360718 ความเจริญของท่านเอง   เพื่อฝึกฝนความแยบคายของจิตใจ  เพื่อทบทวน  และตรวจสอบตัวท่านเอง ว่าได้มีการเรียนรู้ เพื่อความก้าวหน้าทางจิตใจอย่างไร บ้างว่า  ในสิ่งที่พ่อท่านได้ตั้งใจหามาให้ศึกษา โดยหวังความเจริญ  ที่จะมีแก่ท่าน ถ่ายเดียว  ขอความเจ

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์395 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

360718 แบบฝึกหัดสร้างอาริยะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

แบบฝึกหัดสร้างอาริยะ

ประโยชน์ของการดูวิดีโอ (วีดิทัศน์)

โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2536

ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เริ่มต้นวันนี้ อาตมาจะเอาเรื่องสำคัญๆมาพูดให้เราฟัง ก่อนอื่นให้พวก เราเอากระดาษให้คะแนนดูวีดิทัศน์ทำเป็นแบบฟอร์มเอาไปทำบ้าง คนที่ดูวีดิทัศน์ วิดีโอ ไม่ควรจะเอาไปทำ ในที่นี้บอกไว้อย่างนี้ การปฏิบัติธรรม คือ การที่ได้กระทำสิ่งควรกระทำ ได้พากเพียรในสิ่งที่ ควรพากเพียร การดูวีดิทัศน์อย่างนักปฏิบัติธรรม คือการดูที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย เกิดความเจริญ 4 ประการ คือ เกิดอริยญาณ ทำการปฏิบัติ อัดพลังกุศล ฝึกฝน โลกวิทู ซึ่งจะแตกต่างการดูอย่างทางปุถุชนชาวโลก การตอบคำถามต่อไปนี้ เป็นไป เพื่อความเจริญของท่านเอง เพื่อฝึกฝนความแยบคายของจิตใจ เพื่อทบทวน และตรวจสอบตัวท่านเอง ว่าได้มีการเรียนรู้ เพื่อความก้าวหน้าทางจิตใจอย่างไร บ้างว่า ในสิ่งที่พ่อท่านได้ตั้งใจหามาให้ศึกษา โดยหวังความเจริญ ที่จะมีแก่ท่าน ถ่ายเดียว ขอความเจริญจงมีแด่ท่านผู้ตั้งใจศึกษาวีดิทัศน์เรื่อง... แล้วเขียนลอก ลงไป จะเรื่องอะไรก็ว่าไป 1.ท่านมีความพากเพียรในการดูวีดิทัศน์อย่างนักปฏิบัติธรรมมากน้อยแค่ ไหน แล้วมีตัวเลือกให้ใส่ มีขีด มีช่องที่จะให้ขีด ช่องที่จะได้คะแนน 0 คือ ขาด การพากเพียรโดยสิ้นเชิง หมายความว่าดูวิดีโอ ดูวีดิทัศน์อย่างขาดการพากเพียร โดยสิ้นเชิง คือดูไปเหมือนกับเคยดูมาแต่ไหนๆ ดูเพลิน ดูสนุก ดูอร่อย ไปตาม ประสากิเลสเกิดเมื่อไหร่ๆ ก็เกิดไปเต็มที่ ดูอย่างคนโลกๆ ที่ไม่เคยได้ศึกษา เลยดูโดยปล่อยอารมณ์ไปตามธรรมดา ดูเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ เราก็จะต้องมีสติทบ ทวน รู้ตัวของตัวเอง ถ้าผู

อ่านต่อ

้ใดยิ่งดูอย่างการพากเพียรโดยสิ้นเชิง คือไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรหรอก ซึ่งอาตมาเชื่อว่าพวกเราคงจะได้ 0 น้อย เพราะอย่างน้อยก็ จะต้องรู้จัก ดูไปๆ ก็จะต้องรู้สึกด้วย อย่างน้อยมันเห็นแล้วมันทุกข์ คงจะมีความ สำนึก มีความรู้สึกไปในขณะดู จะไม่เหมือนคนไม่ได้ศึกษาเลย ถ้าคนที่ไม่ได้ศึกษา เลยนี่ ดูไปก็ไม่รู้ทุกข์ รู้สุขอะไรหรอก เขาสุขๆทุกข์ๆ ไป ฟังความนี้ไว้ เขาจะไม่รู้ ว่ามันเป็นทุกข์ เป็นสุขไป ที่เป็นความสำนึก มีปัญญา ด้วยความรู้ตัวแล้ว โอ๋ มัน ทุกข์นะอย่างนี้ แหม มันสุขหรือมันทุกข์น่ะ ซึ่งเป็นความรู้ เป็นปัญญา เป็นความรู้ ของคน ดูไปแล้วก็ โอ้โฮ ยิ่งดูไปแล้ว เรื่องในขณะใดเรื่องนั้น มาส่อถึง ทุกข์มากๆ นี่มันเรียกว่าเกิดอริยญาณ เห็นว่า โอ๋ มันทุกข์หนอชีวิต ทุกข์ โอ มันทุกข์ และไอ้คนนี้มันไม่รู้สึกทุกข์เลยหนอ เรารู้สึกตัว เรามีสติ เรารู้สึกของ เรา โอ๋ มันทุกข์นะ มันทุกข์ คนนี่มันทุกข์ และตัวเราก็รู้ตัวเรา ถ้าเราเป็นอย่าง เขา เราทุกข์ เขามันทุกข์น่ะ เข้าใจเขาว่ามันทุกข์ อย่างนี้เราเรียกว่ารู้ทุกข์ เรา รู้อาการอย่างนี้ว่า เรื่องราวอย่างนี้ องค์ประกอบอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ มันทุกข์ คนเราจะไม่รู้อยู่อย่างที่มันพรางก็คือมันสุข เวลามันสุขอย่างโลกีย์ คนจะไม่รู้ว่า เป็นทุกข์ ความสุขโลกีย์นั่นคือตัวพรางตัวผีร้าย เรียกว่าเทพบุตร เรียกว่า เทพธิดา ตัวความสุขโลกีย์ นี่เรียกว่าเทพบุตร เทพธิดา จิตของเรานี่รู้สึก ทุกข์ รู้สึกสุข รู้สึกไปตามอาการนั้นๆ ในขณะใดก็ตาม ที่เรารู้สึกสุขไปตามนั้น มีอารมณ์สุขไปนั้น ตัวเรามีอารมณ์สุขโลกีย์ เราก็กำลังเป็นผี แต่เขาเรียกว่าเทพ บุตรเทพธิดา เรียกว่าสมมติเทพ เทวบุตรมาร เรียกให้เต็มก็เรียกว่าเทพบุตร มาร หรือเทพธิดามาร จิตวิญญาณของเราเป็นผี แต่มันแปลงตัวเป็นเทพธิดา แปลงตัวเป็นสุข ความจริงสุขไม่มี ในศาสนาพุทธเราก็รู้อยู่แล้ว่า สุขไม่มี เพราะ ฉะนั้น เทวดาที่แปลงตัวมานั่นแหละ มันพรางตัว มันลวง มันทำให้เราหลงว่า เป็นสุข ความสมใจในกิเลส และเราก็เผลอใจ ตัวไปในความสมใจของกิเลสนั่นมัน เหมือนกับเรานี่สุข มันไม่เหมือนหรอก มันเหมือนว่าเป็นสุข มันก็เชื่อว่าเป็นสุข แหละ และมันก็เคยตัวกันมานานแล้ว มนุษย์ปุถุชนทุกคนรู้ ทุกคนเคย ทุกคนเป็น มาอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าเราได้ศึกษาแล้ว เราก็จะเห็นว่า เออ ตอนนี้ เรากำลังรู้ตัวทุกข์ยกกำลัง ตัวทุกข์ที่กำลังแปลงตัวมันยกกำลังเลยนะ สุขนี่ มันหลอกเรา ว่ามันเป็นตัวควรได้ ควรมี ควรเป็น มันเป็นตัวหลอก เพราะ ฉะนั้น เราเพลินหลงไปเมื่อใด เมื่อนั้นเรารู้ตัวแล้วว่า อ้อ เราหลงเพลินไปกับโลกียสุข อ่านให้ออกนะ โลกียสุขเป็นอย่างไร โลกียสุขก็คือสิ่งที่ไม่ได้ เป็นกุศล มันมาจากเหตุของโลภ โกรธ หลง มันมาจากเหตุของกิเลสตัวนั้นแท้ๆ เลย โลภ โกรธ หลง เมื่อมันต้องการสมเสพในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือว่าหลงในภพ ภพอย่างนี้แหละ น่าชื่นใจ น่าได้ น่ามี น่าเป็น แล้วก็ เห็นว่าเขาได้ตามนั้นตามที่เขามีที่เป็นสมสุข สมเสพ สมเสพสมตั้งใจ สมต้อง การสมปรารถนา เราก็หลงว่าเป็นสุข และเราก็เห็นว่าเป็นสุขด้วย เกิดรสชาติ ด้วย สมเสพยิ่งเป็นตัวเสพมาให้ตัวเราของเราโดยตรง เสพมาให้ตัวกูของกู โดยตรง บำเรอสุข ที่จริงก็บำบัดทุกข์ที่อยากได้เอามาให้แก่ตัวเอง ก็บำเรอสุข บำเรอตรงตัวบำบัดทุกข์นั่นแหละให้เป็นสุขของเรา บำบัดกิเลสๆ กิเลสนั่นน่ะ จนได้สมกิเลส ก็เป็นเราได้เสพ เรารู้สึกสุข ยิ่งมันเป็นอกุศลหยาบๆ มันเป็น เรื่องที่เหลวไหล มันเป็นเรื่องที่อยู่ในศีลของเราแล้ว เราตั้งอันนี้แล้วเราจะไม่ เสพสม เราจะไม่เอาอันนี้ เราจะไม่เสพอันนี้ เราตั้งใจว่า ขนาดไหน ก็ตามๆ ระดับศีลของเรา อันนี้แหละสำคัญๆ พยายามอ่าน เมื่อเรารู้ทุกข์แท้ๆ ที่รู้ว่าเป็น ทุกข์นั่นน่ะ ก็ปัญญาเรารู้ ส่วนตัวที่มันหลงว่าสุข นี่ อาตมาอธิบายให้ฟังคร่าวๆ คงพอจะเข้าใจ แล้วไปอ่านไป สังเกต ถ้าเกิดรู้ก็เกิดอริยญาณด้วย เสร็จแล้วในขณะที่เราดู เราก็ปฏิบัติตาม มี สติสัมปชัญญะ มีวิจารณญาณของเราไปด้วย เราก็จะรู้ทุกข์ไปมากขึ้น รู้เหตุ แห่งทุกข์มากขึ้น ได้รู้ตัวได้ระงับดับตัวกิเลสทันมากๆขึ้นๆเอาไปศึกษาดูให้ดีๆ เรา จะจับตัวกิเลสทันมากขึ้น และเราก็จะได้ฝึกๆ ฝึกของเรานักศึกษาแล้วนี่จะฝึก น้อยฝึกมาก คุณก็ทำไปโดยอัตโนมัติ ฝึกรู้ อ้อ อันนี้กิเลส อันนี้ทุกข์ ก็ ปลงสังเวชละ เราย่อมไม่ชื่นใจกับทุกข์นั่นแน่นอน เราเลยเป็นสามัญ และมันหลง ว่าสุข ถ้าเรารู้ตัวว่าเราหลง เราก็จะแก้ไข เราก็จะรู้สึกตัว ยิ่งลึกขึ้นไป จิต วิญญาณของเรานี่จะมีญาณตัวสำคัญเกิดขึ้นเรื่อยๆ ญาณสำคัญก็คือจิตเราเองนี่แหละ เกิดญาณ เกิดตัวรู้ทัน รู้ลึกรู้เร็ว รู้แล้วเราก็จะสำนึก เมื่อเราได้เราก็เป็นนัก ศึกษา เราจะสำนึก เราจะรู้วิธี เราจะทำอย่างไรโดยอัตโนมัติด้วย โดย สมถภาวนาก็ตาม วิปัสสนาภาวนาก็ตาม ก็จะฝึกในตัว ฝึกโดยเหตุผล ฝึก ด้วยปัญญา ฝึกด้วยความรู้ความจริงแท้ โดยหลักของสัจธรรม ว่ามันสมควร อย่างไรแค่ไหน คุณก็จะค่อยๆรู้ตัวไปเรื่อยๆ และคงต้องฝึกฝนไปเรื่อยๆ ฝึกไปด้วย ฝึกไปนั่นแหละ คือการปฏิบัติธรรม ใครก็แล้วแต่ จะฝึกตัวเองไปตามแต่ตัวเองจะมีปฏิภาณ มันหลุด มันหลงไปตามอารมณ์โลก อารมณ์ธรรมดาๆ ก็คือ คนที่ อินทรีย์พละการฝึกยังไม่แก่ยังไม่เก่ง คนที่รู้ตัวแล้วได้ฝึก รู้ตัวว่าได้ปฏิบัติบ่อยขึ้นๆ นั่นแหละ เราก็เชี่ยวชาญขึ้น และเราก็เป็นนักปฏิบัติที่ทำการปฏิบัติได้ในขณะเป็นขณะ ที่ถี่ขึ้น แบบฝึกหัดมันเป็นแบบฝึกหัด ไม่มีแบบฝึกหัดเลยอย่างแบบฤาษีนี่นะ เอา แต่นั่งแต่นั่งหลับตา เอาแต่นั่งไม่มีสัมผัส ไม่มีเหตุการณ์ อยู่กับวัตถุ อยู่กับโลกที่ เราชอบๆ ชอบอะไร เราก็รู้ทันมาเยอะ มันก็ไม่กวนใจเรามาก เป็นวัตถเราก็ ยังทำตามที่เราชอบ มันก็ไม่ขัดใจเรา วัตถุมันก็เป็นไปตามที่เราทำ เราจัดให้ มันวางอยู่อย่างนี้ มันก็จะเป็นไปตามที่เราต้องการ มันไม่กระทบกระแทก มัน จะไม่กวนใจเรา มันจะไม่ทำให้เราเกิดกิเลสง่ายนะ เพราะฉะนั้น บทฝึกหัดที่เราจะรู้ตัวว่า กิเลสมันถูกกระเทือนแล้ว มันถูกแหย่ให้เกิดอาการที่ไม่ชอบใจหรือชอบใจ ถ้าวัตถุที่เราชอบ เราก็จัดไปตามที่ เราต้องการ มันก็จะเกิดทำให้เรายิ่งชอบ เพราะเราจัดสรรตามที่เราต้องการ มันก็ยิ่งจะชูใจให้เราชอบ เราก็ยิ่งจะเกิดกิเลสชอบผูกพันติดยึดมากขึ้น เพราะฉะนั้น เรายิ่งชอบในกิจที่เราทำในงานที่เราทำในสิ่งที่เราประดิษฐ์ ในสิ่ง ที่เราตบแต่ง เพราะเราทำตามใจเรา คือกิเลสของเราๆ เราก็ยิ่งจะชอบชื่นกับ สิ่งที่เราทำมากขื้น มันก็จะยิ่งติด มันก็ยิ่งจะไม่อยากจะทำอย่างอื่นน่ะ หรือเรา เบื่อ มันก็เพราะอารมณ์ของเราว่าเราทำมันมาก เราทำซ้ำซาก เราเคยตัวใน เรื่องซ้ำซากมาเยอะ และเราก็ซ้ำซากๆมาก เราก็มีตัวบวกอยู่ในตัว เพราะ โลกมันสอนๆ ซ้ำซากไปอะไรมากๆ อะไรแปลกๆ หาอะไรใหม่ๆ บ้างซิ เราก็ไป หาอะไรแปลกๆ หาอะไรใหม่ๆ เพราะอันนั้นซ้ำซาก เราก็ไม่อยากจะทำ เราก็ เกิดอารมณ์เบื่อตัวเอง เบื่องาน เบื่อกิจโน่น กิจนี่อะไรก็แล้วแต่ มันจะมีเบื่อ เพราะฉะนั้น ผู้ใดเบื่องานบ่อยๆว่า นั่นแสดงว่าผู้นั้นน่ะ อยู่กับอารมณ์ตัวเอง อารมณ์ชอบอารมณ์ชังของตัวเอง เราก็จะเรียนรู้ ถ้ามันชอบเราก็จะพยายามเลิก ถ้ามันชัง เราก็จะพยายามเข้าไปสัมพันธ์ เข้าไปประสาน เข้าไปสนิท นี่เป็นหลักง่ายๆ เลยในการปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่จะต้อง แก้กลับ คำสอนของพระพุทธเจ้า คำเดียวคือแก้กลับ ทำคืน แก้กลับด้วยสติ สัมปชัญญะ นั่นแหละคือการแก้กเลส ที่จะไม่ชอบ ที่จะไม่ชัง นี่เป็นจุดสูงสุด แต่เราจะรู้ว่าจะเกิดญาณปัญญาว่าควรหรือไม่ควรด้วยยปัญญา เราจะรู้อื่น เรา จะรู้ความเหมาะควรขององค์ประกอบของกาลเวลาของหมู่กลุ่ม ของสังคมที่เราอยู่ และก็จะทำตามที่ความจำเป็นที่ความสำคัญของสังคม หมู่กลุ่ม หรือความสำคัญสิ่งที่ เราจะกระทำนึนๆ ว่ามันเป็นประโยชน์คุณค่าที่จำเป็นที่สำคัญที่จะต้องทำ บางที สังคมหมู่กลุ่มที่เราอยู่ด้วย เขารับผิดชอบอะไรไปบ้าง แล้วอันนี้สำคัญจำเป็น ซึ่ง เขาจะต้องอาศัยเรา เราก็จะต้องรับผิดชอบ แม้มันจะจำเจๆ ขนาดไหน ยิ่ง เราเกิดจำเจแล้วเราก็เกิดเบื่อเกิดชัง นั่นแหละ เรายิ่งต้องทำ เพราะไม่มี ใครทำ และมันก็สำคัญจำเป็น และเราก็จะต้องรับผิดชอบ มันยิ่งได้ปฏิบัติ จน กระทั่งเราก็ทำอย่างที่เราไม่เกิดอารมณ์ผลัก ไม่เกิดอารมณ์ชัง ทำได้สบายเลย เราก็ทำตามที่ตามสบาย เราก็จะพ้นทุกข์มากขึ้น พ้นทุกข์จนกระทั่งสมบูรณ์เลย ไม่มีทุกข์ แต่มันก็ปฏิบัติความเป็นอย่างนั้นแหละ เราไม่ต้องทน หรือทนได้โดยไม่ ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก เพราะทุกอย่างก็เกิดกรรมกิริยาใดๆก็เป็นทุกข์นะ อาหาเรปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่เป็นการงานที่เราแสวงหา การงานที่เราพยายาม กระทำ มันก็เป็นทุกข์ เป็นเครื่องอาศัยของชีวิต ประโยชน์คุณค่านะ เป็น ประโยชน์ที่เรารู้แล้วว่าเป็นสัมปรายิกกัตถประโยชน์ เป็นประโยชน์ที่เราเข้าใจ แล้วด้วยปัญญา เชื่อมั่นแล้วด้วยความเชื่อ เป็นศรัทธาพละ เป็นศรัทธา เป็นศีล เป็นจาคะ เป็นปัญญา เป็นศรัทธาที่เชื่อเต็ม เป็นศีลที่บริสุทธิ์ ก็เพราะว่าเราทำแล้ว หลักเกณฑ์ใด จะมาตัดสินก็ไม่มีผลที่จะเกิด มีแต่สัมมานะ เป็นสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีพเต็ม เป็นสัมมากรรม หรือเป็นสัมมากัมมันตะ เป็นการกระทำที่ไม่ได้เกิดผลเสียหายอะไร ไม่เป็น กามแก่ตน ไม่เป็นพยาบาทแก่ตน และก็ไม่ไปเที่ยวฆ่าใคร ไม่ได้ไป เบียดเบียนใคร เป็นปาณาติบาต เป็นอทินนาทาน ไม่ได้เป็นเพราะเราอยาก ได้อยากเป็นอยากมีอยากเป็นอะไรเลย นี่สูงสุดด้วยศีลข้อนี้แล้ว จัดเป็นจาคะ หรือเป็นทานด้วยซ้ำที่เราทำสร้างเป็นทาน แม้แต่ศีลข้อสอง ในกัมมันตะ ไม่ได้ เป็นกาม ไม่ได้เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ได้เป็นกาเมสุมิจฉาจาร ไม่ได้เป็นสิ่งใดที่ขัดข้องกับพรหมจรรย์เลย สุดยอดๆ เป็นสัมมาชีพอย่างแท้จริง เราจะเข้าใจ มันบริสุทธิ์ด้วยศีลทั้งหมดเลย ทำสิ่งนี้ไม่ได้เป็นศีล อะไรเลย ในระดับสูงสุดด้วย แม้จะเป็นศีล เป็นวินัย ที่เป็นข้อที่ทำให้เราเอง ศีลข้อที่ 5 ด้วยซ้ำ แต่โดยภูมิธรรมที่สูงสุดไม่ได้ละเมิดศีลนี้เลย ถึงจิตวิญญาณรูป ละเมิดนะ รูปธรรมนี่อาจจะละเมิดน่ะ รูปธรรมนี่ละเมิดศีล เช่นว่าต้องขุดดินนี่ ละเมิดศีลๆ ศีลของพระนะ ไม่ใช่ศีลของเณร เณรนั่นขุดได้ ตัดต้นไม้ก็ สิกขมาตอย่างนี้เป็นต้น อันนี้มันเป็นวินัยของพระ ไม่ใช่วินัยของเณร ไม่ใช่วินัย ของสิกขมาต ในระดับพระนี่ไม่ขุดดิน ไม่ฟันหญ้า ไม่พรากพืช แต่เราก็ไป พรากพืช เราก็ไปขุดดิน ผิดศีล ผิดวินัย แต่ในระดับของศีลวินัยของอริยะ ในวินัย จริงเลยแหละโดยปรมัตถ์แล้วจิตของเราไม่ได้ทำให้ตัวตน ไม่ได้ทำด้วยความมีตัวตน ไม่ได้ทำด้วยการทำเพื่อลาภ ทำเพื่อยศ ทำเพื่อสุข ไม่เป็นสุข ไม่เป็นทุกข์ ทำ ด้วยอุเบกขาฐานเจตสิก ทำด้วยอุเบกขาญาณทำด้วยจิตอทุกขมสุขอย่างแท้จริงเลย รู้เวทนาในเวทนา รู้ความจำเป็น รู้เหตุปัจจัยสำคัญญที่จำเป็นเหมาะสมที่ต้องตัด ถ้าไม่เหมาะมีคนทำแทนมีอะไรพรั่งพร้อมเพียงพอ ไม่ขาดแคลน ไม่ต้องการ ไม่ใช่ เราก็ได้แล้วอย่างนั้นจริงๆ เราก็ไม่ทำ แต่ถ้าเผื่อว่าต้องเป็นเราละ มันขาดแคลน มันจำเป็น เราต้องช่วย เราต้องลงมือ เราต้องทำต้องเสียสละอย่างแท้จริง ไม่มี ตัวตน ไม่ได้ทำเอาเด่น ไม่ได้ทำเอาโด่ง ไม่ได้ทำเอาโอ่เอาอวดอะไร ไม่ใช่ ทำเพราะจะต้องได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ไม่ได้ทำเพราะหลงสุขเลยจริงๆ ไม่มีโลกียะใดๆ อย่างละเอียด อันนั้นเป็นอริยกันตศีล จะถือว่าเป็นปาริสุทธิศีล โดยทั้งรูป และนามก็ไม่ละ มันไม่เป็นปริสุทธิด้วยศีลอย่างด้วยรูปด้วยนาม แต่ เป็นการปริสุทธิศีล เป็นศีลที่พระอริยเจ้าเข้าใจพอใจ ก็เพราะว่าเป็นที่ละเอียด ลึกซึ้งด้วยเจตนารมณ์ ด้วยความรู้ด้วยวิชชา ด้วยญาณปัญญา ถ้าเผื่อว่าถ้ายิ่งเป็น พระอรหันต์เจ้าแล้ว ยกสติวินัยเลย ถ้าเป็นพระอรหันต์เจ้ายกสติวินัย ไม่มีผิด ไม่ มีศีล ไม่มีบาป ไม่มีภัย ไม่มีผิดอะไรทั้งนั้น เป็นพระอริยเจ้าในระดับสูงสุด เป็น การผิดศีลที่ไม่ผิดศีล เป็นการเป็นบาปโดยคนเขาไม่เข้าใจก็ว่าบาป แต่โดยจิต วิญญาณที่สูงสุด อย่างพระอรหันต์เจ้าจะรู้จิต เจตสิกของตัวเองสมบุรณ์ จะรู้ความ ลำเอียงว่าเป็นฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ หรือไม่ จะเห็น ชัดเจนเลย ไม่มีอคติ ไม่มีอกุศล ไม่เป็นไปด้วยอกุศล เพราะเป็นไปด้วยสุคติเต็ม สมบูรณ์ เป็นไปด้วยดีโดยสมบูรณ์ อันนี้เป็นความลึกซึ้งและเป็นความจริงใจ ซึ่ง ฐานสูงพระอริยเจ้าชั้นสูงจะเรียนรู้อันนี้แล้วก็จริงใจ เพราะฉะนั้น พระ อริยเจ้าจะทำอะไรด้วยรู้ อย่างพระอรหันต์นี่ทำอะไรวิชชา จะอ่านความสุคติ หรือทุคติ ที่เป็นกุศล หรืออกุศลนี่ออกอย่างชัดเจน แล้วจะทำ นี่ ขยายความ เข้าไปลึกๆให้ฟังจนถึงขั้นปรมัตถ์น่ะ เพราะฉะนั้น เราจะทำการปฏิบัติ ทำงาน หรือจะดูวิดีโอ ก็ตาม เรา ก็จะดูอย่างการปฏิบัติ อย่างอ่านจิต ถ้ามีสติมากก็อ่านได้มาก ทบทวนได้มาก ผู้ใดได้ให้คะแนนของตัวเองนี่พากเพียร ได้พากเพียรเมื่อใดอย่างน้อยได้รู้ทุกขอริยญาณ 2.ทำการปฏิบัติ 3.อัดพลังกุศล กุศลที่ว่านี่ก็คือเจตนาเลย อัดพลังกุศล ถ้าสิ่งใดเรา เองยังมีอินทรีย์พละ หรือมีความซาบซึ้งน้อยในกุศลอย่างนี้เป็นคุณธรรมน่ะ อันนี้ กรรมกิริยาอย่างนี้ เราจะดูเห็นในหนังนั่น มันมีหมดที่มันมีคุณค่าหมดที่เป็นกุศล แม้นิดแม้น้อยหรือชัดๆ นี่เป็นกุศลชัดๆ โอ้โฮ นี่เสียสละชัดๆ นี่ขยันชัดๆ นี่อดทน ชัดๆ เลย นี่ไม่เห็นแก่ตัว สรุปแล้วก็คือไม่เห็นแก่ตัวกูของกู แต่เป็นเพื่อผู้อื่น จริงๆเลย เป็นเพื่อจาคะ เป็นเพื่อเสียสละ เป็นเพื่อผู้อื่น พลังกุศลนี่จะเป็นเพื่อผู้อื่นให้มากเลย คนเรามีพลังในโลกนี้ เพื่อ ตัวกูของกูมามากแล้ว ปุถุชนนี่พลังเยอะ น่ะ เพื่อตัวกูของกูจะได้ ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้โลกียะสุข ได้อะไรเสพของตัวเอง จนซาดิสม์เป็นสุขน่ะ ซา ดิสม์เขาเองเขาทำอะไรอย่างเจ็บปวดทรมานนะ ซาดิสม์อะไรเห็นอะไรรุนแรง ชอบน่ะ เห็นบทบาทรุนแรง เห็นบทบาทที่หยาบๆคายๆ ชอบ มันสุขเป็นสุข ดี ให้คนอื่นเจ็บปวด ให้คนอื่นทรมาน ยิ่งดูหยาบคายขนาดไหน ก็ซาดิสม์ มันดี อร่อยดี มาโซคิสม์ ตัวเองเจ็บตัวเอง ปวดซวย นี่ ต้องการให้ตัวเองทรมาน ตัวเอง กรีดเนื้อตัวเอง กรีดซิ ต้องการทรมานเจ็บตัวเอง ปวดตัวเอง เจ็บเท่า ไหร่ตัวเองยิ่งมัน มาโซคิสม์ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่เลย มันเลยเถิดแล้ว ความรุน แรง คนอื่นรุนแรงซวย ให้คนอื่นรุนแรงได้รับการเจ็บปวด ทรมานตัวเองอะไร ซึ่ง มันเกินเลย มันไม่มีจิตเมตตาแล้ว หนักเข้าตัวเองเจ็บตัวเองปวดมันดีนะ ต้องไป ชกมวยให้เขาตะบันหน้าเสีย มันเริ่มแค่นั้น หนักเข้าก็ต้องให้เขาตะบันตัวเอง หนักเข้าก็เห็นเลือดเนื้อ เห็นความน่าเกลียดน่ากลัวชอบใจ อย่างนี้เป็นต้นนะ เรา ก็จะต้องรู้เท่าทัน แล้วก็จะเกิด แล้วก็จะรู้แม้กระทั่งว่าสิ่งที่ดีต่างๆ ที่เรากำลังพูด ถึงนี่ก็ตาม ในระยะแรกนี่เราเอง เราจะต้องอัดพลังกุศลอันนี้ให้มีกำลัง คนเรา ต้องการลาภ แม้จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนาอย่างไร ทรมานอย่างไรเราก็ทน เพราะต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน คนก็จึงขยันหมั่นเพียร ตนก็จึงมีพละกำลังสร้าง สรรด้วยการเอาโลกียะนี่ เอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนี่มากเป็นอามิส เป็น เครื่องล่อให้มีพลัง คนในโลกนี้มีพลังโดยโลกียะ โลกธรรมอย่างนี้ทั้งนั้น ทีนี้เราจะพาฝึกเป็นคนทางโลกุตระ แล้วเราก็จะขยันโดยที่ไม่ต้องมีลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันนี้มาเป็นตัวปลุกเร้าให้เรามีความขยันหมั่นเพียร อดทนตั้งใจสู้ เราไม่เอาความชอบที่จะได้สมใจแล้วชอบ แต่เราจะต้องอ่านสัจจะรู้ ถ้า เราจะขยันอันนี้ เป็นสิ่งดี เราควรกระทำ อาศัยสิ่งดี อาศัยกุศลก่อน เข้าใจกุศล ให้ชัดว่าเป็นการสร้างสรร เป็นการเสียสละ เป็นการทำตนให้มีคุณค่าประโยชน์ ตัวเองจะชำนาญ ตัวเองจะมีสมรรถภาพ ตัวเองจะเป็นคนมีความสามารถ ทำงาน ได้ดีทำงานได้เก่ง ทำงานได้เชี่ยวชาญ และทำงานได้อดทน ทำงานได้ทนได้นาน ทำงานไม่มีเบื่อ ไม่มีชังและก็ไม่หลงด้วยว่าเราทำนี่ เพราะได้ลาภ ได้ยศในขั้นต้น ต่อมาเมื่อลาภ ยศ เราไม่ได้ เรารู้แล้วอย่างคนในอโศกเรา ปฐมอโศก มันไม่ ได้ลาภ ไม่ได้ยศหรอก แต่ได้สรรเสริญ ได้บุญ ได้คุณค่า ได้กุศล เราก็จะเข้า ใจไปเรื่อยๆ เออ มันก็ได้ตามจริงแหละน่ะ ตอนแรกนี่อาจจะ เออเราได้กุศล ได้บุญก็ทำไป เอาบุญเป็นตัวนำก็ได้ แต่ต่อไปก็จะรู้เท่าทัน บุญนี่เราไม่ต้องไปหลง ใหลมันก็ได้เมื่อทำ เราทำจริงก็ได้จริง แล้วจิตมันก็ไม่หลงใหลในสิ่งนั้น ไม่ จำเป็นจะต้องมามีอามิสเป็นเครื่องล่อ เราก็จำทำด้วยรู้น่ะ เราก็จะขยันอดทน ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้าย ทำแล้วคนเขาไม่เห็นเราดี คนอื่นๆ ไม่ค่อย สรรเสริญ เยินยอ ไม่ค่อยรู้เลยว่าเราทำดี ดีไม่ดีเราทำดีไป มันจะมีสิ่งบกพร่อง สิ่งขาดแคลน สิ่งที่ไม่ทันคนอื่นเขา เขาก็เร่งเอา เราทำไม่ทัน เขาก็ว่าเอาบ้าง อย่าโน้นบ้าง หรือว่าทำไปบกพร่องตรงนั้น เขาก็หาว่าเราทำเสียหายบ้าง ก็ แน่นอนต้องมี เราก็รับฟัง เออ แก้ไขไป แม้ใครจะมาดูถูกดูแคลน แม้ใครจะเข้า ใจเราไม่ได้ ก็ทำ ก็ถ้าเขาจะไม่เห็นความดีของเรา มันเป็นความตาถั่วของเรา หรือเป็นความตาถั่วของคนอื่นล่ะ ถ้าเราทำดีจริงๆ อย่าหลงตัวก็แล้วกัน ทำดี นิดหนึ่งก็หลงตัว ทำดีหลายนิด ทำดีสักห้านึกว่าตัวเองทำสักสิบสักร้อย ให้คน มาเที่ยยวให้คนเข้าใจผิดหรือเขามาสรรเสริญเยินยอ ก็ถ้าเขาจะไม่เห็นไม่รู้ เลย คุณอยู่กับคนตาบอด สมมุติว่าคุณอยู่กับคนตาบอดหมด ใครก็ไม่รู้ว่าคุณทำดี ไม่ เห็นว่าคุณทำดี คุณก็อยู่ไปเถอะ ต้องรู้เถอะว่าเขาตาบอด ไม่ใช่ตาบอดจริง หรอก ตาทางธรรม ไม่รู้ว่าเราทำดี เอาเถอะ คุณอยู่กับคนไม่มีดวงตาก็ไม่เป็น ไร แต่รู้ตัวเองๆทำดีหรือเปล่า คุณอยู่กับคนตาบอด คุณเลี้ยงคนตาบอดเถอะ หรือยิ่งคุณสามารถทำให้คนตาบอดเหล่านั้นเขาตาดีขึ้นได้ มีญาณปัญญาได้บ้างไหม อาตมาว่าอาตมาอยู่กับคนตาบอดบ้างตาดีบ้าง และอาตมาก็รักษาตาของพวกคุณด้วย หรือคุณเชื่อว่าคุณตาไม่บอดแล้ว เปิดเป็นพุทธะ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่นเต็ม ใครรู้ตัวเองเป็น ผู้ที่มีตาตื่นเต็มหดแล้ว คงไม่มีนะ คงมีบอดบ้างนา ดีบ้าง คงมีบอดส่วนหนึ่งนั่นแหละ อาตมาก็อยู่กับคนตาดี คนตาบอดนี่แหละ พยายามรักษาให้พวกคุณตาดีๆ ให้หมด ให้ตาดีขึ้นเรื่อยๆ ที่กำลังพูดนี่ กำลังใช้ยารักษาอยู่นะ เราก็จะตาดีขึ้น เราก็จะเกิดญาณปัญญาโดยฟัง โดยรู้ โดยเข้าใจ โดยทุกทิศทุกทาง เราทำดีแล้ว เราไม่คิดดี เพราะฉะนั้น เราก็จะกลายเป็นเรานี่ ต้องอาศัยกุศลยั่วยุกุศลก่อน อาศัยกุศลยั่วยุกุศล เพราะฉะนั้น อันนั้นเป็นกุศลนะ อัดพลังกุศลให้แก่ตนและเเราก็ทำกุศล นั่นแล้ววางใจทีหลัง เราก็รู้ว่าเราขยันได้ เราเป็นคนอดทนได้ ขยันโดยไม่ต้องอด ขยันโดยไม่ต้องยาก แต่ขี้เกียจซิยาก แม้จะขี้เกียจ ที่หนึ่ง จนกระทั่งขี้เกียจไม่เป็น แหม อยากเจอคนอย่างนั้น ขี้เกียจไม่เป็นเลย ขยันนี่ คล่องง่าย ขยันง่าย แต่ขี้เกียจนี่ยากจังเลย โอ๋ เราจะทำอย่างไรนะ เราถึงจะขี้เกียจเป็น ว่าอย่าง นั้นนะ เอ้า จริงๆ นะฝึกอดทนง่าย ไม่อดทนยาก ทำอดทน โอ้โฮ ได้ดีจะหนัก จะหนา จะเหน็ดจะเหนื่อยย เพื่อนหยุดไปแล้วเราก็ยังเฉย อดทนได้ดีน่ะ ต้องอาศัยฝึก ต้องอาศัยเรียน ถ้าไม่ฝึกจริงๆได้แต่เดา เราก็จะรู้เดาๆมันไม่จริง หรอก มันไม่จริง เพราะฉะนั้น ทุกอย่างพระพุทธเจ้าถึงได้สอน พหุลีกัมมัง ทำให้มากๆ อะไรที่เรายังไม่แน่ชัด เรายังไม่เป็นอย่างนั้นจริงๆ ลงมือฝึกทำ ยิ่งพวกเรานี่มี อะไรให้ฝึกทำเยอะ เรากำลังสร้างบ้านแปลงเมือง ไม่ต้องหวงละ ในขณะที่ กำลังสร้างปฐมอโศก นี่มีอะไรให้ทำเยอะแยะ มีส่วนนั้นส่วนนี้ จนบางทีต้องรู้ตัวว่า เราเองทำมากไปแล้วนะ นี่จะทำให้ร่างกายเสื่อม ตรงนั้นตรงนี้แล้วน่ะ เรียนรู้ ทันสุขภาพ เรียนรู้สรีระ เรียนรู้ทางสาธารณสุขโดยเอาตัวเรียนรู้ไปด้วย อาตมา รับฟีงมาจากหมอ หอมพจน์พยายามที่จะให้หมอนี่รับรองอีกทีหนึ่ง อาตมาจะต้องๆใช้ คำว่าต้องๆฝึกใช่ไหมว่าอย่างนั้นน่ะ จะต้องฝึกไอ้ Speechtherapy ให้ฝึกหัด ออกเสียงนี่ อาตมาก็ฟังหมอๆ เขาก็ว่ามันก็ไม่ถึงขนาดนั้นก็ได้ หมอก็ไม่สำนองคำ ว่า "ต้อง" ของหมอพจน์นี่น่ะ "ต้องทำ" อาตมาก็เข้าใจเจตนาของหมอพจน์ ซึ่งอาตมาก็ฟัง ก็เข้าใจ อาตมาก็รู้ว่าอาตมาจะทำนะ อาตมาก็จะทำ แต่ว่าไม่ใช่ ฝึกตามแบบฝึกหัดของปฐม ที่หัด อีๆ ออๆ แค่นั้น อาตมาจะฝึกโดยอาตมาจะอ่าน ตัวเองนี่ ใช้เสียงอย่างไร ออกจากคอ ออกจากท้อง และก็สัมผัสคอ สัมผัส อันนี้ อาตมาก็จะรู้ในสรีระของอาตมา สัมผัสออกมาแล้วอย่างไรเป็นต้น เราจะ เรียนรู้ทุกข์อย่างเรารู้กรรมกิริยา จนกระทั่งรู้สรีระ และเราก็ฝึกมันทุกอย่าง ทั้งสรีระ และกรรมกิริยา เพื่อที่จะให้มันเกิดความสมดุล เกิดความเป็นไปที่เป็น ประโยชน์ตน อันนี้เป็นเรื่องอิทธิบาททั้งหมด เป็นความเต็มใจที่จะทำอะไร เต็ม ใจที่จะทำกรรมกิริยาอะไร เต็มใจที่จะทำงานอะไร เรารู้จักสังกัปปะ เราก็ฝึก งานกัมมันตะได้หมด เรารู้จักวาจา เราก็ฝึกกัมมันตะได้หมด เรารู้จักกายกรรมทั้ง หมด เราก็ฝึกกัมมันตะได้หมด บอกแล้วว่า กัมมันตะนี่รวมทั้งสังกัปปะ วาจา และ กายกรรมอยู่ในกัมมันตะอยู่ในนี้หมด กัมมันตะการกระทำทั้งหมด และเราก็จะรู้ถึง สภาพของสังกัปปะ มีหลัก 6 เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล หรือปัญญาพละ เกิดธัมมวิจัยอยู่ในนั้น ปรับตัวทิฐิ เป็นสัมมาทิฐิขึ้น เจริญสัมมาทิฐิยิ่งขึ้น โดยมัคคังคะ จำได้ไหม องค์ 6 ของสัมมาทิฐิคืออะไร ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญา พละนี่ 3 หมวดแรก มันจะเกิดทิฐินี่แหละปัญญา 3 หมวดหลังนี่เป็นตัวปฏิบัติแท้ 3 คำแรก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่คือมิเตอร์วัด และเราจะเกิดปัญญา เกิดปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดผล แล้วปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดผล เกิด ปัญญาพละนั่นจากอะไร จากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จากสัมมาทิฐินี่แหละ คือตัวจะไป เป็นปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาพละก็คือเจริญสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิเจริญ เพราะมัคคังคะ ทั้ง 7 องค์นี่เจริญ มัคคังคะเจริญทั้ง 8 เจริญทั้ง 8 องค์ 7 เจริญ จึงเกิดสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเจริญสมสังเคราะห์องค์ทั้ง 7 เป็นองค์ทั้ง 7 เป็นตัว ปฏิบัติแท้ สัมมาสมาธิเป็นตัวผลที่จะไปร่วมเป็นฐาน ร่วมกับสัมมาทั้ง 7 ทั้ง 8 สังเคราะห์กันเกิดสัมมาญาณ นั่นแหละคือ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาผล สัมมาญาณ เกิดปัญญินทรีย์ ปัญญาผลน่ะ เพราะฉะนั้น ตัวองค์ปฏิบัติแท้คือองค์มัคคังคะ ธัมมวิจัย สัมมาทิฐิ มัคคังคะนี่เป็นตัวปฏิบัติแท้ให้เกิดสัมมาทิฐิเจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน