361023 สัจจะสูงสุดอยู่จุดไหน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข28 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

361023 สัจจะสูงสุดอยู่จุดไหน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

สัจจะสูงสุดอยู่จุดไหน ? สัจจะ-สัญญา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 23 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญธรรม ญาติโยมผู้ยังใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้า วันนี้อาตมาจะเทศน์ ถึงเรื่องของสัจจะ สัจจะสูงสุดอยู่ที่จุดไหน อันนี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมากเลย ที่อาตมาเอง อาตมาพบในหลักฐานของพระไตรปิฎกนี่แล้วก็เอามาขยายความกัน สำหรับพวกเราชาวอโศก ได้ศึกษาธรรมะมานี่ อาตมาสอนถึงเรื่องปรมัตถ์ ผู้ที่เรียนธรรมะด้วยตรรกศาสตร์ ด้วยการคิดค้นเอาแต่เหตุแต่ผลเฉยๆนี่ จะได้ความเฉลียวฉลาดเหมือนกัน ได้ความเฉลียวฉลาดแต่ เฉพาะเหตุผล เสร็จแล้วความจริงใจ หรือความจริงๆที่เชื่อในความจริงจะไม่มี จะเป็นโทษเป็นภัย เมื่อความเชื่อในความจริงไม่มี เพราะตัวเองไม่ได้ปฏิบัติลด ละกิเลสจริง เมื่อไม่ได้ลดละกิเลสจริง กิเลสมันก็ออกฤทธิ์ มันจะมีอำนาจทำให้ เราเองนี่ อาศัยตรรกะที่ลึกซึ้งนี่ เอาไปโกหก เอาไปขี้โกง เอาไปหลอกลวงผู้อื่น เป็นบาปซ้ำซ้อน แล้วบาปมากด้วย เพราะว่ายิ่งเอาธรรมะชั้นสูง ไปโกหก ไปหลอกคนอื่นเท่าไหร่ บาปยิ่งมาก เอาธรรมะในระดับขั้นโลกุตระ หรือธรรมะขั้นอาริยธรรม เป็นธรรมะในระดับอาริยธรรม ธรรมะในระดับชั้นสูง เอาไปโกหกในระดับอุตริมนุสธรรม อย่างนี้ เป็นต้น ยิ่งบาปหนัก พระพุทธเจ้าถึงได้ปรับปาราชิกเลย ใครไปโกหก อวดอุตริมนุสธรรม...ที่ไม่เป็นจริง ไม่มีในตน แล้วก็ไปว่าตนมี อะไรแค่นั้นแหละ ไปโกหกว่าตนเองมีธรรมะอันนี้ ทั้งๆที่ตนไม่มี แค่นั้นแหละ ท่านปรับปาราชิกเลย จับสึก แล้วก็ทั้งชาตินี้เรียกว่าตัดขาดไปจากศาสนาพุทธทั้งชาติไปชาติหนึ่ง ไม่ต้องมาอนุเคราะห์ ไม่ต้องส่งเสริม ปล่อยเขา ไม่มีอยู่ในวงการของศาสนาพุทธ ไม่ช่วยไม่เหลือไม่เกื้อกูล ใน

อ่านต่อ

เรื่องศาสนากันทั้งชาติเลย นั่นเป็นเรื่องปาราชิก เหมือนคนตายแล้วจากศาสนาพุทธหนึ่งชาติ เรียกว่าลงโทษกัน เหมือนกับประหารชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตไปชาติหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นการโกหกนี่ ก็เกี่ยวข้องกัน เป็นการทำบาป ที่ทำบาป ถ้าไปเกี่ยวเนื่องด้วยการทำบาปในสิ่งที่สูง สัจธรรมที่สูงขึ้นไป บาปมันก็เพิ่มราคาขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เป็นธรรมดาธรรมชาติของค่าของสัจจะ สัจจะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านเรียนนี่ ท่านมีสัจจะ แต่ทีนี้ภาษามันสูงสุดแล้ว มันใช้ภาษานั้นไม่ได้แล้ว เรียกว่าเหมือนกับไม่มีสัจจะ ใช้ภาษาเหมือนกับไม่มีสัจจะ สัจจะในโลกนี้ไม่มี อย่างนี้ เป็นต้น ท่านกล่าว แต่ความจริงแล้ว มีสัจจะอยู่ในโลก แต่มันเป็นปรมัตถ์ ที่มีภาษาเรียกไม่ได้แล้ว เป็นสัจจะย้อนสภาพขึ้นไปทุกทีๆ แม้แต่บาปบุญก็เป็นสัจจะ เป็นสมมุติสัจจะ ดีชั่วเป็นสัจจะ แน่แท้ที่สุดๆ เพราะฉะนั้นผู้รู้นี่จะรู้ถึงสัจจะ รู้ดีรู้ชั่ว กระทำดี ไม่กระทำชั่ว รู้บาปรู้บุญ กระทำแต่บุญไม่กระทำบาป แต่เสร็จแล้วจริงๆนี่ ท่านก็อนุโลมให้ผู้อื่นทำตามขั้นตอน เขามีบาปมีบุญขนาดนั้นขนาดนี้ตามฐานะ ก็อนุโลมเขาได้บ้างเหมือนกัน เมื่อเช้านี้ อาตมาได้ขยายความเรื่องสัจจะนี้ ในพระสูตรจูฬวิยูหสูตรที่ 12 ซึ่งเป็นสัจจะ ซึ่งกล่าวถึงทิฏฐิของคน ที่มีความเห็นในเรื่องสัจจะต่างๆ ที่จริงไม่ใช่คนธรรมดานะ เป็นเรื่องของภูมิธรรมระดับสูง ที่มีพระพุทธเจ้ากับพุทธนิมิตของพระพุทธเจ้าคุยกัน ซึ่งเป็นเรื่องของเทวดาชั้นสูงสุด อันนี้เราชาวอโศกนี่ รู้ดีแล้วว่าเทวดา พระพุทธเจ้าสอนเทวดา คือใครนี่ รู้ เรารู้ดี เพราะอาตมาขยายความหมดแล้ว แต่ข้างนอกเขายังเป็นบุคลาธิษฐาน ยังเป็นตัวตนบุคคล พระอรหันต์เจ้าสอนเทวดา ก็สอนมีเทวดาเยอรมัน เทวดาจีน เทวดาแขกอะไรมาเรียน ก็ว่ากันไป เป็นตัวตน เหมือนอย่างใคร เคยอ่านประวัติอาจารย์มั่นอะไร อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นตัวตนไป มันยังไม่ลึกซึ้งอะไร ก็คือได้ความรู้ มีความรู้แค่นั้น ก็เอา เอาแค่นั้นก่อน เป็นบุคคล เป็นตัวตนไปก่อน ก็ไม่เป็นไร จะถูกมั่งผิดมั่ง ก็ยังไม่ได้จำแนกกันละ ก็คอยเอาไว้ศึกษาดีๆ แล้วจะรู้สภาวะที่ลึกซึ้งขึ้น เรื่องที่จะกล่าวนี้จะเป็นเรื่องของสัจจะ อาตมาก็อยากจะขยายความก่อน ที่จะอธิบายเรื่องสัจจะ เพื่อการนำร่องสำหรับผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐาน ว่าเรื่องการบัญญัติภาษาเรียกนี่นะ จะเรียกสัจจะก็ดี แล้วมีอีกคำหนึ่งคือสัญญา สัจจะ กับสัญญานี่ เอาเข้าจริงแล้วนี่นะ สัจจะกับสัญญานี่ มันจะกลับไปกลับมา ที่เราจะไม่รู้ว่า อะไรมันแน่กว่าอะไร สูงสุดจริงๆแล้วนี่ เดี๋ยวจะได้ฟัง สูตรนี้พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ท่านจะตรัสตอบพุทธนิมิต พุทธนิมิตว่าที่จริงแล้วนี่ สัจจะไม่มีในโลก มีแต่สัญญาเท่านั้น มีแต่สัญญา สัญญาที่จริงที่สุด เที่ยงที่สุด เป็นหนึ่งเดียวที่สุด อันนั้นเท่านั้น สัญญาคือการกำหนดรู้ ด้วยญาณที่สูงสุดของบุคคล หรือแม้ไม่สูงสุด ผู้ใดยึดตามสัญญา กำหนดสัญญา ผู้นั้นก็ถือเอาอันนั้น เป็นสิ่งที่วิเศษสุดสูงสุดของเขาตามภูมิ แม้แต่คนชั้นต่ำ ยึด ไปกำหนดว่าอันนี้ เป็นจริงเป็นจัง เขาก็เอาอันนั้นแหละ ไปกำหนดว่ารสอร่อยนี้จริงจัง เขาก็เอากำหนดนั้นแหละ เป็นจริงจังของเขา จริง จริงๆเลยนะ เขาจริงเลยว่า เขาจะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น เพราะเขา อันนี้เขาต้องใช้ ชีวิตของเขาจะต้องมีอันนี้ ไม่มีอันนี้ เขาอยู่ไม่ได้ แม้จะเริ่มรู้ รู้ว่าอันนี้ มันไม่เที่ยง ไม่แท้ ไม่จริง ก็เริ่มรู้ ด้วยภาษา ด้วยตรรก เขาก็ยังจะยึด ยังจะแสวงหา ถ้ามันมีอำนาจกิเลส มันแรง เขาติดยึดแรง เขาก็ต้องเอาตาม ที่เขากำหนดรู้ว่า ไอ้นี่มันอร่อย ไอ้นี่มันเป็นชีวิตชีวา ไอ้นี่มันต้องมี ต้องเป็น ต้องได้ เขาก็จะยึดติด เขาก็จะแสวงหา แม้แต่ที่สุดจะต้องทุจริต จะต้องทำบาป ทำกรรม เพื่อสิ่งนี้ เขาต้องได้ต้องมีต้องเป็น ถ้าไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็น ไอ้สิ่งนี้ เขาถึงขั้นตายก็ได้นะ แต่มันไม่ตายง่ายๆหรอก ที่จริงน่ะ กิเลสมัน ไม่เอาตายง่ายๆหรอก แต่มันทนไม่ได้ มันแพ้กิเลส มันก็ต้องทำชั่วทำบาปนั้นไป ตามที่เขากำหนดนั้น อันนั้นก็เป็นสัจจะของเขา เป็นสัจจะของโจร สัจจะของคนชั่ว สัจจะของผีของมาร เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ผู้ใดมาศึกษาพวกนี้ แล้วละ หัดละ หัดวาง พิสูจน์ว่ามันไม่จริง ไม่เที่ยง ไม่แท้ ไม่แน่ไม่นอนหรอก เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งมันไม่มีความต้องการ มันไม่มีความเสพสม ไม่มีรสอร่อย ไม่มีความชื่นชอบอะไรได้จริงเลย จืด ว่าง จาง เฉย ได้จริง ผู้นั้นถึงกาลรู้ว่าเราหมดรสอร่อย เราหมดอัสสาทะ หมดโลกียรสแบบนี้ เป็นวิมุติรส วาง จาง เฉยได้ มีความจริงอันนี้ กำหนดรู้ความจริงอันนี้ของเรา อย่างมั่นคง เป็นนิจจัง เป็นนิจจะเที่ยงแท้ อย่างเป็นหนึ่งเดียว สำหรับเราแต่ละคน ไม่แปรปรวน ผู้นั้นแหละจะมีสัจจะพวกนี้ มีสัญญากำหนดรู้อันนี้ จะเรียกสัจจะ จะเรียกสัญญา ก็จะไม่มีปัญหามาก ทีนี้ สัจจะกับสัญญานี่ โดยภาษา โดยสภาวะนี่ มันอย่างนี้ อาตมามีเรื่อง แหม ปีนี้ อาตมามีนิรุตติภาษา ปฏิภาณ อธิบายพวกนี้กันได้ดี มันมีเหตุการณ์ คือที่เรานี่ได้...มีนักเรียนนะ นักเรียนกศน. นักเรียนกศน.นี่ เขาสอบ บางทีใครเก่งๆนี่ อย่างพวกนักเรียนการศึกษานอกโรงเรียนนี่นะ ไม่ได้เข้าโรงเรียนหรอก แต่ว่าก็ไปสอบเอา อย่างคนโต การศึกษานอกโรงเรียน ส่วนมากก็เป็นนักเรียนผู้ใหญ่กัน แต่ทีนี้เราเอาการศึกษาระบบนอกโรงเรียนนี่ มาเรียนที่นี่ เอาเด็กมาเรียนด้วยซ้ำไป บางทีเขาเรียนปีเดียว เขาก็สอบ pass ม.3 ได้ ใช่ไหม สอบได้ เขาก็สอบได้เลย ปีเดียวเขาก็สอบได้ เสร็จแล้วก็ขึ้นปีต่อไป เขาก็ไปเรียนม.ปลาย ม.ปลาย เขาก็เก่งๆ อย่างคนโตแล้วนี่ มันมีวุฒิภาวะสูงนี้ มีประสบการณ์มาก มันก็เรียนไม่ยากเท่าไหร่หรอก บางคนมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดอะไรหน่อย ก็เรียน สอบผ่าน ม.ต้น ปีเดียวก็เอาได้ พอผ่าน ม.ต้น ไป ม.ปลาย ม.ปลาย 2 ปี ว่าอย่างนั้นนะ เสร็จแล้วก็จะให้ประกาศนียบัตรไป แต่ว่าเมื่อมาเรียนที่เราแล้ว เราบอกเด็กไปนะ บอกเด็กไปทีเดียวว่า 2 ปี ได้ประกาศนียบัตร สอบได้ ก็เป็นการพ้น ม.ต้น ได้จบ ม.ต้น 2 ปี จบ ม.ปลายอะไรอย่างนี้ เป็นต้น บอกไปเสร็จ พอมามีประสบการณ์ สอนไป สอบได้ สอบไป ปรากฏว่า 2 ปี เสร็จ เด็กสอบได้เหมือนกัน ม.ต้น แต่เสร็จแล้วเราเห็นว่า เด็กยังไม่มีภูมิ ความรู้ก็ไม่แน่น ศีลธรรมก็ไม่ดี ความสามารถก็ยังไม่มีพอที่จะจบ ม.ต้น หรือ ม.ปลาย ก็แล้วแต่ 2 ปี พอมีประสบการณ์ ผ่านไปแล้ว ก็มาคุยกัน ในบรรดาครู หรือผู้ที่อยู่ในผู้ดูแล บริหาร ดูแล้วก็ขอข้อมูลมา โดยสัจจะ โดยความจริง ที่มีสภาวะรองรับ เด็กยังไม่ดี เราก็เลยมาบอกเด็กใหม่ว่า 3 ปี ถึงจะให้ประกาศนียบัตร... เด็กก็บอก นี่ผิดสัจจะนี่ ครูบอกนี่ บอกว่า 2 ปี แล้วจะได้ แล้วเขาก็สอบได้ ประกาศนียบัตรแล้วด้วย ทำไมไม่ให้เขา งอแงกันใหญ่เลยทีนี้ ต่อว่าต่อขานประชดประชันกันใหญ่ ไม่ได้ ไม่ยอม ต้อง 2 ปี เขาจะขึ้นไป เรียน ม.ปลายแล้ว ปีนี้เขาจบแล้ว ม.ต้น 2 ปี เขาสอบได้แล้ว เขาจะขึ้นไปเรียน ม.ปลายแล้ว โอ้โห อลเวงกันใหญ่เลย ประท้วงกันใหญ่ เด็กๆก็บอกว่าเสียสัจจะ ครูอะไรกัน บริหารยังไง เสียสัจจะ อาตมาก็ โอ้หวา มันก็จริงของเด็กเหมือนกันนะ ก็ให้สัจจะเขา เด็กเขาไว้ ว่าอย่างนั้นนะ 2 ปีจะให้เขา เขาจบแล้ว ก็ต้องให้เขา แล้วไม่ให้เขาเสียนี่ มากลับสัจจะนะ อย่างนี้อาตมาก็เลยมาได้ปฏิภาณ นิรุตติ บอก โอ้โห สว่างโล่งเลยอาตมา สว่างจ้าด้วยเหตุการณ์นี้แลย บอก แหม ไม่มีเหตุการณ์นี้ อาตมาบรรยายไม่ออกจริงๆเลยนะ นี่ มัน แหม อาตมาสว่างโล่งเลย ไปบรรยายให้เด็กฟัง เป็นอย่างนี้ นี่ฟังดีๆนะหนู จริงครูเขาสัญญากับเราว่า 2 ปี ให้จบ ฟังดีๆนะ สัญญานะ แล้วเราก็ไปยึดเป็นสัจจะ เอาตกลง สัจจะก็ยึดสัจจะ ก็สัจจะ แต่ที่จริงน่ะ คือสัญญา บอกกับเราว่า 2 ปี ให้จบใช่ไหม เสร็จแล้วพอผ่านไปแล้ว ครูเขาก็มาเห็นว่า แหม...พวกเรานี้ยังไม่ดีนะ 2 ปีเรียนแล้วก็ยังไม่ดี ยังไม่อยากให้จบหรอก อยากจะสอนอีก อยากจะให้ความรู้ ความสามารถ ให้ความเจริญงอกงามมากกว่านี้อีก สอนอีกปีหนึ่งถึงจะให้ แม้จะสอบประกาศนียบัตรมาได้แล้วก็ตาม เพราะทางโน้นเขาให้ ก็สอบได้ผ่าน เวลาสอบทาง กศน. เขามีทางการศึกษานอกโรงเรียนเขา เราก็ขึ้นกับเขา เราสอบเสร็จแล้ว ประกาศนียบัตรเขาได้ เขาก็ได้แล้ว แต่เรายังไม่ให้ ว่าอย่างนั้นเถอะ เรางิบไว้ก่อน ปีหน้าถึงจะให้ เสร็จแล้วอาตมาก็บอกเด็กว่านี่ จริง ครูสัญญาว่าอย่างนั้น จะถือว่าเป็นสัจจะ แต่ว่า เมื่อพิจารณาความจริงแล้วนี่ พวกเรายังไม่ดีพอ เรายังไม่เจริญ ยังเรียนได้อีก อยากจะให้ภูมิแน่นๆ ก็เลยขอสอนอีกปีหนึ่ง ถามหน่อยเถอะว่า ครูที่สอนพวกเรานี่ เขาปรารถนาดี หรือปรารถนาไม่ดี เด็กจะตอบว่ายังไง เด็กจะตอบว่ายังไง เด็กก็ต้องตอบว่า ปรารถนาดี อาตมาก็เอาความจริงพวกนี้ เข้าไปยันกับเด็ก แล้วครูที่สอนพวกคุณนี่ เขาหลอกลวงหรือเปล่า เขาเพื่อที่จะล่อเรามาเรียน 2 ปีแล้วเสร็จแล้ว เขามากลับตาลปัตร มากลับสัจจะซะ หรือมากลับไอ้สัญญา ว่าจะสอน 2 ปี แล้วไม่ให้ แล้วมาสอน 3 ปี เพื่อจะได้เงิน ได้เงินค่าเล่าเรียน ครูพวกนี้เขาได้เงินค่าเล่าเรียนหรือเปล่า เปล่า เขาเสียสละหรือเปล่า เสียสละ แล้วเหน็ดเหนื่อยไปด้วยหรือเปล่า เหน็ดเหนื่อย แล้วปรารถนาที่จะทำงานเพิ่มเติมนี่ อะไรก็ไม่ได้ของส่วนตัวเลย แล้วทำให้พวกเธอนี่ ได้เรียนเพิ่มเติมอีกปีหนึ่ง ก็ดีขึ้นด้วยนี่ เขาเลวลง พวกเราเลวลง แล้วครูก็เลวลงหรือ ไม่ ดีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย จริง เราผิดสัญญา แต่เปลี่ยนสัญญาได้นะ แต่สัจจะนี่ขึ้นกับความดีงามกับกุศล ก็มันดีทั้งหมดนี่ ก็เรียกสัจจะ สัจจะนั้น ใช่ สัจจะนั้นไม่ดีเท่าไหร่ เราพิจารณาเห็นแล้วว่า สัจจะนี่ ไม่เที่ยง แม้แต่สัจจะ ยังไม่เที่ยงเลย เห็นไหม เราเปลี่ยนสัจจะไป ดีกว่า เอาที่ดีกว่านี่ เป็นสัจจะ เอากุศลที่เจริญยิ่งกว่านี่ เป็นสัจจะได้ไหม เปลี่ยนสัญญามาที่นี่ ที่จริงมันก็เป็นสัจจะเดียวกันนี่แหละ แต่สัจจะนี้ มันสัจจะที่สูงกว่า เพราะพิจารณาดูสิ ทั้งหมดนี่ มันไม่ได้มีความมุ่งหมายเลย ไม่ได้มีความทุจริต โกง เอาเปรีบบเอารัดอะไรกันเลย เสียสละทั้งนั้น เป็นความเจริญดีทั้งนั้น เราเรียนอีกปีหนึ่งขึ้นไปนี่ ดีกว่าไหม ภูมิแน่นกว่าเก่าไหม แน่นกว่า เด็กเถียงไม่ออกสักอย่าง อาตมาก็เลยต้องสรุปว่าเอาเถอะ ที่จริงอาตมาบอกเด็กด้วยนะว่า แต่ถ้าใครแน่ชัดเลยว่า ตัวเองจะไม่เอา ยังไงฉันก็ขอขึ้นไปเรียน ม.4 ไม่ขอเรียน ม.3 ซ้ำอีกปีละ จะขอไปเรียน ม.4 อาตมาก็บอกเด็กแล้วว่า ตกลง อาตมาอนุญาตให้ ถือว่าครูนี้ ก็ผิดภาษาเหมือนกัน ผิดภาษานะ แต่สัจจะไม่ผิด ขอยืนยันว่าสัจจะไม่ผิด แต่ผิดภาษา ถือเป็นความผิดเหมือนกัน ใครยังยืนยันว่าจะขึ้นไปเรียน อาตมาอนุญาต อาตมาบอกอย่างนี้ แต่ถ้าใครเห็นว่า นี้เป็นปรารถนาดี แล้วเป็นความดีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ครูก็เสียสละ สอนให้เพิ่มเติม เราก็จะได้ภูมิแน่นเพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าใครจะเอาก็เอา ถ้าใครไม่เอา ยืนยันว่าจะขอเรียนขึ้นไป ไม่ได้ จะยังไงฉันก็ต้องขอขึ้นไป เพราะฉันแน่แล้ว ฉันจะขึ้นไปเรียน ม.4 ตกลง อาตมาอนุญาต อาตมาทำอย่างนี้ ปรากฏว่ามีคนขอขึ้นไป 1 คน สุดท้ายคนที่ขอขึ้นไป 1 คน ก็ขอลงมาเรียนตามเดิมอีกกับเพื่อนที่ไม่ขึ้น ปรากฏว่าอย่างนั้น ผลออกมา...นี่ละ มันเป็นอย่างนี้แหละ บัญญัติก็ดี สภาวะก็ดี ต่างๆมันมีอะไรซับซ้อนอยู่ เพราะฉะนั้นสัจจะกับสัญญานี่ ก็ยังเป็นอย่างนี้เลย นี่อาตมาหยิบมาอธิบายให้ฟังก่อนน่ะ โดยยกตัวอย่าง ยกเรื่องราวที่เป็นจริงนี่ ให้ฟังอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นเรามาฟังภาษาของพระพุทธเจ้าอันนี้ดู อาตมาจะขยายความเพิ่มเติมเมื่อเช้านี้หน่อยหนึ่ง ก็อาจจะอธิบายรายละเอียด ตอนต้นเร็วหน่อย แต่จะขออธิบายรายละเอียดตอนหลัง เพราะเมื่อเช้านี้อธิบายตอนหลังไม่ทัน หมดเวลา จะต้องไปรีบบิณฑบาตกัน เลยต้องเลิก ก็ขอแถม เพราะพรุ่งนี้อาตมาจะเข้าปฐมอโศกแล้วน่ะ อาตมาอ่านสูตรซ้ำ ก็แล้วกันนะ ตอนพุทธนิมิตในพระสูตร จูฬวิยูหสูตรที่ 12 นี่แหละ พระไตรปิฎกเล่ม 25 ข้อ 419 อ่านในภาค ภาคที่ 2 ภาคแรกนั้นเป็นคำถามพุทธนิมิต อันที่ 1 เป็นเรื่องทิฏฐิ แล้วก็มีคำตอบของพระพุทธเจ้า อาตมาผ่านอันนี้ มาอ่านทิฏฐิอันที่ 2 พุทธนิมิตว่าอย่างนี้ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวกกล่าวทิฏฐิใดว่า เป็น ความจริงแท้ ฟังดีๆนะ ใช้ concentrate ใช้สมาธิฟังดีๆนะ มันเรื่องยากนะ อาตมาขอยืนยันว่าเรื่องนี้ ยังไม่ได้เปิดเผยกันหรอก อย่าว่าแต่ในประเทศไทยเลย ทั้งโลก ยังไม่ได้เปิดเผยกันได้ง่ายๆ เรื่องนี้นะ นี่พูดแล้วใหญ่นะ แต่ฟังๆไว้ มันใหญ่จริง หรือไม่ใหญ่จริง คุณก็ฟังไว้ ก็แล้วกันน่ะ สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฏฐิใดว่าเป็นความจริงแท้ แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฏฐินั้นว่า เป็นความเท็จ ไม่จริง หมายความว่ามีสมณ พราหมณ์พวกหนึ่ง กล่าวว่า อันนี้เป็นความจริง ตามความเห็นของเขาอันนี้จริง สมณพราหมณ์พวกอื่นไม่เห็นด้วย ก็บอกว่า ไอ้นี่เท็จ... สมณพราหมณ์ พวกอื่น ก็กล่าวทิฏฐินั้นว่า เป็นความเท็จ ไม่จริง สมณพราหมณ์ ทั้งหลายถือมั่นด้วย แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกัน เพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะ ให้เป็นหนึ่งลงไปได้ เป็นคำถาม ทำไมสมณะ 2 สมณะนี้ สมณพราหมณ์ 2 สมณพราหมณ์นี้ ทำไมอย่างนี้ ทิฏฐิ ความเห็นอย่างนี้ คนนั้นว่าจริง แต่คนนี้ว่าเท็จ แล้วก็วิวาทกัน ทำไมไม่เป็นหนึ่ง ลงไปละ อันไหนแน่ เป็นอันหนึ่ง อันไหนแน่ ถูกแน่ ของสมณะนั้นหรือของสมณพราหมณ์นี้ แล้วก็วิวาทกันอยู่อย่างนี้ พระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่ 2 ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้นแหละ ที่ 2 ไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกัน เพราะสัจจะอะไรเล่า เพราะฉะนั้นผู้ใดที่รู้สัจจะว่ามีหนึ่งแน่แท้แล้ว สัจจะนั้นหนึ่ง แล้วสัจจะที่ จริงจะต้องสูงกว่า สัจจะที่ไม่จริงแน่นอน หรือสัจจะที่ดีกว่า ต้องสูงกว่าสัจจะที่ด้อยกว่า แน่นอน เมื่อรู้ว่าอะไรสูงสุด อะไรด้อยกว่ารองลงมา ผู้ที่รู้สัจจะความจริงพวกนี้ จะไม่เถียงกับใคร แต่จะกล่าวแก้ได้ จะอธิบายได้ จะยกอ้างได้ แต่ว่า ก็ไม่ทะเลาะวิวาท นี่อาตมาว่า อาตมาไม่ได้ทะเลาะวิวาทกับใครนะ อาตมาว่าอาตมารู้สัจจะที่ดีกว่า แล้วก็พยายามเสนออยู่ แต่ไม่ทะเลาะหรอก เขาไม่ฟัง ไม่เชื่อ ก็แล้วไปน่ะ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลาย ให้ต่างกันออกไป ด้วยตน เอง คือสมณพราหมณ์ทั้งหลายนี่ กล่าวสัจจะทั้งหลาย ให้ต่างกันออกไปด้วยตน เอง เพราะเหตุนั้นสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะ ให้เป็นหนึ่งลงไปได้ เพราะเขากล่าวด้วยทิฏฐิของตนๆ มีอัตตา มีของตน เพราะฉะนั้นสัจจะที่กล่าวด้วยอัตตาของตนเอง ก็ต่างกันได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเถียงกันได้ และก็ไม่ลงเป็นหนึ่ง เพราะจะลงเป็นหนึ่ง ก็เป็นสัจจะสูงสุด นี่เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้า ก็สั้นแค่นี้ สำหรับความเห็น ที่บอกว่าสัจจะทำไม ถึง...ไม่ลงกันเป็นหนึ่งเดียว ทีนี้ ก็ต่อมา มันก็ยังไม่กระจ่างอยู่เท่าไหร่ อยู่นั่นแหละ ใช่ไหม พระพุทธนิมิต ก็ตรัสถามต่อว่า เพราะเหตุไรหนอสมณพราหมณ์ ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย กล่าวยกตน ว่าเป็นคนฉลาด เจ้าลัทธิทุกคน ก็ต้องว่าตัวเองฉลาดทั้งนั้น ขนาดไม่เป็นเจ้าลัทธิ อย่างอาตมายัง...อาตมาไม่ได้เป็นเจ้าลัทธินะ ก็ยังว่าตัวเองฉลาดเลย พูดไปทำไมมีน่ะ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย กล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป หมายความว่าศาสดาทั้งหลาย หรือว่าเจ้าลัทธิทั้งหลายนี่ ก็จะต้องกล่าวตามของตนๆเห็น แล้วมันก็ต่างกันไปตามที่ตัวเองยึด สัจจะมากหลายต่างๆกัน จะเป็นอันใครๆได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน นี่เป็นคำถามน่ะ คำถามว่า เอ๊ะ! แล้วสมณพราหมณ์เหล่านั้นน่ะ ก็ยกตนว่าฉลาดทั้งนั้น กล่าวสัจจะ แต่ว่ามันต่างกันออกไป แล้วสัจจะต่างๆเหล่านั้น แล้วใครๆได้ฟังมาแล้ว แล้วอันไหนเล่า หรือว่าสัจจะเหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่านั้นนะ เอาของตนๆ ของตนมาเป็นตัวตั้ง เป็นการย้อนถาม หรือว่าเอาของตนมาเป็นตัวตั้ง หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน หรือระลึกตามความคาดคะเนของตนว่าอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคก็ตรัสตอบว่า ผ่าเปรี้ยงลงไปเลย พระพุทธเจ้าก็ตรัสผ่าเปรี้ยงลงไปเลย บอกว่า ฟังความนี้ดีๆนะ สัจจะหลายอย่าง สัจจะหลายสัจจะมากหลายต่างๆกัน เว้นจาก นี่อ่านตามพระไตรปิฎกเลยนะ ท่านแปลมาแล้ว จากพระบาลีอันนี้ สัจจะมากหลายต่างๆกัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสียไม่มีในโลกเลย ฟังใหม่ หรี่ไม่ได้ ต้องฟังอย่างเต็มสตีม ฟังอย่างเต็ม concentrate ของใครของมัน สัจจะมากหลายต่างๆกัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย หมายความว่าอย่างนี้ อาตมาจะทวนให้ฟัง สัจจะมากหลายต่างๆกัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ก็หมายความว่าสัจจะมากหลายต่างๆกัน ไม่มีในโลกเลย เว้นจากสัญญาว่าเที่ยง เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเท่านั้น หรือ เว้นจาก ในสำนวนนี้ เอาไว้ เว้นจากสัญญา เอาไปไว้สัญญาว่าเที่ยง เอาไปไว้กลาง ก็เลยใช้คำว่าเสีย เป็นตัวขยายความ ถ้าเผื่อว่าแปล อย่างที่อาตมาแปล บอกว่าสัจจะมากหลายต่างๆกัน ไม่มีในโลกเลย เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเท่านั้น ถ้าจะแปลอย่างอาตมา ก็เอาคำว่าเท่านั้นไปใส่ขยายเว้นจากสัญญาว่าเที่ยง แต่ถ้าเอาไปไว้กลางก็แปล...แปลในพระไตรปิฎกว่า สัจจะมากหลายต่างๆกัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย เพราะฉะนั้นเว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสียแล้ว สัจจะทั้งหลายไม่มี สัจจะในโลกนี้ ไม่มีเลย ฟังแล้วก็เหมือนพระพุทธเจ้าตีทิ้งสัจจะหมดเลย ความจริงไม่ใช่ เดี๋ยวจะขยายความ เอ้า! ฟังต่อไปก่อนน่ะ ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลาย มากำหนดความคาดคะเนทิฏฐิทั้งหลาย สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเน ทิฏฐิทั้งหลาย (ของตน) ก็ความคาดคะเนของตนนั่นแหละ ของใคร ก็ของมัน ทิฏฐิของตนของมัน ของใครของมัน สมณะพราหมณ์ทั้งหลายกำหนดความคาด คะเนทิฏฐิทั้งหลายแล้วจึงกล่าวทิฏฐิธรรม จึงกล่าวทิฏฐิธรรม ก็คือสิ่งที่ตัวเองยึดนั่นแหละ สิ่งที่ตัวเองเห็นน่ะ จึงกล่าวทิฏฐิธรรม อันเป็นคู่กันว่า ของใครของมันนะ จึงกล่วทิฏฐิธรรม อันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ หมายความว่าคนไหนยึดอันไหน ก็ว่าอันนั้นจริง อันไหนไม่เห็นด้วย ก็ว่าอันนั้นเท็จ ก็จึงเถียงกัน ก็บุคคลเจ้าทิฏฐิ อาศัยทิฏฐิธรรมเหล่านี้ คือรูปที่ได้เห็นบ้าง เสียง...ที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง รวมแล้วก็ จะอธิบายทั้งหมด ก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ทั้ง 6 ทวารนั่นแหละ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอก สัมผัสใน รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง ยึดศีล ยึดพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ คืออาศัยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อาศัยศีล อาศัยพรต อาศัยหลักการ อาศัยหลักต่างๆ มาเปรียบ มาเทียบ มาปฏิบัติ มาประพฤตินั่นแหละ เพราะว่าศาสดาหรือว่าอาจารย์เจ้าลัทธิไหนๆ ก็ปฏิบัติประพฤติของตนเองเหมือนกัน ตนเองจะสูงสุดไปด้วยรู้ รู้สภาวะจริงหรือไม่จริง เอาแต่ความคิดมาพูด เป็นการคาดคะเนเท่านั้นก็ตาม ศาสดาเหล่านั้นก็เอาสิ่งนั้นละมา ปฏิญาณ หรือมาพูดออกไปว่า เป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ ของใครก็ของใครแหละ ก็ต้องมากล่าวว่า เรานี่แหละเห็นความสูงสุดบริสุทธิ์ที่สุดใช่ไหม และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฏฐิ แล้วร่าเริงอยู่ แล้วก็วินิจฉัยลงไปเลย ตัดสินลงไปเลย แล้วก็ร่าเริงอยู่ กล่าวว่า พอได้อะไรแล้ว ก็กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด เสร็จแล้วก็กล่าวว่าคนอื่น เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฏฐิ ย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลา ด้วยทิฏฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาด ด้วยลำพังตน หมายความว่าตนเองนี่แหละ ด้วยลำพังตน คือว่าตนเองนี่แหละ ฉลาดกว่า คนอื่นเป็นผู้เขลา ด้วยทิฏฐิใด คนอื่นๆของเขา ย่อมติเตียนผู้อื่น กล่าวทิฏฐินั้นเอง ย่อมติเตียนผู้อื่น ที่กล่าวทิฏฐินั้นๆ เพราะฉะนั้นทิฏฐิใดๆ ที่ไม่เห็นร่วมด้วยกัน ก็กล่าวว่า ผู้นั้นกล่าวทิฏฐินั้น เป็นผู้ที่โง่เขลา เป็นผู้ที่ไม่ฉลาด ผู้ที่ยกตัวยกตนก็จะว่าอย่างนั้น บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฏฐินั้นชื่อว่า เจ้าทิฏฐินั้น เต็มไปด้วยความเห็นว่า เป็นสาระยิ่ง ก็จะยืนหยัดยืนยันว่าสิ่งนั้นเป็นสาระยิ่ง แต่พร้อมกันนั้นนี่ ฟังซ้อนๆว่า จริงๆน่ะ คนไหนที่เห็นสิ่งไหนจริง ถ้ายิ่งจริงเท่าไหร่ เขาก็คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสาระของเขา เช่นเรายึดนิพพานเป็นสาระ เราก็เห็นว่านิพพานี่เป็นสาระจริงๆ แต่ในความจริงของความหมายนิพพาน หรือสภาวะนิพพานนั้น ก็ต่างๆกันได้อีก สภาวะนิพพานของฤาษีก็เป็นอย่างหนึ่ง สภาวะของเดียรถีย์ก็เป็นอย่างหนึ่ง อาตมากล่าวได้เลยว่าสภาวะที่อาตมาเห็นว่านิพพานเป็นอย่างที่อาตมาเห็นนี้ แตกต่างกันกับสภาวะนิพพานของพระเทพเวทีเห็น แน่นอน อาตมาขอยืนยัน นั่งยัน กระโดดยัน และต่างกันกับท่านพุทธทาสเห็นแน่นอน เพราะมีความต่างกันอยู่ น้อยนิดหรือมาก ก็จะมีต่างกัน มีต่างกันแน่นอน ยิ่งละเอียดก็จะเห็นความนิดน้อย ที่ต่างกันได้มาก อาตมาเห็นความแตกต่างกันของ นิพพานของท่านพุทธทาส นิพพานของท่านพระเทพเวที หรือนิพพานของใครๆกล่าว ยิ่งนิพพานของฤาษีลิงดำ โอ๊ะ นิพ พานนั้น เป็นตัวตนเบ้งๆเลยน่ะ นิพพานของทางสายนั่งหลับตา สายอาจารย์มั่น นิพพานสาย...ธรรมกาย อาตมาเห็นว่าต่างกันแน่ นิพพานต่างกัน แล้วก็ถือเป็น สาระนะ เอาภาษาคำว่านิพพานนี่ เป็นสาระ แต่สภาวะต่างกันแล้วนะ เพราะฉะนั้นด้วยทิฏฐินั้น ชื่อ ชื่อว่าเจ้าทิฏฐินั้น เต็มไปด้วยความเห็นว่า เป็นสาระยิ่ง และมันมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเห็นแล้วเข้าใจว่ามานะมันเป็นอย่างไร ผู้ใดล้างมานะของตนเองได้ถูกต้องจริงๆ ได้มากเท่าใด ผู้นั้นแหละจะเป็นผู้ที่เห็นถูกตรงมากที่สุด ผู้ใดที่...มีมานะมาก ผู้นั้นก็ผิดมาก ผู้ใดมีมานะน้อยก็สะอาดบริสุทธิ์มาก และเห็นจริงเห็นจังเข้าไปสู่สภาวะ ประพฤติ ปฏิบัติพิสูจน์ไปได้มากๆด้วย และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อยากได้ไหม มานะบริบูรณ์ ไม่อยากได้หรือ เอ๊ มานะนี่เป็นความอุตสาหะ เป็นความพากเพียร มาเป็นผู้อุตสาหะวิริยะ แต่ได้แล้วอย่าซ้อนเป็นอุปกิเลสในมานะ ว่าฉันได้ดีแล้วก็หลงถือดีนี้ว่า ยิ่งใหญ่ ข่มเบ่งคนอื่น ดูถูกคนอื่น ทะเลาะวิวาทกับคนอื่นอะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้มีมานะ ซึ่งอาตมาพยายามอธิบาย เรื่องอัตตามานะตอนนี้อธิบายมาก และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต ตอนนี้ยกตนเป็นบัณฑิตแล้ว เพราะว่าทิฐินั้นของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็เท่ากับว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ บุคคลนั้นแหละ ถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทราม ด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกันน่ะ ถ้าเผื่อว่ามีมานะนี่ ถูกคนอื่นเขาว่าแล้ว ผู้นั้นจะต่ำไปด้วยมานะของตนเอง ถ้ามีมานะแล้ว จะต่ำไปด้วยคำว่าของคนอื่น อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ ด้วยลำพังตนเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน