360918 คำตอบอยู่ที่คน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360918 คำตอบอยู่ที่คน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
คำตอบอยู่ที่คน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
งานที่พวกเราทำกันอยู่นี่ เป็นสัมมาอาชีพ โดยเฉพาะร้านอาหารมังสวิรัติ เหมือนกับถ้าขายก๋วยเตี๋ยวละก็ต้องร้านเจ๊ก ว่าอย่างนี้นะ ขายบะหมี่ละก็ต้องร้านเจ๊ก มันเหมือนกับยึดครองหัวหาดของสังคมแล้ว ว่าถ้าร้านอาหารมังสวิรัติละก็ต้องพวกอโศก ซึ่งเราก็จะต้องทำ เพราะว่าจะเป็นสถานที่ที่จะให้แก่พวกเราด้วย และอีกอย่างหนึ่งก็คือมันจะเป็นตลาด หรือว่าเป็นร้านระบายออกในอนาคตของพวกเราที่จะมีผลผลิต เพราะฉะนั้นร้านพวกนี้จะเป็นร้านเครือข่าย ที่จะเป็นร้านขายอะไรๆ ที่ชาวอโศกเราจะไปอยู่ เสร็จแล้วเราก็จะมีร้านที่จะจำหน่ายจ่ายแจกที่จะขายผลผลิตของพวกเราต่อๆไป จะเป็นผลผลิตอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นผลผลิตที่เป็นวัตถุหรือเป็นสิ่งของอะไร แม้แต่จะเป็นผลผลิตทางด้านพืชพันธุ์ธัญญาหารก็ตาม หรืออย่างซีอิ๊ว อย่างเต้าเจี้ยว อะไรอย่างนี้ ที่พวกเรากำลังริเริ่มทำขึ้น ถ้ามันมีมากพอ ก็จะเป็นร้านที่จะจำหน่ายจ่ายแจก ร้านเหล่านี้จะได้เป็นที่ที่ขาย พืชผักผลไม้อะไรเราไม่ต้องพูดถึงเลย ก็แน่ๆอยู่แล้ว แล้วจะมีอะไรอื่นอีก เรายังไม่รู้ได้ แต่ก็ค่อยๆเป็นไปตามประสาที่ว่าเราจะผลิต หรือว่าเราจะทำสิ่งที่มันเป็นอุปสงค์ หรือเป็นดีมานด์ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำคัญกับมนุษยชาติ สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชีวิต เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ดี ไม่ได้ไปมอมเมา ขนาดนั้นมันก็ยังมีความมอมเมาเข้าไปปนได้น่ะ ถ้าเผื่อว่าเราเองเราระวังไม่ดี อย่างอาหารนี่มันก็มอมเมาได้ ถ้าเผื่อเราเองเราไม่รู้ เราก็ไปปรุงแต่ง ทำอะไรต่ออะไรมาก ซึ่งเราก็ประมาณกันอยู่ กำลังดูว่าเราจะทำได้แค่ไหน เราจะปรุงกันได้ขนาดไหน เราก็พยายามระมัดระวังกันอ
อ่านต่อ
ยู่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราได้เข้าใจว่า นี่เป็นงานของเรา ชมร.ที่นี่รู้สึกว่าจะยิ่งกว่าชมร.ใหญ่ที่กรุงเทพฯ ที่สันติอโศก สันติอโศกนั่นต้องใช้คนเยอะจริงๆ วันหนึ่งปกติธรรมดาก็ 2 หมื่นกว่า ถ้าวันพระวันอะไรก็ 3 หมื่น อะไรอย่างนี้ 5 หมื่นก็ยังเคยถึงเลย 3 หมื่น 4 หมื่น วันหนึ่งเป็น 5 หมื่นก็เคย ถึงที่ชมร.ใหญ่ ต้องใช้คนเยอะ ต้องใช้คน 30-40 คนขึ้นไป เขาก็อยู่กันได้ แล้วก็ประชุมกันบ่อยๆ หมั่นประชุมกัน แล้วก็มีผู้ที่เข้าใจ พอไม่มีก็บอกกัน คนทางวัดทางวาทางอะไรก็ไปร่วม ไปผสม เพราะถือเป็นงานของพวกเรา แล้ววางไม่ได้ อะไรไม่ได้ นอกจากจะเป็นงานที่เราจะต้องไปสัมมาอาชีพ พวกเราจะต้องช่วยกันรังสรรค์ งานของพวกเราแม้จะอยู่ในวัด ไม่ได้เงินดาวน์เงินเดือนอะไร ไปอยู่นอกวัดนั่นก็ไม่ได้มีเงินดาวน์เงินเดือนอะไรเหมือนกันนั่นแหละ แต่ว่ามันก็ต้องเป็นงานที่เราจะต้องช่วยเหลือเฟือฟายเอาใจใส่ทำไว้ ถ้าล้มไปมันก็แย่ ก็ล้มไม่ได้นะ นี่มันก็ง่อนๆแง่นๆ อย่างไรก็ไม่รู้ ที่ปฐมฯนี่ คนร่อยหรอลง วันนี้บอกมา บอกรายชื่อผู้ที่จะไม่อยู่ถึง 6 ชื่อแน่ะ บอกมา 6 คนแน่ะ จะไม่อยู่ ถ้า 6 คน ไม่อยู่ แล้วมันจะเป็นยังไงล่ะร้าน นี่บอกมาว่าวันนี้จะไม่อยู่นี่ แผนกหน้าร้านก็จะเหลือเพียง 2-3 คน ว่างั้น จะเหลือไปขาย แผนกล้างผักว่าจะไปทำธุระส่วนตัวอะไรต่ออะไรกันเสีย บอกชื่อมาหมด อาตมาไม่อ่านละ รายชื่อเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าใครคิดว่าเราจะช่วยรังสรรค์กันก็ดูๆ บ้าง พยายามเอาใจใส่หรือสอบข่าวสอบคราว หรือตัวเองจะไปบ้าง ช่วยเหลือเฟือฟายบ้าง มากหน่อย ไม่เป็นไรหรอกคนน่ะ มากแล้วก็ทำให้เบางาน ไม่เป็นไร แต่ว่ามันไม่มากมันหนัก แล้วมันก็ไปไม่ไหว ไปไม่รอด มันทรมาน หนักหนาสากรรจ์ แล้วเราก็ทำงาน มันไม่ใช่งานเบานัก มันต้องเป็นอย่างนี้ เป็นกรรมกรของสังคม ทำมากแต่ได้แลกเปลี่ยนมาน้อย ทำมากแล้วได้แลกเปลี่ยนมาน้อยจริงๆ มันก็ไม่ได้ ผิดไปจากลักษณะบุญนิยมของเรา ไม่ได้ผิดเลย มันถูกต้องด้วย แต่กิเลสของเรามันเหลือเท่านั้นแหละ เราอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง มันเคยตัวมาไม่รู้จักกี่ชาติกี่ปางแล้ว เรื่องทุนนิยมนี่ ไอ้เรื่องที่จะต้องได้เปรียบ เรื่องของกิเลสนี่ เป็นเรื่องธรรมชาติของกิเลสเลย มาแต่ไหนๆ ไอ้การค้าชนิดอย่างบุญนิยมนี่ ยังไม่เคยได้ยินกันหรอก ขอยืนยันนะว่า ยังไม่เคยได้ยิน ยังไม่เคยมีความเป็นจริงหรือความเป็นไปได้ ซึ่งเรามีรูปร่าง เรามีลักษณะที่จะเป็นไปได้ แล้วมันจะเป็นปาฏิหาริย์อันหนึ่ง ถ้าเราไม่ช่วยกันรังสรรค์ ไม่ช่วยกันทำขึ้นมาแล้วมันเกิดที่คน ถ้าคนเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม คนเราไม่ได้ฝึกปรือ คนเราไม่ได้เห็นสัจจะความจริงว่า เราเสียสละนี่แหละคือกำไร เราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลงานการอะไร เราก็ทำขยันหมั่นเพียร มันก็เป็นคุณค่าความดีของมนุษย์อยู่โดยตรงอยู่แล้ว แล้วเราก็สร้างสรร สร้างสรรแล้วเราแจกจ่ายเจือจานไป ถึงขนาดให้ฟรีได้ มันก็ยิ่งวิเศษ เป็นเรื่องจริง เราเห็นความจริงอันนี้ หรือว่าใครเถียงว่าที่อาตมาพูดนี่เป็นสิ่งหลอกลวง พูดหลอกๆล่อๆ ให้พวกเรามาเป็นทาสใช้สังคมเล่น เสร็จแล้วที่จริงก็ได้บาปไป หรือว่าเป็นความเลวร้าย ไม่ดีไม่งามอะไรหรอก ไม่มีคุณค่าอะไรจริงๆ ไม่มีคุณค่าอะไร ไปทำงานฟรีให้เขาไปนี่ ไม่มีคุณค่าอะไรเลย มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า บัวขวัญ จริงหรือ ไม่มีคุณค่าอะไร ไปทำงานให้เขาฟรีๆ ไปทำงานอย่างนี้เราไม่ได้มีคุณค่าอะไร เป็นคนอยู่เฉยๆ ดีกว่า หรือว่าไปทำอย่างนี้ดีกว่า อะไรดี ตอบไม่ได้หรือ อยู่เฉยๆ ดีกว่าหรือ ไม่ ทำไมตอบช้าล่ะ ฟังไม่ทันเหรอ เอ๊ะ อาตมาก็ว่าไม่ได้พูดเร็วอะไรเลย อะไรฟังภาษาไทยขนาดนี้ยังไม่ทันแล้วหรือ ต้องสั้นๆ มันถึงจะชัด หรือใครสงสัย ยังงงอยู่ว่า เอ๊ มันดีหรือเปล่านะ มันไม่ดีมั้ง ไปทำฟรี ไปทำงานให้เขาฟรีๆ เรามีคุณค่าหรือไปทำงานให้เขาฟรีนี่ มันต้องเอาเงินเอาทองสิ ได้เงินมากๆ มันถึงจะมีคุณค่า มันถึงจะ โอ้โฮ เป็นคนราคาแพงนะ ต้องเอาเงินราคาแพงไปทำงาน แล้วได้เงินมาแพงๆ เหมือนอย่างโลกที่เขาเป็นน่ะ ต้องได้เงินแลกเปลี่ยนมามากๆ ทุนนิยม ขายก็ได้ราคาเยอะๆ มันถึงจะมีค่าเยอะๆ ซึ่งอาตมาก็พูดแล้ว มันมีค่าเยอะๆจริง หรือว่าค่ามันลดลงไปจริง ค่ามันหมดลงไปจริงๆ หรือ คิดเห็นบ้างไหม เข้าใจได้หรือยัง เอาคืนมา แลกเปลี่ยนคืนมามากๆ นั่นน่ะ นั่นละ เออ ค่าเยอะ หรือว่าเราไม่ต้องแลกเปลี่ยนคืนมานี่แหละ ทำแล้วให้เขาไป เสียสละไป แจกจ่ายไป ลดได้เท่าไหร่ยิ่งลด แจกฟรีได้ ยิ่งฟรีนี่แหละ มันเป็นคุณค่าจริงๆ มองเห็นไหมว่า เป็นคุณค่าจริงหรือเปล่า เราเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นจริงๆ หรือเปล่า เราได้เสียสละจริงๆ หรือเปล่า เราไม่ต้องแลกเปลี่ยนคืนมานี่ อะไรมันจริงกว่ากัน ทางโลกเขาก็บอกว่า ได้ค่าคืนมามากๆ ได้แลกเปลี่ยนคืนมามากๆ นี่แหละมันดี มันรวย ได้มามากเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งชอบใจ ชื่นใจใหญ่เลย ซึ่งเราก็เข้าใจอย่างนั้น ซึ่งเราก็เคยเป็นอย่างนั้นกันมาแต่ไหนๆ แล้ว โลกของปุถุชน ก็เป็นอย่างนั้นใช่ไหม อาตมาพูดย้อนแย้งอย่างนี้ พูดย้อน เขาเป็นกันมาแต่ไหนๆ ในโลก มาพูดย้อนอย่างนี้ อธิบายเนื้อหา พยายามทำความเข้าใจกัน มันเป็นเรื่องหลอกล่อ มันเป็นเรื่องฟังไม่ขึ้น เป็นเรื่อง เอ๊ ไม่เห็นมีท่าเลย ไม่เข้าท่าเลย ไม่ถูกละ ไม่เอาด้วยละ ถ้าใครเห็นอย่างนั้น ก็ไม่มีปัญหา ใครเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็ต้องไม่ทำแหละ แต่ถ้าใครเข้าใจดีอยู่ เราก็ต้องดำเนินไป ซึ่งทุกวันนี้อาตมาเห็นรูปรอยแล้วว่าเป็นไปได้ ในพวกเรานี่เป็นไปได้ และอาตมาก็ยังไม่เห็นว่าอะไรมันจะแก้สังคมได้ ถ้าไม่ใช่ลักษณะอย่างที่เราทำนี่ อาตมามองไม่เห็นจริงๆ ทุนนิยมนี่เลวร้ายเข้าไปทุกวันๆ เลย เล่ห์เหลี่ยม เหลี่ยมคูนักธุรกิจไม่ใช่เรื่องน้อยๆนะ นักธุรกิจใหญ่ๆ ในระดับหมื่นล้าน ทุกวันนี้นี่สูบดูด รายได้เขาจะต้องได้เพิ่มกลับคืนมานี่ เขาเรียกว่ากำไรอย่างทุนนิยมนี่ เขาจะต้องได้มาเดือนหนึ่งๆ เป็นล้านๆ หลายล้าน ปีหนึ่งต้องหลายร้อยหลายพันล้าน เขาจะต้องได้สูบมา กอบโกยมา ขูดรีดมา ทั่วไปเขาจะต้องทำอย่างนั้นขึ้นไป ฝีมือนักธุรกิจทุกวันนี้ เขาอย่างนั้นจริงๆ แล้วเขามี โอ้โฮ วิธีการสารพัด เครือข่าย อะไรต่างๆนานาสารพัด ซึ่งมันก็จะต้องไปดูดเอามาให้ได้ เมื่องบดุลแล้ว รวมแล้วปีหนึ่งๆ เขาจะต้องได้ งบประมาณปีนี้กำไรห้าพันล้าน กำไรอย่างทุนนิยมนะ ปีหน้าเขาจะต้องไม่ให้ตกต่ำกว่าห้าพันล้าน จะต้องเพิ่มนั่นเพิ่มนี่ จะต้องมี เขามีคนงาน เขามีกองทำงานดูแลจัดแจง จะต้องรักษากลไกพวกนี้ให้มันได้ทวีขึ้นทุกปี ปีนี้ห้าพันล้าน ปีหน้าจะต้องเจ็ดพันล้าน หรือหมื่นล้าน เขาจะต้องตั้งเป้าไว้เลย เขาจะรู้เขาเลยว่าปีนี้เท่านี้ ปีหน้าเท่าไหร่ ปีต่อไปเท่าไหร่ๆ ใช่ไหมบัวขวัญ เขาทำโรงงานเขาพอรู้ เขาจะต้องอย่างนี้ไปเลย แล้วก็ขยายไปได้เรื่อยๆๆๆ โกยมาเรื่อยๆ แล้วมันไปไหนล่ะ มันก็ดูดมาทั้งนั้นแหละ ดูดมาจากประชาชน ในสังคมนี่แหละ อยู่ในเมืองไทยก็เอาในเมืองไทย เมืองไทยไม่พอ ก็เอามาจากเมืองนอก ไปดูดมาจากเมืองนอก ดูดมาจากไหนๆๆๆ มาให้ตัวเอง กอบโกยขึ้นมา ไม่มีหยุด แต่เรากลับกัน เราจะทำงานสร้างบริษัท สร้างโรงงาน หรือสร้างที่ผลิต หรือสร้างทำงานกับสังคม เราก็จะทำออกไปให้แก่สังคมให้มากที่สุด จะลดราคาลงมา เราจะให้สังคมนี่ได้รับประโยชน์ ได้รับจากเราไป จะเป็นวัตถุ หรือเป็นแรงงาน ที่เราจะได้ออกไป จ่ายออกไปให้แก่เขาได้ไปมากๆ โดยเราเอากลับคืนมาให้น้อยที่สุด สุดท้ายแม้ไม่เอากลับคืนมาเลย ไม่แลกเปลี่ยนคืนมาเลย ถ้าเราให้ฟรีได้ เราก็จะให้ ในระดับไหนที่ทำได้เราก็จะให้ แล้วเราก็จะต้องเห็นจริงๆเลยว่านี่เป็นความดีงามของมนุษย์ หรือใครไม่เห็นว่าเป็นความดีงาม ยังข้องใจอยู่ มีไหม มีสักคนหนึ่งไหม หือ อาตมาว่านี่มันเรื่องจริงนะ มันเรื่องที่โลกมันไม่ได้คิดอย่างนี้ เขาคิดกลับกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ อาตมามองเห็นว่า มันเป็นไปไม่ได้ เลยว่าโลกมันจะอยู่รอด มันก็จะมีแต่มาฝึกปรือ เพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบ ที่จะกอบโกย ที่จะมาขี้โลภ ใช่เล่ห์ ใช้กล ใช้วิธีการสารพัดมาเรื่อยๆเลย เราพยายามแสดงความจริงใจ ที่จะแสดงความเสียสละ สร้างสรร ฝีมือ เราก็สร้างสมกลไกอะไรที่เราจะทำได้ดีขึ้น จะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือ จะต้องมีองค์ประกอบ จะต้องมีผู้ทำงาน แต่ละแผนกเหมือนกัน แผนกนี้ช่วยขบคิด แผนกนี้ช่วยบัญชี แผนกนี้ช่วยทะเบียน แผนกนี้ช่วยอะไรต่ออะไรต่างๆ ช่วยให้มีอะไรประกอบขึ้น มาให้มันได้เร็ว ให้มันได้ผลิตได้ ผู้นั้นช่วยสร้างอันนี้ ผู้นี้ช่วยสร้างอันโน้น มาประกอบกันให้เป็นโรงงาน หรือให้เป็นกลุ่มคนที่ร่วมกันผลิต ร่วมกันสร้างสรร ร่วมกันทำอะไรออกไปให้กับสังคม ก็เหมือนกันแหละ ลักษณะผลิต ลักษณะทำงานเพื่อมนุษยชาติ เหมือนกันแหละกับทุนนิยม แต่อุดมการณ์หรือว่าวิธีการเป้าหมายต่างกัน อาตมาเรียกเป็นเป้าหมายบุญ กับเป้าหมายบาป ที่จริงมันน่าจะเรียกบาปนิยมนะ ทุนนิยมนี่น่าจะเรียกบาปนิยม จริงๆนะ มันเป็นบาป เขายิ่งกอบโกยมากเท่าไหร่ เขายิ่งเป็นหนี้บาป เอาเปรียบเอารัด เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ไม่ได้เผื่อแผ่ ถ้าคุณเข้าใจแล้วว่าการแลกขายกลับคืนมา มันหมดค่าไปแล้ว มันให้ประโยชน์แก่โลกอะไร ยิ่งเอามาเกินทุนด้วย แล้วมันจะเหลือบุญอะไร มันจะเหลือประโยชน์อะไร ตัวเองไม่มีประโยชน์เลย เอาคืนมาหมด คิดค่าอะไร คิดมาหมด ไม่เหลือเลย ดีไม่ดีไม่ค่อยทำอะไรด้วยซ้ำ แต่คิดค่าแรงงานตัวเองแพง ตัวเองเป็นผู้ที่พออยู่ดีแล้ว ก็มีอัตราเงินเดือนแต่งตั้งกันขึ้นไป ราคาแพงขึ้นๆๆ ก็ทำอย่างนั้นวันๆหนึ่ง ทำหนักหนาอะไรก็เท่าเดิม บางทีเบากว่าเดิมด้วย เพราะมีผู้ช่วยแรงงานมากขึ้น แต่งตั้งเป็นสูงขึ้นมา แล้วก็มีลูกน้องมากขึ้น ตัวเองก็ทำน้อยลง อะไรมันก็อยู่ตัว โรงงานวิธีการอะไรก็อยู่ตัวดีแล้ว ลงตัวดีแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรมากหรอก นั่งกินเงินมากขึ้นๆๆ คือเงินเดือนก็ขึ้นไปเรื่อยๆนะ ไม่หยุดนะ คนเหล่านี้ ราคาจ้างก็ขึ้นไปเรื่อยๆ ใช่ไหม ไม่มีหยุดนะ แต่งานเบาลง เพราะว่ามันมีคนมาช่วยเหลือมากขึ้น มีลูกน้องมากขึ้น แต่ตัวเองก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากมาย ไม่ต้องคิดอะไรมาก แล้วกลไกมันก็ลงตัว วางกลไก วางโครงสร้าง วางอะไรลงตัวดีขึ้นเรื่อยๆๆ แต่เงินรับไม่มีหยุดหย่อนเลย จนกระทั่งตายนั่นแหละ ถ้าเป็นบริษัทของตัวเองน่ะนะ รับจนตายนั่นแหละ มีตำแหน่งหน้าที่ที่จะต้องได้เงินอยู่ ตั้งขึ้นมา ไม่เหลืออะไรก็เป็นที่ปรึกษา ไม่ได้ปรึกษาอะไรหรอก เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ไม่ได้ปรึกษาหรอก แต่รับเงินเดือนแพง ที่ปรึกษาใหญ่ ที่ปรึกษาของบริษัทใหญ่ รับเงินเดือนเดือนหนึ่งแพงๆ ที่จริงน่ะ ไม่ได้ปรึกษาเลย บางทีแก่งั่กแล้ว เป็นอย่างนั้นนะ เขาก็แบ่งแจกกันอยู่ในตัว ยิ่งเป็นบริษัทของตัวเอง หรือว่าธุรกิจของตัวเอง เขาก็ตั้งใคร จะไปห้ามของเขา เขาก็จะต้องทำอย่างนี้แหละ ในรัฐบาลก็ขึ้นเงินเดือนเอาๆ เหมือนกัน ข้าราชการไปไม่รอด อาตมาเห็นว่ามันไปไม่รอด อาตมาเห็นว่า สิ่งที่เราทำนี่ มันเป็นปาฏิหาริย์นะ เป็นเรื่องที่มันไม่น่าเชื่อ จะเป็นไปได้ ไม่น่าเชื่อ แต่มันจะเป็นไปได้ เมื่อเราทำกันนี่ ก็เห็นแล้วว่าเป็นไปได้ แล้วอาตมาก็เห็นว่า สิ่งเหล่านี้นี่จะต้องรวมตัวกัน รวมตัวกันแล้วก็ทำเป็นชุมชน คานธีเขาพยายามที่จะทำ แต่อาตมาว่า เขาไม่มีความคิดถึงขนาดที่ อาตมาได้คิดนะ จะเป็นความคิดอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นความคิดที่ขยายขึ้นมา รากฐานมาจากอันเดียวกันก็คือ การล้างกิเลส ล้างความเห็นแก่ตัวของพระพุทธเจ้า หรือว่าของคานธี เขาก็ศึกษาปรัชญาของศาสดาต่างๆ เอาไปใช้ อาตมาว่าเขาก็ได้ แต่อาตมาวา่ยังไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่ เขาก็พยายามทำ คานธีเขาก็พยายามที่จะแก้ไขปัญหาสังคม เขาก็สรุปได้ว่าคำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน แต่ของอาตมาไม่ใช่เป็นเช่นนั้น ของอาตมาคำตอบอยู่ที่คน คานธีกับอาตมานี่ต่างกัน อาตมาเห็นว่าคำตอบอยู่ที่คน คนมีสำนึก คนเจริญ คนวิเศษ คนยิ่งเจริญเท่าไหร่ ยิ่งเป็นอิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ สมรรถก็คือความสามารถ ความขยันหมั่นเพียร ความเอาใจใส่ ความมีน้ำใจเห็นแก่งาน มีจิตใจในเรื่องงาน นี่คือคนเจริญ คนเฉื่อยๆ เห็นงานก็หนี เลี่ยง อย่างนี้เป็นคนเจริญหรือเปล่า อาตมาว่าอาตมาพูดความจริงเลยนะ พูดตอกหน้าแงเปรี้ยงๆเลย ใครตอบไม่ได้ก็โง่เต็มทีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องลึกลับหรอก แต่มันเรื่องจริง เรื่องลึกซึ้ง แต่มันจริง คนกลบเกลื่อนไปนานแล้ว สมรรถภาพ คนมีสมรรถภาพ มีบูรณภาพ บูรณภาพ คือความเต็ม ความสมบูรณ์ ความครบครัน มันจะเกิดมาจริงๆเลย คำตอบอยู่ที่คน เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนๆๆๆ คนร้อยคน พันคน หมื่นคน คนเป็นคนที่ดี เป็นคนเจริญ เป็นคนอาริยะ เป็นอาริยชนที่แท้ สร้างสรรเสียสละจริงๆ ขยันหมั่นเพียรจริงๆ ไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ ลดกิเลสโลภ โกรธ หลง มีการประสานสมานได้ดี ความถือตัวถือตน มีอัตตามานะลดลง ประสานได้จริงๆ อยู่กับหมู่อย่างยืดหยุ่น ถ้อยทีถ้อยอาศัย เข้าอกเข้าใจกัน รวมกันได้เป็นกลุ่มชน จะเกิดหมู่บ้าน หรือกระจายกันอยู่ทั่วไปก็ได้ แล้วประสานกัน แม้จะกระจายกันอยู่ทั่วไป ก็จะประสานกันอย่างดี ไม่ใช่มาจุ๊กอยู่ที่หมู่บ้าน แต่แน่นอนเป็นหมู่บ้าน ก็เป็นกลุ่มเป็นหมู่บ้านด้วย อาตมาว่าเหนือชั้น ซ้อนชั้น คานธีก็ได้คำตอบออกมาอันหนึ่ง ว่าจะต้องทำหมู่บ้านอย่างนี้ เขาก็พยายามเข้าใจนะว่าหมู่บ้านนี้จะต้องอยู่กันอย่างจารีตประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งคานธีก็มีรูปแบบของเขาเหมือนกัน อาตมาว่ายังไม่ละเอียด ที่ดูๆนี่ อาตมาว่าของเราละเอียดลออกว่า ครบครัน และอาตมาก็ว่าอาตมาจี้ไชลงไป อาตมาถึงมาเข้าใจคานธี อาตมาไม่เคยอ่านหนังสือคานธีเลยสักเล่มนะ ฟังแต่ข่าวคราวเล่าลือ พยายามจะอ่านแต่ยังไม่มีเวลา ประวัติคานธีมีเล่มใหญ่ๆด้วย อาตมาอ่านประวัติดอกเตอร์อะไรนะ ที่เป็นจัณฑาล คู่กับคานธี ตอนแรก ที่เป็นผู้ที่ร่างกฎหมายของอินเดีย ร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เดี๋ยวนี้อินเดียก็ยังไม่เคยทำลายรัฐธรรมนูญเลย ไม่ใช่เนรูห์ เบคก้านี่แหละ เอ็มเบคก้าอะไรนี่แหละ อาตมาจำชื่อแกไม่แม่นแล้ว ดอกเตอร์คนนี้เป็นจัณฑาล แกเป็นคนจัณฑาล แล้วก็เรียนจนจบดอกเตอร์ แกก็ศรัทธาศาสนาพุทธ แล้วแกก็ศรัทธาคานธี เป็นคนที่อาตมาอ่านประวัติของแก ขนาดอ่านประวัติแก อาตมายังจำชื่อแกไม่ได้เลย เล่มโตนะ ประวัติของแกต่อสู้น่าดูเลย แต่ว่าคานธีนี่อาตมายังไม่เคยอ่าน ยังไม่เคยอ่านประวัติแกเลย ก็ได้รับแต่ข่าวคราวเหมือนกับแต่ละคน เหมือนที่พวกคุณรู้น่ะ รู้ข่าวคราว รู้กิตติศัพท์อย่างโน้นอย่างนี้ รู้ประวัติ พูดถึงอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง ดูหนังก็ดูนะ ดูหนังกลายๆ แต่ในนัยละเอียด อาตมาไม่ได้เคยอ่าน วาทะคานธีก็อ่านผ่านๆตาบ้าง ไม่ได้อ่านทั้งเล่มอะไรหรอก ดูไป อันไหนคำไหนความไหน ที่แกพูดอะไร ก็จำได้ ก็ดูดี อาตมาก็เลยไม่ได้รู้รายละเอียดความจริงของคานธีนัก ยิ่งมาคิดว่า เออ คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ฟังแล้ว เออ แกก็เข้าใจ คงเข้าใจอะไร อาตมาเข้าใจลึกๆ ไปนะว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้านนี่ แกหมายอะไร แต่เดาเอาด้วยนะ เดาด้วย แต่แกเข้าใจจริงๆ หมายจริงๆอะไร อาตมาก็ยังไม่แน่ชัดนัก ในหนังสือ อาตมาดูหนังจบ มีแต่การต่อสู้เพื่อจะ... มีคนให้ข้อมูลว่า ในหนังสือที่อธิบายนี่ อธิบายถึงคุณธรรม อธิบายถึงน้ำจิตน้ำใจ อธิบายถึงแม้แต่ความเป็นอยู่ การหัด การประพฤติอะไรต่ออะไร ให้แก่คนอะไรอย่างนี้ แกก็เข้าใจ อาตมาว่าดีนะ ถ้าอาตมาได้อ่าน คงจะได้ประโยชน์อะไรอีกเยอะ แต่อาตมาไม่มีเวลาน่ะ ไม่มีเวลาได้อ่านเลยก็ยังไม่ได้รู้ ถ้าอ่านก็คงจะได้รูปแบบ ได้วิธีการอะไรมาอีกเยอะเหมือนกัน อาตมานึกออกนะ เข้าใจว่า แกเป็นคนดี เป็นคนมีภูมิธรรม เป็นอะไรต่ออะไรอยู่อันหนึ่ง ซึ่งอาตมาเอง อาตมาศรัทธาคนอยู่ 2 คน ศรัทธาไอน์สไตน์กับคานธี แต่อาตมาก็ไม่ได้อ่านหนังสือไอน์สไตน์ หนังสือประวัติไอน์สไตน์เอง ก็อ่านผ่านๆอ่านไม่มาก ยังไม่ได้เคยอ่านประวัติไอน์สไตน์เต็มที่เสียทีอย่างหนึ่ง แม้คานธีก็ เหมือนกัน ก็ผ่านๆเท่านั้นเอง แต่ไปอ่านประวัติของ รี เอ็มเบคก้า เรื่องที่อาตมานำมากล่าว มาพูดนี่ ก็เพื่อให้เห็นว่า เราเกิดมาเป็นชีวิต นอกจากจะพัฒนาตนเอง พัฒนาตนเองจริงๆเลย เกิดมาชาติหนึ่ง อย่าเป็นโมฆบุรุษ อย่าเป็นคนสูญเปล่า สูญเปล่านี่ มันไม่สูญเปล่าธรรมดานะ มันสร้างหนี้ สร้งบาปให้แก่ตัวเองด้วย ชาติหนึ่งคือ ไม่ได้พัฒนาอย่างมีสัมมาทิฐิ เกิดมาไม่ได้มีสัมมาทิฐิ ไม่ได้ปฏิบัติประพฤติไปในทางเจริญที่จริง เป็นวิบาก เป็นทรัพย์ เกิดมาชาติหนึ่ง ไม่ได้ทรัพย์ที่ดี ตายไปแล้วไม่ได้พัฒนา พัฒนาชาติต่อๆๆๆไป มันไม่ได้มีทรัพย์ที่จะเสริมไป กลายเป็นตกต่ำต่อๆไปละ ไม่ใช่ทรัพย์หรอก เวร เวรตะไลเลยนะ บางทีนี่ ซึ่งมันน่าเสียดายชาติเกิด โมฆบุรุษ เกิดมาเสียชาติเกิด อาตมาถึงว่าโมฆบุรุษ ไม่ได้แปลธรรมดา อาตมาถึงแปลว่า เกิดมาเสียชาติเกิดจริงๆ ให้หมาตัวใดตัวหนึ่งมาเกิดแทน มันอาจจะพัฒนาไปบ้าง เสียดายแท้ๆ แหม เราเองนี่ได้ร่าง ได้ขันธ์ ได้สิ่งที่ดี ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว เสียชาติมนุษย์ไปโมฆบุรุษ สูญเปล่า จะได้ดีไม่ได้ดี ดีไม่ดีไม่ใช่ได้ดีด้วยซ้ำ ได้ชั่วไป ได้บาปไป มันน่าไหม มันน่าเสียดายจริงๆ เพราะฉะนั้นพยายามพากเพียรเอา อาตมาชี้แนะนี่ เพราะเห็นความจริงอันนี้ อาตมายังไม่หยุดเกิด อาตมาบอกแล้ว อาตมายังไม่หยุดเกิดหรอก ชาติต่อไปอาตมาก็เกิดอีก เกิดแล้วอาตมาก็ต้องพยายามที่จะแนะนำบอกกล่าวกัน ให้คนไปอย่างนี้แหละ ให้คนพัฒนาอย่างนี้แหละ มากขึ้นๆ กี่ชาติๆๆ ต้องสะสมคนเหล่านี้เพิ่มขึ้นไป เพราะสังคมมันเหลวแหลกแล้ว มันไม่ไหวแล้ว เพราะอาตมายังทำได้อยู่อีก ทำต่อไปเรื่อยๆ เมื่อใดก็แล้วแต่ อาตมาไม่เห็นคุณค่าว่ามนุษย์เกิดมาจะมีคุณค่าอะไร ชีวิตก็เท่านั้นแหละ เกิดมาแล้วก็ตายๆ แล้วอะไรเป็นเชื้อหลัก ก็คุณธรรม พฤติกรรมของมนุษย์ มนุษย์นี่มีพฤติกรรม จนกระทั่งกลายเป็นพฤติกรรมกาย วาจา ใจ นั่นแหละ ซึ่งเป็นประธาน ตามที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้ว อะไรไม่ยิ่งใหญ่ มโนนี่ยิ่งใหญ่ จิตใจนี่เป็นประธานสิ่งทั้งปวงเลย เมื่อใดๆ ก็ประธานอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องเรียนให้จนกระทั่ง หยั่งถึงจิตใจนี่แหละเป็นตัวหลัก เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นกำลัง เป็นตัวจริง เมื่อตัวจริง ตัวจิตใจเป็นตัวจริงแล้ว ก็ให้กายกรรม ให้วจีกรรม เป็นไปตามนั้น เพราะฉะนั้นมันก็จะเกิดกายกรรม วจีกรรม เป็นไปตามนั้น จิตมันก็ต้องรู้ แล้วก็ฝึกจนกระทั่งมันลงตัว จนกระทั่งมันเป็นอำนาจ เป็นพลัง อยู่ในตัวของมันเองได้อัตโนมัติ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้คุณรู้อยู่ เข้าใจแล้ว คุณเริ่มเข้าใจแล้ว แต่ว่ายังไม่มีกำลังจะทำให้กาย วาจา ตามใจที่เรารู้แล้ว คุณก็ต้องฝึกจนใจมันรู้ ใจมันลงตัว ใจมันได้ กิเลสมันออกนั่นเอง เราฝึกแล้วเราจะเห็นเลย อาตมาพูดไปให้พวกเราได้ฝึกดู เราจะรู้ตัว เราทำให้ใจมันเป็นอย่างนั้นจริงเลย เป็นอัตโนมัติเลย ไม่ต้องไปควบไปคุม ไม่ต้องไปทำอะไรมัน มันจะสั่งกาย สั่งวาจาของเรา ทุจริต กรรมใดๆไม่ทำ อะไรที่จะเป็นไปเพื่อความไม่ดีไม่งามยังไง จะมีปัญญาญาณรู้ตัว ฝึกปรือ ยิ่งได้ฝึกปรือกับคนหลายจริต ที่จะมากระทบกระแทกมุมนั้น เหลี่ยมนี้ มันก็ยิ่งจริง ไม่เช่นนั้นมันไม่จริงหรอก เราจะรู้เลยว่า กำลังเรา อินทรีย์พละเรา กล้า ความแข็งแรงของเรามีอย่างไร แข็งแรงทางจิตนี่แหละ แล้วเราก็จะแข็งแรงทางกาย เพราะจิตของเราสั่งกายได้ กายเราจะให้ทำอะไรๆ มันก็จะทำ เราขี้เกียจออกกำลังกาย มันก็จะทำออกกำลังกายเอง จริงๆนะ คุณจะรู้ดีเลย มันขี้เกียจออกกำลังกาย ถ้าเผื่อว่าเราไม่ออกกำลังกาย มันขี้เกียจ แล้วมันก็จะไม่ออก เมื่อไม่ออกมันก็จะเป็นยังไงล่ะ มันก็เสื่อมก็ทรุดเท่านั้นเอง อย่าว่าแต่ออกกำลังกายเลย ให้ทำงานมันก็ขี้เกียจ จริงๆนะ มันก็ขี้เกียจ แต่ทำจนกระทั่งชำนาญ จนกระทั่งมันเป็นปกติ เป็นอัตโนมัติ ไม่มีขี้เกียจ มันรู้แล้วว่า มันคือคุณค่าดี ใจมันลงตัวเลย มันเห็นลึกๆ ญาณ มันจะทำ เพราะฉะนั้นอะไรที่เรารู้สึกว่าเกิดคุณค่าเต็ม ตรงที่มันเป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มันจะเต็มอิทธิบาทนี่เลย อิทธินี่ แปลว่าฤทธิ์ แปลว่าแรง อิทธินี่ ฤทธิ์ แรง มันจะเกิดบทบาท บาทะ บาทนี่แหละ บทบาทที่มีฤทธิ์ มีแรง ที่มัน เป็นเอง ฉันทะก็คือจิต เจตสิก ที่มีฤทธิ์มีแรง มันจะรู้สึก อาการยินดี มันไม่มีหรอก ความยินร้ายมันไม่มี มีแต่เบิกบานร่าเริง ยินดี จะได้ทำงาน จะได้โน่นได้นี่ จะช่วยเหลือเฟือฟายอะไร มันจะไม่มีตัวที่มาแย้ง ขี้เกียจ เบื่อ ไม่ชอบ มันจะไม่มี ยินดีมันไม่ใช่ความไม่ชอบ ยินดีมันคือความชอบ มันจะมีของมันเองเลย เป็นอัตโนมัติเลย เหมือนกับเราชอบอะไรนี่ อาการยินดีมันก็จะเป็นอย่างนั้น จะชอบด้วยกิเลสหรือไม่ชอบด้วยกิเลสก็แล้วแต่ เมื่อเวลามันเป็นอาการชอบ อาการที่ยินดี อาการพอใจ อาการเต็มใจ มันก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีอะไรต้าน ไม่มีแรงอะไรมาขวาง มาต้าน มันก็ไม่เกิดปฏิกิริยาทุกข์ร้อนอะไร มันก็คล่องดี เร็วดี และแรงดีด้วย มีฉันทะ มีวิริยะ จะขยันก็ตัวขี้เกียจมาต้าน ไม่มี จะขยัน พอกดปุ่มขยันปั๊บ เราสำนึก ก็คือกดปุ่มนั่นแหละคิดว่า เออ ขยัน ก็ขยันเลย ขยันทำนี่ ขยันทำนั่น ขยันทำโน่น จะขยันงานอะไร มันก็วิริยะเลย แล้วก็ลักษณะที่เอาใจใส่ จิตตะ ลักษณะที่จะทำอะไรไม่วอกๆแวกๆ ไม่มีการอะไรมาย้อนมาแย้ง ไม่มีอะไรมาคาน ไม่มีอะไรมาขวาง ไม่โน่นไม่นี่อะไร ทำ มันก็มีกำลังทุกอย่าง เสร็จแล้วก็มีวิมังสา ตัวที่จะทำให้มันได้สาระ ต้องไตร่ตรอง ตรวจตรา ต้องดูแล เลือกเฟ้นอะไรต่ออะไรในตัวของมัน มันก็เป็นประสิทธิภาพของมนุษย์ เพราะฉะนั้นตัวอิทธิบาทนี้ เป็นตัวชี้เลย พวกเราเบิกบานร่าเริง ยินดี แม้มีงานมีการ มีโน่นมีนี่ มีอะไรกระทบสัมผัส มีเรื่องร้ายเรื่องเลวอะไรมา ศัตรูกำลังด่าก็ยังยินดีเบิกบานชอบใจ ไม่ใช่ชอบใจเพราะเขาด่าหรอกนะ แต่ว่าไม่ถือสา แล้วก็ยังรับฟัง พิจารณาตรวจตรา อะไรจะพอช่วยเขาได้ แก้ไขได้ ก็เอา อะไรแก้ไม่ได้ก็รับฟังไว้ แล้วก็ปล่อยวางๆ โดยที่ไม่ต้องหนี ไม่ต้องหลบเลย วางใจ วางที่ใจ วางเป็นจริงๆ วางใจแล้วก็รับรู้ ใจวางที่ไม่ถือสาแล้ว พร้อมกันนั้นใจก็รับรู้ ใจก็อยู่ผจญประจญประจัญ อยู่ไม่ได้หลบลี้หนีหายไปไหน เขาจะแรง เขาจะหนัก เขาจะหยาบ จะอย่างไรๆ จนกระทั่งอย่าว่าแต่วาจาเลย แม้แต่กายกรรม ถ้าเราทนได้ก็เอา บางทีก็ทำการทุบตี ทำร้ายเฉยๆ เราก็บอกไม่น่าจะทำหรอก มันไม่เกิดประโยชน์อะไร มาให้เขา นั่งให้เขาทุบตี ยืนให้เขาทุบตี มันก็ไม่ดี เราก็พยายามห้ามกั้นเสีย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งเราจะรู้ความควร ความเหมาะสม ไม่เป็นคนขี้กลัวอะไร ไม่เป็นคนที่ลนลาน มีปัญญา มีศิลปวิทยา เพราะฉะนั้นคนที่ประสานสมานได้จะมีเหลี่ยม มีวรยุทธ์ หรือมีศิลปวิทยา ที่จะสมาน ที่จะประสาน ที่จะเกื้อกูล เกิดจากกิริยาของเรา เกิดจากบุญบารมีที่เราสั่งสมกรรมกิริยาทางใจ กาย วาจาครบแล้วออกมา มันจะประสาน จะสมาน มันจะอะไรต่ออะไร คนจะรู้เลย คนจะรับ มันจะอยู่กันได้อย่างเป็นไปได้ดี อะไรอย่างนี้ มันเป็นศิลปะ ยอดศิลปะของมนุษย์เลย หรือเป็นความสา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive