601015_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน1.docx
เนื้อหาในไฟล์
601015_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน1
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้เป็น วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม 2560 แรม 10 ค่ำเดือน 11 ปีระกา ที่ บวรราชธานีอโศก น้ำก็ยังนองอยู่ และได้นองทั่วประเทศด้วย ช่วงเวลาของประเทศไทย เป็นช่วงเวลาที่รำลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่คนรำลึกถึงท่านมากก็เพราะว่า ท่านไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เป็นบุคคลที่ทำเพื่อคนอื่น โดยไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง คนก็สัมผัสได้ชัด ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ท่านพาคนมาพอเพียงสันโดษ ใจพอ ซึ่งคนทุกวันนี้ ไม่มีความใจพอ สันโดษ ในหลวงมาทำให้คนรู้จัก มีความพอ ตัวท่านเองก็ทำเป็นตัวอย่างด้วย ใครหนอจะใช้ยาสีฟันรีดหลอดขนาดนั้น รองพระบาทก็ใช้จนเก่าซ่อมแล้วซ่อมอีก เป็นต้น พ่อครูก็มาสืบทอดเจตนารมณ์ พ่อครูก็ทำงานโดยไม่นึกถึงตัวตน นึกถึงคนอื่นเป็นหลัก ไม่นึกถึงตัวเอง สังเกตได้ตอนพ่อครูป่วย ไอมาก ก็ยังคิดถึงคนอื่น ตนเองจะอย่างไรก็ได้ ให้คนอื่นดูแลไป พ่อครูต้องหยุดเทศน์บางวัน เพราะว่าพวกเราช่วยกันระงับไว้ ไม่อย่างนั้นท่านก็ทำเต็มที่ พลังงานจิตของท่านมีความแข็งแรง แต่ร่างกายทรุดโทรมกว่าเดิม หากใช้เท่าเดิม ก็ไปไม่ได้ พ่อครูว่าคนจะยอมรับพ่อครูต่อไปได้ เพราะว่าพาคนมาจนได้สำเร็จ ประเด็นที่เหมือนกันคือ ในหลวงบอกว่า ยังทำงานไม่สำเร็จ ก่อนสวรรคตบอกกับด็อกเตอร์สุเมธไว้ อาตมาก็นึกถึงคำของพ่อครูว่า ถ้ายังอายุไม่ถึง 151 ปี ก็คงต้องกลับมาเกิดอีก พ่อครูว่า… SMS วันที่ 13 ตุลาคม 2560 (พ่อครู บวรราชธานีอโศก) จากเฟซบุ๊ก สื่อธรรมะพ่อครู(เทวดา 6) จตุมหาราชเป็นพระโสดาบันหรือไม่ _รักนะ เดอะโซปเมคเกอร์ · เทวดาจตุมหาราช เป็นพระโสดาบันหรือไม่? ญาติธรรมช่วยกันตอบว่า...ไม่เป็น พ่อครูว่า... ความเป็นโสดาบัน จิตจะต้องชัดเจน และยับยั้ง จตุมหาราชเป็นจิตใจที่ดุร้าย เป็นยักษ์
อ่านต่อ
เขี้ยวยาว ถือดาบ ถืออาวุธ สมัยนี้ก็เป็นคิมจองอึน เล่นอาวุธหนักเลย ฆ่าเขาท่าเดียว ยังร้ายอยู่มาก หยาบแรง เป็นพระโสดาบันไม่ได้ จะเป็นโสดาบันขึ้นไป ถ้านับเอา จตุมหาราช และดาวดึงส์ ดาวดึงส์ ยังหลงความสุข ดาวดึงส์ คือตาวติงสา คือมีอารมณ์ที่ 33 ไม่ปกติ มันยังมี แย่งสุขชิงสุข เป็นอารมณ์ที่ 33
SMS วันที่ 11-12 ตุลาคม 2560 (บวรราชธานีอโศก)
_ 0015…ความเสื่อมในวงการพุทธศาสนา และการตายไปของเกจิ อาจารย์สำนักต่างๆ ประกอบกับการที่พ่อท่านฯ มีอายุที่ยืนยาว น่าจะมีส่วนช่วยฟื้นฟูพุทธศาสนาได้มากนะครับ พ่อครูว่า... ขออภัย ไม่ได้พูดอย่างใจโหดเหี้ยมอะไร แต่เกจิอาจารย์ที่ว่า หมายถึงอาจารย์ ที่ไม่สัมมาทิฏฐิ เมื่อตายลงไปบ้าง มันก็ดี พูดด้วยภาษาคือ ตายคือหยุด ไม่มีพฤติการณ์ ไม่มีพฤติกรรมการกระทำอันนั้นอีกแล้ว มันก็ดี ใช่ไหม อาตมา อายุยืนยาว ก็พัฒนาการศาสนาขึ้นแน่ มันก็ต้องดีขึ้นแน่นอน _หินไท....พ่อครูบอกว่า คนที่กินเนื้อสัตว์อยู่ จะบรรลุได้แค่โสดามรรค ดูข่าวหลายครั้งที่คนพูดถึงในหลวงว่า ท่านโปรดกินหมูปิ้งบ้าง อื่นๆ... ดูแล้วขัดกันนะครับ พ่อครูจะอธิบายว่าอย่างไรครับ พ่อครูว่า... พระโพธิสัตว์ แต่ละปางๆ บางปางต้องมาอนุโลมให้แก่บริษัท ในหลวงทำงานกว้างกับคนหมู่มาก ใหญ่เป็นประเทศเลย นำพากันอย่างเป็นผู้นำ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็ต้องอนุโลม อย่าว่าแต่ศาสนาเดียวกันเลย แม้แต่ในศาสนาอื่น ท่านยังต้องอนุโลมเลย เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งคิดเลย หินไทเอ๋ย คิดไป มันก็ยาก เพราะว่ามันมีความซับซ้อน แต่ละรอบ แต่ละชั้น แต่ละปาง แต่ละยุค เป็นอจินไตยที่คิดไม่ออกจะคิดได้ยาก เราดูผลงานส่วนใหญ่ อย่าไปเอาส่วนนิดเดียว คนที่คิดอยู่เท่านี้ ก็ยังอยู่ในฐานที่ ยังไม่เพิ่ม หลุดออกมาจาก วงวนอันนี้ ถ้าจริงๆ ผู้นี้รู้แล้วว่า ตนเองอยู่ในฐานะสูงแล้ว ส่วนย่อยก็ต้อง เป็นไปตามธรรมดา คนที่มีภูมิอย่างนี้อยู่ ก็เป็นคนส่วนมาก จะไปจุกจิกกับคนส่วนมาก จะไปทำงานหลักงานใหญ่ได้อย่างไร ก็หมดแรงพอดี ก็อย่าไปคิดซับซ้อน โดยไม่รู้ชั้นเลย
_6956…ทักษิณว่านายหลวงพาประชาชนไปจน ก ท ม พ่อครูว่า... แน่นอน อาตมาก็จะพาคนมาจนเช่นกัน แต่ไม่ได้พาคนมาจน อย่างสำมะเลเทเมา เละเทะ ไม่มีสมรรถภาพอะไร แต่เป็นคนจน ที่มีความประเสริฐ เป็นคนจน ขยันหมั่นเพียร เป็นคนจนมีน้ำใจเลิศ เสียสละ เป็นคนจนที่ไม่เสพติดอะไร ให้เสียเวล่ำเวลาเลย
_เมื่อถามว่ากระทะร้อนไหม เขาตอบว่าเป็นเวทนา 2 ก็ให้มันเป็นหนึ่ง ไม่ยอมตอบว่าร้อน นำผ้ามาจับด้วย เมื่อถามว่ามีดคมไหม ต้องทำใจว่ายอมรับ มีการเปลี่ยนแปลง แก้วแตกไป ได้เปลี่ยนเป็นเซรามิค มาบอกว่าให้ใช้แก้วๆเหมือนเดิม จะได้ฝึกสติ
_ได้รับฟังมาว่า การไม่มีตัวตน ต้องไม่เปรียบตนกับคนอื่น ไม่ต้องคิดว่าตัวด้อยกว่าเขา เสมอเขา หรือดีกว่าเขา แต่บางครั้งบางคราว เราเห็นตัวอย่างดีๆ ก็อยากจะดีอย่างเขา ( พ่อครูว่า… ต้องตรวจสอบว่าดีจริงไหม ถ้าดีจริงก็ทำไปอย่างไม่ได้ขัดแย้ง) หรือแม้แต่ เห็นใครทำอะไรดีๆ ก็ชุ่มชื่นหัวใจ ทำอย่างไร จะละวางทั้งชอบ ไม่ชอบได้คะ พ่อครูว่า... การไม่มีตัวตนก็ของตน ดูแล้วสับสน คนดีก็เอาตามเขาให้ได้ แล้วอย่าไปอวดดี เบ่งข่มกัน ดีแล้วก็ต้องขอบคุณ ที่เป็นตัวอย่างให้เรา เราได้ทำตามก็ดีเหมือนกัน ขอบคุณ ส่วนคุณจะสามารถดีเกินเลยไปกว่าเขา ก็ได้ แต่ไม่ต้องไปข่ม คนที่เขาไม่ดีเท่าเรา เราจะต้องรู้สภาวะ หรือความหมาย ของแต่ละสภาวะ แล้วเราจะทำใจอย่างไร ให้มันไม่เกิดโทษ ไม่เกิดเสียหาย มีแต่สิ่งที่เจริญพัฒนา
_คำว่านักบุญ ดิฉันเข้าใจว่า เป็นคนที่ลดละกิเลสได้ แต่คำว่า คนบาป อยู่ในคราบนักบุญ เข้าใจว่าเป็นคนที่ตกอยู่ในเหยื่อผัสสะ ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า... ก็ถูก คนบาปอยู่ในคราบนักบุญ เหมือนปูเสฉวน ก็เป็นได้ทั้งความโง่ และเป็นเหยื่อ ผัสสะ หลอกคนต่อ ไม่ได้เรื่อง ตัวเองเป็นนักบาป ไม่ใช่นักบุญ ก็เปิดเผยสิ แล้วเอาอะไรมาพรางหุ้ม ไม่ให้คนรู้คนเห็น ก็อย่างนี้ มันก็หลอกกันต่อ มันมีซ้อนอยู่ ไม่หลอกใครหรอก แต่เราไม่บอกใคร แต่ก็ไม่ได้ปิดใคร แต่ถ้าใครถาม ก็บอกความจริง แต่นี่โกหกเลย เสแสร้งทำ หก เมื่อใครถามก็ไม่บอก หรือโกหกซ้ำ อันนี้เลวซ้ำซ้อน บาปซ้ำซ้อน
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ไม่เอากระดูกแม่ไปลอยอังคารจะบาปไหม _กระดูกคุณแม่ยังอยู่ที่บ้านไม่เอาไปลอยอังคารจะผิดไหมครับ พ่อครูว่า... ไม่บาป แต่มันก็กินที่ การลอยอังคาร เหมือนกับ การไม่ติดเกาะกันอีก ลอยหายไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกัน พระพุทธเจ้าให้ตัดรอบ เราหมดสิ่งที่จะผูกพัน ติดพันกัน อย่างเป็นรอบ ๆ ยิ่งจะเด็ดขาดจากกันอย่างสมบูรณ์ เต็มที่แล้ว ก็จะชัดเจนว่า มันก็ต้องขาดกันแล้ว มันก็ต้องคนละส่วนแล้ว ต้องชัด เพราะฉะนั้น เหลือแต่กระดูกพรุน ก็ยังจะเกี่ยวอีก ยังจะป้อนข้าวป้อนน้ำกันอีก ก็ยังเอากระดูกไว้ แล้วพานข้าวน้ำเอาไปตั้งให้กินอีก ไม่รู้จะพูดอย่างไรกับคนที่ติด คิดอย่างนั้น ก็ต้องปล่อยไป สรุปว่า ลอยอังคาร เราเข้าใจกันแล้วด้วยปัญญา สภาวะนี้ หมดขาดแล้ว อย่างน้อยร่างกายก็ขาดจากกัน ส่วนจิตวิญญาณ เป็นเรื่องอีกหลายชั้น แต่นี่อย่างไรๆ ร่างกายก็ตายจากกัน เหลือแต่กระดูก โอย แล้วจะเหลือ ผูกพันกันไปทำไม ก็เอาไปลอยอังคารเสีย ใส่น้ำไป ก็ลอยหายไปเลย กับแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ก็จบ ถ้าฝังไว้กับที่ ก็ยังจำได้ แต่ลอยอังคารลอยน้ำไปนี้ เราไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน กระจายไปทั่วกับแม่น้ำด้วย จะไปจมอยู่ที่ไหนก็ตามไม่ได้ มันเป็นความฉลาดของคนที่หวังว่า จะได้ปล่อยวาง ละ ขาดจากกัน เป็นวิธีที่ชาญฉลาด ที่ไม่ต้องให้นึกว่า จะต้องไปตามตรงไหน จะไปอยู่ตรงไหนกันอีก จะเอาไปฝัง เอาไปใส่ที่นั่นที่นี่ไว้ มันก็จำได้ ถ้าเป็นกระดูกของพระอรหันต์ จอมจักรพรรดิขึ้นไป พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ก็ใส่เจดีย์ไว้กราบ ก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้องระลึกถึงคุณงามความดี ก็ควรทำพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ แต่นี่ เอ ถ้าพ่อหรือแม่คุณ เป็นพระเจ้าจอมจักรพรรดิขึ้นไป หรือเป็นพระอรหันต์ ท่านบอกไว้ว่ามีสี่ชนิดของคน ที่ควรเอากระดูกไว้ ใส่เจดีย์ระลึกถึง ส่วนอื่นก็ไม่ต้องเอาไว้หรอก ลอยอังคารไปเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) การได้ร่างมนุษย์มาต้องมีกรรมแบบไหน _ที่คนเราเกิดมาได้ร่างมนุษย์นั้น อาจเป็นไปได้ว่า เราเคยบรรลุธรรม เมื่อชาติเก่ามาแล้ว อย่างน้อยก็เป็นพระโสดาบัน ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... การได้ร่างมนุษย์มาเกิดนั้น เดรัจฉานที่มันมีวิวัฒนาการ ของจิตวิญญาณ ได้ร่างของมนุษย์มาก็มีแล้ว เป็นร่างมนุษย์แล้ว แต่จิตใจยังเป็นเดรัจฉานชั้นต่ำอยู่ มีเยอะไป เพราะฉะนั้น คนที่ได้ร่างมนุษย์เกิดมานั้น ไม่ได้ถือว่าเป็นพระโสดาบัน เอาเป็นมาตรฐานไม่ได้ หมายความว่าตายจากชาตินี้แล้ว ก็ต้องไปรับใช้วิบาก ไปเป็นเดรัจฉาน เป็นเปรต นับชาติไม่ถ้วน จนกว่าจะได้ร่างมนุษย์อีกทีหนึ่ง ถ้าคุณเองได้ร่างมนุษย์ทีนึง ไปเกิดในชาติต่างๆ แล้วไม่บำเพ็ญ แต่ถ้าไปบำเพ็ญในร่างที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็บำเพ็ญไม่ได้ มันไม่ใช่คุณสมบัติโลกุตรธรรม จะได้แต่กัลยาณธรรม ต้องมาเกิดได้ร่างเป็นมนุษย์ ถึงจะสามารถ ที่จะทำคุณธรรมอาริยธรรม อันเป็นโลกุตระได้ นอกนั้นไม่ได้เลย อยู่ในร่างของสัตว์เดรัจฉานใดๆนี้ ไม่มีทางที่จะไปปฏิบัติได้ เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานนั้น ไม่มีองคาพยพ ไม่มีอาการ 32 ครบ ไม่เท่ากัน มันสมองไม่อยู่ในอัตราเท่ามนุษย์ หรือสรีระต่างๆ บางอย่างเกินกว่ามนุษย์ บางอย่างต่ำกว่ามนุษย์ ซึ่งไม่ได้สัดส่วนที่ดี อันนี้เป็นอจินไตย ที่ค่อยๆอธิบายไป ความซับซ้อนพวกนี้ เราก็อย่าไปคิดมากว่า การเกิดมาแล้ว การเกิดมาเป็นกรรมวิบาก จึงเป็นอจินไตยข้อที่ 3 อย่าไปคิดเลยปวดหัว เป็นกรรมเป็นวิบากที่ซับซ้อน พัฒนาไปเรื่อยๆ อาตมาเองไม่บังอาจไปพยากรณ์กรรมวิบากให้ใครเลย คือมันซับซ้อนนะ อาตมานี่อยู่ในฐานะโพธิสัตว์ระดับ 7 ทุกวันนี้ อาตมาจะสามารถพูดถึงเรื่อง อจินไตย4 อาตมาจะพูดได้เรื่องเดียวดีที่สุดคือ ฌานวิสัย อาตมาจะพูดเรื่องพุทธวิสัยไม่ได้แน่นอน แม้กรรมวิบากอาตมา ก็ไม่ได้เท่าไหร่ ยิ่งโลกจินตา อาตมาไม่เก่งเลย โลกมันซับซ้อนมากมาย รู้มากเอาเปรียบคนทั้งหลาย อาตมาสู้เขาไม่ได้ เล่นบิลเลียด เล่นไพ่ กินเหล้า จีบผู้หญิง สู้เขาไม่ได้เลย ทำไมไม่เก่งเรื่องนี้
_13 ตุลาคมที่ผ่านมา พ่อท่านพูดถึงการกอบกู้ศาสนาไว้ว่า ถ้าพ่อท่านอยู่ถึง 151 ปี ศาสนาพุทธจะมีเนื้อที่ข้นพอ จะสานต่อไปอีกถึงสองพันห้าร้อยกว่าปี พ่อท่านจะไม่เกิดมาอีก (แต่ยังไม่ยอมปรินิพพาน ) ระหว่างนี้ ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานมาก เพราะยังมีพุทธันดรอีก พ่อท่านจะไปอยู่ที่ไหนคะ แล้วพ่อท่านยังบอกอีกหากพ่อท่านอยู่ไปไม่ถึงร้อยห้าสิบเอ็ดปี เนื้อพุทธยังข้นไม่พอ ก็จะกลับมาเกิดอีก แต่จะมาช่วยแบบไม่แสดงตัว ทำไมถึงไม่แสดงตัวคะ พ่อครูว่า… จะไปอยู่ที่ไหนก็ช่างอาตมาเถอะ ช่างสงสัยจริงๆ ถ้าแสดงตัว ก็จะมีภาระ ต้องมารับผิดชอบ ต้องมาทำงานหน้าที่นั้นเต็มที่ แต่ถ้าไม่แสดงตัวนี้ เป็นอิสระเสรี ทำงานโดยไม่มีใครรู้ ทำเอา ทำเอาๆ ไม่ต้องมาให้ใครรู้ เพราะว่าสะดวกสบายดี คิดว่าตอนนั้น คิดว่าไม่เหนื่อย 2 หน้า ตนเองต้องทำหน้าที่ด้วย แต่ถ้าทำอย่างเดียว ไม่ต้องมีคนอื่นมาเกาะ ตุ้งติ้ง ก็เบากว่า ทำหน้าที่ได้สบายกว่า เพราะว่ามันไปได้ แต่เราเสริมในเนื้อหาสาระ ใส่เข้าไปๆ ให้ได้ อาตมาว่าจะดีกว่า มันไม่เหนื่อยได้ ถ้าอาตมามาเกิดอีกที ไม่แสดงตัว แต่ทำเต็มที่ ก็ไปไม่รอดอีก อาตมาก็มาเกิดอีก ก็จำต้องเมื่อยซ้ำอีก ก็ไม่เป็นไร มันจำเป็น
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) การปฏิบัติกับ นาม 5 _นาม 5 กับนาม 4 ที่เราไม่รู้ทันทำให้คนรับวิบาก ความบกพร่องมาก ข้ามภพชาติ แต่พ่อครูบอกให้จับเวทนาเป็นกรรมฐาน อยากถามว่า เมื่อเรายังอ่านผัสสะ เวทนาไม่ชัด ควรตั้งหลัก ไม่ให้เกิดเวทนาเทียมเข้ามาแทรก ได้อย่างไร พ่อครูว่า... นาม 5 มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นาม 4 มี เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นาม 5 คือส่วนที่ต้องเอาไปปฏิบัติ เป็นหลักเกณฑ์การปฏิบัติ มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ก็ต้องขยายความว่า มนสิการ คือ การทำใจในใจ คือการปฏิบัติธรรม โยนิโสมนสิการ จึง เป็นหัวใจแท้ๆของการปฏิบัติธรรม ยิ่งใหญ่มาก แต่ศาสนาพุทธเสื่อมมาก จนกระทั่งไปทิ้งเลย ไม่เข้าใจว่า มนสิการคืออะไร แล้วไม่ทำ เอาแต่โยนิโส เป็นความเฉลียวฉลาด ถ่องแท้ แต่ไม่ปฏิบัติใจ มีแต่ความฉลาดที่แยบคาย นักรู้ผู้รู้ ก็แปลโยนิโสมนสิการว่า รู้โดยละเอียดของแท้แยบคาย แต่ไม่ได้ทำใจในใจ ใจเป็นอย่างไร ก็ไม่ต้องไปเกี่ยวมัน หรือแปลไปว่า ไม่ต้องใส่ใจในการทำใจในใจเลย นี่เพี้ยนไปไกล เลอะเทอะไปหมด ตัวทำใจในใจคือตัวจริง ตัวทำคือตัวจริง ถ้า ไม่มีสัมมาทิฏฐิ ทำใจในใจก็ผิด ถ้าสัมมาทิฏฐิ ทำเถอะ ถ้าจะทำให้เกิด ต้องมีสัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ไปนรก นาม 5 ถ้าไม่ใช้การทำในใจเป็นหลัก ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเวทนา คุณไม่ได้ทำใจในใจ เพราะว่า เวทนา ก็คือ ส่วนหนึ่งของใจ จะทำใจในใจได้ ก็ต้องมีผัสสะ หาก ไม่มีผัสสะ คุณก็ ไม่มีเวทนาจริง ในผัสสะ มีแต่เวทนาในสัญญา ลมๆแล้งๆ ต้องมีผัสสะ จึงเกิดของจริง มีอารมณ์อาการแล้ว ก็ จับเหตุที่มันทำให้เกิดอาการ สุข กับทุกข์ หรืออาการ ไม่สุขไม่ทุกข์ หรือที่มันเกิด แต่เป็น เคหสิตะ ก็ต้องรู้ละเอียดว่าอันนี้เป็น เนกขัมมะ อันนี้เคหสิตะ แล้วแบ่งเป็น สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ของทั้งสองฝั่งนี้ ก็ ต้องชัดเจน ในสัจจะนี้ ในอาการของจิต ไม่เช่นนั้น ก็ทำอย่างผิดเพี้ยน ปนเปสับสน ต้องชัดเจน คมแม่น ตรง จึงจะชัดเจนถูกเนื้อถูกตัว ของมันแท้ๆ เมื่อมีผัสสะ คุณก็ชัดเจนในเวทนา เวทนาเกิดจากผัสสะ มาให้คุณปฏิบัติ ตัวที่ทำให้เวทนา เกิดมีเหตุในเจตสิก ที่เป็นอกุศล ก็ต้องอ่าน เหตุในเวทนาซ้อน สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีสองฝั่ง เคหสิตะ กับ เนกขัมมะ เมื่อทำให้ถึงไม่สุขไม่ทุกข์ เนกขัมมะ จึงเป็นฐานนิพพาน แต่ต้องชัดเจนว่า อย่าไปหลง ไม่สุข ไม่ทุกข์ ที่มันพักยกชั่วคราว เป็นโลกีย์ เคหสิตะ ก็ต้องรู้ชัดว่า ไม่สุข ไม่ทุกข์ แบบโลกียะ หรือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ เป็นอุเบกขา แบบ เนกขัมมะ อย่างนี้เป็นต้น ก็ขอแถม ในขณะที่เป็นอุเบกขา สามารถทำให้มั่นคง เที่ยงแท้ แน่นอน ยืนนานตลอดกาล นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ด้วยการ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ให้เป็น อเนญชา อย่างที่ทำได้ ภาวนานี้แหละ ที่เคยทำให้ได้มากๆ เรียกว่ารักษาผล จึงจะตกผลึกเป็นอเนญชาๆ หรือ สมาธิ ตกผลึกแข็งแรง ตั้งมั่น เป็นการถาวรยั่งยืน มั่นคง ไม่เป็นอื่น นิรันดร คุณสมบัติก็แยกไปอีกเป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสรา มุทุ คือ จิตเรารู้เร็วไว ปรับได้ง่าย ปรับเจโตจริงๆได้ อ่อนง่าย ไม่ดื้อ ไม่แข็ง ไม่กระด้าง ไม่ดันทุรัง เร็วไวทั้งเจโต ปัญญาเรียกว่า มุทุภูตธาตุ ผู้ที่มีสภาวะ พอตามได้ หรือมีครบแล้ว ก็ไปรอด ผู้ไม่มี ก็เห็นใจ นอกจากไม่มีแล้ว ปฏิภาณ ปัญญา ที่จะเข้าใจก็ยังยากอยู่ ก็ไม่รู้จะทำอะไร ก็จำนน จำเป็น เพราะว่าเขามีฐานจิตแค่นั้น ก็สงสารเมตตากันไป ถ้าคุณยังอ่านเวทนาไม่ชัด ผัสสะก็ไม่ชัด แต่ที่จริงผัสสะนั้นง่าย ก็ต้องสัมผัสจริง มีสิ่งหนึ่งกับสิ่งหนึ่ง สองสิ่งสัมผัสกัน มันก็ต้องชัด จึงจะเกิดอาการของจิตเรียกว่าเวทนา ก็หัดอ่านเวทนา มันเป็นการปรุงแต่ง เป็นสุข เป็นทุกข์ ก็ต้องชัดเจนให้ได้ แล้วอาการสองอย่างมันต่างกัน เรียกว่าลิงคะ เพศ มันเป็นความแตกต่าง ก็ต้องอ่านอาการให้ชัดเจน แล้วก็ทำให้มันเป็นสภาพที่ไม่เป็นอาการอย่างนั้น เป็นสุข ก็ไม่เอา เป็นทุกข์ ก็ไม่เอา จริงๆก็ต้องเอาทุกข์นั่นแหละ สาเหตุที่มันทำให้ทุกข์ มันโง่บำเรอจิตให้สุข มันก็เป็นทุกข์ ความสุข เป็นของหลอกแท้ๆเลย ใครไปหลงสุข ก็คือความโง่ที่ซ้อน ไปหลงโง่อยู่ทำไม มันมีแต่ทุกข์ ที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป มันไม่มีสุขหรอก สุขมันเป็นผีหลอก มันเป็นของปลอม มันไม่มีของแท้เลย มีแต่ของปลอม ตอบชัดเจน ในภาษาที่บอกอาการ เราก็ต้องชัดเจนในสภาวะของเรา คุณก็ไม่ต้องสุขเลย มีแต่ลักษณะที่ทุกข์น้อย ทุกข์น้อยลงๆๆๆ จนกระทั่งตัวสุดท้ายที่ทุกข์น้อย ที่สุดเรียกโดยภาษาพยัญชนะว่า ทรถ ทรถ ถ้า ถ มันเหมือนมันนิ่ง ท นี่เหมือนคะนอง ท.ทหาร แต่ ถ.ถุงนี่นิ่ง ท.นี่ออกแรงออกท่าทาง ตัว ร คือตัวกลาง เป็นลักษณะพลังงาน ย ร ล ตัว ร.นี้ตัวเกิดจาก ย.ที่เป็นเศษวรรคพยัญชนะ ท่านเรียกว่า อย(อะยะ) นี้เป็นพลังงานแม่เหล็ก ย เกิดมาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นมันจะต่อหรือไม่ต่อ ก็อยู่ที่ อย แปลว่าพลังงานแม่เหล็ก พลังงานดูด อ นี่เป็นสระ จริงมันไม่ก็ได้แต่มี ย ก็ดูด ถ้า ย ไม่หยุดก็เป็น ร ย ร ตัว ล เป็นเส้าที่สามเป็น กลละ ต่อไปสามเส้าตัวนี้พากันเกิดใหญ่ เป็นปัญจสาขาต่อไป รายละเอียดสภาวะที่ต้องเข้าใจพยัญชนะที่ทดแทนสภาวะ ก็อธิบายนำไปก่อน ยังไม่อยากขยายความ ก็ขอสงวนท่าทีไปก่อน สรุปที่คุณถามมา ที่ว่า เวทนา ผัสสะที่คุณไม่ชัดเจนก็ต้องเอาให้ชัดตรง มันเป็นต้นทางของการปฏิบัติจริง ผัสสะ เวทนา หากไม่มี ก็ไม่มีกรรมฐาน ที่จะปฏิบัติได้ หากไม่รู้ก็ไปก่อน อาตมาไม่ไหวหรอก อาตมาไม่ไหว คุณไปตามที่ชอบ ๆ ก่อน พูดอย่างไรมันก็จะวน ขนาดคนที่พูดกันรู้เรื่อง ก็ยังพากันไปส่ง ไม่ได้เท่าไหร่แล้ว ถ้าอาตมาไปเสียเวลา ก็ตายเลย ไม่ไหว ยอมรับแล้วว่า สังขารนี้มันฝืนไปไม่ได้เหมือนกัน มันจะต้องตาย ขอสารภาพจริงว่า อาตมาไม่คิดจะตายง่ายๆเลย แต่ทุกวันนี้ ยอมจำนนว่า มันถึงเวลาจะตาย ไม่ยอมไม่ได้หรอก ขนาดนี้มันยังทุกข์ขนาดนี้ ฝืนไปไม่ได้ ก็ยอมจำนน แต่ก่อนไม่ได้ยอมจำนนนะ อาตมาว่าไม่ได้แก่อะไร แต่ก็จำนนจริงๆ ตอนนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ความจนอันยิ่งใหญ่ มาเข้าสู่ความจนอันยิ่งใหญ่ ขอยืนยันว่าความจน หรือสภาวะจนของมนุษย์ เป็นอาการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในสังคมมนุษยชาติ ยิ่งผู้ใดเข้าถึงแล้ว ก็ทำได้ พาคนทำได้แล้ว มนุษย์ทำได้แล้ว มันจะช่วยคนทั่วโลก เดรัจฉานมันไม่ฉลาด และมันก็ไม่โง่ ที่จะแย่งชิงความจนความรวย แต่คนนี่แหละโง่ที่สุดเลย แย่งชิงความรวย แล้วดันไม่เข้าใจว่า ความจนนี่มันสูงกว่าความรวย โฮ้!
แบบคนจน การเป็น “ คนจน ” ที่ไม่ได้กลัว “ ความจน ” เลย มีแต่ ยินดีจะจน เต็มใจจน ตั้งใจมาจน และ จนอย่างมีความสุข สำราญ เพราะมีทฤษฎีปฏิบัติอันประเสริฐ คือ มีสัมมาอาริยมรรค องค์ 8 มีโพชฌงค์ 7 มีโพธิปักขิยธรรม 37 มีไตรสิกขา มีจรณะ 15 วิชชา 8 มีวรรณะ 9 มีกถาวัตถุ 10 มีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 ฯลฯ กระทั่งคนในสังคมนั้น ต่างก็มี ลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้ อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิต เป็น“ สาธารณโภคี ” อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยม ยอดสุด ของสังคมมนุษยชาติ เป็นต้น แม้ในยุคทุนนิยม ที่สุดแสนสามานย์ปัจจุบันนี้ ก็สามารถมีสังคมชุมชน ที่มีลาภธัมมิกา แล้วนำมารวมกันกินใช้ อาศัยบริโภคในการดำเนินชีวิต เป็น“สาธารณโภคี” อันเป็นเศรษฐกิจขั้นเยี่ยมยอดสุดของสังคมมนุษยชาตินี้ได้ เป็น อกาลิโก ไม่จำกัดแต่ในยุคพระพุทธเจ้าเท่านั้นจริงๆ เป็น เอหิปัสสิโก ที่สามารถท้าทายให้มาชมความจริงที่เกิดได้ เป็นได้นี้กันแท้ๆ คนที่รวยในระบบทุนนิยม รวยเละเทะเลย รวยมากที่สุดเลย และรวยอย่างสุจริตด้วย จะเป็นใครก็แล้ว แต่คนเข้าใจเอาเองในสังคมโลกขณะนี้ ในระบบทุนนิยม ต่อให้คุณรวยอย่างนั้น ก็ได้ชื่อว่า เป็นนักเศรษฐกิจที่เลวร้ายมาก เพราะคุณหอบสมบัติไว้กองอยู่ที่คุณ คนอื่นก็อดอยาก ขาดแคลน ดีไม่ดีแย่งชิงกัน จนฆ่ากันตาย บางคนทรมานจนกระทั่งอดทนต่อไปไม่ได้ ก็ต้องฆ่าตัวตาย เพราะทนไม่ได้ อย่างที่ น.ส.ปู แล้วก็หลอกชาวโลกมีลูกแล้ว ก็ยังบอกว่าเป็นนางสาว เขาก็บอกว่าไม่รู้ คนเขาผูกคอตายเอง ฆ่าตัวตายเอง เขาไม่ใช่ต้นเหตุอย่างนี้ หรือคนสุจริตเลย รวยเละ เอาสมบัติที่คนอื่นเขาจะใช้ ไปกองไว้คนอื่น เขาก็ขาดแคลน ก็ลำบากจนถึงตาย คุณก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ถ้าคุณสะพัดออกมา คนอื่นๆก็สะพัดต่อ คนอื่นไม่มีการดึงดูด และสามารถเก่งที่จะไปกองไว้แก่ตัวเองได้ เขาก็ต้องสะพัดออก หรือคนที่เต็มใจสะพัดออก เขาเอาเก็บไว้ได้ แต่ก็ไม่เอาเก็บไว้ สะพัดออก มันก็เฉลี่ยกับคนอื่น เศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี หมายความว่าไม่ยึดถือเป็นของตน เอามารวมกัน แล้วก็ต่างคนต่างบริหาร เพื่อจะแจกจ่ายให้ได้อย่างได้สัดส่วน ได้อย่างทั่วถึง มันเป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ในเศรษฐศาสตร์สาธารณโภคี คนยังเข้าใจไม่ค่อยได้ เป็นระบบเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอดแล้ว ไม่มีระบบเศรษฐศาสตร์ใดสุดยอดกว่านี้อีกแล้ว ที่เป็นไปได้อยู่นี่ หลายคนฟังที่อาตมาพูดแล้วหมั่นไส้ เพราะว่าพูดเป็นสิ่งที่ดีแล้ว ดีมันเข้าตัวเอง คนที่ไม่ยอมให้คนอื่นดีกว่าเขา แต่นี่พูดแล้วดีเข้าตัวเอง เขาก็จะไม่เชื่อ เขาไม่มีปัญญา ก็จะไม่เชื่อ แต่คนที่เชื่อแล้วก็ดีไป ก็ยอมให้ดี เพราะว่าตนเองทำสู้ไม่ได้ แต่คนที่ไม่รู้ ไม่เห็นว่าดีกว่าจริงๆ ก็ยังไม่ยอม ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นในยุคนี้ มีคนเข้าใจทั่วโลก เข้าใจถึงสภาพที่มีน้อย หรือเอาไว้แต่น้อย ดีกว่ามีมาก เข้าใจแล้ว แต่กิเลสความเข้าใจของเขาก็ยังหวง เขายังเหนี่ยวรั้งเอาไว้ เป็นของตัวของตน หรือพวกของตน ไม่กล้าที่จะเป็นตัวเอง ที่ ไม่ต้องมีอลังการ ไม่ต้องมีทรัพย์สิน ไม่ต้องมีข้าวของ จะอยู่ร่วมกัน ทุกคนมีสิทธิ์ ใครจำเป็น ใครสำคัญ ที่สมควร ก็ให้ก่อน เราไม่ต้อง เราเป็นคนใช้น้อย มีน้อย เปลืองน้อย แต่คนที่ประโยชน์สูงประหยัดสุดได้ แม้มันจะยังไม่ได้ก็พยายาม โดยไม่ได้ทำให้ตัวเองทรมาน หรือต้องตาย ตนเองก็ยังเจริญ ยังเดินทางไปได้ดี อยู่อย่างนี้ เป็นต้น จึงเป็นคนที่มีปัญญา มีความรู้ความเฉลียวฉลาด ที่เข้าใจสัจจะนี้ อย่างดี อย่างถูกต้อง ความรู้อันนี้ ตอนนี้ ทั่วโลกกำลังกระจายขยายไป โดยมีต้นทาง อยู่ที่ประเทศไทย ต้นเชื้อต้นราก อยู่ที่ประเทศไทย กำลังเกิดผล สภาพของสนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ ที่เป็นองค์รวมพฤติการณ์ มีพฤติการณ์ของสาธารณโภคี ทุกคนมารวมกับส่วนกลาง แล้วแบ่งแจก กันไป อย่างยินดีปรีดา ช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือ พฤติการณ์อย่างนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ มันเกิดไม่ได้ง่ายๆ 1 ปีมาแล้วนะ ยังมีบทบาท ยังมีพฤติการณ์นี้ ยังมีความเคลื่อนไหวลักษณะเดิมนี้อยู่ เป็นแต่เพียงว่า เก็งกันว่า จบงานนี้ ถวายพระเพลิงเสร็จจบ ก็คงจะปิดสนามหลวง อาตมาขอพยากรณ์ ปิดสนามหลวง คุณปิดให้ตายอย่างไร คนก็จะเข้าไปดูพระเมรุ ทำไว้สะสวย ลงทุนไปเยอะ อาตมาว่าเขาคงไม่ทำลายทันทีหรอก (สมณะฟ้าไทว่า...เขาว่าเอาไว้เดือนหนึ่ง) พ่อครูว่า… เขาว่าต้องเอา 5 หาร หารไม่ลงตัว ก็ต้องต่อ อาตมาว่ามันน่าเสียดายนะ ทุกคนที่ไปทำทุ่มเทใจเต็มที่ ตามที่สมมุติ แต่ละคนแล้ว ก็ยอมรับกัน ต่างคนต่างช่วยกันตัดสิน สร้างสรร มันก็เป็นค่ารวมของการสร้างสรร เป็นค่านิยมของสังคมประเทศไทย ว่ามี เป็นศิลปะของไทย สุดยอดของผู้คนของจิตวิญญาณ แต่ละคนออกมา ไม่ดูเวอร์ ไม่ดูขาด พอดีๆ พอเหมาะ อย่างนี้แหละ ลีลาไทยเป็นแบบไหน แสดงออกเต็มที่เลย งานนี้ ลีลาไทยศิลปะไทย แบบไหน รับรองว่าไม่เหมือนเฉลิมชัย นั่นเวอร์มากไป หลายนัย อาตมาไม่วิจารณ์ต่อ ปากเขาจัด เดี๋ยวมาด่าเราให้ ก็รู้จักกันดี เฉลิมชัยเป็นรุ่นน้องเยอะ ถวัลย์รุ่นน้องอาตมาสองปี แต่เป็นพี่เฉลิมชัย ในยุคที่เศรษฐกิจสาธารณโภคีจะมาปรากฏ ไม่ใช่จะมาหรอก พวกชาวอโศกได้สร้างสาธารณโภคีตามรอยพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทำกันมาแล้ว ซึ่งเป็นสุดยอดของเศรษฐศาสตร์ ที่นักเศรษฐศาสตร์ของโลก ไม่ว่ายุคไหนก็แล้วแต่ ไม่ได้เข้าใจง่ายๆ แต่ถ้าคุณจะไม่มีตัวมีตนแล้ว อยู่คนเดียวนั้น คุณตายแห้งอย่างเขียด มันเป็นไฟท์บังคับ ที่คุณจะต้องไปอยู่กับหมู่ แล้วจะมีของส่วนกลาง เรียกว่าสาธารณโภคี แล้วกินใช้ร่วมกัน สร้างสรรร่วมกัน โดยกฎเกณฑ์ของ ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ชัดเจน นี่คือทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ที่ดิ้นไม่ได้เลย เป็นไฟต์บังคับ เป็นภาคบังคับ ที่จะต้องเป็นเช่นนี้ ใครจะไปโดดเดี่ยว ทำเป็นออกข้างนอก อย่าเลย อย่ามาอวดดีเลย ต้องอยู่กับหมู่ เพราะฉะนั้น แม้แต่ในชาวอโศก อย่างอโศกสัมปวังโก เขามาอยู่กับชาวอโศก เขายังถือว่าหมู่มวลเป็นหนึ่ง ธรรมดาเขาจะชอบอยู่คนเดียว ไม่เคยมาสูงสิงกับใครเท่าไหร่หรอก คมของเขาอยู่คนเดียว คนนี้ คมในฝัก ต้องเอาออกจากฝักมาหั่นผักพืชบ้าง อยู่ในฝักบางทีสนิมขึ้นนะ ออกมากับหมู่ฝูงบ้าง ไปตามลำดับ อธิบายโดยเอาบุคคลจริง มายกตัวอย่าง คนที่อวดดี ออกมาสู่หมู่มากๆ ตนเองก็ตายได้ เกินตัวเอง ก็ไม่ดี ผู้ที่มาช่วยสร้างให้เกิดลาภโดยธรรม แล้วก็มารวมกัน เศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจถึงขั้นสาธารณโภคีแบบของพระพุทธเจ้านี้ มันอาศัยคน คนเป็นนักสร้าง และคนนี้แหละ เป็นคนที่รู้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive