361019 เจาะใจฤาษี-ชี้ใจพุทธ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
361019 เจาะใจฤาษี-ชี้ใจพุทธ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
เจาะใจฤาษี-ชี้ใจพุทธ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เราก็มาฟังธรรมะกันต่อนะ เมื่อวานนี้ ได้ฟังรโหคตสูตร รโห รหะ นี่ที่จริงมันแปลว่าที่ลับ มันลับ ที่ลึกลับ รโหคตะ การเป็นไปโดยความลึกซึ้ง ความลับ ความลึก รโหคตะ เป็นความลับ ความลึก เรื่องความลึกหรือความลับ ความลึกนี่ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดด้วยภาษาได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องจิต เจตสิก เรื่องอารมณ์สูงสุด โดยภาษาพาซื่อ ก็พูดกันซื่อๆ ตรงๆ แล้วก็เข้าใจแต่เพียงผิวๆ เข้าใจในส่วนนอก ส่วนลึกนั้นน่ะไม่มีภาษาจะพูด หลายอย่างที่เป็นภาษาทวนกระแส เป็นภาษาที่ย้อน ที่เหมือนกับพูดแล้ว มันก็เหมือนกับไม่ตรง ไม่ถูก เหมือนกับเลี่ยง เมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้อธิบายไปจนกระทั่งคร่าวๆ ว่าแม้แต่สุดท้ายเมื่อเราดับถึงขั้นที่เขาแปลกันโดยภาษาว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับสัญญา ดับเวทนา อาตมาก็บอกแล้วว่ามันไม่ได้ดับสัญญา ของศาสนาพุทธนั้นยิ่งมีสัญญาชัด ยิ่งมีสัญญาดี ในความบรรลุของพุทธ กิเลสยิ่งดับ ยิ่งตื่น ยิ่งตายก็ยิ่งเป็น อย่างนี้ เป็นต้นนะ ของศาสนาพุทธมีสภาพพวกนี้ ทีนี้ภาษาที่ใช้กันน่ะ เป็นภาษาที่ไม่มี ภาษาจะใช้แล้ว ทางด้านฤาษีเขาก็ใช้ตรงๆ กันอย่างนั้น เพราะว่าของฤาษีเขาไม่ได้ซับซ้อนลึกซึ้งอะไร ของฤาษีหรือของเดียรถีย์ต่างๆเขาก็ใช้ภาษาตรง แล้วเขาก็เป็นอย่างนั้นไปจริงๆ คือเวลาเขาจะทำสมาธิ เขาก็หลับตาสมาธิสะกดจิตเข้าฌาน ซึ่งฌานสมาธินั้น ถ้าเผื่อว่าจะทำอย่างนั้น ของพุทธเราก็เหมือนกันได้ ของพุทธเราก็สงบระงับ หยุด ดับ พอเข้าฌานแล้วก็ไม่มี ไม่ได้รับรู้อะไรกับโลกภายนอก ตาไม่เห็นรูป หูไม่ได้ยินเสียง กลิ่นก็ไม่ได้ รสก็ไม่มี ดับ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องจา ไม่
อ่านต่อ
ต้องมีกายกรรม ไม่ต้องมีความคิดนึก สงบ ว่างอยู่ พอเป็นฌานแบบอรูปฌานก็ว่าง มีอากาสานัญจายตนะ ก็ว่าง โล่ง มีเหมือนกับแสงสว่าง โปร่งอยู่เฉยๆ เมื่อวิญญาณัญจายตนะก็รู้ว่าตัวเองมีวิญญาณ ก็มีสภาพรู้ตัวว่าเป็นผู้รู้สึกอยู่ในความสว่างนั้น อากิญจัญญายตนะ ก็ตรวจตรารายละเอียดนะ ที่จริงแล้ว ทางฤาษีจริงๆ แล้วเขายิ่งกว่านั้นด้วย เพราะว่าถ้าฌานสว่าง เขาก็คือรับรู้ความสว่าง มีวิญญาณ มีธาตุรู้ รับรู้ความสว่าง ความเป็นอะไรๆอยู่ แม้แต่เป็นตัวเราอยู่ในความสว่าง ความว่างนั้น เพราะฉะนั้นสูงไปกว่านั้น เขาก็ดับเลย ไม่ต้องมีตัวเรา ไม่ได้มีความรู้สึกอะไร เป็นอากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งไม่มี ดับ เพราะฉะนั้นฤาษีในอาฬารดาบสก็จึงมีสภาพถึงอากิญจัญ ญายตนะ คือดับ ไม่มีอะไรรับรู้เลย นิดหนึ่ง น้อยหนึ่งไม่มี เป็นสูงสุด แต่แท้จริงแล้ว คนเราที่ยังไม่ตาย จิตวิญญาณไม่ได้ดับอย่างนั้นหรอก เพราะแม้จะกดมันไว้เท่าไหร่ จะทำให้มันหยุด มันดับ มันนิ่ง มันไม่รู้สึกอะไรเลย มันก็ต้องขึ้นมารู้จนได้ ก็เลยมีสภาพรำๆเรืองๆ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะฉะนั้นเมื่อเรียนรู้แล้ว เราต้องกำหนดรู้สัญญา ก็คือกำหนดรู้ตัวเนวสัญญานาสัญญาอันนี้ให้ได้ เนวสัญญานาสัญญา สภาพมันเป็นยังไง ของศาสนาฤาษีหรือว่าของดาบสที่เรียนนี่ เขาไม่ได้มีเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เขามีเนวสัญญานาสัญญาเท่านั้นเอง ก็คือสภาพเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีสภาพเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นฌานอย่างนั้น แล้วเขาก็อาศัยฌานอย่างนั้นเป็นเครื่องอาศัยสุดท้าย เขาว่านั่นล่ะสูงสุด มันไม่ได้ดับไปแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย มันจะรู้ มันก็ต้องมีขึ้นมารู้ รู้นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ได้ แต่มันก็อยู่ในภพ ที่ดับๆ รำๆ เรืองๆ นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง ถ้าผู้ใดเคยทำฌานแบบนี้นะ ก็จะรู้สภาวะแบบนี้ได้ สภาวะอรูปฌาน 4 นี่ ส่วนพระพุทธเจ้านั้นสูงไปกว่านั้น เรียนรู้หมดทุกๆ อารมณ์ ทุกๆ สภาพ ของอากาสานัญจายตนสัญญา วิญญาณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา สัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเวทยิตนิโรธนั้นเป็นของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่รู้ สัญญากำหนดรู้หมดแล้ว ก็เข้าใจว่าฌานอย่างนี้ อย่างนี้น่ะ อากาสานัญจายตนฌานเป็นอย่างไร พอรู้แล้วก็ไม่ต้องไปติดใจหรือว่าดับ หรือว่าตัดฆ่า สภาพอากาสานัญจายตนฌานนี่ สบาย ถ้ายิ่งอยู่ในภพ อยู่ในภวังค์แล้ว นี่สบาย มันว่าง โล่ง ยิ่งทำใหม่ๆ จะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองอยู่ แม้แต่ตัวเองก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มี ใหม่ๆ แต่พอว่าชำนาญแล้วมันก็จะเร็ว อากาสานัญจายตนะแล้วมันก็จะวิญญาณัญจายตนะเข้ามาตามเร็ว คือมันจะรู้ตัวว่าเป็นเรา เราเป็นผู้เสวยอารมณ์นั้น เป็นผู้อยู่ตรงนั้น มันไม่มี มันเหมือนกับว่าง ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเลยนะ ร่างกายก็ไม่มี ไม่มีความรู้สึกกะร่างกายใดๆเลย มีแต่ความรู้สึกเฉยๆ โล่ง ว่าง สว่างหมดเลย บอกแล้วว่าตอนแรกถ้าอากาสานัญจายตนะแล้ว มันจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่า มีเราอยู่ มีแต่ความรู้สึกโล่งๆ ว่างๆ โปร่งๆ ใส โปร่ง โล่ง ว่าง พอรู้สึกตัวว่ามีตัวเรา นั่นคือมีวิญญาณแล้ว วิญญาณเราเป็นอาตมัน หรือเป็นอัตตาตัวหนึ่งขึ้นมา เป็นเรา รู้ว่า โอ้ เป็นเรา เราคือใคร มันจะรู้สึกตัวว่าเป็นเรา แล้วเราตอนนี้ เรากำลังอยู่ที่ไหน กำลังอยู่สภาพในภพ อยู่ในภพ อยู่ในภูมิ อยู่ในตรงนั้นแหละ อะไรอื่นเราไม่รู้หมดเลยในโลก โลกนี้จะเป็นยังไง ฝนจะตก แดดจะออก ฟ้าจะร้อง อะไรจะเป็นยังไง อยู่ข้างนอกไม่มีรู้เรื่อง มีแต่เราอยู่ในที่ว่างๆ โล่งๆนั้น อากิญจัญญายตนะ ก็เมื่อรู้สึกว่า เอ๊ ถ้าอย่างนี้ มันยังมีนะ อย่างน้อยมันก็มีเรา มีความว่าง มีความสว่าง มีความโล่ง มีความสุข มันไม่ใช่ความดับ เขาก็คิดไปทางนั้น เขาก็เลยดับเป็นอากิญจัญญายตนะ ดับเลย ไม่ให้มีอะไร ไม่ให้รับรู้อะไร ไม่มีความรู้ ไม่มีเรา ไม่มีรู้ เป็นอากิญจัญญายตนฌาน ถ้าเป็นแบบฌานภวังค์นี่ ก็อย่างอธิบายไปแล้ว แม้ไปถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฌานก็หมายความว่าเพ่งเผา ถ้าเป็นฌานสมบูรณ์ ก็คือเผาสำเร็จ ทีนี้ถ้าเผื่อว่า เป็นสภาพของฌานแบบโลกีย์ธรรมดาๆเลย เขาก็เผาเลย เผาสำเร็จเลย ดับไปเลย แล้วเขาก็อยู่ในฌานอย่างนั้นๆ ไม่มีอะไรเหลือก็คือไม่มีอะไร อากิญจัญญายตนะก็ไม่มี อะไรนิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง เหมือนอย่างกับอาฬารดาบสนะ ก็ดับอยู่ตรงนั้น อย่างนั้น นานเท่าไหร่ เขาจะทำได้ก็นานเท่านั้นแหละ อากิญจัญญาจึงตรงกันกับอสัญญี หรืออสัญสัตตายตนะ คือดับสัญญา ดับความกำหนดรู้ ไม่รู้อะไรเลย ความกำหนดรู้ไม่มี จำไม่ได้ว่ามีอะไร ไม่มีความรู้ ไม่มีความจำ ไม่มีอะไร ไม่มีเรา เขาก็เอาตัวนั้นว่าเป็นไม่มีเราไปเลย อากิญจัญญายตนะ ก็คือการดับไปหมดเลย ตรงกันกับอสัญญีสัตว์ อสัญ ญายตนะดับไปเลย เขาถือเป็นอันนี้สูงสุด แต่อุทกดาบส กลับต้องมีสัญญา ต้อง มีรู้ มันมีเนวสัญญา เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันยังมีรู้อยู่ อะไรต่างๆนิดๆหน่อยๆ ยังมีรู้ จะว่าไม่รู้มันก็ไม่ใช่ มันก็รู้แต่รู้อย่างนั้นแหละ รู้อย่างรำๆเรืองๆ รู้ไม่พิจารณา ไม่ปรุงอะไรเป็นโลก ไม่ปรุงอะไรเป็นอะไรเลย เป็นแต่เพียงรำๆเรืองๆ มันไม่ใช่ดับสนิท ไม่ใช่ดับไม่รู้เรื่องรู้ราว มันรู้เท่านั้นเอง ก็เป็นอันนั้นของเขาอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นพวกนี้นี่ไม่มีวาจา ไม่มีคำพูด ไม่มีโลก ไม่มีเสียง ไม่มีอะไรต่ออะไรข้างนอก ไม่มีเลย มีแต่อยู่ในภวังค์ อยู่ในภพ ลักษณะอย่างนี้ของฤาษี แต่ทีนี้ของไม่ใช่ฤาษีนี่ มันก็จะต้องมีความรู้ มีความรู้ที่ต่างกัน เป็นของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้านี่ ก็จะมีสภาพที่ซ้อนลึกลงไปอีก อย่างที่อาตมาอธิบายแล้วว่าถ้าฌานลืมตา สัมมาสมาธิที่มีสังกัปปะ มีวาจา มีกัมมันตะ มีอาชีพ มีการงาน มีการรับรู้ทุกอย่าง บางทีท่านก็ไม่พูดถึงอรูปฌาน แค่รูปฌานก็ดับ แค่รูปฌานก็จบ เรียนรู้แค่อารมณ์ของปีติ ของวิตกวิจาร ปีติ สุข จิตเป็นเอกัคตารมณ์ ก็เผากิเลสดับ หรือฆ่ากิเลสดับไป ยิ่งกิเลสดับก็ยิ่งมีความรู้ มีความ เข้าใจ ยิ่งตื่น ยิ่งแข็งแรง ยิ่งกระปรี้กระเปร่า ยิ่งมีอิทธิบาท ยิ่งมีความเบิกบานร่าเริง ยิ่งมีวิริยะ ยิ่งมีความพากเพียร ไม่ใช่เป็นคนลอยๆ เป็นคนมีความเอาใจใส่ ลักษณะคนที่มีจิตตะ คือเป็นคนรู้จักอะไรๆ จับนั่นจับนี่ ไม่ใช่คนอยู่ลอยๆ ล่องๆ จิตว่างๆ แล้วก็ลอยๆล่องๆ ไม่ใช่ เป็นคนที่รู้จักตาก็คือตา หูก็คือหู เป็นคนรู้จักสภาพความเป็นอยู่ ยังเป็นๆอยู่ เพราะฉะนั้นได้ฝึกมาทั้งการนึก การคิด สังกัปปะ ทั้งการพูด ว่าเราควรจะพูด หรือเราควรจะมีกรรมกิริยา พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสถามว่า เวลาล่วงไปๆ บัดนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรม ที่ดีกว่านี้ยังมีอีก เราก็จะมาสำนึก ตอนนี้เราอยู่ว่างๆ อยู่เฉยๆ กายกรรมอย่างนี้ดีกว่านี้มีไหม อยู่เฉยๆ แล้วก็ผ่านวันผ่านเดือนไปหาตาย เราสมควรจะอยู่เฉยๆหรือควรพักอย่างนี้หรือเปล่า หรือควรแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าสร้างสรร อาตมาก็เคยถามแล้วว่า วันเวลาผ่านไปๆ เราก็ไม่ป่วย เราก็ไม่เจ็บ เราก็ตื่นอยู่ ไม่ใช่เวลาสมควรจะพัก เราควรจะทำงาน ควรจะมีความเพียร ควรจะเอาใจใส่กิจการอะไรก็แล้วแต่ เอาใจใส่ในการงานนั่นๆ นี่ๆ งานอะไรที่พึงกระทำ เป็นเครื่องอาศัยของตนของโลก เป็นการสร้าง เป็นผู้ที่ให้ประโยชน์คุณค่า ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไร ผ่านอายุ ผ่านเวลา อายุก็แก่ผ่านไปเรื่อยๆ ไปสู่หลุมฝังศพ เพราะฉะนั้นเราอยู่เฉยๆ กับเราทำงานเสีย อะไรมันจะดีกว่ากัน เวลานี้ก็ไม่ใช่เวลาควรพัก เพราะเราก็พักมาพอ ไม่ป่วย ไม่เจ็บ โอกาสก็มี ความสามารถก็มี ไม่เป็นอะไร มันควรพักหรือควรทำงาน มันก็ควรทำงาน ควรแสวงหาการงาน ถึงเวลาพัก ประเดี๋ยวก็ถึงเวลานอนก็ควรนอน ก็นอน มันเป็นเรื่องสามัญเลยนี่ ใครจะเถียงก็เถียงไม่ออก ก็ไม่ได้ป่วย ไม่ได้เจ็บ ไม่ได้เป็นอะไร แต่เราจะอยู่ในภพว่างๆ ไปเฉยๆอย่างนี้ เป็นสภาวะที่ควรคิด อาตมาหยิบมาให้คิด หยิบมาให้ฟัง พยายามฟังดู ความเป็นพุทธ กับความเป็นเดียรถีย์ฤาษีนี่ มีภาวะแตกต่างกันชัดเจนที่สุดอย่างนี้นะ ผู้บรรลุธรรมของพุทธนั้นนะ ยิ่งบรรลุ ยิ่งมีภูมิสูงขึ้นๆ ก็ยิ่งขยัน ยิ่งแข็งขันในการงาน คือมีวิริยารัมภะ ปรารภความเพียร เป็นผู้ปรารภอยู่เสมอล่ะเรื่องความเพียร ความขยัน บทบาทที่จะต้องไปทำอะไร ความเพียรไม่ใช่อยู่เฉยๆนะ การงานต่างๆ ควรจะทำอะไร ตอนนี้ว่างควรจะอยู่ว่างๆ ควรพัก ก็พัก สมควรพัก มันไม่สมควรพักก็ต้องเพียร ยิ่งสร้างสรร ยิ่งเสียสละแรงงานความรอบรู้ๆ ช่วยสังคม ช่วยโลก คือมีโลกานุกัมปายะ อันที่หนึ่งน่ะ ยิ่งบรรลุ ก็ยิ่งมีภูมิสูงขึ้น ก็ยิ่งขยัน ยิ่งแข็งขันในการงาน เรียกว่ามีวิริยารัมภะ ยิ่งสร้างสรร ยิ่งเสียสละแรงงานความรอบรู้ ช่วยสังคม ช่วยโลก คือยิ่งมีโลกานุกัมปายะ ยิ่งมีความขวนขวายกระตือรือร้น ช่วยเหลือ หรือมีการยุ่งกับงาน เวยยาวัจจะ เวยยาวัจจะนี่ แปลว่ายุ่ง เพราะฉะนั้นผู้ที่มีบุญ เวยยาวัจจมัย อันเป็นของเรา มัยยะ หรือมยัง นี่แปลว่าอันเป็นของเรา บุญกิริยาวัตถุข้อหนึ่ง เวยยาวัจจมัย อันเป็นตัวเรานี่ เราจะมีตัวยุ่งอยู่ ความยุ่ง หรือความขวนขวาย เวยยาวัจจะแปลว่าความขวนขวาย หรือแปลว่าความยุ่ง จะมีความกระตือรือร้น มีความขวนขวาย ไม่ได้อยู่นิ่งๆหรอก เวยยาวัจจะ ไม่ใช่แปลว่านิ่ง แปลว่ายุ่งๆอยู่ ยังเกี่ยวข้องๆ ยังมีการทำอะไรต่ออะไรอยู่ เพราะฉะนั้นท่านถึงแปลเวยยาวัจจะว่ายุ่งเฉยๆ ก็แปลนะ ยิ่งมีความขวนขวายกระตือรือร้นช่วยเหลือ หรือมีการยุ่งกับงาน เวยยาวัจจะ ยิ่ง มีประสิทธิภาพ มีอิทธิพล มีความร่าเริงยินดีในการงาน คือมีอิทธิบาท 4 ยิ่งมีความมุ่งมาดปรารถนา มีความต้องการ หรือมีความอยากได้ นี่ผู้บรรลุธรรมนะ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เลยล่ะ ยิ่งเป็นพระอรหันต์เลย ยิ่งบรรลุสูง บรรลุสูงสุด ยิ่งจะมีความมุ่งมาดปรารถนา มีความต้องการ มีความอยากได้ เรียกว่าอากังขะ หรืออิจฉะ หรืออากังขา หรืออิจฉานี่แหละ หรืออีกนัยหนึ่งคือวิภวตัณหา ยิ่งสูงส่ง บริสุทธิ์ แรงกล้า วิภวตัณหาของพระอรหันต์นี่ หรืออากังขาวจร อิจฉาวจรนี่ยิ่งสูงส่ง ยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งแรงกล้า ซึ่งเป็นธรรมดาของอาการทางจิตในคนผู้ประเสริฐ เป็นธรรมดาของอาการทางจิต จิตนี่จะต้องมีบทบาท มีอาการ มีอะไรอยู่นะ ในคนผู้ประเสริฐ คือผู้ยังไม่ตาย หรือว่ายังไม่ปรินิพพาน นี่เป็นของอาริยชน จิตย่อมยังมีวิสัย มีนิสัย หรือยังมีการดำเนินไป เรียกว่ายังมีอวจร จิตย่อมยังมีที่ไป ยังเป็น ยังไปต่ออยู่ คนที่ยังไม่ตายนี่นะ คนที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่ตายดับขันธ์ ยังมีขันธ์ 5 อยู่ ต่อให้คุณสำเร็จบรรลุเป็นพระอรหันต์ อรหันต์ธรรมดา ไปจนกระทั่งถึงอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหมือนกันน่ะ ถ้าอรหันต์ของสายพุทธแล้ว ไม่ใช่แบบหลงๆ แบบฤาษี เป็นอรหันต์สายพุทธแล้ว ต่อให้อรหันต์ธรรมดาก็จะยังมีสภาพอย่างนี้แหละ ตามบารมี ขยันก็ ได้ขยัน ความขยันเป็นจริงตามความขยัน มีการช่วยโลก มีโลกานุกัมปายะ มีความขวนขวาย มีความกระตือรือร้น มีอิทธิบาท มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ดังที่ยกตัวอย่างว่ามีอะไรเป็นเครื่องแสดงสำหรับผู้มีอายุ คือผู้ยังไม่ตาย ก็มีอิทธิบาท หรือมีความเพียร เป็นเครื่องแสดงที่อธิบายไปแล้ว วรรณะมีศีลเป็นเครื่องแสดง ความสุขมีฌานเป็นเครื่องแสดง วันนั้นอธิบายไปแค่ความสุข เมื่อวานนี้ อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ ห้าประการนี้ สูตรนี้ สูตรอะไรก็ไม่รู้ อาตมาก็จำไม่ได้แล้ว แต่จำได้แม่น เคยเอามาอธิบาย เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ตาย ผู้ยังมีอายุอยู่ ความสุขคือฌาน ฌานก็คือ ลักษณะที่มันว่างจากกิเลส มันเบา มันดับแล้ว ไม่มีกิเลสเข้ามากวนแล้ว ไม่มีสังขาร หรือจะมีสังขารเราก็รู้ทุกข์นั้นโดยเราเจตนา เรามีความมุ่งหมาย เรามีความต้องการ เป็นความอยากได้ของเรา แต่ไม่ใช่ได้มาให้แก่เรา เราอยากได้สิ่งที่จะสร้างสรรนั้นให้ผู้อื่น เราสร้างสรร พระอาริยเจ้านี่ เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ก็เป็นความอยากได้ เป็นความมุ่งมาดปรารถนาดีนั่นเอง เป็นอาการของจิตที่มันมีความมุ่งหมาย มีความพุ่งเพ่งออกไป สร้างสรรก็เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวตน ซึ่งคุณลักษณะพวกนี้ ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ เขินๆ นะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังมีอายุ มีความเพียรที่ชัดเจน มีอิทธิบาทแล้ว ก็เป็นผู้ที่มีศีล ถึงจะทำอะไรอยู่ก็อยู่ในขอบเขตของศีล มีศีลเป็นวรรณะ มีฌานเป็นความสุข เพราะฉะนั้นในเอกัคตาของท่านก็คือฌาน เอกัคตาของท่าน ท่านจะปรุงอะไร ท่านจะทำอะไรก็เป็นปุญญาภิสังขารดังที่อธิบายไปแล้ว จะปรุงอย่างไร ท่านก็ไม่มีกิเลส เพราะชำระกิเลสของตนเองอยู่อย่างบุญ หรือปุญญะ ชำระกิเลสได้ ไม่มีกิเลสอยู่นั่นแหละ ไม่ได้เพื่อตัวเพื่อตนอะไร หรือแม้แต่จะปรุงอะไร สร้างอะไรให้แก่ผู้อื่น ก็เป็นไปเพื่อขัดเกลา เพื่อชำระกิเลสผู้อื่นเหมือนกัน จะเป็นอะไรที่เป็นงานการธรรมดาก็เอาละ งานการธรรมดา ถ้าสมมุติว่าจะปลูกข้าว ก็ปลูกข้าวเพื่อให้คนอื่นกินธรรมดา ก็พอที่จะให้ยังขันธ์ไว้ ไม่ให้เกิดกิเลสตัณหา โลภโมโทสันอะไรมากมายนัก ก็มีวิธีการ จะทาน จะให้ ก็ต้องมีวิธีการว่าไม่ให้เขาเกิดกิเลสอะไรเพิ่มเติมขึ้นมากมาย ขัดเกลาเขาในตัว ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ต้องเป็นประโยชน์ที่มีการประมาณ มีสัปปุริสธรรม 7 ประการ มีการกำหนดขนาด รู้จักกาลเทศะ หมู่ชน บุคคล แต่ผู้ที่ยังไม่ตายนี่ยังมีคติ ยังมีอวจร จิตย่อมยังมีวิสัย มีนิสัย ยังมีการดำเนินไป เรียกว่าอวจร จิตย่อมยังมีที่ไป ยังเป็น ยังไปต่ออยู่ เรียกว่ามีคติ ยังมีอวจร ยังมีคติ เพราะยังไม่ตาย ยังไม่ปรินิพพาน พระอรหันต์เจ้าจะตายดับหมด สุคติก็ไม่มี ทุคติก็ไม่มี ถ้าตาย รูปนามขันธ์ 5 หมดลมหายใจลงได้ แต่ยังไม่หมดลมหายใจ ยังมีสมมุติสัจจะอยู่ ยังมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ ก็ยังมีคติ จิตยังมีคติ ยังมีที่ดำเนินต่อไป เพราะจะดำเนินต่อไปก็ย่อมไปแต่ดี เรียกว่าสุคติ พฤติกรรมของจิต หรือว่าอาการที่ยังเป็นยังไปต่ออยู่ ของจิตผู้ประเสริฐนี้ ก็ล้วนคือบทบาทของวิริยารัมภะ โลกานุกัมปายะ เวยยาวัจจะ อิทธิบาท 4 อากังขาวจร อิจฉาวจร หรือวิภวตัณหา อันนี้แหละ จะเป็นตัวที่ค้านแย้งกับที่ฟังๆกันในโลกนี้ พวกที่ฟังแล้วไม่รู้เรื่อง ฟังแล้วก็ต้องเพ่งโทษ ก็คือต้องเพ่งโทษ เพราะฟังแล้ว ถ้าไม่มีภูมิ ไม่มีความรู้พอนะ ไม่ได้ฟังที่อาตมาอธิบาย แน่นอนก็จะต้องว่าอาตมานี่พูดผิดๆ อะไรกันน่ะ มีตัณหาได้ยังไง ผู้ที่มีตัณหาอย่างที่ว่านี่ คือเป็นกรรมกิริยา สักแต่ว่ากรรมกิริยา กรรมกิริยาจะเรียกว่าอากังขาวจร อากังขะ หรืออิจฉาวจร อิจฉะ นี่มันก็แปลว่าความต้องการ แปลว่าความประสงค์ แปลว่าความอยากได้ แปลว่าความมุ่งมาด ปรารถนา ก็ความหมายเดียวกันกับคำว่าตัณหา แปลว่าความอยากได้ แปลว่าความอยาก แปลว่าความปรารถนาเหมือนกันนั่นแหละ มันเป็นภาษาที่เรียกอาการของจิตที่จะต้องมีความมุ่งมาดปรารถนาอย่างนั้น ปรารถนาที่จะต้องให้ไอ้นี่ดีขึ้น สร้างไอ้นี่ขึ้น ปรารถนาอยากให้ อย่างพระพุทธเจ้าปรารถนาจะสร้างศาสนาให้มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แล้วแต่ละคนแต่ละฐานะ ภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี จะต้องเป็นผู้ที่ฉลาด จะต้องเป็นผู้ที่อะไรต่างๆ อาจหาญแกล้วกล้า ย่อมบัญญัติ ย่อมแสดง ย่อมปรัปวาทะ อะไรต่างๆ พวกนี้ได้ ให้สมบูรณ์แข็งแรงก่อน มันก็เป็นความตั้งใจ เป็นความปรารถนา เป็นความรู้ที่จะต้องให้เป็นอย่างนี้ ให้ได้อย่างนี้ แล้วเราก็ต้องทำ พระพุทธเจ้าก็ต้องใช้เวลาตั้ง 45 พรรษา สร้างศาสนาเสร็จ ก็มีอากังขาวจรมาตลอด หรือมีวิภวตัณ หามาตลอด ถ้าไม่ติดในภาษา ตัณหาก็แปลว่าความมุ่งมาดปรารถนา อิจฉา อิจฉาวจร อาการของอิจฉาหรืออากังขา อาการของอากังขา ก็คือความมุ่งมาดปรารถนา ความอยากได้ ความประสงค์ ก็เป็นอาการอันเดียวกันหมด มีความต้องการ ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นแม้วิริยารัมภะ โลกานุกัมปายะ เวยยาวัจจะ อิทธิบาท 4 อากังขาวจร อิจฉาวจร หรือวิภวตัณหา ก็ล้วนเป็นสุคติ หรือที่ยังดำเนินไปแต่ทางดี อยู่นั่นเอง มีการดำเนินไปเพราะว่ายังไม่ได้ตัดขาด ยังไม่จบ รูปนามขันธ์ 5 ยังมี แล้วเป็นไปได้อย่างนานที่สุด ตราบที่ยังไม่ตาย ถึงขั้นปรินิพพานเป็นที่สุด เพราะแม้จะขวนขวายก่อคุณค่าประโยชน์ คุณค่าประโยชน์ใดๆต่อไปแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้นี่วงเล็บเอาไว้ได้เลยว่าสิ่งใดไม่เป็นคุณค่า ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ ท่านไม่ทำแล้ว เรียกว่าสัพพปาปัสสะ อกรณัง คือสิ่งใดที่ไม่เป็นคุณค่า ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์น่ะ ท่านไม่ทำแล้ว นั่นคือท่านมีน้ำใจอยู่เสมอ ที่จะกอปรก่อให้ถึงดี ให้ดีพร้อมนั่นคือกุสลัสสูปสัมปทา พระอรหันต์ทุกรูปท่านไม่ทำแล้วไอ้สิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นคุณค่า ไม่เป็นประโยชน์ สัพพปาปัสสะ อกรณัง แล้วท่านก็ยังจะมีน้ำใจอยู่เสมอ มีจิตใจ เพราะจิตวิญญาณท่านยังอยู่ ยังไม่ตาย พระอรหันต์นี่ ขณะที่ยังไม่ตายนี่ ท่านจะกอปรก่อให้ถึงดี ให้ดีพร้อม ให้พร้อม ให้ถึงพร้อม สัมปทาให้ถึงพร้อมน่ะดี กุสลัสสูปะ เรียกว่าทำให้เกิดนานเป็นที่สุด ตราบที่ยังไม่ตาย ถึงขั้นปรินิพพานเป็นที่สุด เพราะแม้จะขวนขวายก่อคุณค่าประโยชน์ใดๆต่อไปแค่ไหน ซึ่งเรื่องนี้นี่วงเล็บเอาไว้ได้เลยว่า สิ่งใดไม่เป็นคุณค่า ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์ ท่านไม่ทำแล้ว เรียกว่าสัพพปาปัสสะ อกรณัง คือสิ่งใดที่ไม่เป็นคุณค่า ไม่ดี ไม่เป็นประโยชน์น่ะท่านไม่ทำแล้ว นั่นคือท่านมีน้ำใจ นั่นคือท่านมีน้ำใจอยู่เสมอ ที่จะกอปรก่อให้ถึงดี ให้ดีพร้อม นั่นคือกุสลัสสูปสัมปทา พระอรหันต์ทุกรูปท่านไม่ทำแล้วไอ้สิ่งที่ไม่ดี ไม่เป็นคุณค่า ไม่เป็นประโยชน์ สัพพปาปัสสะ อกรณัง แล้วท่านก็ยังจะมีน้ำใจมีอยู่เสมอ มีจิตใจ เพราะจิตวิญญาณท่านยังอยู่ ยังไม่ตาย พระอรหันต์นี่ ขณะที่ยังไม่ตายนี่ ท่านจะกอปรก่อให้ถึงดี ให้ดีพร้อม กุสลัสสูปสัมปทา ให้ถึงพร้อม สัมปทาให้ถึงพร้อมน่ะดี กุสลัสสูป เรียกว่าทำให้เกิด ให้เข้าถึงกุศลนั่น เอง กับอัสสะ อัสสะนี่แปลว่า ยังมีพฤติกรรมที่เป็นไป อัสสะนี่เขาแปลว่า ม้าเขาก็แปล แปลว่าลมหายใจเขาก็แปล อัสสะ มันยังมีสภาพบทบาทอยู่ ม้านี่มีพลัง มีกำลัง เรียกว่ากำลัง ม้าแปลเป็นรูปธรรมน่ะ แปลถึงคำว่าม้า อัสสะคือบทบาทของกุศลนั่นเอง พลังของกุศลนั่นเอง จะมีพลังแรงพลังเบาอะไร ที่มันยังเป็นชีวะ มันยังเป็นความเป็น ไม่ใช่ความตาย ให้เข้าถึงความเป็นอันนี้ ให้กุศลนี่เกิดบทบาทตั้งแต่เบาบาง จนกระทั่งถึงมีพลัง สรุปง่ายๆ กุสลัสสูปสัมปทา แปลเอาอรรถ แปลเอาเนื้อหา นี่อาตมาแปลตามภาษาอาตมานะ ไม่ใช่เปรียญ 9 เปรียญ 18 ที่ไหนเขาแปลล่ะ อุปสัมปทาก็แปลว่า เข้าให้ถึงพร้อม ความถึงพร้อม ฉะนั้นพระอรหันต์เจ้าจะมีคุณลักษณะ อย่างนี้อยู่ จิตวิญญาณจะมีคุณลักษณะอย่างนี้อยู่ในตัวบุคคลที่มีร่างกาย ท่านมีวิญญะ จิตวิญญาณเป็นประธานด้วย มีจิตวิญญาณเป็นประธาน ท่านก็พาทำ ท่านก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น เพราะท่านไม่ได้ถือตัวถือตน ไม่ได้มีตัวมีตนอะไรแล้ว พระอรหันต์ท่านไม่ทำสิ่งไม่ดี ท่านรู้ด้วยญาณที่ท่านไม่ลำเอียง ซื่อสัตย์ต่อตน อันนี้ท่านรู้ว่าไม่ดี ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ท่านหยุด ไม่ทำ แต่ท่านจะทำ จะมีน้ำใจ จะมีความปรารถนาดี มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา รังสรรค์ สร้างสรร เป็นพระผู้สร้างให้แก่โลก ให้แก่สังคมอยู่ นั่นคือท่านมีน้ำใจอยู่เสมอที่ จะกอปรก่อให้ถึงดี ให้ดีพร้อม เรียกว่ากุสลัสสูปสัมปทา ท่านก็ไม่หลงยึด ถึงแม้ ท่านทำ ท่านเป็น ท่านมี ท่านก็ไม่หลงยึด คือหมดอุปาทานอยู่ในใจจนเป็นตัวตน ได้แล้ว แม้ท่านจะทำอะไรท่านก็ไม่ยึดว่าไอ้นี่เป็นเรา ไอ้นี่เป็นของเรา ในใจของท่านฝึกมาแล้ว คุณยัง ฝึกยังไม่ถึงจุดนั้น คุณก็ฝึก แม้คุณจะทำอะไร จะสร้างอะไร ก็อย่าไปยึด อย่าไปหลงว่านั่นเป็นเราเป็นของเรา จุดจบมันอยู่ตรงนี้ หมดอัตตาตรงนี้ คุณจะสร้าง ก็คุณสร้าง ที่จริงโลกก็รู้ว่าของคุณ โลกก็รู้ว่าของคุณ คุณทำโดยบริสุทธิ์ มีสิทธิทั้งปวงเป็นของคุณ จริงๆแล้วคุณไม่ให้ใครก็ได้ ใช่ไหม เพราะเป็นสิทธิของคุณ สิ่งที่บริสุทธิ์ของคุณ คุณสร้าง คุณเป็น คุณกอปรก่อ แม้แต่วัตถุดิบอะไรก็เป็นของคุณ แรงงานก็เป็นของคุณ ความสามารถก็เป็นของคุณ คุณทำขึ้นมาก็เป็นของคุณ แต่ใจในใจของเรามนสิการ ที่เราฝึกของเรานี่ ฝึกอย่ายึด อย่าหลงยึด อย่าไปติดเอาว่า นั่นเป็นเรา เป็นของเรา นั่นไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ของเรา ต้องทำใจในใจอย่างนี้ ฝึกอย่างนี้จริงๆ วางปล่อย สละออก ปล่อยออก นี่แหละเป็นภาวะที่สูงสุด ที่ลำบากเหลือเกิน ที่จะพูดให้คนเข้าใจ แต่คำสอนของท่านสั้นๆ ท่านก็บอกว่าไม่ยึดเป็นเรา เป็นของเรา คำสอนอธิบายตัวหยาบ พอท่านตีจบ ท่านก็บอก ไม่เป็นเรา เป็นของเรา สุดท้ายไม่ควรยึดมั่น ถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นของเรา จบ ใช่ไหม คนที่ไม่ได้เข้าใจรายละเอียดอย่างที่อธิบายมาสู่พวกเราฟัง ค่อยๆกระจาย ค่อยๆทำให้ละเอียดๆมา จนถึงกระทั่งขั้นสุดท้ายอย่างนี้ เขาตีกินง่ายๆ อะไรก็ไม่เป็นเรา อะไรก็ไม่เป็นของเรา ก็เลยไม่ทำอะไรเลย คนคนนั้นก็เลยไร้ค่า เพี้ยนง่ายนะ ก็เลยตีกินไปหาฤาษี เดียรถีย์ อ้าว! ก็อะไรไปยึดเอาทำไมล่ะ เป็นเราเป็นของเรา แต่ความจริงในความละเอียดลออของกิเลสอนุสัย อาสวะ แม้แต่ในภวภพ ในภพข้างในจิต ในภวังค์ คุณดึงอนุสัยอาสวะออกมาล้างหมดแล้วเหรอ ถูกกระแทก กระทุ้ง กระเทือนออกมา มันหมดจริงเหรอ อยู่แต่ภาวะที่พิสูจน์ได้เลยว่านี่ ถูกกระแทกอยู่อย่างนี้ โลกจะแรงร้ายขนาดไหน จะร้อนขนาดไหน อัตตาคุณเกิดไหม มานะคุณเกิดไหม ธุลีละอองของความไม่ชอบใจเกิดไหม หรือความชอบใจยินดียังเกิดไหม สิ่งที่อยู่กับผัสสะทั้งหลายแหล่ อยู่กันอย่างมีสิ่งที่พิสูจน์ได้หลัดๆทันที ไม่ใช่เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ เอหิปัสสิโก พิสูจน์ได้ว่าหมด แล้วเราก็มีญาณอ่านจิตใจของเราด้วย ญาณนั้นก็จะลึกจะแหลม บางทีมันเกิดก็ยังไม่รู้เลยว่ากิเลสเราเกิด นั่นเรียกว่ายังหลง นึกว่าหมดแล้ว เคยอธิบาย เคยบอกแล้วว่าเหลือน้อย ยังเป็นธุลีละอองนี่ ซึ่งญาณของเราไม่ละเอียดพอนี่นะ เราจะมารู้สึกว่ามันไม่มีแล้วนะ ไม่มีแล้ว เอ๊! เราไม่มีแล้วกิเลส หมดแล้วนะ มันไม่เหลือแล้ว อาการอย่างใด มันก็ไม่มีอาการที่จะส่อให้เป็นอัตตาตัวตน เป็นความยึด ความเสพ เราเสพภพนี้ ชอบอันนี้ ยึด อันนี้หรือเปล่า ไม่ใช่เรื่องธรรมดา เรื่องชั้นสูง เรื่องพิเศษ ที่เราจะต้องศึกษานะ เพราะฉะนั้นจิตที่หมดหลงยึด ไม่หลงยึดอยู่ในใจจนเป็นตัวตนได้แล้ว ไม่หลงยึดเป็นของตนได้แล้วในใจสมบูรณ์จริง ตัวตนก็อัตตา ของตนก็อัตนียา ภาษา บาลีว่าอย่างนั้น ไม่มีตัวตน ไม่มีของตนได้ ต้องรู้ของเราว่า เออ! เราขณะนี้เราวางได้แล้วละ เราไม่ยึดเป็นตัวตน เราไม่ยึดเป็นของตน เราไม่ยึดสภาพนี้ ไม่เป็นอัตตาแล้ว สภาพนี้ไม่ใช่อัตนียา เราจะต้องรู้ของเรา จึงเป็นจิตที่ทำให้สะอาดจริง เรียกว่า สจิตตปริโยทปนัง ของผู้ถึงภูมิจริง นี่เรียกว่าสจิตตปริโยทปนัง ทำจิตของเราให้สะอาดจริง เพราะฉะนั้นจะมีกรรมกิริยาใดๆก็ทำจิตของตนให้สะอาดอยู่เสมอ จะสร้างสรรเกื้อกูลเพื่อผู้อื่นท่านก็ทำของท่านอยู่ ยิ่งทำ ยิ่งช่ำชอง ยิ่งท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive