581206_วิถีอาริยธรรม ๑๐๐ ปีชาตกาล คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
581206_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติอโศก เรื่อง 100 ปีชาตกาล คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเพาะพุทธ… วันนี้รายการวิถีอาริยธรรม เป็นรายการพิเศษ มีอาหญิง (อำพา สันติเมทนีดล) เป็นผู้ดำเนินรายการ มีคุณพงษ์ศักดิ์ พยัควิเชียร อ.วารยา พึ่งตนเพียร คุณคุณรวิอร ชิ้ววงษ์ ร่วมรายการ ทั้งสามท่านเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดกับคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง ที่ท่านเกิด 6 ธ.ค. 2458 มาถึงวันนี้ก็อายุครบ 100 ปีซึ่งไม่ง่ายเลย ก็ขอกราบนิมนต์พ่อครูกล่าวนำ พ่อครูว่า… ไม่ง่ายเลยที่จะมีอายุถึง 100 ปี ซึ่ง 100 ปีของมนุษย์จึงเป็น 100 ปีที่มีคุณค่ายิ่ง ถ้าผู้ใดมีอายุ 100 ปีเช่นกัน แต่เป็น 100 ปีที่เลอะเทอะ เสพสุข ทำทุจริตอกุศล คนเช่นนั้น 100 ปีก็ไม่มีคุณค่าเลย นี่คือความหมายของอายุ พฤติกรรมของคนที่จะมีอายุไปกับกาลเวลา อาตมาเคยสรุปว่า ชีวิตคนเรามีแต่ “กรรมกับกาล” ที่เป็นเครื่องชี้บ่งถึงชีวิตมนุษยชาติ อ.นิลวรรณนอกจากมีคุณค่าต่อมนุษยชาติแล้ว อาตมาก็ต้องเคารพระลึกถึงท่านเสมอ อาจารย์เอ็นดูอาตมา ช่วยเหลืออาตมมาหลายอย่าง หางานให้ทำเป็นคนที่มีไอเดียในการที่จะให้เงินคน ก็ไม่ใช่จะให้เงินคนอย่างให้แล้วไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ให้รู้จัก รู้คุณค่าของงานการ รู้จักคุณค่าของเงินไม่ใช่เอาเงินยัดใส่มืออย่างเดียวแต่ให้หางานทำ ไม่มีอะไรก็ให้หัดฝึกจับมือพิมพ์ ลงตัวตะกั่ว ในสมัยก่อนนี้กับโรงพิมพ์ ได้กี่หน้ากี่บรรทัด ให้ฝึกมาแล้วก็ให้ค่าแรงด้วยก็ได้เงินพวกนี้มาใช้ชีวิตเรียนหนังสือ จนกระทั่งอาตมาทำงาน เขียนหนังสือ ถ่ายรูปลงหนังสือ ท่านก็จ่าย หางานให้ ไม่มีก็สร้างห้องสมุดที่วังสราญรมย์ก็ให้เป็นสาราณียกรเป็นผู้จัดการ เป็นห้องสมุดประชาชนและได้เงินเดือนสำหรับใช้จ่ายเลี้ยงชีพตลอดเวลา แล้วยังจำไม่ได้อีกหลายอย่าง นอกจากจะ
อ่านต่อ
เป็นคนเลี้ยงดูอุ้มชูเรื่องของอะไร อะไรแล้ว ในเรื่องของการศึกษาเล่าเรียน การที่จะให้อาตมาได้รับความรู้ความสามารถต่างๆจะพยายามส่งเสริมอย่างเช่นเรียนภาษาก็ไปซื้อตำราเรียนภาษาอังกฤษทั้งตำราไวยากรณ์ พจนานุกรมเอามาให้บอกว่าคุณรักเข้าไปดูเอา ไปอ่านหนังสือ conversation อะไรต่างๆนานาซื้อมาให้ สรุปแล้วก็คืออย่างกับแม่คนหนึ่งที่เลี้ยงเรามา อาตมาเรียนจบแล้วไปทำงานที่สถานีโทรทัศน์แล้ว เชิญท่านไปเป็นวิทยากรออกอากาศหรือว่าจะทำงานร่วมกัน ออกอากาศที่โทรทัศน์เมื่อใดพอเสร็จแล้วท่านจะได้เงินค่าวิทยากร อาตมาก็เป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลกำกับรายการเวทีอะไรก็แล้วแต่ ก็ให้ท่านเซ็นรับเงิน ท่านก็เซ็น รับเงินเสร็จแล้วก็หยิบเงินใส่มืออาตมา ไม่เอาไปสักที ไม่เคยเอาเงินสักที เพื่อจะมาทำงานแล้วก็บอกว่าอาจารย์ตอนนี้ผมทำงานแล้วแต่อาจารย์เค้าว่าเธอเอาไปเธอมีลูก ฉันไม่มีลูกเพราะท่านเป็นคนโสดแต่ทำไมไม่มีลูกแต่มีน้องต้องเลี้ยงทั้ง 6 คน ท่านรู้ประวัติหมด เป็นเรื่องส่วนตัวเดี๋ยวถามมาก็ต้องเล่าหรือรำลึกถึงคุณงามความดีของคนทั้งส่วนตัวและส่วนรวมที่ท่านทั้งหลายมาร่วมรายการก็คงจะได้สาธยาย ตอนนี้ก็เกริ่นเอาไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันสำหรับอาตมา สมณะเพาะพุทธ… บทกลอน
อยู่ยืนยาวสาวโสดประโยชน์สุข สตรีสารเดินผ่านยุคอันยิ่งใหญ่ เป็นคุณย่าบรรณาธิการผ่านวัย สร้างปัญญาแห่งยุคสมัยเสมอมา สร้างคนด้วยการให้อย่างฉลาด มีโอกาสผลิตนักเขียนเพียรคุณค่า สร้างสืบสานบานผลิสติปัญญา สร้างศรัทธา คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง
_คุณอำภา... นิลวรรณ ปิ่นทอง เกิดมาในครอบครัวข้าราชการชั้นผู้น้อย มารดาเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก จบชั้นมัธยม 6 จาก โรงเรียนเบญจมราชาลัย และเข้าศึกษาต่อที่ โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ได้วุฒิป.ป. จากนั้นเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้(เป็นรุ่นที่ 4 ปี 2477) จบแล้วเป็นครู 1 ปี แล้วย้ายมารับราชการในกรมโฆษณาการอยู่ 9 ปี จึงลาออกมาทำงานด้านบรรณาธิการ เมื่อปี พ.ศ. 2491 เป็นบรรณาธิการนิตยสาร สตรีสาร และปี 2492 รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการอีก 2 เล่มคือ ดรุณสาร สำหรับเยาวชน และ สัปดาห์สาร สำหรับเรื่องข่าวสาร นิตยสารสตรีสาร ได้รับ รางวัลพระเกี้ยวทองคำ จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนิตยสารส่งเสริมภาษาไทยดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. 2530 จนดำเนินการถึงปี 2539 จึงได้ปิดตัวลงไป นอกจากนั้นนิลวรรณ ยังเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมภ์ เคยได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการประชาชน จากมูลนิธิแมกไซไซ ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อปี 2505 และได้รับปริญญา อักษรศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) เมื่อปี 2517 ยังได้รับการโปรดเกล้าฯ รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ เปลี่ยนคำหน้านามเป็น "คุณ" (อันเป็นคำนำนามระดับชั้นเดียวกับสุภาพสตรีระดับ “ คุณหญิง ” [1] แต่ใช้สำหรับสตรีที่มิได้สมรส) ปัจจุบันยังทำงานให้สมาคมสตรีอุดมศึกษา โดยก่อตั้งกลุ่มนักอ่านคัดเลือกหนังสือเพื่อพัฒนาตนขึ้น
ดิฉันได้อ่านหนังสือสตรีสารนี้เป็นหนังสือที่ถือว่าก้าวหน้ามาก แต่ไม่นานก็ปิดตัวลงในปี 2539 เสียดายหนังสือที่ให้สาระความรู้ปัญญาให้ผู้หญิงได้รู้จักตัวเอง การเสวนาวันนี้ มีท่านจันทร์ เป็นผู้ที่ดิฉันให้ความเคารพอย่างสูง มีอ.พงษ์ศักดิ์ พยัควิเชียร เป็นบก.นสพ.มติชนในอดีต เคยสัมภาษณ์อาตมาตอนเข้าทำงานที่มติชน เป็นผู้ที่ดุมากตอนนั้น เป็นผู้ที่บุกเบิกในเรื่องการทำข่าวแบบเจาะลึก _อ.พงษ์ศักด์… ตั้งแต่ผมไปยืนเกาะโต๊ะท่านตอนอายุ 12 ขวบ ท่านเป็นผู้ที่ใจดีมาก ไม่เคยดุผมเลย บ้านผมอยู่แถวเฉลิมกรุงใกล้โรงพิมพ์สตรีสาร วันพฤหัสบดีไม่ได้ไปไหนก็เดินมาที่โรงพิมพ์สตรีสารไปคอยเกาะแกะอยู่หน้าโต๊ะ ช่วยท่านหยิบโน่นนี่ ท่านไม่เคยดุ ท่านก็ให้ช่วยเหลาดินสอ แต่ละอันเหลาด้วยมืออย่างดี ผมก็คอยเดินไปมา ถามนั่นนี่ ท่านไม่ได้รำคาญอะไร แต่ถ้ากวนใจมากๆ ท่านก็บอกว่า นายป๋อง เธอไปดูโรงพิมพ์หน่อย ช่วยโน่นนี่หน่อย ผมเป็นคนเดียวที่สามารถเข้าโรงพิมพ์ได้ ทั้งที่ห้ามคนอื่นๆ ผมตื่นเต้นมากในการได้เห็นโรงพิมพ์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ผมมีโอกาสได้เข้าไปที่โรงพิมพ์สตรีสาร ก็ไปช่วยงานเขา ผมทำ นสพ.ในห้องเรียนมาตั้งแต่ 10 ขวบ ก็ได้เรียนรู้จากอาจารย์ สิ่งที่ผมได้รับ นอกจากให้ความรู้การศึกษาแล้ว ก็เป็นผู้ที่เริ่มต้นอาชีพที่ทำมาได้ 55 ปีแล้ว พ่อท่านโพธิรักษ์ก็เป็นครูที่น่ายกย่อง พ่อครูสอนผมให้เล่นละครวิทยุ ผมก็ได้เป็นตัวเอง เป็นผู้บรรยายด้วย มีอยู่คราวหนึ่ง ผมไม่สบายไปสาย ผมก็ไปเล่นจนเป็นลม ท่านอ.นิลวรรณพอรู้ข่าว ท่านก็ดุคนผู้จัด ว่าทำไมให้ผมเล่น ทั้งหมดนี่คือสิ่งที่ท่านให้ ท่านให้ไปสโมสรปรียา ซึ่งมีลูกศิษย์ที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตหลายคน เช่น คุณนรนิตย์ เศรษฐบุตร หรือพ่อท่านก็เป็นสมาชิกรุ่นใหญ่ในสโมสร อ.นวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เราได้รับการถ่ายทอดมาจากตัวอาจารย์จิระวรรณผู้เป็นครู อาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่มีอีกหลายคน ลองมาเป็นตัวเป็นตนทุกวันนี้ มีความดีงามความภูมิใจในตัวเองทุกวันนี้ก็มาจากสโมสรปรียา มีอยู่คราวหนึ่งได้เชิญท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ปราโมช เขาบอกว่าใครจะเสนอตัวขึ้นไปถามอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไม่มีใครเสนอตัว ผมก็เลยยกมือขึ้นไปเพราะตอนเด็กๆผมได้อ่านหนังสือสยามรัฐของท่าน 50 สตางค์ ผมก็ขึ้นไป กราบเรียนท่านผมก็เป็นเด็กวัดเก่า ผมก็ถามท่านว่าเรื่องความเชื่อ เรื่องการล้างบาปก็สงสัยว่าล้างบาปของศาสนาคริสต์บอกว่าล้างบาปได้แล้ว มันจะไม่ขัดกันหรือ ฉันแค่คริสก็อธิบายอย่างละเอียด ในเรื่องของพระพุทธศาสนาท่านก็ให้คำชมผมมาว่า หนูถามคำถามดีนะเรา ท่านกล่าวอวยชัยให้พร ขอให้เจริญก้าวหน้าทางสติปัญญาอันนั้น ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมเจริญเติบโตมาเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ยังบอกว่าพอที่จะชื่นชมตัวเองได้ว่าเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดีที่ถูกต้องคนหนึ่งต่างๆเหล่านี้ ในสมัยนั้นที่โอกาสของเด็กจะมีน้อยมากมีสถานีวิทยุเพลงแค่ 2 สถานีที่มีรายการเด็กดื้อของ 1 ปณ. ที่เป็นรายการของให้สถานหนึ่งของกรมประชาสัมพันธ์ รู้สึกว่าเป็นของอาจารย์พร เล่นเพลงมีร้องเพลงในสมัยนั้นไม่ได้มี 2 สถานีแต่ระบบสังคมไม่มีสื่อมากมายอะไร ขณะที่ส่วนใหญ่จะมีแต่เรื่องราวที่ไม่มีคุณต่อประเทศไทยก็มี คนอย่างผมได้เกิดขึ้นมาจาก 2 สถานีนั้นแล้วก็มีเด็กจำนวนมากที่เติบโตจากรายการของอาจารย์พร สมัยนี้มีทีวีเป็นร้อยเป็นพันสถานีโทรทัศน์หลายร้อยช่อง วิทยุสื่อมากมาย อาจจะมีรายการของเยาวชนมากขึ้นจะเป็นรายการซึ่งเป็นของหวาน เป็นยาพิษที่เคลือบของหวาน ที่จะให้กับเยาวชนที่เป็นคนในชาติได้รับฟังมีแต่การขาย การเอาแต่ได้ สภาพของสังคมเราถึงเป็นอย่างนี้ ที่ทุกคนทุกฝ่ายต่างเรียกร้องว่าจะต้องปฏิรูป ปฏิรูปสังคมชีวิตที่เป็นอยู่ อย่างนี้มันไม่ใช่ การปกครอง การศึกษา วิถีชีวิตก็ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกหลานก็ไม่ใช่ สังคมเราต้องการปฏิรูปแต่ก็ไม่รู้ว่าต้องการอะไร ขณะนี้เรายังยังคงมีชีวิตอยู่ วันครบร้อยปีก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ ฉันยังคงรับที่จะให้พวกลูกหลาน ลูกศิษย์ ลูกหาไปพบท่าน แล้วก็บอกสายตาถึงความเมตตาปราณีแล้วก็พูดถึงสิ่งเก่าๆให้เป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนท่านให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่เหมือนกับที่ท่านได้ทำมาตลอดชีวิตต่อไปไม่สิ้นสุด แต่ขณะนี้โดยส่วนตัวความรู้สึกของผม ผมมีความรู้สึกว่าคนในสังคมส่วนใหญ่จะเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์หรือผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสผู้มีชีวิตไม่ว่าอยู่เท่าไรก็ตาม ไม่เอาธุระกับบุคคลอื่น ไม่เอาธุระที่จะมองเห็นสิ่งอะไรไม่ถูกต้องหรือจะทำให้เป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร ไม่เอาภาระจะสอนที่จะสั่ง ที่จะบอกถึงความดีงามจากอดีตของตัวเองมาเพื่อจะให้เป็นความรู้กับบุคคลในปัจจุบัน ว่าปัจจุบันนั้นมีรากเหง้า มีอดีต มีที่มาที่ไป ให้รู้จักที่มาที่ไปรู้จักและเข้าใจอดีตว่าสังคมนี้เป็นอย่างไร แล้วสามารถมีจุดปักหมุดเป็น bench mark อดีตไว้ ถ้าเราเข้าใจรู้ซึ้งถึงอดีต ความดีงาม ความถูกต้องประสบการณ์ทางที่ผ่านมาของผู้ที่ผ่านกาลมาก่อนเรา ก็จะเข้าใจปัจจุบันได้ง่ายด้วยวิถีชีวิต วัฒนธรรม รูปแบบของความเป็นอยู่ของเรา ไม่ใช่ไปเอารวบยอดมาจากตะวันตก สมัยหนึ่งญี่ปุ่นมาก็เอาอย่างญี่ปุ่น เกาหลีมาก็เอาอย่างเกาหลี หน้าตาคนไทยก็กลายเป็นเกาหลี กลับจากญี่ปุ่นมาเป็นเกาหลีจนกระทั่งเดินไปในถนนหน้าตาทุกคนออกมาเป็นพิมพ์เดียวกันหมดแต่ไม่ใช่พิมพ์ไทย เป็นพิมพ์ต่างชาติซึ่งเราไม่รู้จักกำพืดจากที่มา ถ้าเราจะเข้าใจในขณะนี้ ถ้าไม่มีที่มาจากอดีต เราจะไม่เข้าใจปัจจุบันและจะไม่เท่าทันอนาคตได้ ถ้าขีดเส้นตรงจากอดีตถึงปัจจุบัน อนาคตมันก็จะเป็นเส้นตรงเดียวกัน อยากจะขอร้องว่าผู้ใหญ่ทุกคน ขอให้เป็นผู้หลัก เป็นหลักของสังคม เป็นหลักของคนปัจจุบันและคนรุ่นหลัง คือจะเป็นรุ่นเหลนรุ่นหลาน ให้สังคมนี้ได้มีปูชนียบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ อย่างที่ผม ได้มีโอกาสได้พบผู้ใหญ่ที่เป็นหลักในการดำเนินชีวิตอย่างท่านอาจารย์นิลวรรณ อย่างพ่อครูโพธิรักษ์และอีกหลายท่าน หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ปราโมช ให้ทำเถิดครับ ทอดธุระในเรื่องเหล่านี้หน่อยเถอะครับ ในบ้านของท่านเห็นลูกหลานเอาแก้วน้ำวางไว้บนโต๊ะอยู่ตรงขอบ ท่านช่วยเดินเอาไว้ให้อยู่ในโต๊ะมากขึ้น อย่าให้ตกแตก ท่านสอนไปเถอะครับในสิ่งที่ดีงามที่ถูกต้อง เด็กจะฟังหรือไม่ฟัง เขาฟังครับ บางอย่างผมไม่อยากพูด เราทุกคนที่ได้รับตอนเด็ก เราก็ฟัง ขอให้เข้าใจแล้วก็ช่วยกันครับในสิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นสังคมในขณะนี้เป็นอย่างไร เราอยากให้เป็นอย่างไรก็ช่วยบอก ช่วยพูด ช่วยทำ ช่วยสอนประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งถูกต้องทั้งดี ทั้งที่ผิดพลาดเอามาเป็นตัวอย่างให้กับลูกหลานเรา เพราะในขณะนี้สิ่งยั่วยวนท้าทายที่เป็นอบายมุข ที่เป็นกิเลสมันมีเยอะตื่นขึ้นมามันก็เข้ามาหลอก ในขณะนอนกิเลสก็เข้าไปอยู่ในความฝัน เป็นผู้ใหญ่ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นครูบาอาจารย์ไม่ทำหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ แล้วเราจะมานั่งบ่นว่าสังคมนี้เป็นอย่างนี้ มีปัญหาถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหา เราก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ถ้ารอพินิจพิจารณาอย่างนี้ ทุกวันตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันเราก็คิดว่า ความต้องการในการที่จะปฏิรูปสังคมของประเทศของเราให้เป็นสังคมของคนที่มีคุณธรรม เป็นสังคมที่มีคุณภาพ ก็ต้องนำตนด้วยคุณธรรมก่อน เป็นธรรมของพรหม คุณธรรมต้องนำทุกอย่าง คุณธรรมต้องนำความรู้ คุณธรรมต้องนำการศึกษา คุณธรรมต้องนำการปกครอง คุณธรรมก็คือธรรมะของพระพุทธองค์คือเมตตาจริงคือกรุณาแท้ มีมุทิตาต่อบุคคลอื่นและอุเบกขาก็จะตามมาในบริบทที่เหมาะสม ที่พูดอย่างนี้ผมก็ต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ กราบขออภัยที่พูดออกนอกเรื่องแต่ทั้งหมดที่ได้มานี้คือได้มาจากอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทอง ที่มีจิตวิญญาณของนักหนังสือพิมพ์ _อาหญิง… สำหรับท่านต่อไปอาจารย์ วรายา พึ่งตนเพียร _อาจารย์วรยา… ขอบคุณสันติอโศกที่นึกถึงกันแล้วกรุณาให้เกียรติเราทั้งสองคน ทั้งๆที่คิวงานแน่นมาก แต่ก็คุยกับคุณนุ้ย(รวิอร) ก่อนว่ามีรายการนี้เกิดขึ้นในวันนี้อาจารย์ บก.อายุครบร้อย มาบูชาครูกันดีกว่า เป็นการบูชาครูของเรา และเคยได้พบท่านโพธิรักษ์ที่ท่านมาเยี่ยมสตรีสารด้วย ขอแนะนำตนเอง วารยา พึ่งตนเพียร ได้ทำสตรีสารในช่วง 10 ปีหลัง ตั้งแต่เป็นนิสิตอยู่ปี 3 ปิดเทอม คุณแม่ก็บอกว่าให้ไปหา อาจารย์ บก.ว่ามีอะไรให้ทำไหม อาจารย์ก็ให้เขียนเรื่องเด็กๆ ให้ทำงาน ตอนปิดเทอมที่เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ พอจบแล้ว อาจารย์ก็ว่าตั้งโต๊ะให้แล้วก็มาทำงานได้ เราก็บอกว่าไปเที่ยวเดือนหนึ่งแล้วก็ไปทำงานจนจบ สตรีสารไม่ได้หยุดเลย คงจะมองผ่านสิ่งที่อาจารย์สอน ทั้งสอนโดยตรงและสอนคนอื่นด้วยตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่สตรีสาร ท่านโพธิรักษ์บอกว่าคุณค่าของมนุษย์อยู่ที่คุณค่าที่ได้ให้ต่อมนุษย์ ในระยะที่เคยทำงานก็ยังไม่ได้ทราบจนเวลาผ่านไปสตรีสารได้ยุติก็ได้เข้าใจ หลายๆเรื่องมากขึ้น พูดถึงเรื่องที่อาจารย์สอนเช่น ตอนแรกที่เข้าไปอาจารย์ก็ให้ทำอยู่ 2 สิ่งคือให้ดูภาคพิเศษสำหรับเด็กอยู่ตรงกลางเล่มแล้วให้แปลการ์ตูน ไปส่งอาจารย์เสร็จ อาจารย์ก็แก้ตัวแดงมาเต็ม…. เราก็ได้เห็นแนวทางวิธีการการตรวจแก้ต้นฉบับของอาจารย์ว่าควรจะเป็นอย่างไร ลักษณะไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เราค่อยๆจับสังเกตได้คือการให้เกียรติกับผู้เขียน การดูแลต้นฉบับ เสียงดี ฝึกการอ่านให้ครบหมดทุกอย่าง ตรวจแก้อย่างตั้งใจ ถ้าใช่ไม่ใช่อย่างไรก็จะต้องมีโน้ตถามผู้เขียนนี่คือการแสดงความให้เกียรติกับผู้เขียน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งๆที่ในนิตยสารรายสัปดาห์หมุนต้นฉบับเร็วมาก ต้องทำงานเร็วมาก กลับดึกดื่นตลอดเวลาแต่ฉันก็มีรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกว่าให้เกียรติกับผู้เขียน เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องที่ การดูแลผู้อื่น ชอบคนที่เขียนมาให้สัตว์อีสานมีความหลากหลายมาก อาจารย์ทำให้เห็นว่าการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างหลากหลายเป็นอย่างไร ผ่านคอลัมน์และผ่านการพบเจอกันจริงๆๆ สตรีสารจะแบ่งภาคเป็นหน้าของเด็กและผู้ใหญ่แต่ในระยะหลังก็จะมีเพิ่มในส่วนที่เรียกว่าส่วนของวัยสาว วัยหนุ่มคือมีครบทุกช่องในการสื่อสารกับคนทุกกลุ่ม สิ่งหนึ่งที่เมื่อกี้อาจารย์พงษ์ศักดิ์ได้เล่าและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนมาก สตรีสารพยายามเปิดโอกาสให้กับคนทุกวัยเขียนเรื่องมา มีจำนวนมากพอได้พบเรื่องดีๆ ทั้งเรื่องสั้นทั้งเรื่องเล่าจากประสบการณ์ อาจารย์ก็เริ่มจัดประกวดรางวัลสาวหนุ่มก็จะมีลำนำกวีเรื่องสั้นประสบการณ์ มีการประกวดรับรางวัลในการเชิญผู้หลักผู้ใหญ่มาในงานนี้คนสามหนุ่มที่มาจากหลากหลายจากอ. เมืองจากอุบล จากภาคใต้ จากหลายที่มาก ก็จะมีเพื่อนมาจากอะไรที่มากมาย เชิญคุณกฤษณา อโศกสิน นักเขียนสาวหนุ่มได้พบเจอนักเขียนรุ่นใหญ่ อาจารย์บอกก็ได้เปิดโอกาสให้คนเหล่านั้นได้พูดคุย เข้าไปนั่งรับประทานอาหารกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนกันไปคล้ายกับที่อาจารย์พงษ์ศักดิ์ได้เล่าว่าจะบอกเป็นคนที่เปิดโอกาสให้กับคนทุกเพศทุกวัยเพิ่มเติมความรู้ สร้างกำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ ให้เราไปเจอคนที่เป็นเซเลบหรือ idol เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เป็นลักษณะที่อาจารย์บอกก็ได้เปิดโอกาสให้กับคนสาวหนุ่มลักษณะนี้ คนที่เป็นนักเขียนผู้ใหญ่มากๆมีหลายท่าน วิธีปฏิบัติต่อคนที่เป็นนักเขียนที่มีฝีมือมากๆแต่ทุกท่านที่เขียนมาลงสตรีสารหลายท่านก็บอกว่าเกร็งเพราะมาตรฐานสูง แต่จริงๆแล้วทุกคนก็จะอยากเขียนมาลงเพราะรู้สึกว่าเป็นความท้าทายประการหนึ่งที่จะได้ลงสตรีสาร สิ่งที่อาจารย์คุณนิลาวัณย์ปฏิบัติต่อนักเขียนผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ปฏิบัติแบบให้เกียรติอย่างมากเหมือนกับให้เกียรติทุกคน เชิญชวนมาเขียนแต่ไม่ได้ตามใจ ถ้าสมมุติว่าเขียนไปแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้ก็คุยกัน เชิญมาคุยกัน อาจจะมีโน๊ตเล็กๆเชิญไปด้วยกันว่าทำไมเป็นอย่างนี้ คิดอย่างไรแล้วถ้าคิดว่าการนำเสนอด้วยถ้อยคำหรือความคิดแบบนี้ไปสู่คนจำนวนมาก คนรักการอ่านมีจำนวนมาก เมื่อรับสิ่งเหล่านี้ไป มันเป็นประโยชน์อะไรต่อความคิดหรือความรู้สึกเป็นความดีงามอะไรอย่างไรก็ลองแลกเปลี่ยน เล่าสู่กันฟัง ถ้าสมมุติว่ามันเป็นความดีงามก็จบไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันมีลักษณะที่ล่อแหลมตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นนวนิยายเขียนสะท้อนสังคมรุนแรงมากและบรรยายฉากอยากเห็นภาพชัดเจน มีความรุนแรงชัดเจน อาจารย์ก็จะบอกว่านิตยสารมีคนอ่านไลน์วัยรุ่นนี้สามารถทำให้รู้สึกถึงความรุนแรงแต่ไม่ต้องใช้ถ้อยคำให้เห็นกระจ่างมากได้ไหม มีกลวิธีในการเขียนที่ทำให้คนอ่านคิดได้เอง รู้สึกถึงความรุนแรงเองแต่ใช้กรวีร์ในการเขียนให้ผู้เขียนยอมรับสิ่งที่อาจารย์ บก.บอกให้
_อ.รวิอร ชิ้ววงษ์… ตอนทำงานใหม่ๆตอนเข้าไปทำงาน อาจารย์ก็อายุมากแล้ว อาจารย์ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปในสตรีสารเท่าไหร่ แต่ตอนเมื่อจะเลิกกิจการและอาจารย์กลับไปเริ่มเก็บกวาดสตรีสาร ก็ได้ไปร่วมทำงาน อาจารย์ก็มีความดำริใหม่ให้ทำงานมูลนิธิ ตัวเองเป็นคนขับรถได้ ใช้คอมพิวเตอร์ได้เป็นรุ่นสุดท้ายที่อาจารย์สามารถให้เป็นไม้เป็นมือ ทำโน่นทำนี่ได้ก็เลยได้รับหน้าที่ดูแลอาจารย์ ในทุกเรื่องที่เป็นเรื่องที่ติดต่อกับคนอื่น อาจารย์ขาดเหลืออะไรก็จะโทรบอกด้วย ไปไหนก็ขับรถให้แต่ไม่จริงๆงานของตัวเองก็ทำงานตามอาชีพของตัวเองไปด้วยก็เลยมีอาชีพใหม่เป็นเหมือนเลขาคอยดูแลอาจารย์ น่าจะเป็นอุดมการณ์อุดมคติคือความคิดถึงอาจารย์มาโดยตลอด ที่บ้านอาจารย์ก็จะมีการเก็บเอกสารและรูปถ่าย เราก็จะได้เห็นว่าอาจารย์มีความคิดเรื่องพัฒนาคน อาจารย์เชื่อในพลังของหนังสือ อาจารย์ช่วยในการให้โอกาสของคนทุกกลุ่มใน malasia รายชื่อของคุณหญิงสมศรีก่อนได้ยกมาให้อาจารย์ทำต่อ ไม่เชื่อในสิ่งที่อาจารย์บอกรร. ทำอาจารย์ก็ทำห้องอ่านหนังสือพัฒนาตนเพื่อนำหนังสือส่วนหนึ่งของสตรีสารที่เลิกกิจการแล้วไปสร้างเป็นห้องอ่านหนังสือที่นั่น อาจารย์เริ่มทำตั้งแต่ใครๆเป็นมัดหนังสือที่สตรีสารและรถของเราเอง ของประเทศ มูลนิธิอาจารย์คงมีภาพในใจแล้ว อาจารย์เชื่อในพลังของสิ่งที่จะเกิดในห้องหนังสือ ในวัย 85 ย่าง 90 แล้วอาจารย์ก็มาช่วยจัดห้องอ่านหนังสือเสร็จ อาจารย์ก็ยังเชื่อในเรื่องของเด็ก ข้างหลังมีอะไรที่เป็นชุมชนแออัด อาจารย์ก็คิดว่าเราจะให้คนเข้ามาอย่างไร อาจารย์ก็เดินเข้าไปชุมชนแออัดสะพานไม้ อาจารย์ก็ขอให้เดินต่อก็ชวนกันไปดูครอบครัวเขา อาจารย์เอาแผ่นพับหัวใจด้วยตัวเองในวัยนั้นอาจารย์ได้รางวัลแมกไซไซคนแรกของเธอของประเทศไทย เล่าเรื่องเด็กเสิร์ฟชงนมให้เด็กมาทุกอาทิตย์ เด็กก็มีกลุ่ม อาจารย์ก็เชิญผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมากมาทำกิจกรรมกับเด็กในชุมชนต้นไม้ข้างละ 4-5 คน อาจารย์ก็ทำเรื่องตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ของสังคมอาจารย์ก็จัดกลุ่มเรื่องของผู้บริโภคข้าวสารขึ้นมา ตอนนั้นมีเรื่องอะไรบ้างเบื้องหลังของไทยอย่างไรบ้าง อาจารย์ให้โอกาสคนทุกคนจริงๆแม้จะมีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง ประทับใจที่ท่านอาจารย์ไปตัดข่าวว่ามีนักศึกษาคนหนึ่งที่มีกรอบเล็กๆในหนังสือพิมพ์เชิญมาพูด ขนาดอาจารย์ในวัย 90 กว่าก็ให้นักศึกษาคนนี้มาเปิดในวงสนทนา นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ทำให้เห็นแล้วว่า อาจารย์ได้ดำเนินเรื่องเหล่านี้มาตลอดแล้วก็ทำบุญให้พี่มาตลอดอายุ 80 ต้นๆ จนถึงอายุ 94 ที่อาจารย์เริ่มเดินทางไม่สะดวกแล้ว ทำที่โบราณ ที่มาเป็นสิบเป็นช่วงที่นุ้ยได้มีโอกาสร่วมทำงานกับอาจารย์มา
หลังจากสตรีสารเล่ม 1 ต้นฉบับไม่มีแล้วแต่สตรีสาร ทุกเล่มก็รวมเล่มไว้อาจารย์ก็มอบชุด 1 ให้อักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพร้อมตู้พร้อมทุนสนับสนุนภาคไทยจะศึกษาต่อไป ศึกษาค้นคว้าต่อที่มันเกี่ยวกับเรื่องสตรีสาร เพื่อการคิดให้ครบ อาจารย์หาที่เก็บให้เขาด้วย ใครจะสนใจเรียนรู้ต่อ ตอนนี้ขนาดสารสาสน์ก็พยายามจะเอาไปใช้โดยสแกนเอาไว้หมด อีกชุดหนึ่งอยู่ที่คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์เป็นผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าหญิงว่าที่ได้อ่านแล้วมีคุณญาคุณาเป็นสมาชิกสตรีสาร ตอนนั้นเป็นนักเรียนมัธยม รู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างน่าอ่าน อ่านแล้วจะบ้าตายสบายใจตอนนั้นเรายังเด็กก็ยังไม่ค่อยรู้อะไร ท่านฉันบอกว่าเห็นภาพเธออยู่ที่อุบลราชธานีนั่งฟังมาโดยตลอด 3 ท่านที่ได้กล่าวมานี้ว่ากรณีคุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียรก็มีประเด็นชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับพระครูด้วย ตลอดจนกระทั่งอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทองด้วย แม้กระทั่งพี่น้องของเราที่นำเสนอประเด็นถัดมาที่เกี่ยวเนื่องอย่างใกล้ชิดจนถึงกับคนสุดท้ายเป็นเลขาที่ติดตามไปเดินเที่ยว ฉันอยู่ระหว่างปิ่นทองทำงานจนถึงอายุ 94 ปีจนไปไหนมาไหนไม่สะดวกนะก็ทั้งรูปแบบของการให้ที่พระครูใหญ่ถึงตั้งแต่ต้น พระครูหมายถึงว่าจะนิลวรรณ ปิ่นทอง มีการให้อย่างฉลาด เธอไม่ใช่คนชรา มีแต่มีคนเป็นคนมีความตระหนักเวลาจะให้เงินคนก็ไม่ให้ใช่ให้ใส่มือสุ่ม 4 สุ่ม 5 แต่ให้งานคนไปทำไร ให้เงินคนจากงานที่เขาทำงาน ที่เราทำพลาดไม่ได้เงินประมาณเท่านั้นหรอกแต่ท่านอาจารย์ก็จะให้ ถึงธรรมของพระครูที่สอนว่าการช่วยคนมี 2 แบบ 1 การช่วยคนแบบสงเคราะห์ 2 การช่วยคนแบบสร้างคน สร้างแล้วอาจารย์นิลวรรณ ปิ่นทองพยายามที่จะช่วยคนแบบสร้างคนแม้กระทั่งเด็กชายอายุ 12 ขวบไปเกาะโต๊ะบรรณาธิการอยู่ก็พยายามที่จะเลือกซื้อเนื้อแก่ เด็กอายุ 12 ขวบที่คุณพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียรไม่ได้มีโอกาส บนโต๊ะทำงานของอาจารย์วีรวรรณมีดินสอที่เราว่าอย่างเรียบร้อย สมัยผมบวชแรกๆชอบครู ใครพาคณะไปเยี่ยม ผมเป็นหนึ่งในจำนวนผู้ติดสอยห้อยตามไป จำได้ว่าวันนั้นพระครูไปเยี่ยมโอชา นิยายบุคคลที่มีชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพ่อครู 2 ท่าน ท่านแรกคืออาจารย์บุญมาเล็กยิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยโอภาปราศรัยกับพ่อครูอย่างดี แววตาเป็นประกายฉายถึงความปลาบปลื้มปิติเวลาเจอพ่อครู ผมยังจำป้ายหน้ามูลนิธิปรีดี พนมยงค์ อาจารย์นิลวรรณจะมีความเป็นท่าทีแห่งความเป็นผู้ใหญ่มากกว่า ส่วนอาจารย์องุ่น มาลิกก็จะมีท่าทีแห่งความปลาบปลื้มปิติ
พ่อครูว่า... มีทั้งสองอย่างเลย อย่างที่ท่านจันทร์ว่า ผู้ช่วยสงเคราะห์และช่วยสร้างคน ช่วยสงเคราะห์ และเราจำไม่ได้อีกซึ่งมีเยอะแยะในชีวิตยาวนานที่จำไม่ได้อีก ที่จำไม่ได้อีก ที่จำไม่ได้อีกเป็นคุณค่าในการสังเคราะห์และสร้าง อย่างที่เรียกว่าเป็นเลือดเนื้อ เป็นวิญญาณ อันนี้เป็นคนนั้นนะ คุณของอาจารย์ที่ได้ฟังนั้น เล่าประสบการณ์สงขลาและชา พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำงานอะไร การทำงานของพระพุทธเจ้าคือศึกษามนุษย์ ศึกษาสังคม แล้วสร้างมนุษย์ สร้างสังคมเท่านั้น ส่วนความรู้ความสามารถต่างๆ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจมนุษย์ สังคมทุกระดับ แล้วทำงานอย่างสร้างมนุษย์ สร้างสังคม สรุปได้ว่า ชีวิตมนุษย์ต้องรู้จักตัวเองที่ได้มีอวิชชาก็แก้อวิชชา หมดได้ก็จะเป็นต้นแบบของมนุษย์ เราก็จะรู้ความขึ้นต้น คนก็ขึ้นต้นด้วยอวิชชาทั้งนั้น ถ้าไม่ได้เรียนรู้ให้หมดอวิชชา จะไปเรียนความรู้ทางโลกเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจบ ไม่ได้ทำประโยชน์สูงสุด ประโยชน์สูงสุดเท่าที่อาตมาสรุปได้ ว่าความรู้ของคน ความรู้ทางเทคนิคที่จะอาศัยใช้สอย ให้เป็นอยู่ได้และสังคมเป็นไปก็จำเป็น แต่เรื่องการชำระอวิชชาในตนให้หมด อันนี้มนุษย์ไม่ค่อยเห็นความสำคัญเท่ากับเรื่องเทคนิคการทำงาน ถ้ายิ่งได้ความรู้สามารถทางโลก แต่กลับเอามาเป็นศาสตรา คืออาวุธ ไม่ใช่ศาสตร์ที่เอามาเป็นประโยชน์ แต่เอาเป็นอาวุธห้ำหั่นคนอื่นเพื่อให้ตนได้มาก นี่คือการศึกษาทั้งโลก ส่วนมากจะเพิ่มขึ้นแต่ไม่รู้จักอวิชชาแล้วล้างอวิชชาในตน คนถ้าเกิดมาแล้ว สรุปได้ว่า ถ้าไม่ศึกษาธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าแล้วลดละกิเลสได้จริง คนๆนั้นโมฆบุรุษ ใช้เวลาไปก็โมฆะตลอดทุกคน เกิดมาตาย เกิดมาตายทุกคนเป็นโมฆบุรุษทั้งสิ้น อาตมามีครูเป็นตัวอย่าง ให้เห็นว่า การสงเคราะห์และการสร้างคนนี่คือสุดยอดของมนุษย์ ถ้ายิ่งไม่มีกิเลสหรือลดกิเลสให้น้อยลงจนเป็นอรหันต์ได้ด้วยจะยิ่งวิเศษ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้หนีสังค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive