที่จะเป็นผู้รับมรดกกรรมของตน(กัมมทายาท)ได้ การถ่ายทอดหรือสืบทอดของจิตนิยามจึงทำได้ด้วยกรรม(การกระทำ)เท่านั้น ทางอื่นไม่มี แม้จะเป็นอนุสัย ซึ่งควบแน่น ผนึกแน่น กินลึกยิ่งกว่าวิสัยก็ตาม ก็ล้วนสืบทอด-ถ่ายทอดกันข้ามภพข้ามชาติกันได้แต่เป็นตนเอง เป็นของตนๆเท่านั้น ใครจะข้ามไปถ่ายทอด-สืบทอด หรือแก้วิสัยแก้อนุสัยของผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด ตนเองคือ ความเป็นสยเท่านั้นที่จะถ่ายทอดวิสัย-อนุสัยของตน โดยตนเอง (สยัง) ด้วยกรรมของตนเอง แม้จะเป็นอนุสัยนี้แหละ ก็แก้ไขได้ ถ้าใช้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ ย้ำนะว่าต้องสัมมาทิฏฐิ ขอให้เริ่มต้นก็แล้วกัน ถ้าไม่เริ่มต้นสักที ก็แน่ยิ่งกว่าแน่ว่า หมดหวัง ดังนั้นจึงต้องแก้ ตั้งแต่อาศัยกรรมทั้ง 4 คือ อาชีวะ-กัมมันตะ-วาจา-สังกัปปะ นั่นเอง ตามหลักมรรค องค์ 8 ซึ่งก็คือ ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 นั้นแล ก็จะแก้นิสัยได้มาเป็นลำดับๆ คนเรานั้นมีชีวิตประจำวันเป็นอยู่ด้วยนิสัย โดยมีวิสัยและอนุสัย เป็นต้นทุนที่หนุนหนักอยู่ แต่จะเจริญพัฒนาตามทฤษฎีของพระพุทธศาสดา เปลี่ยนแปลงนิสัย-วิสัย-อนุสัยของตนได้จริงๆ ( 69 ) ทฤษฎีบุญนิยมแก้ไขทุนนิยมได้สำเร็จจริงแท้ การแก้ที่อาสัย(ที่เป็นอยู่,เจตนา,ความมุ่งหมาย)ทุกกรรมที่ตนอาศัย (สังกัปปะ-วาจา-กัมมันตะ-อาชีวะ ในมรรค 8 ) อย่างสัมมาทิฏฐิ ด้วยโพธิปักขิยธรรม 37 ก็จะสามารถเปลี่ยนนิสัย แล้วจึงจะก้าวไปถึงการเปลี่ยนวิสัยได้ ซึ่งทุกการประพฤติปฏิบัติตน เราก็ต้องปฏิบัติให้ถึงขั้นเป็นบุญ นั่นคือ การทำใจในใจ(มนสิการ)ของตน ถึงขั้นโยนิโสมนสิการ(การทำใจในใจที่ถ่องแท้ ชำระกิเลสลงได้) ให้จิตใจของเราได้รับการชำระกิเลสจากจิตสันดาน(สันตานัง ปุนาติ)บุญของเราก็เป็นผล คือ ชำระกิเลสเป็นผล ทฤษฎีที่สามารถชำระกิเลสจากสันดานได้จริงนี้จึงชื่อว่า บุญนิยม บุญนิยมที่สัมมาทิฏฐิ สามารถแก้ไขทุนนิยมได้สำเร็จแน่ๆ ถ้าเข้าใจพุทธธรรมสัมมาทิฏฐิได้จริง ทุนนิยมแก้ไขได้ เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยบุญนิยมตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี่แหละ ได้แน่นอนเด็ดขาด บุญนิยมจะสามารถเปลี่ยนพลังงานของจิตนิยามในตนเอง ที่เรียกกันเป็นภาษาว่า อนุสัยก็ดี อาศัยก็ดี นิสัยก็ดี วิสัยก็ดี ที่คนเรียนรู้ได้ทุกคน และปรับปรุงแก้ไขทั้งอนุสัย-อาศัย-นิสัย-วิสัยให้เจริญสูงสุดได้ด้วยความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วนำมาประกาศให้มนุษย์รู้ตาม เรียนตามปฏิบัติตาม บรรลุได้จริงๆตาม แม้ทุกวันนี้ สังคมเข้าข่ายกลียุคแล้ว แต่ก็ยังมีสัมมาทิฏฐิที่สามารถปฏิบัติให้บรรลุได้ตาม อย่างสามารถพิสูจน์ได้เป็นอกาลิโก ค้นคว้า ตามหาดีๆเถิด อย่าช้ากันอยู่เลย แล้วคุณจะได้จริงๆ
( 70 ) ปรมัตถธรรมขั้นเวทนานี้แลที่สำคัญยิ่งในตน ขึ้นชื่อว่าสัตว์ จะมีพลังงาน 4 คือ มีทั้งเวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ทำงานอยู่ในพลังงานที่เรียกว่าจิต(จิตนิยาม) ต่างจากพืช ซึ่งมีพลังงาน 2 ของมัน ก็เรียกได้ว่า มีแค่สัญญากับสังขารพลังงานมีคุณสมบัติแม้เวทนาก็ยังไม่ถึง ดังนั้น พลังงานขั้นพีชนิยามหากพัฒนาเจริญขึ้นถึงขั้นที่เรียกว่าเวทนาในองค์ประกอบของธรรม 2 ที่มีทั้งภาวะของรูปและภาวะของนามทำงานร่วมกันที่เรียกว่ากาย จนมีพลังงานเริ่มเป็นความรู้สึกหรือเป็นอารมณ์ในตนเอง เรียกภาษาวิชาการว่า เวทนา ยังไม่ได้ ก็ยังไม่ชื่อว่า มีพลังงานเข้าขั้นจิตนิยาม เขียนมาถึงตรงนี้ อาตมานึกถึงนักวิทยาศาสตร์ที่เขาพยายาม จะสร้างหุ่นยนต์ให้มีความรู้สึกขั้นเวทนา คือนอกจากจะมีอัตโนมัติในตนเองทุกสิ่งอย่างได้แล้ว ก็ยังมีพลังงานในตัวมันเอง รู้สึกรัก-ชัง-สนุกสนานยอด-เศร้าสร้อยยิ่ง หรือมีทุกข์-มีสุขได้ เยี่ยมกว่าสัตว์เดรัจฉาน คือเหมือนคน มันยากยิ่ง จะเป็นไปได้รื้อ! พลังงานในหุ่นยนต์นั้นแค่ขั้นพีชนิยามก็ชื่อว่าชีวะแล้ว แล้วจะทำหุ่นยนต์ให้ไปเป็นชีวะขั้นพีชนิยามก่อนเถอะ จะได้ไหม ถ้าไม่ได้ หุ่นยนต์ก็มีชีวะก้าวข้ามขึ้นไปมีเวทนาเป็นจิตนิยามไม่ได้ แน่ยิ่งกว่าแน่ อย่าเสียเวลาเลย แต่ถ้าจะพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีประโยชน์ใช้สอยดีวิเศษอย่างไรก็จงทำเถิด แต่อย่าเสียเวลาคิดทำให้มันเป็นชีวะ จนคนหลงตามนำไปสร้างหนังหลอกคนเลย มันครอบงำทางความคิดให้คนงมงา ย จบ