360813 เจาะลึกเวทนา (ตอน 1-3) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360813 เจาะลึกเวทนา (ตอน1-3) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
เจาะลึกเวทนา (ตอน 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ที่จริงก็กาย เวทนา สองอันนี้ที่เราพิจารณาสติปัฏฐาน 4 นี่ พิจารณาสิ่งเหล่านี้ มันเกิดบาปเกิดบุญ เกิดทุกข์เกิดสุข เกิดอยู่ที่กายกับเวทนานี่ บาปบุญ ทุกข์สุขอยู่ที่นี่ ลึกเข้าไปถึงจิต นั่นเจาะเข้าไปถึงสมุทัย จิต แต่แท้จริงเวทนามันก็ จิต กายมันก็จิต ที่จริงน่ะ มันมีกายนอกกายใน กายนอกก็ตัวที่ไม่รู้สึก มันเป็น ของมันเอง กายที่มันต่อโยงเข้ามาถึงตัวเรา เรียกว่าอายตนะภายนอก อายตนะภายใน อายตนะภายนอกเมื่อเรากระทบสัมผัสแล้ว ส่วนที่เป็นตาก็เรียกว่ามาถึงตัวเรา ส่วนที่เป็นรูป จากอายตนะภายนอก จากของข้างนอกจริงๆ ตามันก็เป็นตัวเราแล้ว เป็นใน รูป ไปเห็นรูปไปเห็นอะไรก็เป็นภายนอก เป็นตัวตน เป็นตน เป็นแท่งเป็นก้อน เป็นสิ่งเป็นอัน หรือเสียง มันก็คือสิ่งข้างนอก กลิ่นมันก็สิ่งข้างนอก มันก็เป็นของมันอย่างนั้นน่ะ พอเรารับด้วยตามันก็มาถึงอายตนะ ถ้าไปเรียกอายตนะตา ตานี่เรียกว่านอก ความรู้สึกเป็นรูป เรียกว่าใน อายตนะภายใน ความรู้สึกเป็นรูป นี่มันกลับไปกลับมาแล้ว ถ้าทวารตาเรียกว่านอก อายตนะภายนอกตา อายตนะภายนอก ท่านเรียกเป็นอายตนะเป็นภายนอก ท่านเรียกรูปเป็นภายใน เกิดสภาพเป็นภายใน นี่เราพิจารณาสภาพของความรู้สึก ความรู้ ความรู้สึก รู้ ที่จริงน่ะคือความรู้ พอรู้สึกนี่มันจะปรุงแล้ว มันจะมีอะไรๆขึ้นมาหลายอย่าง เพราะฉะนั้นเราจะต้องเรียนรู้พวกนี้จริงๆ แล้วเราก็ต้องรู้เขารู้เรา รู้ให้ สุดท้ายมันจะมาลงที่ปล่อยวางหรือให้ หรือเอา ถ้าเป็นสิทธิ์ของเราจริงๆ เอานี่นะ มันก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่เราเองแม้แต่เราเป็นของเรา ก็เรียนกันมาแล้วว่าเราจะไม่ไป
อ่านต่อ
เอาอะไรมามากมามาย มาบำเรอตนให้มันหนาให้มันใหญ่ ให้มันเปลือง ให้มันผลาญ เราจะเป็นคนมีประโยชน์ มีคุณค่า เป็นผู้ที่เสียสละ เป็นผู้ได้ให้ ชีวิตจะเป็นผู้ให้ ชีวิตจะเป็นผู้สร้างสรร ชีวิตจะเป็นผู้ที่มีประโยชนฺ์คุณค่าต่อโลกต่อมนุษยชาติ นี่เป็นคุณค่าที่จริงที่สุดเลย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นบุญเป็นบาป หรือว่ามันเป็นสิ่งที่อาศัย เป็นทรัพย์ เป็นสมบัติ เป็นคุณสมบัติหรือเป็นโทษสมบัติ ถ้าเป็นคุณสมบัติก็เป็นสิ่งที่เราได้ให้ เราได้เป็นคุณค่า เราได้เป็นประโยชน์ มันเป็นสัจจะเป็นความจริงทั้งนั้นแหละ เสร็จแล้วมันก็สั่งสมลงไป สั่งสมเป็นสภาพของทางสมมุติสัจจะ กับปรมัตถสัจจะ ที่สุดเราก็อาศัยทั้งสมมุติและปรมัตถ์นี่แหละ ส่วนปรมัตถ์นั้น วิเคราะห์ลงไปถึงอาริยสัจเลย ถึงความเป็นกิเลส ถึงความเป็นโลภ โกรธ หลง และเราก็จะทำลายตัวนั้น ลดตัวนั้น ยิ่งลดตัวนั้นเราก็ยิ่งสบายยิ่งเป็นสุข และยิ่ง เกิดบุญ สมมุติสัจจะที่เป็นสัจจะอีกอันหนึ่งก็ยิ่งจะเป็นเครื่องอาศัย จะร่ำจะรวย จะอยู่สบาย มีอะไรพรั่งพร้อม มีบริวาร มีทรัพย์ศฤงคาร มีอำนาจ มีความสวย ความงาม มีความไพเราะ มีความหอมความหวาน อะไรก็แล้วแต่ มันก็ยิ่งเป็นสิ่ง ที่สมบูรณ์อุดม อุดมสมบูรณ์มากมาย ได้อาศัยอย่างเบาอย่างง่าย ไม่หนักไม่หนา ไม่เหน็ดเหนื่อยอะไรก็แล้วแต่ เหมือนกับเราจะรู้แล้วว่า เป็นผู้มีบารมี เรามาปฏิบัติธรรม เราจะรู้บารมีของเราดีขึ้น บางคนนี่เคยร่ำรวยมาในทางโลกนี่นะ พอมาทางนี้แล้ว แม้จะร่ำรวยมาก็ยังดูแล้วถูกข่ม ขนาดรวยมานะ มีฐานะรวยก็ตาม ถูกข่ม ถูกชัง ขาดเขิน มาขาดเขินทางหมู่ฝูงที่จะปฏิบัติธรรม อะไรแล้วแต่ เป็นได้ นี่มันซับซ้อนที่เป็นอจินไตย ที่หลายอย่างเราไม่รู้วิบาก เราไม่รู้รายละเอียดของวิบาก ของกรรมที่เราได้สั่งสมมา เพราะฉะนั้นบางคนนี่ดูมาจนๆ กระจอกๆ แต่คุณค่าอะไรต่ออะไรหลายๆอย่างที่มีเป็นบารมี ได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูล ความสนับสนุนส่งเสริม ไม่ถูกข่ม ไม่ถูกชัง ได้รับความร่วมมือ ได้รับความเอ็นดู อย่างนี้เป็นต้น บางคนขี้เหร่ก็ได้รับความเอ็นดู บางคนสวยพริ้งมา ไม่ได้รับความเอ็นดู ไม่ได้รับความชื่นชม สวยพริ้งมา มันขัดกันนะ ใช่มั้ย บางคนรวยมา บางคนสวยมา น่าจะได้รับความชื่นชม น่าจะได้รับความชื่นชอบ น่าจะได้รับความช่วยเหลือ น่าจะ ได้รับความเอ็นดู น่าจะได้รับอภิสิทธิ์อะไรเพิ่ม แต่กลับถูกข่ม ถูกชัง ไม่ได้รับความร่วมมือ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็มีได้เป็นได้ ซ้อน ทั้งที่ดูมันเหมือนกะค้านแย้ง บางคนขี้เหร่ ไม่ร่ำไม่รวย ยากจน แต่ได้รับความเอ็นดู ได้รับความชื่นชม ได้รับความเอ็นดู มีบริวาร มีผู้เกื้อกูลอุดหนุนอะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันขัดแย้งกันบ้างอย่างนี้ บางทีก็เป็นได้ แต่ถ้าจริงแล้ว ส่วนมากจะสอดคล้องกัน ฐานะดีมา หน้าตาดี ร่ำรวย สวย เป็นผู้สวย ผู้อะไรดี ยิ่งกิริยามารยาทก็ดีด้วย อะไรต่างๆ อย่างนี้เป็นต้น ก็มาก็ยิ่งได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างสอดคล้อง ได้รับความชื่นชอบชื่นชมยินดี ได้รับความสนับสนุนเกื้อกูล ก็ถูกสัดส่วนที่จริง แต่บางทีขัดแย้งได้ ไม่ลงตัว อย่างนี้ก็เป็นได้ เป็นอจินไตยที่เราเองเรานึกไม่ออก แต่เราก็ต้องพยายามพิจารณาว่า ปัจจุบันธรรมนี่แหละ อดีตหรืออะไรที่มันมีมาแล้ว แต่เก่าแต่ก่อน เราไปล้างมันไม่ได้ เราไปลบมันไม่ได้หรอกวิบาก วิบากคือผลที่เกิดแล้ว เราไปลบมันไม่ได้ มันเป็นทุน มันเป็นสิ่งที่เป็นแล้ว กระทำแล้ว มันเป็นสัจจะลงไปแล้ว เราก็ต้องมาทำสัจจะใหม่ ฝึกฝนใหม่ อบรมใหม่ อะไรที่เห็นว่าเป็นดีเราก็ทำเข้าไป ในส่วนที่จะเป็นคุณค่าเป็นประโยชน์นั่นแหละ จะซับซ้อนไปเอง ส่วนที่มันไม่เป็นโทสะ มันก็จะส่งเสริมไปในสภาพที่สนับสนุนอย่างหนึ่ง สิ่งใดที่ไม่เป็นโลภะ ไม่เป็นราคะ มันก็จะไปสนับสนุนอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนัยละเอียดอาตมาก็ขยายความไปไม่ไหวนะ ในอจินไตยความละเอียดของพวกนี้ มันจะไปแปรรูปเป็นอะไรล่ะ โทสะแปรรูปเป็นความขี้เหร่ เป็นความน่าเกลียดน่าชัง เป็นความแรง กร้าน กระด้าง อะไรก็แล้วแต่ มันก็เป็นอจินไตย ส่วนความเรียบร้อย ความไม่โทสะ ความใจดี ความเมตตา มันจะให้เกิดสภาพที่นุ่มเนียน ไม่แข็ง ไม่กระด้าง สวยงามอะไรก็แล้วแต่ มันก็จะเป็นนัยที่ซับซ้อนเข้าไปยังไงก็ เราเข้าใจในนัยพวกนี้แล้ว เราก็พยายามสั่งสมสภาวะ เรียนรู้แล้วก็พยายามตั้งใจจริงๆ เมื่อเราเรียนรู้ทุกข์ เมื่อเราได้อธิบายกันมา ว่าทุกข์ สมุทัย วิเคราะห์ออกมาแล้วก็ย้อนเข้าไปหาทุกข์อีกที บางทีก็อธิบายถึงสมุทัย อาตมาอธิบายนะ วิธีที่เราพาทำมรรคองค์ 8 วิธีนี้เราพาทำกันมามากแล้ว พิจารณาในเรื่องกาย วาจา ใจ ในเรื่องทวารทั้ง 6 ในเรื่องอะไรต่ออะไร ในเรื่องปฏิบัติกรรมกิริยา พฤติกรรมกาย วาจา ใจ แล้วก็ทวารทั้ง 6 อะไรนี่ เราก็เรียนรู้มามากแล้ว แล้วก็มาสังวรสำรวม มีศีล สำรวมกำหนดกาย กำหนดวาจา กำหนดใจ กำหนดรู้เท่าทัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อะไรเราก็พิจารณากันมาแล้ว สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ จนกระทั่ทงการงานอาชีพประกอบกันขึ้นมา มีพฤติกรรมกาย วาจา ใจ แล้วก็มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ประกอบ มีตัวเราตัวเขาก่อพฤติกรรมอยู่ ในมรรคองค์ 8 มีสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ เราก็อธิบายมาหมดแล้ว มันสัมพันธ์กันมาหมด สังเคราะห์สัมพันธ์กันมาหมด ทีนี้ก็หันกลับไปดูรายละเอียดอีก อาตมาเอาเวทนามาขยายความให้ฟังอีกนะ ในเวทนานี่มันจะมีรายละเอียดของทุกข์ของสุข รายละเอียดของกาย ของใจ รายละเอียดของอินทรีย์ทางสุขทุกข์ รายละเอียดของการกระทำ พฤติกรรม จนกระทั่งพฤติกรรมอย่างนั้น ที่เราสังเคราะห์ ที่เราประกอบขึ้น เป็นการประกอบออกจากกิเลส ออกจากสมุทัย หรือว่าเสริมกิเลส ทำให้สมุทัยมันหนาขึ้นเป็นปุถุชนนะ เวทนาที่เราเคยอธิบายแล้ว เอามาอธิบายซ้อนอีก จะได้ลึกซึ้งกว่าเก่าอีก ฟังเวทนาที่เป็นอาริยะกับเป็นปุถุชนเสียก่อนนะ ปุถุชนกับอาริยสาวกต่าง กันอย่างไร ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ ย่อมเสวยเวทนาที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ที่มิใช่ทุกข์ มิใช่สุขบ้าง ก็เวทนาสามนั่นแหละ เสวยทุกข์บ้าง สุขบ้าง แล้วก็มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง อทุกขมสุขนั่นเอง อาริยสาวก ทีนี้ ผู้ได้สดับก็เสวยเวทนาที่เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง ที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขบ้าง ไม่ว่าปุถุชน ไม่ว่าอาริยะ ผู้เป็นอาริยะก็ตาม มันก็มีการรู้เวทนาสามนี่เหมือนกัน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อะไรเป็นความผิดแผกแตกต่างกัน ในบุคคลเหล่านั้น อะไรล่ะ มันผิดแผกกัน เพราะฉะนั้นเวลาเรากระทบสัมผัสมีเวทนาแล้ว มันเกิด สุขบ้าง ทุกข์บ้าง หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข อทุกขมสุขนี่บ้าง เหมือนกันแน่ะ ไม่ว่าจะเป็นพระอาริยะหรือไม่เป็น ปุถุชนกระทบแล้ว ก็จะเกิดความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน คือเกิดเวทนาอย่างนั้นเหมือนกัน อะไรเป็นเครื่องทำให้อาริยสาวกผู้ได้สดับต่างจากปุถุชนผู้มิได้สดับ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้องย่อมเศร้าโศก ลำบากใจ คร่ำครวญ ย่อมตีอกพิไรรำพัน ย่อมมืดมน ย่อมเสวยเวทนาสองทาง คือเวทนาทางกาย และเวทนาทางใจ นี่คือปุถุชน เพราะปุถุชนนี่ พอกระทบสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจแล้ว พอกระทบแล้วก็เกิดเวทนา ทุกขเวทนาก็คือสิ่งที่มันทำลำบากลำบน สิ่งที่โลกก็รู้ ใครๆก็รู้ว่ามันลำบากอย่างไร คนเรารู้ทั้งนั้นแหละ เป็นคนนี่ สัตว์มันยังรู้เลย ตัวกระทบเวทนาแล้วทุกขเวทนา สัตว์มันก็รู้ คนต้องรู้แน่นอนว่านี่มันทุกข์ พอทุกข์ก็มีความเศร้าโศก ลำบาก คร่ำครวญ ย่อมตีอกพิรี้พิไรรำพันมืดมน ก็หมายความว่า พอเป็นแล้ว อย่างที่เราเคยเป็น ที่ยังไม่เคยศึกษาธรรมะนั่น เสียใจไปเลย เศร้าโศกไปเลย อะไรต่ออะไร ก็ตีโพยตีพาย รำพี้รำพัน กระหน่ำย่ำยีตัวเอง แล้วก็เลยมืดไปไม่รู้เรื่องอะไร แล้วก็จมอยู่กับทุกข์กับโศก คนไหนยิ่งลงโทษตัวเอง ยิ่งโอ๋อัตตา อะไรนิดอะไรหน่อย อู๊ย ออเซาะ เจ็บปวด รำพี้รำพัน เศร้ามาก ทั้งๆที่มันควรจะทนได้ ไม่หนักไม่หนาอะไรหรอก นั่นแหละเรียกว่าอ่อนแอทางกิเลสมาก อ่อนแอทางอะไรก็แล้วแต่ ทางกายก็ตาม เกิดจากกาย กายนิดหน่อยแต่เจ็บใหญ่ๆทางใจ เศร้าโศกเสียใจมากมาย จะเป็นจะตายให้ได้ พวกนี้นี่ไม่มีใครทำให้หรอก สร้างสมมาเอง แล้วก็ฝึกตนเองมาเอง นี่ขยายความนิดหน่อยก่อน ทีนี้ลองอ่านให้จบเสีย พระอาริยะจะรู้สึกยังไง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อาริยสาวกผู้ได้สดับ เมื่อทุกขเวทนาถูกต้อง ย่อมไม่ เศร้าโศก ไม่ลำบากใจ ไม่คร่ำครวญ ย่อมไม่ตีอกพิรี้พิไรรำพัน ย่อมไม่มืดมน ย่อมเสวยเวทนา เพียงทางเดียว คือทางกาย ไม่เสวยเวทนาทางจิต เดี๋ยวไป วิเคราะห์กัน กายกับจิตอีกทีหนึ่ง ต้องไปวิเคราะห์สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ เนกขัม มะ เคหสิตะกันอีกทีหนึ่งจึงจะรู้ละเอียดพอ ตอนนี้ฟังเชิงอาริยะกับเชิงปุถุชนก่อน เพราะฉะนั้นเชิงอริยะ หรือเชิงปุถุชนนี่ ถ้าเป็นอาริยะแล้วก็จะต้องมีจิตตั้งใจ ยิ่งเป็นอาริยะเริ่มต้นโสดา มันจะมีเจ็บมีปวด มีถือมีสาบ้าง แต่ก็จะฝึกตัวขึ้นมา พยายามที่จะถือสาน้อยลง พยายามที่จะรู้เหตุรู้ปัจจัย วิเคราะห์ทุกข์สุข วิเคราะห์กิเลสที่เข้าไปปนกับส่วนที่มันเกิดเวทนา มาอย่างใดก็แล้วแต่ มาจากเวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 5 ก็มีสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น แล้วก็อุเบกขา อุเบกขินทรีย์ นั่น 5 6 ก็ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นเวทนาทางจักขุ โสต ชิวหา อะไรพวกนี้ไป ทวารทั้ง 6 มันต้องรู้นัยละเอียดซ้อนพวกนี้ไปหมด แล้วเราก็ค่อยวิเคราะห์ เพราะฉะนั้นตอนแรกนี่ ผู้ใดที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะแล้ว เมื่อเวลาไปถูกต้องอะไรเข้า เกิดเวทนาว่ามันเป็นทุกข์ มันลำบากกายๆ สัมผัสทางกายนี่ จะรู้ชัด กระทบกระแทกเจ็บปวดเป็นแผลในกาย ตาก็ได้ ตาสัมผัสไอ้โน่นไอ้นี่ ก็เกิดรูปอะไรขึ้นมา แสบตา เสียง เสียงแรง เสียงมันทุกข์ทรมาน ทำให้ทุกข์ทางเสียง เสียงมันแรง เสียงมันแสบ เสียงมันอย่างโน้นอย่างนี้ กลิ่นมันแสบกัดจมูก กลิ่นเหม็น กลิ่นนั่นกลิ่นนี่ กลิ่นฉุน กลิ่นจนสำลักอะไรก็แล้วแต่ รสทางลิ้น จะแสบจะเผ็ดจะร้อน จะมีฤทธิ์มีแรงทางรสทางลิ้นอะไรก็แล้วแต่ ถูกสัมผัสเข้าแล้วก็เกิดปฏิกิริยาที่เรารู้สึก ถ้ารู้สึกเพราะมันเป็นสภาพของวัตถุและกาย แล้วมันก็มีปฏิกิริยากันเกิน ขอบเขต เช่น เรารับเสียงได้เท่านี้ เรารับแสงได้เท่านี้ เรารับกลิ่นได้เท่านี้ เกินกว่านั้นแล้วมันเป็นภัย เกินกว่านั้นแล้วก็รู้สึกว่ารับไม่ไหว อินทรีย์พละเรา เกี่ยว กับอินทรีย์ด้วยนะ บางคนทนได้เก่ง หัดเพ่งพระอาทิตย์อย่างนี้ เป็นต้น หัดฟังเสียงจนกระทั่งเสียงมันแสบ เสียงมันอะไรเขาก็ทำได้ หรือดมกลิ่น มันแสบ มันฉุน มันอะไรเขาก็ทนได้ อย่างพวกสูบบุหรี่อย่างนี้ ฉุนจะตาย สูบเข้าไปนี่ โอ้โห เอาออกจมูกด้วย กลิ่นอะไร เฉย คุณลองเข้าดูซิ คนที่ไม่ได้หัด ไม่เคย ซัดเข้าไป เอาเลย สูบเข้าจมูก รับรอง แสบขึ้นสมองเลย อะไรก็แล้วแต่ หรือกินพริก ซดน้ำร้อนทางลิ้นอะไรก็แล้วแต่ หัดเข้าไปมันก็ทนทางกายได้นะ ทนทางกายได้ ฝึกเข้าไปก็ทนทางกายได้ บางคนอินทรีย์พละทนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกบ้าง ฝึกทนร้อนทนหนาว ฝึกทนเผ็ด ทนร้อน ฝึกทนดมกลิ่นอะไรๆบ้าง จนกระทั่งอุปาทาน พอพูดถึงกลิ่นแล้วนี่ อาตมา แหม เห็นอุปาทานในพวกเราจริงๆนะ มันเกินไป ได้กลิ่นอะไรมาหน่อย มาแล้วๆ ซันคาโอมาแล้ว เวียนหัวแล้ว อ้วกออกมาแล้ว โรคจิตนี่อ้วกง่ายนะ เป็นลมง่ายนะ อะไรๆ เวียนหงเวียนหัวง่ายนะ Psychosis นี่ หรือ Neurosis นี่ โรคจิตนี่เป็นง่ายนะ เมื่อวันก่อนนี่ก็ไปดูกัน เผาพลาสติก มาฉุนเป็นลมอะไรกันนักหนาหรอก ถึงจะต้องเป็นโน่นเป็นนี่ อะไรกันไวนัก ไฟลุกแดง เอ้า ไปดู เขาเผาพลาสติก ไม่รู้ทางโน้นจะเกิดสร้างสงครามจิตวิทยาหรือเปล่า ทำเป็นจุดไฟให้พวกเรานี่ ให้ติดเครื่องจุดไฟแล้วก็กลิ่นเหมือนกันนะ พลาสติกก็มีกลิ่น ที่จริงก็มีมลพิษเหมือนกัน แต่มันก็คงจะขนาดหนึ่ง ถ้ามันมาก ก็เหมือนกันนั่นแหละ มันอะไรล่ะ มันจะมากไปแล้ว อาตมาดูพวกเรานี่ จนกระทั่งตัวพวกเราเองนะ ไม่เอาตามอัตตามานะก็ทะเลาะกัน ไม่ไปตามไปดู ไม่โน่นไม่มี ไม่เอาแล้ว ทะเลาะกันไป อาตมาละเมื่อยจริงๆ จะประนีประนอมกัน จะเห็นอกเห็นใจกัน เออ คนนั้นคนนี้ เขาจะมีงาน มีธุระมีโน่นมีนี่ทำไม่ทัน ทำไม่ได้ ก็ผัดก็ผ่อนกันไปบ้าง ช่วยกันดู ยืดๆ หยุ่นๆ กันบ้าง คนก็ทำงานกันก็เจตนาดี หรือบางคนมันติด แม้ไม่งาน จะเป็นเรื่องส่วนตัวเขาบ้าง อะไรก็ต้องเข้าใจเขาบ้าง ก็ให้โอกาสเขาบ้าง ถ้าเอาแต่ใจตัว อะไรๆมันก็ร้ายก็แรงไปทั้งนั้นนะ มันก็ต้องเข้าใจกันนะ ต้องพยายาม อะไรๆ มันก็มีจิตมุ่งหมายดีกันทั้งนั้นน่ะ แต่เราเองเราก็ถือสากัน เอาแต่ใจตัวกัน พยายามเข้าใจจุดสำคัญว่า อัตตานี่คือการเอาแต่ใจตัว แล้วเราก็จะได้ทุกข์ แล้วเราก็จะได้โทสะไม่ชอบใจ เมื่อไม่ชอบใจก็แย่กัน ทะเลาะกัน ประสานกันไม่ได้ ประสานกันแรงก็แรง ประสานกันแม้เบาก็ตาม มันก็คือความไม่สมาน ไม่สมานัตตตา ไม่เกิดภราครภาพ ไม่เกิดการเป็นดีอยู่ดี ไม่เกิดการเจริญ สิ่งนั้นก็บกพร่อง สิ่งนั้นก็ขาดหาย สิ่งนั้นก็ไม่เดินต่อ นี่มันก็ไม่เดินต่ออะไรบ้างอย่างนี้ เป็นต้น เราปฏิบัติธรรม เราต้องฉลาดรู้นะ อย่าให้สิ่งเหล่านี้มาทำให้เกิดความเสื่อมเสียอะไรเกิดขึ้น ไม่พอใจอย่างนี้มันก็ประชด ก็อัตตามานะทั้งนั้นน่ะ ประชด หรือว่าไม่เอาแล้ว อะไรอย่างนี้ ก็เป็นธรรมดา ไม่แข็งแรง ไม่ใจเย็น ทนไม่พอ อดไม่ได้ ทนไม่ได้ มันก็คือความไม่แข็งแรงของผู้นั้นทั้งนั้นแหละ ฝึกตนขึ้นเถิดนะ พยายามมั่นคงแข็งแรง ยืดหยุ่น จะไปยังไงก็เหมือนภูเขาหิน พยายามจะเฉลียวฉลาดอย่างไรที่เราจะค่อยแก้ค่อยไขไป จนกระทั่งให้มันได้ดี ถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว เราทำอะไรกับสังคมกว้างไม่ได้ เอาแต่ใจตัวมันก็จะได้แต่ใจตัว มันก็จะมีบริวาร หรือมีหมู่มีมิตร มีมวลก็เท่าแต่ตัว ทำอะไรกว้างๆขวางๆ ขึ้นไม่ได้หรอก แล้วมันก็ทำอยู่แค่นั้นแหละ ในแวดวงของที่เราทำ ข้อสำคัญก็คือ อัตตาของเราไม่ลด มันก็ติด มันก็ยึด มันสมใจอัตตาข้า สมใจข้า มันก็ต่อไปอีก ทีนี้มันไม่ใช่ชาติเดียวแล้ว ถ้าเผื่อว่าอันนั้นตัดได้เลย มันก็ได้ดังใจข้า ข้าไม่แก้ไม่ไข ข้าไม่ยอมละ มันก็ไม่ยอมไปอีก ชาติหน้าชาติโน้นไปอีกกี่ชาติก็ยังไม่รู้เลย ถ้ายอมเสียชาตินี้ ยอมเสียวินาทีนี้ ยอมซะเดี๋ยวนี้ ไม่ให้ถึงวินาที ไม่ให้ถึงฟิลิปดา ฟิลิปดานี่ มันหน่วยที่ละเอียดกว่าวินาทีอีก ให้มันเร็วๆ ไปเลย วาง ปล่อย ไปติดไปยึดอะไรมันมากนะ นี่ก็ขยายความมาให้พวกเราได้คิดได้นึก ก็เกิดจากเหตุการณ์ เกิดจากอะไรของเราที่เป็นๆอยู่นี่แหละนะ เพราะฉะนั้นเมื่อติดยึดไปได้นะ องค์ประกอบของสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ไปเกิดความรู้สึก เกิดความยึดถือ เกิดขึ้นมาเป็นอะไรๆตลอดไปทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเรารับกระทบก็ได้แรง เกี่ยวข้อง ก็ได้มาก ความยึดถือก็น้อยลง ก็แสดงว่าอัตตาของเราลดลง หลายคนปฏิบัติธรรมก็ไม่ค่อยจะรับกระทบสัมผัส ไม่ค่อยเกี่ยวค่อยข้อง แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าอัตตาของเราจะขยายไปนะ เราจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กว้างขวางขึ้น ไอ้อัตตานี่ มันก็จะได้พิสูจน์ เราจะยอมรึเปล่า เราจะทนได้รึเปล่า เราจะลดอัตตาเราได้รึเปล่า อัตตานี่แหละเป็นตัวสมบูรณ์แบบ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เป็นเพียงชั้นต้น เป็นเพียงทวารกาม กามภพ ส่วนภวภพ ภวตัณหา มากมาย ลึกซึ้ง หมดกามแล้วก็ยังกว่าจะล้าง โสดาบันนี่ไม่มากหรอก สกิทาคามีนี่มาก ฐานสกิทาคามีนี่ยาว ฐานที่ต้องลด โลภ โกรธ เพิ่มเติมนี่แหละ ที่พูดสั้นๆคำอธิบายสั้นนะ สกิทาคามี ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลงที่เหลือ โสดาก็คือลดได้มาส่วนหนึ่ง ก็คือโสดาที่ใหญ่ขึ้นนั่นแหละ สกิทาคามี ลดกิเลสโลภ โกรธ หลงที่เหลือลงไปเรื่อยๆ นั่นแหละ โสดาที่ใหญ่ขึ้น เป็นสกิทาคามี ยาว ฐานเดินทางอันนี้ยาวไกล กว่าจะ หมดกามราคสังโยชน์ หมดปฏิฆสังโยชน์ มันก็ต้องรู้อัตตามานะ ปฏิฆสังโยชน์ ในกาม กามราคะ ก็คือการใคร่อยากได้มาเป็นตัวเป็นตนในกาม ในตา หู จมูก ลิ้น กาย กับในสภาพที่จะสมใจตนเป็นภวตัณหา สารพัดเรื่อง ที่จริงนี่ กามก็สังเคราะห์ลงไปในอัตตานี่ได้ ตั้งแต่หยาบจนกระทั่งไม่หยาบ แล้วก็กรุ่นอยู่ในใจ เป็นรูปเป็นรส รสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อร่อยทางนี้เท่านั้น นั่นเป็นกามคุณ 5 ทีนี้ไม่อร่อย แต่ยังยึด ยังถือเป็นอารมณ์ทางเมถุนสังโยชน์ลึกๆ เมถุนสังโยชน์ระดับลึก มันก็เป็นสภาพอัตตามานะ เป็นสภาพภวตัณหา แล้วยังแถม ตัณหาที่เป็นตัวกูของกูอีก เป็นภวตัณหาตัวแท้อีก กว่าจะหมดปฏิฆะ กว่าจะหมดความไม่ชอบ ความชัง ความไม่รักกับชอบ ถึงขั้นหมดกามราคะ หมดปฏิฆสังโยชน์ที่จะขึ้นสู่อนาคามีนี่ โอ ยาว ตัวนี้น่ะยาว ตัวสกิทาคามีนี่ยาว เยอะ เพราะฉะนั้นมันจะต้องเกิดจากเหตุจากปัจจัยที่มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีสภาพจริงที่มันจะได้ยืนยันพิสูจน์ เพราะฉะนั้นผู้ใดที่อยู่ในมุมแคบมุมเล็ก ไม่กว้างไม่ขวาง ไม่มีลีลาออกสัมผัสออกเกี่ยวข้องอะไรน่ะ ไม่อดไม่ทนนั่นนะ แม้กระทั่งกายก็ไม่แข็งแรง แล้วจะไปเอาใจแข็งแรงอะไรได้ ใจก็คือความรู้สึกทั้งหมด ความรู้ทั้งหมด ทั้งความรู้สึกและความรู้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นความรู้ที่จะละเอียดเข้าไป จนกระทั่งว่าความรู้สึกที่ว่า อันนี้เป็นเรื่องของกาย เรื่องทางภายนอก เรื่องทางหยาบ เรื่องทางใหญ่ เรื่องทางกว้าง เรื่องทางกระทบสัมผัสเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ทั้งกระทบสัมผัสเกี่ยวข้องสัมพันธ์ตามสัจจะอย่างหนึ่ง ที่มันเป็นไปว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างนี้อย่างนี้ กับคนหยาบอย่างนี้ๆ ถ้าเป็นคนนะ ถ้าเป็นวัตถุก็อย่างนั้นๆๆ มันจะก่อให้เกิดกาย แล้วกายเราจะทนได้ไหมต่อวัตถุหนัก วัตถุใหญ่ วัตถุร้อน วัตถุแข็ง วัตถุสภาพอะไรอื่นๆนะ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง อะไรต่างๆนานา ที่จะเป็นวัตถุทางแสง ทางตา ทางเสียง ทางกลิ่น ทางอะไรต่างๆ นานา สารพัดกลิ่น อย่างเราจะฉาบฉวยอยู่กับโรงเต้าหู้ มีกลิ่นเหม็นที่มันสังเคราะห์เน่า ทำงานกันอยู่กับกลิ่นอย่างนี้ นานเข้าๆ จะอยู่ไหวมั้ย ทำงานอยู่กับสิ่งเหล่านี้ อยู่กับกลิ่นคอลโรฟอร์ม ทำงานทางแพทย์ อย่างนี้น่ะ ไหวมั้ย อยู่กับกองขยะ ทำงานกับกองขยะ กลิ่นอย่างนี้นะ สัมผัสอย่างนี้น่ะ จะไหวมั้ย เราไม่เคยไปแตะต้อง เราไม่เคยไปสัมผัสเลย มันเหมือนกับเราปราศจากแล้วนะ โอ๊ หมดกิเลสแล้วเรา ขี้หมาแน่ะ จริงรึเปล่า ไม่จริงน่ะ ไม่จริงหรอก แล้วคุณไปสัมผัสเดี๋ยวเดียว ตั้งใจจริงๆ สู้นะ ทนได้ ตั้งใจจริง ลองไปทำงานดูซิ วัน ปีหนึ่ง ไปเสียหนหนึ่ง ทนได้ไหม ทนได้ คุณตั้งใจไปแล้ว แต่คุณอยู่จำเจดูซิ คุณอยู่ซักเจ็ดวันแปดวัน อยู่สักเดือน อยู่สักปีหนึ่ง ไหวไหม วางเฉยได้มั้ย วางเฉยต่อกองขยะ วางเฉยต่อไอ้กลิ่นคลอโรฟอร์ม วางเฉยต่อกลิ่นไอ้เศษกากเต้าหู้ที่ทำเต้าหู้ ถั่วเหลืองเน่า อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ถ้ายิ่งทำเห็ดฟางด้วยละก็ เจ้าประคุณเอ๊ย เห็ดฟางยิ่งเหม็นใหญ่เลยนะ นี่จนไม่เหลือคนทำเห็ดฟางแล้วเดี๋ยวนี้ หนีไปหมดเลย สงสัยฤทธิ์ของเห็ดมันถีบไปหรือเปล่าไม่รู้ คนทำเห็ดฟางไม่เหลือสักคน มีใคร มีคำจริง แล้วก็รักไท เราทำเห็ดฟาง มันเหม็นนี่ หายไปเลย นี่คนทำเห็ดฟาง กลิ่นมันจริงๆนะ มันเน่ายังไงไม่รู้ เหม็นหน่า นี่เรื่องกลิ่น เรื่องแสง เรื่องรูป เรื่องสี อะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราก็อยู่แต่อย่างนี้นะ รักนวลสงวนตัว เหมือนผู้ดีตีนแดงตะแคงตีน เดิน ไม่สัมผัสแตะต้องอะไรทางกาย แล้วมันก็จะก่อให้เกิดเวทนา จนกระทั่งจะ เกิดความรู้ จนกระทั่งเกิดการปล่อยวาง มีกิเลสเสริมซ้อนในเวทนาเหล่านั้น ถ้าเราไม่มีความจริงพวกนี้เลยนะ เราก็หลงว่าเราบรรลุน่ะ ไม่ได้ประสบอะไร นั่งแต่หลับตา หรือว่าอยู่แต่รูสะอาดๆ อยู่แต่รู ไม่เกี่ยวข้องอะไร ไม่มีผัสสะ ไม่มีอะไรที่เราจะกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไร พอที่จะรู้สึกทุกข์สุข ชอบชัง ไม่มี มาพิสูจน์กันให้แน่ชัด ให้จริงๆอะไรกันมาก ถ้ามันสงสัยต้องพิสูจน์ลงไปเลยนะ อยู่กันให้จนกระทั่งจิตของเราเหนือกิเลสจริงๆ เหนือไอ้กิเลสที่ผลักหรือดูดที่แท้ จนกระทั่งเข้าใจว่านั่นก็เป็นสัจจะ จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยอะไรกันเกินไปนักหรอก หรือแม้เป็นพิษเป็นภัยก็สร้างภูมิคุ้มกันตัวเองได้เหมือนกัน นี่มันซับซ้อน เพราะฉะนั้นเป็นคนแข็งแรงแข็งแกร่ง ทนแดดน้ำลมฝน สัตว์เสือกลิ้นคลาน ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้ศัพท์ พระอรหันต์เราจะต้องเป็นคนที่ทนแดด น้ำ ลม ฝน สัตว์เสือกเลื้อยคลาน ศัพท์นี้อาจจะไม่ตรงกะบางสำนวนนะ แต่บางสำนวนก็ใกล้เคียงกัน ทนได้ ทนแดด น้ำ ฝน สัตว์เสือกเลื้อยคลาน ก็คือสภาพพวกนี้แหละ มันมีภูมิคุ้มกันทางกาย แล้วเราก็รู้ว่า ไอ้สิ่งนี้มันร้อนทางกาย ไอ้นี่มันเหม็น ไอ้นี่มันร้อน ไอ้นี่มันแสบ ไอ้นี่มันอะไรทางกาย ทนได้ไหม ทนได้ไม่ได้ก็ต้องรู้ ส่วนชอบหรือไม่ชอบ มันซ้อนอยู่ในทนได้หรือไม่ได้ ทนได้มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส ทนได้แต่มีกิเลส ต้องอ่านให้ชัด จนกระทั่งไม่มีกิเลสทนได้ ทนไม่ได้มีกิเลส หรือไม่มีกิเลส ก็มีอีก ทนไม่ค่อยได้ แต่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส รู้ เพราะว่าอินทรีย์พละทางการทน ทนทานทางภูมิคุ้มกันนี่ ที่ว่าภูมิคุ้มกันนี่แปลภาษาแอนตี้บอดี้นี่ มันเป็นอย่างไร นี่ต้องเรียนรู้ เพราะฉะนั้นคนที่ยิ่งอ่อนแอ ไม่ได้ศึกษาธรรมะเลยนะ กระทบสัมผัสมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย มันแรง ทนได้หรือไม่ได้ก็ตาม เศร้าก่อนแล้ว บางทีนิดเดียวทนไม่ได้แล้ว เอาแล้ว รำพี้รำพัน โศกเศร้าอาดูร อย่างโน้นอย่างนี้ ทุกข์ทับถมตนที่เกิดแต่กิเลสซ้อนอยู่ในเวทนานั้นๆ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ บางคนนี่อ่อนแอ อะไรนิดอะไรหน่อยก็เอาแล้ว ดีไม่ดีถึงขั้นเจ็บป่วยโน่นแน่ะ ให้มันกลับ ตีกลับไปอีกเลย นิดเดียวนะ มันอ่อนแอจนกระทั่งกายก็ไม่แข็งแรง ใจก็ไม่แข็งแรง เพราะใจไม่แข็งแรง ทำให้กายไม่แข็งแรงด้วย ภูมิคุ้มกันต่ำด้วย ซ้อนไปซ้อนมา นี่เป็นเวทนาที่เป็นอาริยะกับปุถุชน เพราะฉะนั้นอาริยะที่จะแข็งแรงก็ต้องฝึกต้องซ้อม นอกจากรู้กายแล้วก็ต้องรู้ทางใจ นอกจากรู้ทางใจแล้ว ก็จะต้องรู้เข้าไปถึงมีความทุกข์ความสุข หรือมีกิเลสหรือไม่มีกิเลส ซ้อนลงไป ทีนี้จากอาริยะกับปุถุชน มีแง่เชิงอย่างนี้แล้ว เข้าใจยากแต่รวม เข้าใจยากหน่อย เพราะซ้อนที่ว่าอาริยชนกับปุถุชน ไปซิ ไปกองขยะ ไปโรงเต้าหู หรือว่าไปดูไมเคิล แจ๊คสัน แสดง อาริยะกับปุถุชนเหมือนกัน จะได้รับกระทบแสง สีเสียงเหมือนกัน เราไปดู ปุถุชนหรือพระอาริยะไปดู จะเหมือนกัน ได้รับสภาพกระทบสัมผัสเหมือนกัน แต่เศร้าใจ ดีใจ เสียใจ ชอบใจ ติดยึดหรือไม่ติดยึดต่างกันนะ ทีนี้มาเวทนาไล่จากสอง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมโดยปริยาย ที่เรียกว่าปริยายร้อยแปดแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงฟัง ธรรมปริยายที่เรียกว่าปริยายร้อยแปดเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แม้เวทนา 2 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 3 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 5 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 6 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 18 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 36 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย แม้เวทนา 108 เราก็กล่าวไว้โดยปริยาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เวทนา 2 เป็นไฉน เวทนา 2 คือเวทนาทางกายและเวทนาทางจิต นี่เรียกว่าเวทนา 2 เวทนาทางก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive