601013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่สุขสำราญตามรอยพ่อ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์357 KB
วันที่แก้ไข14 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601013_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คนจนที่สุขสำราญตามรอยพ่อ

สมณะเดินดินว่า…วันนี้เป็นวันสำคัญ วันศุกร์ที่ 13 ตุลาคม 2560 แรม 8 ค่ำเดือน 11 ปีระกา ที่บวรราชธานีอโศก ถือว่าวันนี้ เป็นวันเศร้าโศกเสียใจครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ ดูเหมือนว่าในเดือนตุลาคม จะมีวันสำคัญกันไปทั้งเดือน วันที่ 13 เหมือนวันมหาอาลัย วันที่ 14 เป็นวันมหาวิปโยค พอถึงวันที่ 19 ก็เป็นเทศกาลกินเจ เป็นวันมหากุศล ปีนี้ที่บ้านราชฯ ลุงจำลองก็จะมาร่วมเทศกาลกินเจด้วย ช่วง 19-29 ก็มี วันที่ 23 เป็นวันปิยมหาราช วันที่ 26 ทางญาติธรรมหลายส่วน ก็จะไป ร่วมกันจัดโรงบุญครั้งใหญ่ ใน วันถวายพระเพลิงพระบรมศพ โรงบุญ เราก็มีการเข้ากะกัน ตลอด 24 ชั่วโมง งานนี้รับสมัครจิตอาสาพวกเรา ที่มีสุขภาพแข็งแรง ใครสุขภาพไม่แข็งแรง ก็อยู่บ้านก่อน เพราะต้องรับงานหนัก แต่ที่บ้านราชฯ เราก็มีร้านขายเจ ที่พ่อครูว่า เป็นร้านขายอาหารเจที่ใหญ่ที่สุด พอเดือนพฤศจิกายน ก็เข้างานมหาปวารณา เป็นครั้งแรก ที่ไปจัดงาน ที่ศาลีอโศก ในวันที่ 4 ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน ปีนี้ 7 พฤศจิกายน เป็น วันครบรอบวันบวชของพ่อครู ย่างเข้า ปีที่ 48 ของพรรษาของการบวช และย่างเข้า ปีที่ 84 ของชีวิตพ่อครู จะเทศน์ถึง การทำงานย่างเข้าปีที่ 48 ของการมากอบกู้ศาสนา งานของเราจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี ปีนี้ก็ชัดเจนว่า แต่เดิมเป็น งาน ว.บบบ. ก็จะมาเปลี่ยนเป็น งานเพื่อฟ้าดิน ก็ดูว่าจะเข้ากับเหตุการณ์ยุคสมัย ปีนี้น้ำท่วมกันหลายรอบ ตอนนี้ กรมอุตุก็พยากรณ์ว่า จะมีพายุโซนร้อนขนุน เข้าเวียดนาม แล้วจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยแน่ เรื่องอาหารของประเทศ จะขาดแคลน และเราจัดงานเพื่อฟ้าดิน ก็จะช่วยประชาชน วันที่ 27-30 จะเป็นงานบำเพ็ญคุณ วันที่ 31-2 เป็นงานเพื่อฟ้าดิน ก็รักษ

อ่านต่อ

าชีวิตไปให้ถึงสิ้นปีก็แล้วกัน วันนี้เป็นวันสำคัญของประเทศไทย และเป็นวันสำคัญที่พ่อครูจะมาให้ธรรมะ พ่อครูว่า... เราเริ่มต้นด้วยการ โอภาปราศรัย กับข้อความที่ส่งมา ก่อนอื่นก็ขอโฆษณา ค่ายอบรมธรรมะ ที่จัดตามชุมชนต่างๆ ก็จัดกัน เพื่อที่จะให้คนที่เริ่มเข้ามา เข้ามาได้เรื่อยๆ แพร่กระจายไป แต่แหม คนน้อยเหลือเกิน ไม่ค่อยจะสนใจจะมากัน ก็เข้าใจนะว่า เป็นโลกุตรธรรม ที่ไปนิพพาน รสของโลกียะก็อ่อนมาก จนเกือบไม่มีเลย ก็เลยยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะคัดเอาคนสนใจ มาเพิ่มเติมได้ คนไหนมาก็อุ่นใจดีใจที่เข้ามา แสดงว่ามีภูมิปัญญาถึง เป็นการแสวงหาค้นหา มีดวงตาค้นพบแล้ว ก็จะทยอยกันมา ไม่ใช่เราเปิดประตูกรูเกรียวหลอกล่อกันเข้ามา เป็นโลกียะจัด มันก็ไม่ดี เราเองก็ไม่ค่อยไหว ค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า “ออกพรรษา มุ่งมาเดินตามรอยพ่อ” ครั้งที่ 22 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 13 - อาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่าย ฟรี! (จะอยู่กี่นาทีได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือโทรฯ คุณชญาดา 087-443 7865 สมัครonline ได้ที่ inbox เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

_SMS วันที่ 11-12 ตุลาคม 2560 (บวรราชธานีอโศก) _6956… ทักษิณว่า ในหลวงพาประชาชนไปจน ก ท ม พ่อครูว่า... คำว่า “จน” เป็น คำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก วันนี้จะสาธยายเรื่องนี้ ในหลวง ร.9 ตรัส ให้มาเอา แบบคนจน อาตมาก็ชัดเจน ในการพากันมาจน แล้วพากันปฏิบัติ มีหลักฐานอ้างอิง ยืนยันทุกอย่าง ทำกันจริงๆ เพราะยุคนี้เป็นยุคที่ประชาชนฉลาดกันแล้วทั้งโลก แล้วรู้ว่าทิศทางความเจริญ ความประเสริฐ คืออย่างไร คือการมามักน้อยสันโดษตามพระพุทธเจ้าสอน ตาม วรรณะ 9 กถาวัตถุ 10 ยกย่องความจนไม่ได้ยกย่องความรวยเลย เป็นคนจนที่ประเสริฐ และฉลาด ขยันขันแข็ง เป็น คนจนที่วิเศษ

_0015… ความเสื่อมในวงการพุทธศาสนา และการตายไปของเกจิ อาจารย์สำนักต่างๆ ประกอบกับการที่พ่อท่านฯมีอายุที่ยืนยาว น่าจะ มีส่วนช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาได้มากนะครับ พ่อครูว่า... การตาย คือ ตายจาก ความหมดฤทธิ์ หมดอำนาจ หมดสิ่งที่จะได้มา เผยแพร่ มากระจาย สิ่งที่มันไม่เข้าท่าเข้าทาง ก็ถูกปราบ ถูกกำจัด ถูกล้างบาง และอีกปัจจัยคือ อาตมาอายุยืนยาว

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน มีครอบครัวอยู่สามารถบรรลุธรรมขั้นไหนได้ _ยังมีครอบครัวอยู่ มีลูกมีเมีย ยังอยู่กับครอบครัว จะสามารถบรรลุถึงขั้นใดได้ พ่อครูว่า… ก็ตอบได้ว่า เจริญสูงสุดได้แค่ สกิทาคามี เมื่อสกิทาคามี กามเริ่ม ลดละจางคลายบางเบา ก็ได้เรื่อยๆ สกิทาคามี แก่ๆ กามก็จะลดลงๆ เรื่องของครอบครัว ลาภ ยศ สรรเสริญ ก็จะวางปล่อย โดยสัจจะของมัน เมื่อเข้าเขต อนาคามี ตัดรอบ เลย เหลือเศษรูปราคะ อรูปราคะ แต่ ไม่ออกมาข้างนอก แล้ว ไม่เอาแล้วเป็นต้น สรุปก็คือ จะอยู่กับคู่ครองนั้น ได้สูงสุดก็แค่สกิทาคามี แล้วสกิทาคามีสูงๆ ก็ไม่เอาแล้ว ยิ่งเข้าเขตอนาคามีก็เลิก

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายกับร่างกายต่างกันอย่างไร _ขอให้หลวงพ่ออธิบายคำว่า กาย กับ ร่างกาย เหมือนหรือต่างกัน จะๆ เจ๋งๆ อีกสักครั้งนะครับ พ่อครูว่า... ร่าง หมายถึง ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป เช่น คนตาย ลง จิตวิญญาณออกจากร่าง ไม่ต้องใช้คำว่า กาย ใส่เข้าไปหรอก วิญญาณออกจากร่าง ก็เหลือแต่ ซากศพเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีวิญญาณอยู่ในนั้นแหละ เป็น รูปรูป เป็น อุตุนิยาม เลย บางคนยึด จะ เหลือเชื้อโมเมนตัมของพลังงาน จิตนิยาม ในนั้นบ้าง ไม่เป็นจิต แล้ว เป็นพลังงานแค่ พีชนิยาม คือ พลังงานในระดับพืช ซึ่งไม่ใช่จิต ไม่มีเวทนา ไม่มีพยาบาท ไปต่อเนื่องถึงชาติหน้า ทีนี้เรื่องกาย กาย คือคำความหมายของ สองสภาพคือ รูป กับ นาม กาย กับ จิต หรือรูปกับนาม กายหมายโน้มเน้นถึงรูปภายนอก จิตโน้มมาถึงภายใน กาย เป็น ธรรมะ 2 แยกกันไม่ได้ ขึ้นชื่อว่ากายแล้ว ต้องมีรูปกับนามเป็นธรรมะ 2 แยกกันไม่ได้ เมื่อไหร่ก็ไม่แยกกัน แยกเมื่อใด ไม่เป็นกาย ถ้าจิตไม่ร่วมกับรูป ส่วนที่จิตไม่ร่วมนั้น กายก็ไม่ใช่ ไม่ใช่กาย ไม่เรียกกาย เรียกร่าง ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ เท่านั้น ไม่มีพลังงานจิตเข้าไปร่วมเลย เรื่องของร่าง ทีนี้เอากายเข้าไปร่วมกับร่างด้วย คำว่ากาย กับร่างกาย จึงเลยยาก เพราะมีกายเข้ามาร่วมกับร่างกาย ถ้ากายเฉยๆ คือสภาพของรูปกับนาม แต่เอาร่างกับกายมารวมกันอีก ร่างหมายถึงรูปเน้นๆ แต่กายหมายถึงนาม ร่างกาย ก็คือภายนอก ที่มีกายไปร่วมอยู่บ้าง เน้นไปหาภายนอก

_สำหรับคนทั่วไป แม้แต่คำว่าไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยังอธิบายไม่ชัดเจนเลย หรือว่าท่านไม่กล้า ที่จะพูดความจริงเหมือนกับพ่อครู พ่อครูว่า... เป็นได้นะ เพราะเขากินเนื้อสัตว์อยู่ เขาอาจจะพอรู้เหมือนกัน หรือเขาไม่รู้ละเอียดเหมือนอย่างอาตมา ก็เลยไม่ได้อธิบาย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน มหาปเทส 4 คืออะไร _ลูกขอนำเรียนถามถึง มหาภูติ 4 คืออะไรคะ และมหาปเทส 4 คืออะไร พ่อครูว่า... มหาปเทส 4 คือ ความละเอียดลึกซึ้ง ในภูมิธรรมชั้นสูง ผู้ที่รับผิดชอบดูแลศาสนาแล้ว ก็จะใช้ภูมิธรรมเป็นเครื่องตัดสิน เป็นของฐานสูง คนยังภูมิไม่ถึง ไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ต้องใช้ มหาปเทส 4 มีอยู่ 4 1. สิ่งใดที่เรา ไม่ได้ห้าม ไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร แก่เธอทั้งหลาย 2. สิ่งที่เรา ไม่ได้ห้าม ไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร แก่เธอทั้งหลาย 3. สิ่งใดที่เรา ไม่ได้อนุญาต ไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควร แก่เธอทั้งหลาย 4. สิ่งใดที่เรา ไม่ได้อนุญาต ไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้น เข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควร แก่เธอทั้งหลาย (พระไตรปิฎก เล่ม 5 ข้อ 92) ในยุคไหน มีเรื่องที่พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสยืนยันไว้ ว่า ห้ามหรืออนุญาต ยกตัวอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์ เราก็รู้ว่าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ห้ามหรืออนุญาต แล้วมันควรใช้หรือไม่ เราจะต้องใช้ภูมิธรรมเราพิจารณาว่า ควรหรือไม่ควร ตามปัญญาของตัวเอง คุณรับผิดชอบนะ ถ้ามันไม่ควร แต่คุณเห็นว่าน่าจะทำ ก็ต้องรับผิดชอบเอง ผู้ยังไม่มีภูมิขั้นนั้น ก็เอาแค่สัปปุริสธรรม 7 ก็พอ มหาปเทส 4 ทิ้งไว้ให้ผู้ที่มี ภูมิธรรมตัดสิน ให้พระโพธิสัตว์ หรือผู้ที่มีหน้าที่ของท่านตัดสิน มันเป็นภูมิของพระโพธิสัตว์ มหาปเทส 4 นี้

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พระพรหมที่โง่เง่าคืออย่างไร _วันก่อน พ่อครูพูดถึง พระพรหม โง่เง่า ความโง่เง่าของพระพรหม มันมีนัยอย่างไรคะ พ่อครูว่า... บัญญัติภาษาคำว่า พระพรหม หมายถึง ความบริสุทธิ์ของจิต แล้วต้องเป็นความบริสุทธิ์ แบบโลกุตระ ด้วย ทีนี้ คำว่าความบริสุทธิ์ ทางโลกียะ เขาเอาไปตีกิน ทางโลกียะเอาพระพรหมไปอธิบายของเขา ไปตีกิน คำว่าพระพรหม เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ สูงส่ง เป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ แต่ส่วนมากเขาตีความว่า เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ผู้สูงส่ง โลกียะเอาไปตีกิน ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่สูงส่ง ต้องเคารพ ต้องยอมรับ หรือว่าเป็นพระเจ้า ไม่ให้วิจารณ์ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นทางโลกียะ จึงได้อธิบายความเป็นพรหม อย่างโง่เง่า หมดอิสรภาพเลย ต้องทำตามอย่างเดียว เป็นเผด็จการร้อยเปอร์เซ็นต์ นี่คือพระพรหมโง่เง่า เอาชัดๆอย่างนี้ก่อน ส่วน พระพรหมที่เป็นโลกุตระ คือ จิตที่สะอาดบริสุทธิ์ เป็นวิสุทธิเทพ เทพ พระพุทธเจ้าแบ่งไว้ 3 อย่างคือ สมมุติเทพ อุปปัตติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพ อย่างเทวดา จาตุมหาราชิกา เป็นเทวดาชั้นเลวที่สุด คือ เป็นผู้มีอำนาจใหญ่ทั้ง 4 ทิศ เอามาให้แก่ตัว หมดทุกทิศ

พรหม 20 ชั้น ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ คือพรหมชั้นครู เป็นผู้รู้ผู้สอนผู้บอก ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ต่อมาอีก 3 ชั้นที่ 4 ปริตตาภาภูมิ เป็นพรหมบริวาร ที่ชัดมีความรู้ ความสามารถ เจริญขึ้นมาบ้าง ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ คือ ไม่มีประมาณ คือเขาจะเอาให้มากที่สุด อยากเก่ง อยากใหญ่ ไม่มีที่สิ้นสุด สูงสุดของอันนี้ก็คือ อาภัสรา พวกนี้ไม่มีที่สิ้นสุดของความสว่าง ตามอุปาทาน แล้วสร้างมโนมยอัตตา ไปอย่างไรก็ได้ เพราะสร้างด้วยอุปาทาน ไม่มีของจริงหรอก แต่ก็สร้างหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นไป สว่างไม่มีที่จบ อย่างสายธรรมกายเป็นต้น เป็นพรหมชั้นต่ำกว่าสายดำ สายอ.มั่น สายนั่งหลับตาสะกดจิต พวกนี้นิโรธ ไม่บานปลาย ส่วนพวกธัมมชโยบานไกล ไม่รู้จบเป็นพวกชั้นต่ำกว่า สุภกิณหา ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ คือแสงสว่างเจิดจ้า เป็นผู้ใหญ่สุดในกลุ่มนี้สามเส้านี้ หมวด 3 ขั้นที่ 7 ปริตตาสุภา มีรัศมีสูงกว่าเก่า มีสุ นำหน้า เหนือกว่า อาภา คือแสง แต่นี่สุภา ขั้นที่ 8 อัปปมาณาสุภา ขั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ สูงสุดของกลุ่มนี้ น่าได้ น่ามี น่าเป็น เป็นกิณหา แปลว่า ดำ มืด คือ พวกสายดับ มีนิโรธ อุทกดาบสเก่งที่สุดอันนี้ รองลงมาก็อาฬารดาบส อาจารย์ใหญ่ที่สุดในบรรดาที่พระพุทธเจ้าไปแสวงหาตอนนั้น พวกนี้ นั่งหลับตา ทั้งนั้น แม้อรูปฌานอีก 4 ก็นั่งหลับตาเป็นหลัก แต่ก็มีที่จะได้อธิบายแบบลืมตา ซ้อนในนี้อีก อาตมาอธิบายได้ แต่รอพวกคุณ ขืนโยนเพชรพลอยให้ลิง ก็จะเสียเปล่า ขออภัยไม่ได้ดูถูก

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน พ่อครูคือช้างมาตังคะ _อโศกสัมปวังโก 1. ในพระสูตรที่กล่าวถึงกลอง อานกะ ซึ่งยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับ พระสัทธรรมของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่นับวันจะไม่เหลือเนื้อแท้ อันเป็นเหตุให้เกิดมีผู้นำในการกอบกู้พระสัทธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กลับคืนมา ซึ่งตรงกับคำทำนายของโบราณาจารย์ว่า ในกึ่งหนึ่งของศาสนาพระพุทธเจ้า จะมีพระยาธรรมิกราช มากอบกู้พระสัทธรรมของพระพุทธเจ้า มหาบุรุษผู้นั้น เปรียบเสมือนกับช้าง ผู้มีนามว่ามาตังคะ ที่ปรากฏในชาดก และมหาบุรุษ ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 ซึ่งเป็นผู้ที่มีสยังอภิญญา วีรกรรมของช้างมาตังคะก็คือ การประกาศนานาสังวาส วีรกรรมดังกล่าวกลับถูกบิดเบือนว่า เป็นสังฆเภท ซึ่งเป็นอาบัติขั้นหนักข้อที่ 4 ปาราชิก จากอธรรมวาที ผู้ปกครองคณะสงฆ์กระแสหลัก สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปกติในกลุ่มศาสนาของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ใช่หรือไม่ครับ พ่อครูว่า… ท่านมีอำนาจบาตรใหญ่ แต่สูตรของท่าน เป็นสูตรปาท่องโก๋ ที่ทำให้คนกินท้องอืดท้องเฟ้อ อาตมาก็เลยขอแยกตัวออกมา ทำสูตรของอาตมา แต่ท่านก็ดึงอาตมาเข้าไปฟ้องร้องอีก ตอนนี้ก็ถึงกาลเวลา ที่เลิกไปหมดสิ้นแล้ว อาตมาปลอดพ้นแล้ว ทางโน้นก็เลย ตอนนี้กำลังกวาดล้างกันอยู่ เป็นวิบากของเขาเอง เขาทำเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องซ้ำเติม แต่เป็นเรื่องสัจจะ ต้องเป็นเช่นนั้น สรุปแล้ว อาตมาประกาศนานาสังวาส เขาก็มาให้อาตมาว่าเป็นสังฆเภท ที่จะเป็นอนันตริยกรรม อาตมาบอกว่า ไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาก็มายัดเยียดว่า ให้เป็นอนันตริยกรรม สังฆเภท อาตมาเป็นผู้ สยังอภิญญา เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบใน ข้อที่ 10 ของสัมมาทิฎฐิ นั่นหรือไม่ ก็ต้องติดตามพิสูจน์ ติดตามมาตรวจสอบ ทำความเข้าใจเอาเอง ให้จริง สมณพราหมณ์ อาตมาก็ไม่ได้บอกว่า อาตมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาอธิบายโลกนี้โลกหน้า ให้เข้าใจ อยังโลโก ปโรโลโก เขาอธิบายกันไป มโนมยอัตตา มันไม่ใช่ อาตมาก็มาอธิบายให้เข้าใจ ว่าโลกนี้คือ โลกียะ โลกหน้าคือโลกุตระ อาตมาก็สามารถอธิบายให้แจ่มแจ้ง จนให้คนมาปฏิบัติสู่โลกหน้าได้ ยืนยันพิสูจน์ว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญาผู้นั้น ไม่มีครูบาอาจารย์ รู้ด้วยตัวเอง เป็นสยังอภิญญา สูงกว่าปัจเจก สูงกว่าปัจจัตตัง สูงกว่าสยังอภิญญาเป็น ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ และก็เป็น อนุตรสัมมาสัมพุทธะ สรุปแล้ว อาตมาก็ขอตอบชัดๆว่า อาตมาคือ ช้างมาตังคะ คือ สยังอภิญญา จะบอกว่าอาตมามากอบกู้ศาสนา ก็ใช่แน่นอน ถ้ามีหลักฐานยืนยันว่า คุณเชื่อว่า มี พระยาธรรมิกราช 2 องค์ จะเชื่อหรือไม่ จะเห็นตามหรือไม่ ก็แล้วแต่

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน วิวัฒนาการการสืบสานพระพุทธศาสนาของพ่อครู 2.เมื่อไม่นานมานี้พ่อท่านได้กล่าวถึงวิวัฒนาการทางภาษา โดยที่พ่อท่านได้ยกตัวอย่างว่า ภาษาอีสาน ที่ใช้ตอนเป็นเด็กหนุ่ม กับภาษาอีสานในทุกๆวันนี้ มีความแตกต่างกัน จนทำให้สื่อสารกันได้อย่างไม่ราบรื่น ทำให้ผมคิดถึงอนาคตของพระไตรปิฎกที่ทุกวันนี้ ก็อยู่ภายใต้กฎของวิวัฒนาการของภาษา ซึ่งมีผลทำให้พุทธศาสนิกชน ต้องการศึกษาพุทธศาสนาด้วยตนเอง ไม่สามารถพึ่งพาพระไตรปิฎกได้ ในช่วงเวลา 100 ปีจนถึง 500 ปีข้างหน้า ที่พ่อท่านพยากรณ์ว่า พุทธศาสนาจะกลับมารุ่งเรืองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และหลังจากนั้นก็จะค่อยๆเสื่อมลงเรื่อยๆ จนหมดสิ้นพระพุทธศาสนาเมื่ออายุครบ 5000 ปี ในช่วงเวลาที่พุทธศาสนาจะกลับมารุ่งเรืองอีกดังกล่าวนั้น ชื่อของพ่อท่าน ก็จะถูกกล่าวขาน ในฐานะผู้กอบกู้ศาสนา รวมทั้งงานเขียนต่างๆ ที่พ่อท่านได้เรียบเรียงเอาไว้ ก็จะได้รับการสนใจ และถูกนำมาศึกษา ซึ่งงานเขียนเหล่านั้นก็ไม่พ้นที่จะต้องตกอยู่ภายใต้ วิวัฒนาการของภาษา ซึ่งจะทำให้คนในยุคนั้น อ่านงานเขียนของพ่อท่านได้เข้าใจยากยิ่งขึ้น แต่ก็จะมีผู้ที่มีภูมิขั้นปัจจัตตัง ที่เกิดจากหัวเชื้อที่พ่อท่านได้บ่มเพาะเอาไว้ ในทุกวันนี้ มาเกิด เพื่อช่วยสืบสานพระสัทธรรมแก่นแท้เอาไว้ โดยจะเป็นผู้ขยายความพระไตรปิฎก และงานเขียนต่างๆที่พ่อท่านได้เรียบเรียงเอาไว้ สิ่งที่ผมกล่าวมานั้น เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนใช่หรือไม่ครับ พ่อครูว่า… อาตมาบอกไว้ เขียน pattern ไว้ให้แล้ว ให้เจริญภายใน 500 ปี เมื่อถึง 500 อาตมาอาจจะเกิดมาหรือไม่ หรือเกิดมาดูนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ปล่อยให้เจริญ แล้วก็เสื่อมไปจนถึง 5000 ปี ตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้ว่า จะเกิดมาอีก ถ้าเนื้อนี้ข้นแล้ว อาตมาไม่เกิด แต่พวกเราจะนำพาไปครบจนถึง 2500 ปีได้ รูปโลโก้สามเหลี่ยมที่ว่านี้ นะ เรานำมาเป็นโลโก้ของบริษัทเดินหน้าฝ่ามหาสมุทรนะ ไม่ใช่ขีดเขียนขึ้นมาเล่นๆ แต่มันมีความหมายดังที่ว่ากัน ตอนนี้ก็ชั่วระยะเวลาที่อาตมาได้มาทำงาน 36 ปี ผ่าน 72 ไปแล้ว ขึ้นไปร้อยแปด ขึ้นไป 120 อะไรอย่างนี้ ไปถึง 144 แล้วแถมอีก 7 ปีเป็นต้น มันจะถึงหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ ทุกวันนี้ยังมีพวกสำนักที่เอาแต่ พุทธพจน์ พุทธวจน ไม่เอาของคนอื่น เอาแต่ของพระพุทธเจ้าอย่างเดียว พวกนี้เป็นเลือดเถรวาท พวกรักษาเข้มข้น เป็น จับกังแบกลังทอง เขารักษาไว้ ก็ต้องขอบคุณเขานะ รักษาพุทธพจน์ไว้ดี แต่ก็เป็นจับกังแบกลังทอง เขายึดถือ จนไม่เอารายละเอียดที่เราพูดถึง เอาแต่พระพุทธพจน์อย่างเดียว พวกนี้ ติดยึดในตำรา ตามกาลามสูตร ดีที่จริงเขารักษาไว้ มันต้องมีจับกังแบกลังทองแบบนี้ แต่ไม่ได้ทองคำ สิ่งที่กล่าวมานี้จะเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นถูกต้อง

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่ไม่ได้กลัวความจน เข้ามาสู่สิ่งที่อาตมาเจตนาอธิบาย เรื่องความจน ต้องขยายความไปอีกนาน เพราะเป็นคำสำคัญ พวกภาษาอังกฤษว่า poor ความจน เป็นนามธรรม คนจน เป็นคำนาม ใน คนจน นั้น มี ความจน การเป็นคนจน ที่ไม่ได้กลัว ความจน อ่านอันนี้ให้ฟังก่อน การเป็นคนจนที่ไม่ได้กลัวความจน แต่ยินดี เต็มใจจน ตั้งใจจน อย่างมีความสุข สำราญ เพราะ มีทางออกอันประเสริฐ คือ มี สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นต้น เป็นคนจนแล้วสุขสำราญได้อย่างไร นี่ก็เป็นคำถามของคนทั่วไปว่า เป็นคนจน จะมีความสุขสำราญ ได้อย่างไร จริงหรือ ถ้าไม่จริง พระพุทธเจ้าก็โกหกเราสิ เพราะ พระพุทธเจ้าสอนให้คนมาจน อัปปิจฉะ นี่ ให้มามีน้อยๆ แล้วพระองค์ก็ทรงมีน้อยๆ เป็นเรื่องลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่ท่านได้ทิ้งหมดเลย แล้วทำไมพระเจ้าแผ่นดินเราไม่ทิ้ง ก็ซับซ้อน ขอขยายความว่า บารมีนั้นไม่เท่ากัน พระพุทธเจ้าเป็น พุทธวิสัย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็เป็นพุทธวิสัย แม้แต่ อาตมาก็เป็นพุทธวิสัย เป็นเรื่องไม่สามัญ ที่คนทั่วไปจะรู้ได้ เป็นการสั่งสมความเป็นพุทธ พุทธวิสัยสูงสุด ก็คือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่เต็มๆ ส่วนโพธิสัตว์ ก็สร้างพุทธวิสัยไปตามลำดับ ในอจินไตยมี 4 ข้อ 2 คือ ฌานวิสัย คือสถานะของจิต ที่สามารถทำลายกิเลสได้ อย่างซับซ้อนเป็นชั้นๆ ซับซ้อน คือ พระโพธิสัตว์แต่ละชั้น ฌานวิสัย จึงไม่ใช่การชำระกิเลสในระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ รอบเดียวนั้น ไม่ใช่ จะมีรอบที่สูง เป็น พระโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ แล้วยังมีสูงขึ้นไปอีก ถ้าจะขยายความ ก็เป็นอีกร้อยชั้นเลย ไม่สามารถคาดเดาได้หรอก แต่ไม่สามารถใช้ภาษาอธิบายได้หมด

สมณะเดินดินว่า...ถ้าอย่างนั้นจะบอกว่า โสดาบัน มีฌานวิสัยได้หรือไม่ พ่อครูว่า... ได้ แต่โสดาบันอธิบายอะไรไม่ค่อยได้หรอก อรหันต์ระดับต้น อธิบายฌาน ยังเละๆอยู่เลย รู้สึกไหม ใช่ไหม ยังไม่ได้ง่ายๆหรอก มาอธิบายฌานวิสัย อธิบายแค่กาย แค่เวทนา 108 ให้ได้ก่อนสิ เรื่องกาย เวทนา จิต ธรรม กาย คือ องค์ประชุมรูปกับนาม เป็นธรรมะสองซ้อนๆ แล้วเวทนา 108 เป็นการขยายผลรวมลงมา แยก เนกขัมมะ กับ เคหสิตะ สั่งสมเนกขัมมะ เป็นชั้นๆๆ ของพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ แล้วก็เป็นชั้นๆของอรหันต์อีก สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโส การเป็น คนจน ที่ไม่ได้กลัว ความจน แต่ยินดีเต็มใจจน มาจนอย่างตั้งใจจน มีความสุขสําราญ เพราะมีทางออกอันประเสริฐ คือ มีสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 เป็นต้น จะขยายความเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 จรณะ 15 เป็น ไตรสิกขา ก็ได้ มาเป็นคนจนแล้ว สุขสำราญได้ มีจริงเหรอ อาตมาก็ตอบ ถ้าไม่จริง พระพุทธเจ้าก็โกหกสิ มาเป็นคนจน และสุขสำราญ เป็นคนจนที่สุขสำราญ แต่เป็นคนรวยนั้นเป็นทุกข์ แต่เขาอวิชชาก็ไม่รู้ว่าทุกข์ เขาบำเรอด้วยโลกธรรม เอามากลบ เขา สุก ก.ไก่ บำบัดด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข กาม ด้วยอัตตา เป็นโลกียะหมด แต่เขาก็ใช้เงินบำเรอได้ ก็ไม่เห็นทุกข์ พวกนี้น่าสงสาร กว่าจะเห็นทุกข์ อีกนานมาก จะวนเวียนในนรกสวรรค์ เป็นสมบัติผลัดกันชม ไปอีกนาน เป็นขอทาน เป็นมหาเศรษฐี เป็นขอทาน เป็นมหาเศรษฐี ดีไม่ดี เป็นขอทานที่ เป็นขี้กลาก เป็นขี้เรื้อน วนเวียนไม่รู้จบ เขาก็ไม่รู้ ผู้ที่รู้แล้ว จึงจะชัดเจนและเข้าใจ สรุปแล้วให้มาจน แม้แต่พระสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าในยุคนี้ ปลายภัทรกัปป์ ยังมาอยู่ในสภาพคนจน เขาก็เลยหาว่า พระพุทธเจ้ายังมาจนเลย แล้วทำไมในหลวงไม่มาจนเหมือนพระพุทธเจ้า พวกนี้ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จักอจินไตย ก็มักจะพูดเช่นนี้ พูดอย่างไม่รู้เรื่อง อธิบายอย่างใส่ความ เลอะเทอะ เพราะพระพุทธเจ้า ทรงพามากล้าจน มักน้อย อัปปิจฉะ มีใจพอ หรือ จนก็พอ สันตุฏฐิ ดังนั้นก็ต้องจริงแน่ จนนี้สุขสำราญ ความสุขสำราญนั้น อยู่ที่ใจมีความสุข ความสุข ความทุกข์ ก็อยู่ที่ใจทั้งนั้น มีมากก็สุข มีน้อยก็สุข บางคน ซาดิสม์ มาโซคิส ก็สุข มันก็อยู่ที่ใจ อุปาทาน คนที่จน และสุขสำราญก็จะเป็นขั้นๆ ไม่เบียดเบียนใคร อาตมากล้าพูดตรงนี้ได้ว่า คำว่าจนนี้จะทำให้อาตมามีชื่อเสียง ในวงการโลก จะทำให้อาตมาได้รับการยอมรับ จะมีชื่อเสียง จะขยายสภาวธรรม สัจธรรม จะขยายปรัชญา ความรู้ ในเรื่องคนจน แล้วคนจะมาตั้งใจจน ปฏิบัติตัวเป็นคนจน ในอนาคตจะมีคนมาเป็นคนจนอีกเยอะ บอกไว้เลย เพราะคนจนอันประเสริฐ สุดยอด คนรวย ไม่มีประเสริฐหรอก ยิ่งรวยมากเท่าไหร่ ยิ่งต่ำ มีแต่เสื่อม มีแต่นรก ติดตัวเอง ยิ่งรวย ก็ยิ่งมีนรกติดตัวเองไปเรื่อยๆ

คนที่มี ปัญญา เริ่มมี อัญญะ อัญญา เข้าไปจริงแล้ว จะไม่กลัวความจน มาปฏิบัติ แม้จิตใจจะมีกิเลสเยอะ มีวิบาก ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตา ก็จะทนอยู่ได้ เพราะว่ามีเชื้อของโลกุตระ มีอัญญธาตุ ที่ไม่ใช่เฉโกแล้ว มีความรู้ใหม่ ความรู้อื่น ที่ไม่ใช่โลกียะ ความฉลาด ความรู้ ทางโลกียะ คือ เฉโก เฉกตา เป็นสามเส้า แต่เริ่มต้นได้ ความรู้ใหม่ เริ่มมี 4 ออกมา เมื่อมี 5 ก็อัญญะมีคู่ ถ้ามี 6 ก็มีสองเส้าแล้ว เป็นวงรี เป็นดาวหาง ที่เจริญขึ้นเรื่อยเรื่อย เป็นแนวระนาบที่มีความหนา ไม่ใช่แบน เป็นระนาบ แต่มีมิติ จาก 6 ก็ต้องมีอัญญะ ที่เจริญขึ้นไปเป็น 7 เมื่อ 7 แล้วก็จะเริ่มต้นใหม่เป็น 8 เป็น 9 เป็นรอบใหญ่ สามเส้าของ 1 2 3 กลายเป็น 10 เป็นวงวนคือ 0 หรือ 10 ถ้าจะจบตรงนี้ นี่แหละคือ พระอรหันต์ จบตรงนี้ แต่ถ้าไม่จบ คุณก็ต่อ ก็ต่อไปเป็น 11 12 13 เป็นอีกหนึ่งรอบ ซ้อนไปอีก

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่ขาดทุนแต่ได้กำไร คนที่สุขสำราญ นี้ จะ ไม่กลัวความจน จะมีความจนที่สำเร็จไปได้ เป็นลำดับ ความสุขสำราญอันนี้ ไม่ใช่ความสุขอย่างที่บำเรอกิเลส แต่ เป็นความสุข ที่มีความว่าง อทุกขมสุข เป็นความสุขแบบความว่าง อุเบกขา จะเป็นคนที่มีเศรษฐกิจดีที่สุด เป็น คนมีประโยชน์แก่สังคมที่สุด เพราะเป็นคนที่มีปัญญา มีชีวิตอยู่กับความจน อย่างมีคุณค่า เป็นประโยชน์ ต่อสังคม ประเทศชาติ แม้ว่าวงเล็ก ก็เป็นคนมีประโยชน์ คุณค่า ต่อหมู่กลุ่ม สังคมตนเอง จะเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ขยายความสามารถไป ขยายความจริงไป เป็นคนจนที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้กว้างขวางขึ้น จนเป็นถึงจังหวัด เป็นภาค จนถึงหลายภาค จนเป็นประเทศ ออกไปต่างประเทศด้วย เอื้อมเอื้อเกื้อกว้าง ได้มากขึ้น ทำงาน สร้างสรร สุจริต มี สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ อยู่ในโลกอย่างประเสริฐ คืออย่าง เจริญด้วยเศรษฐกิจแบบคนจน เศรษฐกิจแบบคนจน ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราได้ตรัสไว้ อาตมาจะต้องขยายความไปอีกมาก และพิสูจน์ความจริงด้วย เศรษฐกิจคนจน จนถึงระดับ สาธารณโภคี มันเข้ากับระบอบประชาธิปไตย ที่ เสียภาษี 100% เท่ากับระบอบคอมมิวนิสต์ ที่ต้องการให้มารวมทุน เป็นส่วนกลางเต็มที่ นี่คือสาธารณโภคี เศรษฐกิจแบบสาธารณโภคี จึงเป็นเศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์แบบคนจน ที่มีความสุขสําราญ อยู่กับการ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา จะมาเป็นคนขาดทุนให้แก่สังคมตลอดเวลา ให้แก่คนอื่น ตามอภิวจนะของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย มันเป็นระบบเศรษฐกิจที่วิเศษสูงสุด ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้า จะต้องขยายความคำว่าจน ความจนอันประเสริฐ ความจนอันมีคุณค่า ความจนอันอุดมสมบูรณ์ ไม่อุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร แม้แต่ผลไม้ ก็เป็นลูกใหญ่โต เป็นลูกดี มีวิตามินสูง แล้วอันนี้เราเริ่มต้น ก็เพราะว่า ชาวอโศกจะต้องรู้จักทำปัจจัย 4 เราจะต้องระดม ปัจจัย 4 เป็นหลัก ต่อไปอันอื่น ที่ควรเจริญ จะเป็นพาณิชย์ จะเป็นการเผยแพร่สืบสาน จะเป็นการศึกษา ก็จะเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ให้มีอยู่มีกินก่อน อุดมสมบูรณ์ไม่ขาดเหลือในปัจจัย 4 ปัจจัย 4 เป็นเรื่องชีวิต ข้าว ผ้า ยา บ้าน ให้มีอุดมสมบูรณ์ ทุกคนทุกเชื้อชาติทุกภาษาต้องใช้ปัจจัย 4 เหมือนกันหมด เราก็สร้างอันนี้แหละ เพื่อแจกจ่ายเกื้อกูล ขายกันตา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน