581102_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก บวรพุทธศาสนาคืออย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข2 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581102 ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก บวรพุทธศาสนาคืออย่างไร บรรยายโดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2558

_อาจารย์กฤษฎาว่า… วันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้มาร่วมจัดรายการ วันนี้วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2558 อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบ 45 ปี ที่พ่อครูได้บวชมา พ่อครูตอบ… อาตมาบวชวันที่ 7 พฤศจิกายน 2513 อาจารย์กฤษฎาว่า ผมไปเห็นที่ทำงานของพ่อครู ที่พักของพ่อครู คือที่ทำงาน มีแต่หนังสือตำหรับตำรามากมายไว้เขียนหนังสือ ตอนนี้ในสื่อออนไลน์ได้มีคำว่าปวารณาใช้กัน ในส่วนของฆราวาสทั่วไปก็มีมา เพราะเป็นช่วงออกพรรษา ก็ได้มีการปวารณาต่อกัน เป็นต้นว่ามีอะไรความผิดพลาด ด้วยกาย วาจา ใจ ที่ได้ล่วงเกินไป ก็ขออโหสิกรรมกันด้วย สิ่งเหล่านั้นถ้าเป็นการถอดถอนการประพฤติที่ไม่ดีของตน มันก็น่าจะใช่ โดยเนื้อแท้แล้ว การปวารณาสำหรับผู้บวช และกับของฆราวาส จะปวารณากันอย่างไร พ่อครูตอบ… เป้าหมายของคำว่าปวารณาคือการที่เราเอง จะเป็นเป้า ให้คนอื่นมาจัดการกับเรา หรือมาพึ่งพาเรา เช่น เราเป็นผู้ปวารณา เราเป็นผู้บอกว่า เราจะรบกวนท่านให้ช่วยว่ากล่าวดุด่าตักเตือน ถ้าเราเองไม่ดีอย่างไร บกพร่องอย่างไร จะดุด่าว่าอย่างไร ก็อนุญาต เราลดละตัวตน ลดละสิ่งที่ยึดถือในตัวตน ในความหมายตัวตนนั้น เป็นความหมายที่กว้าง จากการกระทบสัมผัสก็หนึ่ง จากการที่เรายึดอะไรเป็นตัวเราของเราก็หนึ่ง เช่น เราอนุญาตให้รบกวนได้ แม้กระทั่งวัตถุที่เราพอมี อยากจะขอ อยากให้เอาไปใช้ เพื่อประโยชน์ของท่าน ขออนุญาตให้กวนได้ เช่น ญาติโยม ปวารณาให้ท่านใช้ได้ 3,000 นะไม่เกินนั้นได้ หรือจะเป็นเท่าใดก็กำหนดมา ท่านก็อธิบายและเอามาใช้กัน การปวารณาที่จริงคือ ให้ผู้อื่นทำกับตัวเราหรือของเรา เหมือนกับไม่เป็นตัวเรา หรือของๆ เรา คนอื่นมีสิทธิ์ทำกับเราได้เหมือนเราไม่ม

อ่านต่อ

ีตัวตน สรุปคือ ปวารณาคือ ละตัวตนและของๆ ตน ลดของตัว ของตน เป็นเป้าหมายอย่างเดิม โดยให้เขากระทำกับเรา เพื่อชำระตัวตน เราก็ต้องสละตัวตน ออกให้หมด

_อาจารย์กฤษฎา ว่า… ความตั้งใจของผม ถ้าผมจะปวารณาต่อพ่อครูเหมือนเป็นสัจจะเป็นความมุ่งมั่นที่จะบอกมา จากใจของเราเลยจริงใจ พ่อครูตอบ… เพื่อเราจะได้ลดตัวตน ลดของๆ ตนจริงๆ คือปวารณา ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาสก็ตาม ก็ทำได้ ขอให้มีความกล้า ที่จะให้เขาทำให้เรา ลดตัวตนได้

_อาจารย์กฤษฎาว่า… พูดภาษาบ้านๆ คือให้เขาก็ทำกับเราได้ อย่างไม่ต้องเกรงใจ พ่อครูตอบ… ตัวผู้นั้นต้องรู้ว่า เราเป็นผู้ปวารณา จะดุด่าว่า หรือจะขอสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพื่อที่ให้เราได้ลดกิเลส โลภ โกรธ หลง

_ อา จารย์กฤษฎาว่า... เมื่อเห็นเด็กนักเรียนมาเข้าค่าย ก็จะมีรุ่นพี่ที่คอยดูแล อยากให้เด็กนักเรียนได้เข้าใจถึงกระบวนการ ถ้ามีการปวารณาต่อกัน จะมีประโยชน์ต่อกันอย่างมาก สอดคล้องกับที่รัฐบาลให้ลดชั่วโมงเรียนแล้วมาปฏิบัติ มากขึ้น

พ่อครูตอบ… การศึกษาก็เพื่อจะให้เกิดผล แต่ความรู้ที่จะรู้ทางเทคนิค เอาไปทำอะไรต่ออะไร มันก็สอนกันง่าย แล้วก็ทำตลอดเวลา เพื่อให้เกิดความรู้ เช่น จะทำกสิกรรม หรือวิศวกรรม ให้เกิดผลผลิตแรงงาน ที่จะรับผล ได้กินได้ใช้ ได้อาศัยต่างๆ มันก็เป็นวิชาความรู้ทางเทคนิค ส่วนวิชาความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติ ที่ขาดกันมากเป็นสำคัญ คือการลดกิเลส แต่ถ้ามีความรู้ทางเทคนิคมากมายทำได้ แต่ไม่ลดกิเลสก็ สามารถเอาความรู้ ความเก่งทั้งกิริยา ความรู้ ความคิด แต่ไม่ลดกิเลสก็เห็นแก่ตัว แก่ได้ มีแรงบังคับคนอื่นให้ทำตามเราก็คือ โทสะ และหลอกให้คนอื่นทำตามเราก็คือ โมหะ เหล่านั้นไปหลอกลวงให้หลงกล ให้ตนได้เปรียบสามารถมีอำนาจเพิ่มความแรงได้ เอาสิ่งที่เรารู้ เราสามารถเหล่านี้ เป็นอำนาจต่อรอง ในการเอาเปรียบคนอื่นยิ่งขึ้น เพราะไม่ได้เรียนรู้ลดละกิเลสในตน การศึกษาเอียงโต่งไปทางเทคนิคหมด ละเลยการเรียนรู้กิเลสตน ละล้างกิเลสตน อันนี้คือการพลาดของการศึกษา ที่ไม่ลดกิเลส จึงกู้ประเทศไม่ได้ ขอยืนยันเลยนี่เป็นความผิดพลาดบกพร่องทั้งโลก เขาก็พยายามสอนเอาธรรมะคุณธรรมขึ้นมา อย่าให้มีความโลภ โกรธ หลง นี่แหละ แต่ความเข้าใจของเขาไม่ละเอียดพอ แล้วไม่เห็นความสำคัญ จริงจัง เขาเลยไม่เน้น เขาทำอย่างหลวมกันเท่านั้นเอง ก็เลยทำให้มีอาวุธที่ไปเข่นฆ่ากันเป็นศาสตรา ไม่เป็นความรู้ที่ลดกิเลส ที่มีความรู้ ความสามารถไปช่วยเหลือเกื้อกูล ผู้ที่ได้กว่า แม้ไม่ได้กว่าก็ช่วยเหลือเกื้อกูลเขา ตนเองไม่ไปเอาเปรียบเอารัดเขา ไม่เห็นแก่ตัว เกิดความเดือดร้อนทั่วโลก ทั่วประเทศ อาตมาถือว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของโลก จึงมาเน้นทางนี้ ให้มีการศึกษาอย่างที่อาตมาว่า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ความรู้เทคนิคอาตมาไม่เก่ง แต่ถ้าเราสอนเทคนิค ก็จะขาดทางนี้ อาตมาก็เลยมาทำงานด้านนี้ แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่สุด อาตมาเจตนาที่เอาเด็กมาอบรมมาสอน สร้างโรงเรียนเป็นนิตินัยเลย ให้เป็นระบบระเบียบเข้าอยู่ในเกณฑ์ของราชการ และมีความรู้ความสามารถตามที่รัฐกำหนด แต่อาตมาเห็นความสำคัญ ที่เขาไม่มีความเป็นได้ทางศีลธรรม แล้วก็เป็นความรู้ แต่เพียงตำราความคิด แต่ทำไมเป็นปฏิบัติไม่ได้ แม้แต่เรื่องมีน้ำใจ กับคนนั้น คนนี้ ช่วยเหลือตัวเอง ซักผ้าเป็นเอง ปัดกวาดเช็ดถู เห็นแก่ส่วนรวมก็ไม่เป็น อาตมาเห็นว่าเป็นความบกพร่องของสังคม ทำให้เกิดความแตกแยก ก็เลยสรุปรวมการศึกษาเป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เราสร้างให้เด็กมีศีลมากขึ้นและทำงานเป็น ไม่ใช่เอาแต่มีความรู้ แล้วไปตั้งราคาสูง เป็นวิศวะ รู้ทุกอย่างแต่ขันน็อตยังไม่เป็นเลย ได้แต่รู้ๆๆ รายละเอียดอะไรต่ออะไรได้มากมาย แต่ให้ทำจริง ก็ทำไม่เป็นสักอย่าง ได้แต่ท่องจำตามตำราเฉยๆ เราจึงมาให้มีความรู้แบบศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา มาเป็นศีลเคร่ง เก่งงาน ชํานาญวิชา จนเป็นศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชา ในระดับอุดมศึกษา ไม่ได้ทำการศึกษาเพื่อให้ได้เงินได้ทองไปอย่างไร แต่ให้การศึกษา เยาวชน ให้เป็นคนดี ตั้งใจเจตนาจริงใจ ให้เป็นเช่นนี้เพื่อช่วยประเทศชาติช่วยสังคม

_อาจารย์กฤษฎาว่า… คำว่าบวร ตอนนี้อาจเหลือไม่กี่แห่ง ที่ทำกัน พ่อครูตอบ… ใช่ ที่ทำกันอยู่ ไม่รู้จักสังคมสิ่งแวดล้อม สังคมประเทศไม่รู้ภูมิทัศน์ที่ตนอยู่ มันไม่เป็นความจริง ไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รู้ความจริง อยู่กับบ้าน วัด โรงเรียน จะเกิดการซึมซับ เรียนรู้อย่างดี แต่เขาเอาเด็กไปเข้ากล่องตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาเอก อยู่ในกล่องกับอาจารย์ ไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับของจริง สังคมจริง ไม่มีปฏิสัมพันธ์ไม่มี action ไม่มี reaction ไม่ได้รู้ความเป็นจริงของชีวิตจริง สังคมจริง เขาไม่รับ เห็นข้อบกพร่องตรงนี้อาตมาเห็นข้อบกพร่องตรงนี้ จึงเปลี่ยนการศึกษาในห้อง ให้เป็นชีวิตจริง สังคมคือบ้าน ต้องช่วยกันมีน้ำใจ ดูแลรักษา ข้าวของ การกินอยู่ ให้รู้จักชีวิตจริงที่เป็นอยู่กับมนุษยชาติ คือบ้าน วัด คือ คุณธรรม ที่ลึกถึงปรมัตถ์ รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน ลดกิเลส แต่เด็กจะได้เท่าไหรก็แล้วแต่เขา ส่วนโรงเรียนคือ ให้ความรู้เทคนิค ตามที่เขาต้องการหลักสูตร เราก็เพียรสอนให้ได้ตามเขาได้ เด็กที่นี่จึงเรียนหนักกว่าเขา สามต่อ การศึกษาที่อยากจะมาเข้าใจ สูตรการศึกษาที่มีชีวิตอยู่กับความเป็นจริงในสังคม มีอาชีพที่ดีที่ควร เราก็เรียนรู้กับความเป็นจริงอันนี้ โดยไม่ใช่ไปอ่าน ไปคัดลอกไปแต่ในตำรา ตอนนี้อยู่กับของจริงเลย เอาวิชาการมาประกอบขยายความขึ้น จากการสัมผัสสัมพันธ์กับความเป็นจริง เขาก็ว่าทำไมให้เด็กเอาแต่ทำงาน ทำไมไม่ให้เรียน ทำไมไม่สอบ แต่ที่นี่เด็กเราทุกคนได้ทำเป็นแล้ว ก็ได้สอบตลอดเวลา จบไปแล้วพึ่งตนเองได้ เป็นอัตตาหิอัตโนนาโถ ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่เป็นภาระของคนอื่น

_อาจารย์กฤษฎา ว่า… พ่อครูเริ่มต้นอย่างไรจึงครบ บ้าน วัด โรงเรียน ทำไมถึงมีโรงเรียนตามมา พ่อครูตอบ… มันมาจากสัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ทุกอย่างมาแต่เหตุ เพราะตั้งต้นถูก การดำเนินต่อไปถึงถูก อาตมาไม่มีเจตนา ไม่มีความรู้ไม่มีการวางแผนเลยว่าถึงเวลาต้องมาตั้งโรงเรียน ถึงเวลาต้องมาทำการสื่อสาร ต้องมาทำตามเหตุปัจจัยอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก มี 1+1 ไปเรื่อย ไม่ตะกละตะกลามที่จะบวก 5 + 10 ไปก่อนเลย ไปตามลำดับ เป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ อย่างที่พระพุทธเจ้าบอก จะมีอัตราก้าวหน้าที่น่าทึ่ง จาก 1 + 1 ต่อมาก็มีสภาพบวก 4 + 8 เป็นปฏิภาคทวี ระดับคูณมันเป็นเช่นนั้น อธิบายในระดับรูป - นามไม่ไหว อธิบายขยายความไม่เก่ง เห็นความจริงว่ามันก้าวหน้า อัตราการก้าวหน้า มันเป็นไปได้

_อาจารย์กฤษฎาว่า… ทุกอย่างมาแต่เหตุปัจจัยอย่างที่พระพุทธเจ้าสอน พ่อครูตอบ… จะมาถึงไม่กังวล อาตมามีวิสัยทัศน์ ว่าจะเจริญอย่างงั้นอย่างงี้ แต่ไม่ต้องไปไขว่คว้า อยากได้เกินไป ให้ทำความจริงในปัจจุบันไป จะมีความรู้ที่เป็นวิสัยทัศน์ก้าวหน้า ล่วงหน้าไปไกล แต่อย่าไปคิดไกล มันจะรู้ว่า มีราศีรังสีออกไปไกล จะล้ำหน้าแล้วก็ไม่ตะกละตะกลาม เป็นความเป็นลำดับ ที่น่าอัศจรรย์ มีความละเอียดลออ บันไดเป็นขั้นๆ อย่าไปสร้างวิมานเหมือนธรรมกาย ว่าจะต้องรวยต้องใหญ่ ต้องก้าวหน้า เป็นการสร้างลมๆ แล้งๆ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นการแส่หาของตัณหาทั้งสิ้น เป็นความร่าน แส่หา ของตนเองทั้งสิ้น

_อาจารย์กฤษฎาว่า… วันนี้หวยออก ใครเล่น social media ก็จะเห็นว่ามีการเยาะเย้ย เหน็บแนมกัน โดยเฉพาะเจ้ามือหวยก็ออกมาเยาะเย้ยคนซื้อเลขไม่ถูกรางวัล พ่อครูตอบ… พูดถึงศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัจจุบัน มีทั้งกฎหมายระเบียบที่เรียกว่าวินัย ส่วนเรื่องราวเนื้อหาต่างๆ คือพระสูตร สิ่งลึกซึ้งในจิตเรียกว่า พระอภิธรรม มี 3 หมวดหมู่ 3 ตะกร้า 3 เข่ง 3 สิ่งบรรจุไว้ วินัยก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เวลาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะไม่หลับตาปฏิบัติเหมือนคนทั่วไป ในสมัยก่อนพระพุทธเจ้านั้นเสื่อมแล้ว แต่ก็เสื่อมใหญ่แต่ไม่ ค่อยเสื่อมลึกเหมือนทุกวันนี้ ทุกวันนี้ทั้งหยาบ ทั้งใหญ่ ทั้งเสื่อมลึกด้วย เขาปฏิบัติธรรม เขาไปออกป่า ให้ทรมานตนเอง ทรมานร่างกายระดับกาม นั่งสมาธิก็ไปรู้แต่ข้างใน ข้างนอกก็เอาแต่ทรมานตนเอง ไม่ได้มีรูป รสกลิ่น เสียง สัมผัส มากระทบ พระพุทธเจ้าเกิดมาท่ามกลางอันนี้ ที่เขาเอาแต่นั่งหลับตา มีอัตตา ในมโนมยะ ใช้จิตสร้างเรื่องราว เป็นได้แต่อดีตกับอนาคต ไม่เป็นปัจจุบัน แม้เป็นปัจจุบันก็ตอนนั่งสมาธิในภพ จะมีกามก็ระลึกสัญญาเอา ไม่มีเนื้อแท้ ของความเป็นจริงเลย หรือเป็นพวกที่ลืมตาก็เป็นพวก “ตักกีวิมังสี” เป็นนักตรรกะ นักคิด นักพูดในสังคม แม้แต่พวกเซ็นก็ตาม ไม่ได้เป็นลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า ที่มีสุดยอดเพชรของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ คัมภีรา…. ทุกวันนี้พระเมืองเป็นพวก “ตักกีวิมังสี” ส่วนพวกนั่งหลับตา ก็ไปในอดีตกับอนาคต แม้ปุถุชนจึงสร้างกิเลสใส่ตนเองทุกวินาที ตนเองจะมีปฏิภาณรู้ของตนเอง ศาสนาพระพุทธเจ้าเรียนรู้สมบูรณ์แบบ ทั้งรูปและนามทางวัตถุและจิตวิญญาณ แล้วเอาอกุศลธรรมออก เหลือแต่กุศลธรรม

_อาจารย์กฤษฎาว่า… ปฏิบัติธรรมไปเหมือนมีกิเลสมากขึ้น พ่อครูตอบ… ถูกต้องหลายคนมาปฏิบัติธรรมกับที่นี่แล้ว บอกเช่นนี้ อาตมาว่า คุณมาก็มากับกิเลส เท่าที่คุณมีนั่นแหละ ที่นี่ไม่ได้เพิ่มกิเลสให้คุณ แต่พอรู้ตัว ก็จะเห็นกิเลสได้ดีขึ้น เดิมคุณมีกิเลสอยู่แล้ว แต่คุณตาดีขึ้น เริ่มเห็นกิเลสได้ดีขึ้น ที่นี่ไม่ได้พาเพิ่มกิเลส แต่คุณหอบกิเลสติดตัวมามากมายต่างหาก ที่นี่ไม่มอมเมาด้วยกามคุณ โลกธรรม จะหาว่าที่นี่เติมกิเลสได้อย่างไร ไม่ได้มีแหล่งอบายให้คุณตกต่ำอีกต่างหาก

_อ.กฤษฎาว่า… พวกเราท่องอาริยสัจ 4 แต่เราไม่รู้ตัวที่แท้จริงว่าตัวทุกข์เป็นอย่างไร มรรคมีองค์ 8 เป็นอย่างไรจริงก็ไม่รู้ หรือบางคนว่าเราต้องเดินสายกลางคือใช้มรรค 8 พ่อครูตอบ… ต้องเรียนรู้สภาวะของจิต เมื่อตากระทบรูปทั้งหลาย และเกิดกิเลส โทสะมูล แม้จะโหดร้ายเอาเขามากินตาม จะฆ่าเขามากิน ยิ่งไปฆ่าเล่น ฆ่าหัว เป็นผู้ที่ฆ่าได้เก่ง ล้มเสือ ล้มช้าง ล้มด้วยฝีมือเลย แต่ถ้าเก่งจริงๆก็ไม่ต้องเอาอาวุธ ให้สู้ด้วยมือเปล่าเลยสิ คุณแบกปืนไปฆ่าเขาทำไม แต่จิตวิญญาณคนโหดร้าย พระพุทธเจ้าถึงบอกว่าสัตว์เป็นเพื่อนทุกข์ อย่าไปฆ่าแกงเขา ศาสนาพุทธสอนเรื่องวิบาก เชื่อมโยงกันไม่รู้กี่ชาติ ต่อกี่ชาติ เราอยากไปต่อ เลยมีแต่ต้องทำให้เกิดสมานเกื้อกูลกัน นี่คือศีลข้อ 1 ข้อ 2 อย่าไปลักของเขา เอาของเขาในฐานะของการเป็นขโมย ข้อ 3 ไปชอบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเสียดสี สัมผัสอะไรเกิดกิเลสเป็นของจริง การไปนั่งคิดเอา ไม่มีของจริง แต่สัมผัสแล้วเกิดกิเลสนี่คือของจริง กำหนดรู้เลยว่าเป็นอาการอย่างนี้กำหนดหมายให้รู้ว่า อาการอย่างนี้ คือราคะ หรือโลภะ หรือเกิดโทสะ ต้องลดอาการเหล่านี้ให้ได้ และลดมันจน มันไม่อยากได้ อันแรกเป็นชังนี้ เป็นผลร้าย ต้องเอาออกก่อน ต่อมาก็จัดการความโลภให้แก่ตนเอง มันเป็นภัยทั้งสองข้าง เพราะฉะนั้นนิพพานคือ ไม่มีทั้งดูด ไม่มีทั้งผลัก ไม่มีอาการรัก ไม่มีอาการชอบใจ มีแต่ความไม่ดูด ไม่ผลัก คือฐานของนิพพาน แต่ธรรมชาติของจิตมีการพักยก คือเคหสิตอุเบกขา แต่ถ้าล้างให้ถูกสภาพ จะไม่มีการ กลับกำเริบ การกดข่มไม่ได้ลดต้นเหตุ กดข่มไม่มีทางได้นิพพาน แต่คนทุกวันนี้ปฏิบัติธรรมไม่เข้าใจสภาวธรรม อุเบกขาของฌาน 4 ให้ได้เป็นฌาน ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาคือพลังฌาน ฌานอยู่ที่ไหนปัญญาอยู่ที่นั่น ไม่มีปัญญาไม่มีฌาน เถรวาทได้พระไตรปิฎกอันนี้มา ก็แปลพยัญชนะสู่พยัญชนะก็ดี อาตมาเห็นว่าพระไตรปิฎกมีบางแห่งผิดเพี้ยน ก็ตีความ ตามที่อาตมาจริงใจ อาตมามั่นใจว่าไม่มีความลำเอียง อาตมาไม่เก่งแต่ก็อาศัยสภาวะ ว่าสภาวะนี้เป็นภาษาไทยว่าอย่างไร ก็แปลไปเป็นบาลีอีกที

เช่น อภิสังขาร 3 คือการจัดการอย่างยิ่ง จัดการให้กิเลสมันลด ปุญญาภิสังขารคือจัดการกำจัดกิเลส ชำระกิเลสให้ได้ จนกระทั่งสุดท้ายไม่ต้องชำระแล้ว อปุญญะ พยัญชนะแปลว่าไม่ต้อง จบแล้ว สภาวะคือจบกิจแล้ว คือ ปุญญปาปปริกขีโน คือสิ้นบุญสิ้นบาป บาปก็ไม่มี บุญก็ไม่ต้องทำแล้ว ถ้าไม่รู้จักสภาวะไปแปล อปุญญาภิสังขาร คือการปรุงเป็นบาปไปเสีย

_อ.กฤษฎาว่า… พ่อครูเคยกล่าวถึง การสะสมบารมีในการก้าวไปสู่อาริยชน พ่อครูตอบ… ทุกวันนี้ คนที่รู้ ละได้ก็มาเป็นมวลช่วยกันแล้วศึกษาต่อ สืบต่อกันไป ท่านเด่นตะวันที่กำลังออกอากาศไปเมื่อตะกี้นี้ ถูกสัมภาษณ์โดยคุณดาวตะวันออกอากาศไป ท่านก็ได้อธิบาย ว่าเป็นครูมาก่อน แล้วก็มาเห็นความจริง ก็ไม่เอาทางโน้นแล้วลาออกมาช่วยสอนเด็ก มาทำกันต่อไป

_อาจารย์กฤษฎาว่า… ดร.ทั้งหลายก็อ่านพระไตรปิฎกเป็น แต่ไม่ได้มีเนื้อแท้ธรรมะ หมวดหมู่พุทธศาสนิกชนที่ประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชนเข้ามาศึกษาอย่างถูกต้องก็จะได้ผลเจริญได้ พ่อครูตอบ… พูดไปมันยกตนเอง ที่ได้เห็นการศึกษาเชิงคุณธรรม และเชิงเทคนิค พ่อครูไม่จริงทางเทคนิคที่เขาสร้างกันใหญ่โต แต่พ่อครูเน้นเรื่องจิตวิญญาณ ที่เป็นภัยต่อสังคมให้กำจัดตัวตนที่เป็นภัย ให้รู้กิเลสที่อยู่ในจิตก่อน กิเลสเกิดตอนกระทบสัมผัสเกิดขึ้นจริง จักมีนิพพานได้ต้องมีปัจจุบัน หากไม่มีปัจจุบัน 0 เลย ในพระสูตร สูตรแรกเลย มีปุพพันตะ กับ อปรันตะ คือไม่จริงทั้งคู่ ต้องมาสู่ของจริงปัจจุบัน เป็นสัจจะที่รับรู้ตรงกัน รับรู้ร่วมกันได้ เป็นของจริงทั้งนอกและใน สังคมอเมริกันชนเขาก็มีรูปแบบของเขา ต้องเอาวันนี้เป็นบอกว่าดี อย่างนี้เป็นสุภะ เขาก็สมมติตามเขา คนไทยสมมติแบบคนไทย แบบออะไรกันเขาก็นึกว่าจริงของเขาเลย คนไม่เข้าใจก็เห็นว่าเขาเจริญ เขาก็เจริญตามสิ่งแวดล้อมของเขา มีการศึกษาดีมีการจัดสัดส่วน อาศัยสิ่งที่เขาเป็น เขาจริง เขามี ตามภูมิประเทศเขา เขาเป็นประเทศเมืองหนาว ของไทยเราเป็นประเทศเมืองร้อน ต่างกันนิสัยใจคอก็ต่างกัน วัฒนธรรมต่างกัน คนเกิดเป็นชาวอเมริกัน เขาไม่มาเมืองไทย เขาก็อยู่อย่างนั้นของเขา จนกว่าเขาจะมีวิบากต้องมาเกิดเมืองไทย สิ่งแวดล้อมก็เป็นเมืองไทย มีคำถามแทรกว่าดิฉันไปอบรมครูที่เมืองทองธานี ได้หนังสือมาเล่ม 1 ชื่อว่าฉะเชิงเทราโมเดล เขาเล่าถึงการศึกษา ที่เรียกว่าบวร สอนโดยฝรั่งมาจากยูเนสโก โดยสอนที่ฉะเชิงเทราก่อน อ่านแล้วพบว่ายูเนสโกเน้นบวร เหมือนกัน อ่านแล้วก็พบว่าเน้นการอยู่กับชุมชนอย่างที่พ่อครูพาทำ แต่ตอนหลังยูเนสโกถอนตัวไป ก็ไม่ทำอีก บวรนี้ก็มีครูหลายคนที่โหยหาวันนี้

พ่อครูตอบ… มาสิมาศึกษาแบบนี้ที่นี่ บ้านคือสังคมหมู่บ้านคือสังคม ชาวอโศกก้าวหน้ามาได้มีสังคม ระดับหมู่บ้านยังไม่ถึงอำเภอ ไม่ถึงจังหวัด เป็นหมู่ชนที่มีเครือแห แต่ละบ้าน แต่ละบ้านมาร่วมกัน ทำได้เป็นถึงระดับสาธารณโภคี เอาสมบัติมาร่วมกันไว้เป็นส่วนกลาง จัดสรร แบ่งแจกคนได้มีโอกาสกว่า ต่ำกว่า แชร์ให้สมดุลเสมอภาค นี่เป็นแนวคิดที่รวบรวมกันมาแต่ไหนแต่ไรสำหรับปราชญ์ คือเขาก็ร่วมให้เป็นคอมมูน ให้เป็นส่วนกลางแบ่งแจกให้ทั่วถึงกัน แต่เขาต้องออกกฏหมายมาบังคับ แต่ของพระพุทธเจ้าทำด้วยสำนึก คนสูงสุดไม่เห็นแก่ตัวเลยเสียภาษี 100% ทำแล้วเข้าส่วนกลางหมดอย่างหมดตัวตน อาตมาเอาธรรมาธิปไตยจะมาเปิดเผยแก่พวกเรา จะลดตัวตนได้แข็งแรงเข้ามารวมตัวกันอย่างไม่เห็นแก่ตัว ทำงานได้ผล ได้มาร่วมส่วนกลาง แล้วมาแบ่งแจกมีผู้บริหารมาร่วมบริหาร ให้สมบูรณ์ให้ซื่อสัตย์ไม่ลำเอียง ทำงานเข้ากองกลางหรือกว่า 100 % มีหมู่บ้านที่ 1 หมู่บ้านที่ 2 หมู่บ้านที่ 3 โยงใยกัน มีหมู่บ้านที่ทางรัฐรับรองเป็นนิตินัย คือราชธานีอโศกและปฐมอโศก เรามีการศึกษาบวร คือบ้านวัดโรงเรียน คนที่นี่เป็นผู้สอน ผู้เรียนหมด ส่วนเด็กนักเรียนก็สอนตามหลักสูตรของรัฐ เราก็ให้ได้เหมือนของเขา แต่เรามีเสริมเรื่องจิตวิญญาณเรื่องศีลธรรม ให้แก่เขา คนแก่ก็มาเรียนโดยปริยาย คนหนุ่มคนสาวก็มาเรียนและมาสืบต่อผู้ที่ตายไป ถ้าเขาเห็นดีมาสืบต่อ แต่ถ้าเขาไม่เห็นดี ก็ได้เท่าที่เขาได้ มี ภูมิคุ้มกันของเขาไป บ้านคือสิ่งแวดล้อมทั้งหมดช่วยกันทำ ช่วยกันกิน ช่วยกันใช้ ช่วยกันประหยัด เป็นการบริหารสังคมหมู่บ้านก็คือการเมือง ตั้งแต่เพียงกลุ่มเล็กๆ มีอิสระจะอยู่ภายใต้นิตินัย เราเรียนรู้ทำกินทำใช้แบ่งแจกกัน สมบัติส่วนกลางนี้ไม่มีใครแบ่งออกไปได้ แต่เขามากินมาใช้ร่วมกันได้โดยหลักเกณฑ์ เพิ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ สรุปสังคมคือบ้าน วัดคือคุณธรรม โรงเรียนคือที่สถานที่สั่งอบรมธรรมะ เทคนิคและความรู้ อาตมาเพิ่งมีความรู้ว่า ยูเนสโกมีความรู้บวรด้วย ก็อนุโมทนาด้วย ไม่ใช่ว่าอาตมาบุกเบิกก่อนแต่อย่างใด อาตมาทำการศึกษา ให้บ้านอยู่อย่างนี้ วัดมีคุณธรรมเช่นนี้ โรงเรียนให้เป็นเรื่องสอนความรู้วิชา สอนแต่วิชาที่จำเป็นต่อชีวิตไม่เฟ้อเกิน ให้มนุษย์มีความดีความรู้ความสามารถ เรามีหน้าที่มาช่วยกัน อาตมาว่าอาตมาพึ่งตนเองรอด ทำได้ เหลือได้ เกินใช้ เกินกินแล้วแบ่งแจก ก็มีคนมาช่วยสืบสานต่อเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่สืบสายกันไป เขาเพิ่งไปสัมภาษณ์ อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ เขาก็ว่า อย่าให้พ่อท่านเก่งอยู่คนเดียว ให้คนอื่นเก่งบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเหมือนกับท่านพุทธทาสหรือท่านพรหมคุณาภรณ์ ไม่ได้สร้างมวลชนผู้สืบทอด อาตมาก็ว่าทำไม อาจารย์ ส. ศิวรักษ์ นี่ไม่เห็นว่าเราได้สร้างมวลชนหรืออย่างไร แต่อย่างท่านพรหมฯท่านไม่ได้สร้างหมู่กลุ่มยิ่งกว่าท่านพุทธทาส สายนั่งหลับตาสร้างหมู่กลุ่ม แต่ไม่เรียนรู้สังคม ไม่ออกมา ก็เลยถอยหลังเข้าคลองลึกไป สมัยนี้ก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็เลยต่อกันไม่ติด

บ้านคือสิ่งแวดล้อม วัดคือคุณธรรม โรงเรียนคือที่ให้ความรู้ แต่เขาเข้ามาที่เราก็บอกว่าวัดอยู่ไหน? เราก็บอกว่า มันอยู่รวมกันนี้แหละ ก็รู้กันเป็นนัยว่า นี่เขตบ้าน นี่เขตวัด นี่โรงเรียน แต่อยู่รวมกัน ให้รู้กันโดยปัญญา ไม่ต้องเอากำแพงเอารั้วมากั้นให้แข็ง จนกลายเป็นเขตลึกลับ แต่นี่ให้ร่วมกัน ให้อยู่ในสายหู สายตา เพราะไม่มีเขตลึกลับเฉพาะตน แต่สร้างสำนึกให้รู้ว่า เขตไหนไม่ควรเข้าไป เขตไหนไปได้ เช่น ตอนทำสังฆกรรมก็ไม่ให้ฆราวาสไป เป็นต้น เราก็ทำตามพระพุทธเจ้า พวกนี้เป็นนัยละเอียดลึกซึ้ง สรุปคือบ้านวัดโรงเรียนนี้รู้ให้ลึกซึ้ง ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ต้องทำได้สัดส่วนทั้งสามอย่าง ไม่ต้องสงสัยยูเนสโก เขารู้อย่างนี้ก็ดี ความรู้ทุกวันนี้มีแต่เข้ากรอบเป็นนักรู้ ก็รู้แต่ทฤษฎี อย่างวิศวกร จบแล้วประกอบรถยนต์ไม่ได้เท่าไอ้ตี๋หรอก ขันน็อตสู้ไอ้ตี๋ไม่ได้หรอก การขาดพร่องไม่สมดุล เรามาแก้ไขให้เป็นไป เราก็ตั้งอาชีวะมาสอนเด็กหลายนัย ทางการก็บอกว่าควรยกฐานะเป็นอาชีวะเราก็ว่าดี เด็กของเราก็ทำจริงเลย

คนทำเป็นมันรู้ทุกคน แต่คนรู้ แล้วทำไม่เป็นมีเยอะ รู้มากแต่ทำไม่เป็น แต่คนที่ทำเป็นไม่รู้ ไม่มีแต่รู้เท่าที่ตนทำได้ แต่คนรู้มาก แต่ทำไม่เป็นมีมากมาย นี่คือความขาดพร่อง แทนที่จะส่งเสริมคนทำเป็นกลับส่งเสริมแต่คนรู้คือเจ๊ง ตอนนี้คสช.กำลังแก้ไข ทำได้ดีทำต่อไป

พ่อครูอ่านบทกวี การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้….. การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ ขอยืนยัน เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ พระพุทธเจ้าให้รู้จักกิเลสสักกายะอัตตา แล้วกำจัดสักกายะกำจัดอัตตาได้จริงนะจ๊ะ แต่มหาเถรสมาคมตอนนี้ไม่ได้สอนเรื่องลดกิเลสเลย มีแต่กิเลสหนาหุ้มกัน จนเป็นสมีอุ้มสมี แล้วจะไปไหนรอดมีแต่ตายกับตาย

_ คำถามจากเด็กว่า… มีอะไรทำให้หลวงปู่ออกบวช พ่อครูตอบ ... ตอบอย่างยวนๆก่อน ว่า เพราะว่าถึงคราวต้องบวช หรือเพราะรู้ตัวแล้วว่าจะต้องมากอบกู้ศาสนา อาตมามาออกบวชแล้ว เถรสมาคมถึงเห็นว่าเป็นศัตรู มาสู่คำตอบที่ไม่ยวน หลวงปู่มาบวชเพราะว่ามันถึงรอบที่จะต้องบวช เนื่องจากมีความระลึกรู้ตัวเอง ว่าเราไปหลงโลกอยู่ถึง 36 ปี เมื่อรู้ตนเองว่าเป็นโพธิสัตว์ ก็ต้องมาทำงานศาสนา ออกมาอย่าง ที่จริงจะไม่เข้าวัด เพราะรู้ว่าวัดไม่จริงมีเยอะ จะไปสอนพระก็ยาก แต่ไม่มีที่อยู่ก็เลยต้องไปอยู่ที่วัดอโศการาม หาที่อื่นไม่ได้ก็เลยจำนน ก็เลยพูดกับเจ้าอาวาส ว่าผมไปอยู่ขอร้องว่าอย่าให้ใครมารบกวน ท่านก็หัวเราะว่าเห็นมีแต่ฆราวาสมากวนพระ ไม่เห็นมีที่ไหนที่พระมากวนฆราวาส ท่านก็ว่าเชิญให้มาอยู่ได้ ก็เลยไปสร้างกุฏิอยู่ที่ป่าแสม มียุงเยอะจริงๆ ก็ออกมาปฏิบัติตั้งแต่ตอนโน้น หนึ่งไม่คิดบวช เพราะรู้ว่าพระไม่จริง ก็คิดว่าจะเขียนหนังสือไม่คิดพูดคิดสอนเทศน์นะ แต่ต่อมาก็รู้ว่าตนเองเป็นใคร ก็ต้องออกมาทำงานเช่นนี้ ทำงานมาจนกระทั่งตอนหลังก็มาเปิดเผยตนเอง แต่ก่อน ไม่ได้บอกว่าตนเป็นอรหันต์ ก็บอกแค่ว่าเป็นโพธิสัตว์ต้องเป็นอรหันต์ก่อน การจะปฏิบัติเช่นโพธิสัตว์ต้องบรรลุธรรมในตนเป็นลำดับก่อน แล้วค่อยไปสอนเขา หลวงปู่ไม่คิดจะบวช แต่ว่าต่อมาก็มีเหตุให้ต้องบวช แล้วก็ขอมาแยกหมู่กลุ่ม มาตั้งเป็นกลุ่มอโศก ต่อมาเจ้าอาวาสก็เรียกไปบอกว่าไม่ได้ ต้องคืนใบสุทธิ แต่แยกมาอยู่เป็นที่ของหลวงลุงที่เป็นเจ้าอาวาส อาตมาสวดญัตติทั้งธรรมยุติและมหานิยาย ต่อมา มาตั้งหมู่กลุ่มที่แดนอโศก เจ้าอาวาสท่านก็บอกว่าทั้งมหานิกายและธรรมยุติปฏิบัติร่วมกันไม่ได้ เราก็ไม่ทำไมหรอก สนใจธรรมะเหมือนกันทำไมร่วมกันไม่ได้ ท่านก็ให้คืนใบสุทธิ อาตมาก็คือธรรมยุติไป แต่เหลือใบสุทธิมหานิกายไว้ สรุปแล้วนะว่าทำไมถึงมาบวช

_คำถามว่า… ทำไมหนูชอบคิดว่าตนเองเป็นคนที่พิเศษ เหมือนชอบคุยกับตนเองในใจแล้วชอบคิดว่า เราผ่านมาได้ถึงขนาดนี้ พ่อครูตอบ… ธรรมชาติคนเรามักหลงตนเอง ดีแล้วที่สำนึกตนเอง

_คำถามว่า…ก็ใจมันรักแล้วจะให้ทำอย่างไร พ่อครูตอบ…. พอถึงเวลาเป็นวัยที่มีฮอร์โมนก็มีความรักมีเรื่องเพศ ยังอยู่ในวัยไม่สมควร ก็ให้ลดให้ระงับให้หยุดเสีย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้พบอีก ใจเรามันเกิดรักทั้งที่ยังไม่ถึงวัยก็ให้หยุดก่อน อย่านึกว่าแผ่นดินนี้ไร้เท่าใบพุทรา

_คำถามว่า… การที่เรามีความหวัง กับการถูกให้ความหวังมันต่างกันหรือเปล่า พ่อครูตอบ… การมีความหวังเป็นของเรา การที่ถูกให้ความหวังเป็นของคนอื่นให้มามันก็ต่างกันอย่างนี้ เราจะฟังคนอื่นให้ความหวังว่าเข้าท่าไหม ถ้าเข้าท่ากว่าเก่า ทบทวนแล้วไม่ดี เราก็ไม่เอา

_คำถามว่า… มีแรงบันดาลใจอะไรทำไมถึงตั้งชุมชนชาวอโศก พ่อครูตอบ…. มนุษย์เป็นสัตว์โขลง มีการอยู่ร่วมกัน แล้วจะอยู่ร่วมกันอย่างดีงามเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ หลวงปู่จึงพยายามสร้างคนเพราะคนเป็นสัตว์โขลง ต้องมารวมกันเพื่อสร้างคุณธรรม ให้มีพฤติกรรมมีคุณธรรม แล้วเรารวมตัวกันสร้างคุณธรรมให้แก่สังคมเราเป็นตัวอย่างเขา และช่วยเหลือคนอื่นเขา คุณธรรมของพระพุทธเจ้าต้องพึ่งตนเองให้ได้ และมีส่วนเหลือ ส่วนเกินที่จะช่วยคนอื่นได้ หลวงปู่ทำมาตั้งแต่ต้นจนได้ถึงบัดนี้ก็ดีขึ้นตามลำดับ

_คำถามว่า… ทำไมในอโศกแต่ละที่แต่ละพุทธสถานถึงมีไม่เหมือนกัน พ่อครูตอบ... ต้นไม้ 2 ต้นยังไม่เหมือนกัน ต้นยังไม่เหมือนกันอะไร อะไรก็ตามถ้ามีสองเป็นต้นไป อะไรก็ตามถ้ามี 2

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน