581207_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ทิฏฐิ ๖๒ ตอน ๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข1 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581207_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 4 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2558 วันแรม 12 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม อาตมาเกิดวันแรม 8 ค่ำเดือน 7 วันอังคาร วันนี้แรม 12 ค่ำเดือน 12 อาตมาตั้งใจว่าจะเริ่ม เลิกทำธรรมาธรรมะสงครามแล้ว เพราะทำสงครามธรรมะกับอธรรมมานานแล้วก็คิดว่าน่าจะพอ น่าจะสงบสงครามได้แล้ว เพราะฉะนั้นรายการต่อไปก็จะขอเปลี่ยนเป็นการแสดงธรรม ก็ได้ทำการติดสิ่งที่ควรติชม สิ่งที่ควรชม แต่เมื่อมันผิดไปมากแล้ว ต่อไปก็จะไม่ลงน้ำหนักอะไรมากเกินไป จะปฏิกโกสนากันแต่เพลาๆ ก็จะเอาพระไตรปิฎกมาเป็นหลักฐานว่าเป็นสิ่งยืนยันที่ดีที่สุด ที่ใช้กันในฉบับสยามรัฐแม้จะไม่ใช่ตัวอักษรบาลีเลย มาเป็นตัวอักษรไทยที่เขาแปลมาก็ตามอาจจะมีผิดเพี้ยน ผิดบ้างเล็กน้อยก็พยายามใช้ภูมิสยังอภิญญาตรวจจากบาลีและสภาวธรรมของตน เคยพูดแต่ต้นแล้วว่าไม่ได้รู้จักภาษาบาลี แต่ไม่รู้กี่ชาติก็ใช้แต่ละภาษามา มายุคนี้จะยืนหยัดบาลีก็ได้ ตั้งแต่เป็นเด็กเรียนหนังสือ ชั้นมัธยมอาจารย์ก็พูดผ่าน ว่าภาษาศาสนาก็มีบาลีบ้างและมี 5 วรรคกับเศษวรรค ซึ่งก็ยังจำได้มาถึงบัดนี้ ไม่เคยลืมเลย คำว่า “กะ”มีความหมายอย่างไร “ขะ” มีความหมายอย่างไร เป็นเรื่องของสัญญาของมนุษย์ที่มีจริง คุณมีกุศลก็ขึ้นกุศล มีอกุศลก็ขึ้นอกุศล คนโง่ทึบโกหกไปอยู่ลับหลัง อีกเดี๋ยวก็จะโกหกซ้ำซ้อนอีก เป็นเรื่องที่ตัวใครก็เชื่อด้วยตัวเอง ก็จะเปลี่ยนชื่อรายการเป็นอย่างอื่น เกี่ยวกับศาสนาแต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ใกล้จะถึงเทศกาลสอบ ว.บบบ. แล้ว จะใช้หนังสือยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์เป็นหลักแต่ก็จะใช้เล่มอื่นด้วย ซึ่งเป็นวิธีการ ประพฤติปฏิบัติถ่ายทอดเรียนรู้ฝึกฝนที่ดี คนเขาจะบอกว่าอาตมาตายแล้ว สำนักนี้ก็จะรอเวลาไปก็

อ่านต่อ

จริงเมื่อมันไม่ถึงรอบ ไม่ถึงคุณภาพก็จะเสื่อม แต่อาตมารู้มาตั้งแต่ต้นว่าพระพุทธเจ้าท่านสร้างศาสนาของท่านอย่างไรแล้วจะให้สืบทอดอย่างไร ก็คือสร้างคนให้ได้ความจริงที่เป็นปรมัตถ์ธรรมที่แท้จริง เมื่อมีมากเท่าไหร่ ได้ความรู้ลึกซึ้งเท่าไหร่ มีจริงมากเท่าใดก็นั่นคือเนื้อ พระพุทธเจ้าองค์เดียวนั้นมีแน่แต่มวลของอสีติมหาสาวกรวมกันเป็น package เนื้อในเต็มเลย แล้วท่านก็สั่งว่า..ไม่ให้เอาผู้ใดเป็นเอกให้เอาธรรมวินัยที่ต่างคนต่างรู้นั่นแหละ เป็นศาสดา พุทธเจ้าทันสมัยมาตั้งแต่ยุคไหนไหนและเป็นนักประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ขอสับธงเลย ก็จะพาพิสูจน์ พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือวิมังสาหรือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธและของประชาธิปไตย ซึ่งประชาธิปไตยเป็นธรรมาธิปไตยข้ามผลโลกาธิปไตยและอัตตาธิปไตย หมดโลก หมดอัตตาที่จะไปยึดมั่นถือมั่น นี่คือสัจจะจะอยู่กับโลกอย่างอนุโลมปฏิโลม ก็ให้เตรียมตัวสำหรับผู้ที่จะสมัคร ว.บบบ. จะปิดรับสมัครในวันที่ 25 ธันวาคม วันที่ 27 เข้าพื้นที่ ที่จะบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม จะไปแจกปริญญาบัตรกันตอนเดือนเมษายน

มาดูไลน์ของคุณวินิจ บันเทิงส่งมาว่า

_คุณวินิจ บันเทิง · แต่"อโศก"หรือ"บุญนิยมทีวี"ก็มีส่วน"พาซื่อชวนตลก"อยู่บ้าง?.. แต่"ไก่,ปลา,กุ้งเคย"คงไม่รู้สึกสนุกเท่าไหร่?.. อาจเพราะไม่มี"แผนกตรวจสคริปท์รายการ"ก่อน"ออกอากาศสด"หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้?.. เช่น... 1.รายการ"วิปัสสนาข่าว,4-12-58".. นำเอาเรื่อง"ข้าวมันไก่จานละ 10 บาท"มาออกอากาศ"เชิงบวก".. ทั้งๆที่"อโศก"ไม่สนับสนุน"การฆ่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์?".. และ"คนกินมังสวิรัติ"และ"ผู้ติดตามชมรายการ"คง"รู้สึกสับสน?"ว่า"อโศก"จะเอายังไงกันแน่?.. ใน"ทิศทาง,ท่าที?"และ"หลักการของอโศก"เรื่อง"ศีลข้อ1"และเรื่อง"มังสวิรัติ"ไม่ใช่น้อย?.. น่าจะ"กลั่นกรองเรื่องราว"ใน"สคริปท์รายการ"ก่อนออกอากาศนะ..?... 2.รายการ"วิเคราะห์ข่าววิปัสสนา,2-12-58".. มี"ปะตรงเตือน"เป็นพิธีกรทั้งที่เป็นถึง"สถานะปะ"ซึ่งใกล้ชิดต่อการเป็น"เผ่าพงศ์พุทธอโศก"เข้ามามากแล้ว.. แต่ก็ไม่รอบถ้วน?.. โดยการนำเอาเรื่อง"ภูมิปัญญาชาวบ้าน"ที่ใช้"กะปิ"(ซึ่งโดยปกติทำจาก"กุ้งเคย?")มาทำเป็น"ดินหุ้มกิ่งตอน?".. แล้วก็เอามา"นำเสนอออกอากาศสด"ผ่าน"รายการดังกล่าว"ทาง"ช่องบุญนิยมทีวี"(โดยไม่กลั่นกรองเรื่อง"ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์?")อย่าง"หน้าตาเฉย?".. อย่างนี้เรียกว่า"ถี่ลอดตาช้าง..ห่างลอดตาเล็น?"หรือเปล่านะ?... 3.สคริปท์เรื่อง"เกษตรเชิงเดี่ยว,เกษตรประณีต"ซึ่งนำเสนออยู่เป็นประจำ.. เวลาผมดูทีไร..อดคิดแซวช่วงที่ว่า..**ส่วนนายเขียว"ตกปลาหน้าบ้าน"**(แบบรู้สึกขบขัน)ไม่ได้.. โดยพูดแซวว่า..**ส่วนนายเขียว"ทำบาปหน้าบ้าน?"**.. >ตกลงว่า"อโศก"จะเอาอย่างไร?. จะสนับสนุนการ"ตกปลา,ทรมานสัตว์?"เพื่อ"นำมาเป็นอาหารประจำวัน"(ผิด"ศีลข้อ1"โดย"ทำบาปได้อย่างสะดวก?"ที่"หน้าบ้านตัวเอง?"ได้เลย)ด้วยเช่นนั้น..ใช่ไหม?.. ใช่หรือไม่?.. แล้ว"คนอโศก"(ที่อยู่ใกล้ชิด)ที่"ได้ดูคริปท์นี้"ไม่มีใครสัก"คนครึ่งคน?".. ที่จะช่วย"ติติง,ทักท้วง?"ในการ"โฆษณาออกอากาศ"เลยหรือ?.. มันน่าแปลกดีนะ?.. "วางเฉยกันได้นิ่งดีจริง,รอดบาปเฉพาะตัว?"เท่านั้นใช่ไหม?.. ตกลงที่พูดกันเรื่อง"ศีลข้อ1?"และการ"ไม่กินเนื้อสัตว์?"กันอย่าง"เอาเป็นเอาตาย?"ใน"ช่วงเวลาที่ผ่านมา"นั้น.. ก็เป็นเพียง"สีลัพพัตตุปาทาน"เท่านั้น.. ใช่หรือไม่?.. ฉะนั้น.."อโศก"ก่อนจะ"แนะนำศีลข้อ1"ให้กับสังคม.. ก็ควรตรวจสอบ"สื่อของตน"ที่สื่อสารในสิงที่มี"เนื้อหาที่สวนทางกัน?"ก่อนนะ..?... วินิจ บันเทิง

พ่อครูว่า… ก็ขอบคุณที่ติติงมาเป็นเรื่องที่ถูก แต่คุณเชื่อไหมว่าชาวอโศกทุกคนไม่ฆ่า ที่เราสื่อไปเช่นนั้นเพราะชาวอโศกไม่ได้ยึดมั่นเป็นตัวกูของกู ชาวอโศกไม่ฆ่า ไม่ตกปลา มีแต่เอาถั่วมาทำกะปิแต่อโศกรู้จักขั้นตอนในการอนุโลมปฏิโลม ถ้าเอาคุณไปเป็นคนยึดมั่นถือมั่น เอารูเดียวเลย มันก็มีแต่คุณคนเดียว ทำงานกับสังคมไม่ได้ ทำงานอยู่กับตัวคนเดียวแต่เมื่อเราทำงานกับสังคมอย่างที่เราไม่ยึดตัวตน เหมือนกับชาวอโศกเป็นเหมือนแม่ที่ต้องอนุโลมเล่นหม้อข้าวหม้อแกงไปกับลูกเป็นขั้นตอนให้เขาได้พัฒนาขึ้นมา เอาอย่างคุณนั้นเข้าใจว่าดีแต่มันสตริ๊กเกินไป เรารู้จักขั้นตอนการอนุโลมปฏิโลมจึงอยู่กับโลกและทำงานกับโลกไปได้เรื่อย การจะไปทำเคร่งครัดเหมือนเทวทัตจะให้พระพุทธเจ้าออกพระวินัยไม่ให้ภิกษุกินเนื้อสัตว์ทั้งหมด จะเอาอย่างเทวทัตหรือ แต่ทำไมไม่เอาอย่างเทวทัตได้หรอก ขออภัยไม่ได้ว่าคุณเป็นพระเทวทัตนะแต่เปรียบเทียบให้ฟัง ก็ขอบคุณมีอะไรก็เขียนมาอีก เรายินดีที่มีผู้มาช่วยมองเราและติติงเรา หรือว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐดีกว่าการไม่ดูแลอะไรกันเลย เหมือนเราไม่มีตัวตนในโลกเลย เป็นหมาหัวเน่าแต่นี้ดีแล้ว ก็ขอบคุณ

_อีกกรณีในรายการ"วิปัสสนาข่าว"(หลายครั้งรวมทั้งวันนี้,4-12-58ด้วย).. มักมีการนำ"เรื่องราวเชิงบวก?"ของ"บางท่าน"ที่อยู่ใน"ตำแหน่งสำคัญ,sensitive?"ใน"องค์กรพุทธภาครัฐ?"มา"สื่อสารซ้ำ?"อยู่เสมอ?(เพราะการนำมา"ถ่ายทอดต่อ?"ก็เท่ากับเป็นการ"สนับสนุน?".. ใช่หรือไม่?..).. โดยไม่ดูการ"ส่งสัญญาณ"ของ"พ่อครู"ใน"นัยยะ"เรื่อง"หมีอุ้มหมี?"ซึ่งพ่อครูพูดถึงอยู่เรื่อยๆ(ซึ่งแม้ข้าพเจ้าเองก็อดกังวลใจไม่ได้เช่นเดียวกัน).. ซึ่งทำให้การ"ทำงานของอโศก?"ระหว่าง"นัยยะจากพ่อครู?"และการ"สื่อสารของบางรายการ?"(ของ"บุญนิยมทีวี")อาจ"ไม่สอดคล้อง"เป็น"เอโกธัมโม?".. หรืออาจถูกมองว่า"ผู้คัดเลือกสคริปท์ข่าว"มา"ออกรายการ"ของ"บางรายการ?"จะไม่ได้สนใจที่จะ"เรียนรู้?"หรือ"รับนโยบาย?"ที่พ่อครูพยายามจะ"สื่อสาร"เลย?.. จึงมักเดินกันไป"คนละทาง?".. ใช่หรือไม่..?..(ซึ่งหลายครั้งก็คล้ายจะ"โยนภาระวิปัสสนาข่าว"ให้"สมณะ,สิกขมาตุ"รับไป"ทั้งแท่ง,ทั้งกอง,ทั้งกะบิ?"เพื่อให้ท่านไป"ปรุงแต่ง?"หรือหาทางใช้"ไหวพริบหลบเลี่ยง?"ที่จะไม่พูดถึง"บางแง่มุม?"ที่อาจ"อึดอัดที่จะพูดถึง?"เอาเอง?.. ซึ่งข้าพเจ้าดูเหมือนจะสัมผัสได้หลายๆครั้งที่ได้ติดตามดูอยู่เสมอ..).. ดังนั้น.. "ผู้คัดเลือกข่าวสาร"ที่จะ"นำเสนอ"ต่อ"ผู้ชม"หรือ"สาธารณะ"จึงควร"คัดเลือก,กลั่นกรองเรื่องราว?"ให้ดีเสียก่อน?.. โดยให้เป็นเรื่องที่"น่าสื่อสารต่อ?"โดยไม่เกิด"ผลข้างเคียง?"ที่เหมือนไป"สนับสนุนในสิ่งที่ไม่ควรสนับสนุน?".. ก็จะ"ดีและถูกต้อง?"ตาม"หลักธรรมะในการสื่อสาร?"มากกว่านะ..?... ผู้ชมฝากมา…

พ่อครูว่า… เราก็เข้มงวดในส่วนหนึ่งแต่ก็รู้ว่าเรื่องที่จะเสนอมีประเด็นที่จะเสนอเป็นของส่วนรวมแล้วก็จะมีจำนวนมาก ที่เขายังฆ่าสัตว์กันอยู่ ดังนั้นข่าวคราวที่เกิดในสังคมก็จะมีเรื่องอย่างนี้ เรื่องโกง เรื่องทุจริต เราก็เอามาออก แต่คุณก็ตำหนิว่าเรามาหลอกซ้ำซ้ำเป็นเชิงบวกและเชิงบวกที่เราออกนี้ส่วนมากเราก็เลือกบางอย่างเป็นเชิงบวก แต่เป็นเชิงลบสำหรับเรา เราก็จะเจตนาให้เป็นเชิงบวกให้ จากหัวโนก็กลายเป็นหัวแตกเลย อย่างเช่นอาจจะมาตำหนิคนอื่น มันไม่สวยแต่สื่อแล้วชัดเจน การประมาณของคุณกับของพวกเรานั้นต่างกัน ก็ขอบคุณที่ติติงมา เราก็จะกลั่นกรองให้ดีกว่านี้ แต่ไม่มีเสียงหนึ่งด้วยเสียงอื่นด้วย คนไทยมักไม่ใช่ชอบตำหนิแต่ 1 เสียงที่ตำหนิก็เป็นสิ่งที่ดี 1 คะแนนจะเท่ากับ 1 หมื่นคน ก็ขอบคุณที่ให้ข้อคิดเข้าท่าดีทีเดียว

พ่อครูว่า… อธิบายจบเรื่องอดีต 18 ก็ท้าวความก่อน ตอนนี้เรากำลังเอาพระไตรปิฎก เล่ม 9 หรือพระสูตร เล่ม 1 มาบรรยายอย่างละเลียดเลย จบเมื่อไหร่ก็ทวนใหม่ได้ แล้วความเห็นที่เก่งที่ฉลาดอย่างไรพระพุทธเจ้าท่านก็ตีทิ้ง คือแบบพวกนักคิด นักตรึกตรรกะเอา เป็นตักกีวิมังสี กับพวกนั่งสมาธิหลับตา เป็นเจโตสมาธิ ที่ไม่ได้มีธรรมะ 2 ไม่มีสมมุติสัจจะ สมมุติสัจจะคือต้องร่วมรู้กันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ถ้ารู้อยู่คนเดียวไม่เรียกว่าสัจจะ ไม่เรียกว่าสัจจะ เรียกว่าสัญญา ต่อให้พระพุทธเจ้าถ้าท่านเห็นว่าอย่างนี้ถูกคนเดียวแล้วมาอุบัติในโลก ท่านจะประกาศศาสนาได้อย่างไรเพราะคนอื่นไม่รู้ด้วยแล้วจะถือว่าเป็นสิ่งที่ควรมีในมนุษยชาติไปทำไม..เข้าใจไหม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าปัญญาจะเกิดในมรรคมีองค์ 8 และมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ จะต้องมีสัมมาทิฏฐิก่อนแล้วเจริญมรรคมีองค์ 8 โดยมีสติสัมโพชฌงค์ 7 และธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก ต้องมีผัสสะที่เห็นจริงเป็นจริง ลดกิเลสได้อย่างจริงๆเป็นปรมัตถสัจจะ ความรู้ที่รู้กันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปแล้วขยายไปอีก ขยายไปอีกชั้นรู้กันทั่วโลกธรรมะของพระพุทธเจ้าใช้ได้ทั้งโลก ถ้าทำได้แล้วรับรองว่าประเสริฐจริงๆ เช่น ประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า รัฐศาสตร์แบบที่อธิบายนี้ เขาอธิบายรัฐศาสตร์ว่าการเมืองคือการแสวงหาอำนาจ แต่อาตมาอธิบายว่าการเมืองคือการลดละตัวตน ไม่เบ่งอำนาจแต่ไปรับใช้ประชาชน นั่งหลับตาเป็นเจโตสมาธิ กับตักกีวิมังสีเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้ง 62 แบบ แล้วท่านก็ประกาศของท่าน ไม่นั่งหลับตา อยู่กับสังคมก็มีต้น กลาง ปลาย เจริญไปตามลำดับ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ เป็นลำดับอันน่ามหัศจรรย์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ไปนั่งหลับตาสมาธินั้นโมฆะทั้งสิ้น ไม่มีทางบรรลุธรรม จะบรรลุแต่มิจฉาสมาธิ มิจฉาวิมุต มิจฉาอรหันต์ ขอยืนยันนี่คือบทแรกที่พระพุทธเจ้าประกาศต่อสาธารณะในยุคของท่าน เหมือนกับธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่ท่านให้ลดกาม ลดอัตตาจนมัชฌิมาเป็นกลาง ไม่มีเศษโต่งไปข้างใดเลยซึ่งนัยนี้เขาก็ไม่รู้ว่าความเป็นกลางคืออย่างไร มัชฌิมาปฏิปทาเค้าแปลว่าทางปฏิบัติที่เป็นกลางแต่ไม่ใช่ จะต้องปฏิบัติจนหมดกามหมดอัตตาเป็นลำดับซึ่งเป็นกลางสุดท้ายเลย มิจฉาทิฏฐิก็มี 2 แบบคือไปนั่งหลับตาสมาธิกับพวกนั่งนึกคิดจนหัวบวม พวกนี้ไม่มีปรมัตถสัจจะ ไม่มีสมมุติสัจจะที่ลงตัวแบบของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสัจจะ มีในจูฬวิยูหสูตร ก็จะไม่ลงลึกในสัจจะ 3 ประเด็นนี้ ถ้าอยู่สองคน อีกคนหนึ่งยึดมากจะเห็นผลชัดเจนอย่างไร ก็ไม่ยอมเข้าใจ คนที่ไม่มีตัวตนจะยอมคนที่ยึดก็อยู่ด้วยกันได้ แต่ถ้าไม่ยอมก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ แม้คะแนนสองคนก็เป็นสัจจะ จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่และเป็น 4 มีสองต่อสองก็ชกกันตาย ต้อง 3 ต่อ 1 สมมุติสัจจะนี้จึงคือยึดส่วนใหญ่ส่วนมากเป็นหลัก แม้ว่าเราจะถูกต้องก็ต้องประมาณตัวตนเพราะการอยู่ในสังคมความสามัคคี ความไม่ทะเลาะวิวาทเป็นสิ่งที่จำเป็น ความสามัคคีสำคัญกว่าอัตตา ถ้าคุณละตัวตนไม่ได้ก็อยู่กับหมู่ไม่ได้ ต้องไปหาหมู่ใหม่

อปรันตกัปปิกทิฏฐิ 44 [45] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิดด้วยเหตุ 44 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงกำหนดขันธ์ส่วนอนาคต มีความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคต ปรารภขันธ์ส่วนอนาคต กล่าวคำแสดงทิฏฐิหลายชนิด ด้วยเหตุ 44 ประการ? สัญญีทิฏฐิ 16 [46] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ. ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการ? สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย. 19.(1) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา. 20.(2) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา. 21.(3) อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา. 22.(4) อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา. 23.(5) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา. 24.(6) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา. 25.(7) อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา. 26.(8) อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา. 27.(9) อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา. 28.(10) อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา. 29.(11) อัตตาที่มีสัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา. 30.(12) อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา. 31.(13) อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา. 32.(14) อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา. 33.(15) อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา. 34(16) อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ 16 ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 16 ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

พ่อครูว่า… นั่งสมาธิเข้าไปไม่มีเวทนาครบทุกทวาร จะไม่รู้ว่าโลกเขายึดอย่างไร แล้วก็ไม่ได้เรียนกับใครเลย คุณออกมาก็ทะเลาะกับเขาหมด เพราะคุณจะยึดแต่ของคุณ อัตตาเต็มบ้องเลย น่าสังเวชใจ เขาก็จะยึดอยู่กับหมู่ของเขาแล้วก็นึกว่าตรงกันแต่ที่จริงไม่ตรงกันหรอก ถ้าลึกเข้าไปเขาจะเห็นจุดต่างๆ เช่น ธรรมกายคนหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้ามีหัวแหลม อีกคนหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้ามีหัวปุ้ม ก็เลยทะเลาะกัน แตกกันเป็น 2 ฝ่าย ตอนนี้เป็นชั้นเทพทั้งคู่มี 2 อาจารย์ เป็นสัญญายนิจจานิทั้งคู่ ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วสร้างความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ยึดก็อยู่ วางก็ดับ คุณจะรู้คุณและโทษ จะยึดอะไร? ก็ยึดคุณ วางโทษ ยึดอย่างอาศัย แม้วางก็ไม่อาลัยมีแต่อาศัยใช้ในกาละควรให้ดีที่สุด เป็นพระเจ้าอย่างดี พระเจ้าคือเรา เราคือพระเจ้า วิญญาณมีตรีมูรติครบ มีพระกรุณาธิคุณ พระปริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณครบ รู้คุณโทษ รู้ทำดับทำเกิด รู้จักเกิดคืออุปจยะ รู้จักเสื่อมคือชรตา ท่านจะต่อหรือไม่ สันตติหรือไม่ก็อยู่ที่ท่าน มีลักขณรูป 4 มีอนิจจตา เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรเที่ยงต่อให้อุปจยะเกิดอยู่ก็ไม่เที่ยงสุดท้ายก็ชรตา ฐานปฏิบัติธรรมคือเวทนา จึงสร้างความดับได้เฉพาะตน ดับได้คือไม่ยึดมั่นถือมั่น ตถาคตคือหลุดพ้น จะยึดสมาทานตามควร จะปล่อยก็ได้จริง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

พ่อครูว่า… ถือเป็นอนาคต แต่ก็ยึดอดีต คือคุณมีสัญญาจริงๆ แล้วสัญญานี้ชัดหรือไม่ ถ้าชัดเป็นอดีตแท้ ถ้าสัญญานั้นไม่ชัดว่าจริงหรือไม่ พวกที่แท้มีประมาณ 18 แต่ที่แท้ก็ได้ไม่แท้ก็ได้มีมากกว่า มีตักกีวิมังสีโหติอีก จึงมากรวมเป็น 44

อสัญญีทิฏฐิ 8 [47] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ 8 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ด้วยเหตุ 8 ประการ? สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย 35.(1) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 36.(2) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา.(เชื่อว่ามีแต่จำไม่ได้ อาตมาก็มีเยอะ) 37.(3) อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 38.(4) อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 39.(5) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 40.(6) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 41.(7) อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. 42.(8) อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน ไม่มีสัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญาด้วยเหตุ 8 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายไม่มีสัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทั้งหมดย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 8 ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลายกับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริงจึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

พ่อครูว่า… ใครยึดรุนแรงก็ทะเลาะกับหมู่ตลอดเท่าที่ตนยึดจนตาย ถ้าไม่ยึดก็สบาย ปล่อยได้วางได้ คุณก็อยู่กับหมู่ไป ในสาธารณโภคี ใครอยากสบายหรือไม่อยากสบายก็ทำเอาเอง คุณจะทำหรือไม่ทำก็รู้ของคุณเอง เช่นแค่นี้พอไหม เราทำให้ตั้งเยอะแยะแต่เวลาเราจะใช้ให้เท่านี้เอง เขาให้เท่านี้คุณจะอยู่หรือไม่ นี่เป็นระบบที่เรียกร้องกัน ร้องหากันทั่วโลกอย่างระบบที่เราทำนี่แหละ

เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ 8 [48] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการ ก็สมณพราหมณ์เหล่านั้น อาศัยอะไรปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการ? สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมบัญญัติว่า เบื้องหน้าแต่ตาย 43.(1) อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 44.(2) อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 45.(3) อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 46.(4) อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 47.(5) อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 48.(6) อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่. 49.(7) อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่สัญญาก็มิใช่. 50.(8) อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี สัญญาก็มิใช่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ด้วยเหตุ 8 ประการนี้แล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ย่อมบัญญัติว่าอัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย มีสัญญาก็มิใช่ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ 8 ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัดทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้แลที่ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต จะคาดคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้ง ที่เป็นเหตุให้กล่าวชมตถาคตตามความเป็นจริงโดยชอบ.

อุจเฉททิฏฐิ 7 [49] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่าขาดสูญ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 7 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่า ขาดสูญ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 7 ประการ? 51.(1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้มีรูป สำเร็จด้วยมหาภูตรูป 4 มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด เพราะกายแตก ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด ฉะนั้นอัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่อย่างนี้. 52.(2) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้นอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้นข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะขาดสูญอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้ ท่านผู้เจริญ ยังมีอัตตาอย่างอื่นที่เป็นทิพย์ มีรูป เป็นกามาวจร บริโภคกวฬิงการาหาร ท่านยังไม่รู้ ท่านยังไม่เห็นอัตตาใด ข้าพเจ้ารู้ข้าพเจ้าเห็นอัตตานั้นท่านผู้เจริญ เพราะกายแตก อัตตานั้นแลย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเลิกเกิด อัตตานี้จึงเป็นอันขาดสูญอย่างเด็ดขาด พวกหนึ่งย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิด ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. 53.(3) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน