360916 ถามตอบปัญหาและพบ นร.สัมมาสิกขา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์381 KB
วันที่แก้ไข17 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

360916 ถามตอบปัญหาและพบ นร.สัมมาสิกขา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ถาม-ตอบปัญหา และพบนักเรียนสัมมาสิกขา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 16 กันยายน 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

สัมมาสิกขานี่ รู้ไหมว่าเรามีอะไรบกพร่อง มีอะไรดีขึ้น เราได้อะไรดีขึ้น และเรารู้สึกว่าเราย่อหย่อนหรือว่าบกพร่องลงไปในอะไร นึกออกไหม อะไร โมโห เป็นยังไง โมโหเก่งขึ้น มากขึ้น โมโหง่ายขึ้น อ้อ! อย่างนั้นหรือ เอ้า! ว่าอย่างไร อะไรดีขึ้น อะไรบกพร่องย่อหย่อนลง การเรียน เรียนย่อหย่อนลง แล้วอะไรดีขึ้น คุณธรรมดีขึ้น ก็เป็น ที่จริงมันก็ถูกต้องตามที่หมายอยู่เหมือนกัน แต่ว่าไม่ถูกต้องทั้งหมด ไม่ถูกต้องที่จริงก็คือเราไม่ต้องการให้การเรียนเลวลงน่ะ แม้ว่าเราจะเอาการเรียนมาไว้ที่อันดับ 3 ก็ไม่ได้หมายความว่า เรามาเรียนที่นี่แล้วนี่คุณธรรมดีขึ้น เพราะฉะนั้นการเรียนจะเลวลงก็ได้ ไม่ใช่นะ คุณธรรมดีขึ้นแล้วการเรียนจะเลวลงนี่ ไม่ถูกต้อง คุณธรรมดีขึ้นน่ะดีแล้วละ แต่ว่าการเรียนก็ไม่ควรจะย่อหย่อน ไม่ควรจะบกพร่อง ไม่ควรจะแย่ลงไป ที่อาตมาดูๆอยู่นี่ ที่พวกเราการเรียนไม่ดีขึ้น ก็คงจะไปเข้าใจผิดว่าเราจะจัดการเรียนวิชาการนี่ อย่างนี้ก็เคยบอกกำชับกำชามากันหลายทีแล้ว ที่นี่เราจะเอาเรื่องคุณธรรมเป็นเรื่องนำหน้า การทำงานต่อมาแล้วก็เรื่องการศึกษาวิชาการ นี่เอาไว้อันดับที่สาม มาฟังแล้วเราก็เลยคิดว่า เอ้ย! ไอ้นี่ไม่สำคัญล่ะ ไอ้นี่บ๊วย ไอ้นี่โยนทิ้งก็ได้ อะไรอย่างนี้ แล้วเราเองก็ในฐานะที่มีขี้เกียจอยู่ในตัว พอมีความขี้เกียจในตัวก็เลยบอกดีแล้ว ก็โบ้ยมันทิ้งไปก็แล้วกัน เราจะได้เอาแค่นี้ก็พอแล้ว ไอ้นั่นไม่ต้องไปขยันดอก แล้วใครซวย เราซวยเอง เราคิดผิดเอง มาคิดผิดเอง พวกเรานี่น่ะ อย่าลืมว่า ที่เรามาเรียนอยู่ที่นี่นี่ เรากำไรกว่าคน

อ่านต่อ

ข้างนอกเขาเยอะ เด็กนักเรียนข้างนอกนี่ ตื่นตั้งแต่เดี๋ยวนี้ตี 3 แล้วนะ ตื่นตี 3 แล้ว ก็เห็นไหม การ์ตูนเขาเขียนในหนังสือพิมพ์เขาล้อ เด็กนักเรียนนอน ใครเคยเห็นบ้างการ์ตูน เคยพูดใช่ไหม เด็นนักเรียนนี่นอนแล้วแต่งชุดนักเรียนรอไว้เลย พร้อมกระเป๋านักเรียน รองเท้าก็วางไว้หน้าเตียงเสร็จเรียบร้อยรอ พอถึงเวลาตี 3 ตี 3 ครึ่ง แม่ก็มาปลุก ลุกๆ ตื่นได้แล้วๆ รีบลุก พึบพับๆ อาบน้ำ ไม่ใช่อาบน้ำ สีฟันล้างหน้าหน่อยเท่านั้นเอง พึบพับหิ้วกระเป๋าใส่รองเท้าขึ้นรถ กินข้าวในรถ แล้วก็ไปติดอยู่ในรถ อยู่บนถนน ติดรถอยู่บนถนน ทุกวันนี้นี่นา วันหนึ่ง 4 ชม.นี่ให้ไปเลยอย่างน้อยน่ะ ขาไปจากบ้านไป จะไปโรงเรียนหรือไปทำงานของพ่อของแม่ก็แล้วแต่ 2 ชม.นี่อย่างน้อยที่สุด ดีไม่ดี 3 ชม. 4 ชม. ก็จะถึงที่ทำงาน กว่าจะถึงโรงเรียน ขากลับอีก ยิ่งขากลับนี่ยิ่งหลีกไม่ได้เลย เพราะมันตรงเวลา 3 โมงเย็น 4 โมงเย็น ติดไปจนกระทั่งถึง 2 ทุ่ม 3 ทุ่มโน่นแหละบางที คนข้างนอกนี่เขาไม่มีทางเลี่ยงเลย เขาไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้เพราะเขาต้องไป แล้วเขาก็ต้องไปอย่างนี้ จะขึ้นรถเมล์หรือว่าจะขึ้นรถส่วนตัวก็ตาม เขาจะต้องเสียเวลาวันหนึ่งทิ้งไปเปล่าๆนี่ อยู่บนถนนอย่างน้อย 4 ชม. ไม่อย่างนั้นก็ 5 ชม. 6 ชม. แต่ของเรานี่ ค่อยๆเคาะระฆัง ตี 4 โก้ยก้ายๆมา ขึ้นไปยังไม่สวดมนต์เลยน่ะ สวดมนต์เสร็จก็ฟังอบรมอะไรเสร็จ 6 โมงเช้ามาดื่มนม กินโน่น กินนี่นิดหน่อย 7 โมงเช้าไปเรียน สบายที่สุดเลย ไม่ต้องไปทรมาน ทรกรรม แย่งชิงอะไรต่ออะไรกับเขา อึดอัดอะไรต่างๆนานา เรามีเวลาเหลือเฟือมากมายเลย เราได้โอกาสมากกว่าเขาหมดเลย เราไม่ต้องไปเสียเวลาจริงๆเลย เราไม่ต้องไปรำคาญด้วย รำคาญนะ อึดอัด อย่างนั้นน่ะ โอ้โฮ! มันน่าเบื่อกว่ากันเยอะ ถึงแม้ว่าเราอยู่ที่นี่จะรู้สึกว่ามันซ้ำซาก ไอ้นั่นไม่ซ้ำซากหรือ ตื่นเช้าขึ้นมาไปโรงเรียน ขึ้นรถอยู่ในรถ นั่งแช่อยู่ในรถด้วยซ้ำเถอะ วันไหนก็แช่อยู่ในรถ ไปไหนแช่อยู่ในรถ ไปไหนก็แช่อยู่ในรถ ทุกวันๆ ยิ่งน่าเบื่อกว่าเราน่ะ ที่แคบๆรถแค่นั้นนะ ของเรานี่ถึงจะน่าเบื่ออย่างไรเราก็ยังกระดุ๊กระดิ๊ก ไปโน่นมานี่ได้กว้างกว่าเขาเยอะแยะเลย ใช่ไหม ดีไม่ดีก็เลี่ยงไปโน่นเสียบ้าง ไปนี่เสียบ้างก็ยังได้เลย เดี๋ยวก็โดนว่าเพราะเลี่ยง ไอ้นั่นเลี่ยงไม่ออก มันต้องอยู่ในรถ นั่งอยู่ในรถนั่นแหละ วันๆไม่รู้กี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นโอกาสที่ดีๆพวกนี้นี่ อาตมาหยิบมาพูดนี่ พวกเราก็คงเข้าใจ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เรื่องจริง ที่หยิบมาพูดให้ฟังนี่เรื่องจริง เพราะฉะนั้นพวกเรานี่มันมีโอกาสดีมาก มีกำไรอะไรหลายๆอย่าง เราอย่าไปบ่นว่า แหม! เราไม่ได้ไปโน่นมานี่ ได้ไปอย่างโน้นอย่างนี้เหมือนกับอยู่ในที่แคบ ปัดโธ่! มันซวยจะตายอยู่ในที่แคบ ยิ่งไกลเท่าไร ยิ่งห่างเท่าไรน่ะ ยิ่งได้เดินทางไกลเท่าไร ยิ่งซวยตายชักเลย เพราะมันยิ่งแย่น่ะ ใช่ไหม มันยิ่งแย่ ไอ้เราก็อยู่อย่างนี้เหมือนที่แคบ ไม่แคบดอก เราอิสระกว่ากันนี่ มันซ้อนใช่ไหมๆ เหมือนกับเราอยู่ในกรอบข่าย อยู่ในอะไร ของเขาเหมือนกัน อิสระอยู่ข้างนอกกว้าง โอ้โฮ! โลกกว้าง ไปมาโน่นๆนี่ๆ เห็นโน่นเห็นนี่อะไร ก็เห็นซ้ำซากนั่นแหละ ถนนสายไหน ไปโรงเรียนตัวเองก็ตามเท่าเก่านั่นแหละ ก็ดูมันทุกวัน ตื่นเช้าขึ้นมา โอ้โฮ! ถึงนี่อีกแล้ว ติดตรงนี้อีกแล้ว พรุ่งนี้ติดตรงนี้ อ้าว! เลื่อนมาหน่อยหนึ่งโว้ย อ้าว! ติดตรงนี้อีกแล้ว แต่ละวันๆ ทั้งปี ถ้าไม่เปลี่ยนโรงเรียน ไม่เปลี่ยนสายถนนก็อยู่อย่างนั้นแหละ ของเราถึงแม้จะซ้ำซากอย่างไร เราก็เหมือนอิสระ จริง เราเหมือนกับถูกกรอบ ถูกกรอบเราให้อยู่ในระเบียบ ให้อยู่ในเส้น ให้อยู่ในกฎ ให้อยู่ในหลักเกณฑ์อะไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พวกเรานี่กฎระเบียบหลักเกณฑ์อะไร ให้อยู่ในหลักเกณฑ์อะไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พวกเรานี่กฎระเบียบหลักเกณฑ์อะไร พวกเรายังไม่แข็งขันอะไรดอกนะ ถ้าอยู่ข้างนอกเขาเคาะระฆังเป๊งๆ นี่น่ะ ไม่ได้ เขาถือไม้เรียวกันแล้วน่ะ ต้องเข้าแถว ครูบางทีเขาจ้าง จ้างมาสอนนี่ ต้องเข้าห้องทำเวลา ออกเขาก็จบพอหมดเวลา แล้วเขาก็ต้องกลับ เขาก็เอาเงินไปแล้ว ถ้ามีครูพิเศษหรือมีอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่ครูประจำชั้นเขาต้องให้ ไม่ได้เวลาเพี้ยะๆ แต่ของเรานี่ไม่ค่อยจะสำคัญเลย มันมีที่ล่องที่แล่ง ล่องๆ แล่งๆ แล้วอ้างเรามันอย่างนี้ เรามันไม่ถูกไม่ต้อง มาใช้กฎใช้ระเบียบอะไรต่างๆนานาหลายอย่าง แต่ก็เป็นประโยชน์ทางคุณธรรมอย่างไร กฎระเบียบนี้ก็ตาม แต่กฎระเบียบนี้ไม่ควรจะทิ้ง กฎระเบียบทำธรรมดา ธรรมชาตินี่ของคนข้างนอกเขาก็มีเหมือนกัน เมื่อได้เวลาเข้าโรงเรียนก็ต้องเข้าพรักพร้อม เวลาทำอะไรที่เป็นหน้าที่ ที่อยู่ในชั้นก็ให้เรียบ ร้อย ไม่ใช่เล่นๆหัวๆ อะไรต่างๆนานา หรือว่าโละๆเละๆไม่ค่อยเอาถ่าน ได้เวลาก็ไม่ตรงต่อเวลา อะไรอย่างนี้ มันเสียหาย เราฝึกหัดตนนี่ ตั้งแต่เด็กไป เราเห็นความสำคัญพวกนี้ให้ถูกต้อง แล้วอย่าไปทำเล่นๆหัวๆ อย่าไปทำเหลาะแหละ หัดไปเถิด สังวรระวังไป แล้วเรามันก็ได้ดีของเราเอง มันไม่เสียหลายอะไร มันอยู่ที่เราว่าเราจะเข้มงวดกวดขันไหม ถ้าเผื่อว่าเราไม่เข้มงวดกวดขัน ไม่ทำให้ตัวเองจนชิน จนได้ระดับเป็นอัตโนมัติดีงาม มันก็เหลาะๆแหละๆอยู่อย่างนั้นแหละ เละๆ เลอะๆ หลวมๆ ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่ได้เรื่องดอกอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในที่อาตมาหยิบมาเป็นเรื่องนี่ ในเรื่องที่ยกมาชี้แจง มายืนยันให้ฟังนี่ว่า พวกเรานี่โชคดี ที่ไม่ต้องไปเที่ยวได้นั่งติดรถ อยู่บนรถ อยู่บนถนนวันๆหนึ่งตั้งไม่รู้กี่ชั่วโมงต่อกี่ชั่วโมง ทุกวัน เพราะเราตื่นเช้าเราก็มีเวลาที่จะเอาเวลาที่เสียหายเหล่านั้น ไม่ต้องไปแช่อิ่มอยู่ที่ในรถ จะรถเมล์หรือรถส่วนตัวก็ตาม 3 ชม. 4 ชม. 5 ชม. 6 ชม. อะไรนี่ ดีไม่ดีมากกว่า 5 ชม. 6 ชม.ด้วย เราไม่ต้องเลย วันไหนซวยๆก็ติดอยู่นานที่โน่นน่ะ ที่นี่เราไม่มีวันไหนซวยๆ ก็ไม่มีที่ต้องมาติดเติดอะไร เวลาของเราก็เอามาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นเราจึงมีกำไร มีเวลาไปทำงานฝึกฝนการงานด้วย มีเวลาที่จะได้อบรม ฝึกฝนไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วเราก็ได้รังสรรค์กันอย่างดี พวกเรานี่รังสรรค์กันเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรม พวกเราอยู่กันอย่างเป็นพี่เป็นน้อง ในญาติโกโยติกาเราก็ทำความสัมพันธ์กัน แม้ในนี้เราก็เป็นไป มีพี่ป้าน้าอา มีครูมีอะไรก็เหมือนกับพี่ๆน้องๆ ก็อยู่กันไป ทำความสนิทชิดเชื้อ แล้วก็แสดงความจริง ฝึก คนแก่เราควรจะดูแลอย่างไร เราจะมีน้ำจิตน้ำใจอย่างไร เราจะฝึกปรืออย่างไร เหมือนพี่เหมือนน้อง เหมือนญาติโกโยติกา ไม่ใช่ว่าที่นี่เหมือนข้างนอก บ้านใคร บ้านมัน ใครไม่ต้องมายุ่งบ้านกู บ้านกูก็คือบ้านกู บ้านคนอื่นอย่าไปยุ่งกับบ้านเขา ไม่ใช่เลย ที่นี่ไม่ใช่ยุ่งน่ะ แต่ว่าเราไปสัมพันธ์ดูแล ขาดเหลืออะไร พอช่วยเหลือกันได้หรือจะพึ่งพิงกัน พักพาพึ่งพิงอะไรกันพอได้ อย่างนี้เป็นต้นน่ะ อาตมาอยากจะให้เกิดวัฒนธรรมพวกนี้ในสังคมมนุษยชาติ ซื่อสัตย์ สุจริต มีน้ำใจ ขยัน อุตสาหะ เราซื่อสัตย์สุจริตไว้ใจกันได้ แล้วก็เป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน ขยันหมั่นเพียร อุตสาหะ ไม่ใช่เป็นคนขี้เกียจ เอาเปรียบเอารัด แต่เป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แจกจ่ายเจือจานกัน สิ่งเหล่านี้เป็นคุณธรรม เป็นคุณค่าความดีของมนุษย์ ที่จริงข้างนอกเขาก็สอนน่ะ แต่ว่าเขาไม่ได้พากันฝึกจริง ไม่ได้จ้ำจี้จ้ำไชเหมือนเรา เรานี่จ้ำจี้จ้ำไช คนนั้นบอกบ้าง คนนี้บอกบ้าง แล้วบางทีเราขี้เกียจไม่อยากทำ จำเป็นก็ทำ เหมือนกับถูกบังคับถูๆไถๆทำไป แต่แม้เราจะฝืนใจ ถูๆไถๆทำไปก็ตาม จะทำงานหรือว่า จะให้ไปเที่ยวได้เกื้อกูลช่วยเหลือ อันนั้นอันนี้นี่ มันก็ไม่ใช่ความเลวใช่ไหม มันเป็นความดี ในการฝึกปรือที่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ามันไม่สมใจเราก็ตาม แต่สิ่งนี้เราก็ใช้ปัญญาตัดสิน ปัญญาตรวจตราดู นี่มันเป็นเรื่องดีนะ มันเป็นคุณงามความดี แม้จะไม่สมใจเรา เราอยากจะอยู่เฉยๆ เราอยากจะเที่ยว เราอยากจะเล่น เราไม่อยากจะทำ เพราะบางอย่างบางอันนี่เรารังเกียจ เรารังเกียจมันมีเหมือนกัน บางอย่างบางอันก็ต้องหัดดูว่า เอ๊! รังเกียจน่ะ สมควรไหม จำเป็นจะต้องทำไหม ลองล้างดูซิ ล้างความรังเกียจ เราจะรังเกียจอะไรกันนักกันหนาล่ะ คนอื่นเขาก็ยังทำ คนอื่นเขาก็ยังพยายามด้วยกัน เราก็อย่าไปเอาเปรียบเอารัดเขาซิ เราก็ต้องทำด้วย ทำบ้าง ฝึกดู หัดวางดู รังเกียจเราก็กั้น บางสิ่งบางอย่างเราก็ต้องใช้เครื่องป้องกันบ้าง เราก็ป้องกันอยู่แล้ว มันก็ไม่เกิดโทษ เกิดร้ายอะไรนักหนาดอก เราก็พยายามตรวจตรา เราวางความรังเกียจนี้ให้ได้ เหมือนอย่างแรกๆใหม่ๆนี่จะรู้สึกให้มาหัดขัดส้วมอย่างนี้ เราไม่เคยขัดส้วมเลยนะ อยู่บ้านอยู่เรือน อยู่ที่ไหนเราไม่เคยขัดส้วม พอมาที่นี่มาให้หัดขัดส้วม ใหม่ๆเรารู้สึกอาการ นึกออกไหมล่ะ พอจำได้ไหมล่ะ ใหม่ๆละ โอ้โฮ! เรารู้สึกมันรังเกียจ นึกออกไหมล่ะ พอเราทำไป เราหัดวางใจ เราก็ทำ มันก็ไม่เป็นอะไรนี่ มันก็ไม่ได้เกิดว่า เออ! แหม! มันจะชักดิ้นชักงอ ซึ่งมันจะเป็นโรคอะไรทันทีทันใด ตาย มันก็ไม่ใช่ มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นดอก เพราะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ใครๆก็ต้องเป็น ใครๆก็ต้องมี ส้วมที่บ้านไหนก็ต้องมี ถ้าเรารู้จักเรียนรู้ด้วย แล้วทำด้วยดี ส้วม ของเราที่นี่หัดทำไป บ้านเรามีส้วมไม่สะอาดเท่านี้ เราก็ไปทำที่บ้านเราอีก หรือที่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราทำได้เราก็ทำ มันดีนี่ ให้มันสะอาดสะอ้านไม่มีเชื้อโรค ไม่มีอะไรต่ออะไร ถ้ายิ่งเราไม่ทำนะ ได้แค่เอาเปรียบคนอื่น ให้คนอื่นทำแล้วเราก็ไปทำเลอะ ให้คนอื่นเขาเป็นคนทำให้เรา แล้วเขาเป็นคนทำความสะอาด เราเป็นคนไปทำเลอะ เรากินแรงเขา มันไปเป็นหนี้เขานะ ต้องจ่ายค่าที่เขามาทำบริการให้แก่เราเมื่อตะกี้ โดยสัจจะต้องเป็นอย่างนั้นใช่ไหม มันเป็นหนี้น่ะที่จริง โดยสัจจะมันเป็นหนี้ ทีนี้ไม่เป็นหนี้ เราทำแล้วคนอื่นมาใช้นี่ เราเป็นเจ้าหนี้ เราได้น่ะ เราได้บุญ นี่เราได้บุญแท้ๆ นี่อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ ไม่ได้พูดโกหกน่ะ ก็เราเป็นประโยชน์ใช่ไหม เขาได้รับประโยชน์ เราเป็นคนบริการ เราเป็นคนให้บริการ เราเป็นคนทำ เราเป็นคนสร้าง เป็นคุณค่าแรงงานที่ทำให้เขา เขาไม่ได้จ่ายสตางค์แลกเปลี่ยนกลับคืนมาสักหน่อย ใช่ไหม เราก็เป็นคนได้ นี่โดยสัจจะคุณงามความดีพวกนี้ เป็นสัจจะที่เราได้หรือว่าเราเป็นผู้ไม่เป็นหนี้ ถ้าเราไปใช้ของคนอื่น เราไปอะไร เราไปเป็นหนี้มากมาย เราก็เป็นหนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นหนี้กรรมหนี้เวรมันเป็นอย่างนี้ ที่อาตมาอธิบายทฤษฎีกำไรขาดทุนให้พวกเราฟัง เราทำโดยออกแรงงานก็ตาม หรือเราสร้างอะไรขึ้นมาก็ตามก็ให้เขาไป เสร็จแล้วเขาซื้อ หรือเขาเอาเงินแลกเปลี่ยนคืนมา ตีราคาเป็นตัวเงิน มันก็หมดค่าไปแล้ว ดีไม่ดีเอาแพงเกินกว่าของ เกินกว่าราคาของสิ่งนั้น สิ่งผลิตนั้น เกินทุนแลกคืนมา ทุนก็หมดแล้ว แถมเอาเกินทุนอีก เป็นไงล่ะ เฮ็งหรือซวย เอาเกินทุนมาอีกก็ซวยน่ะซี เคยอธิบายแล้วทฤษฎีนี้ เราก็เข้าใจกันดีแล้ว เพราะฉะนั้นคนในโลกเขาไม่เคยคิด เขาคิดไม่ออกด้วยนะ ไม่รู้เขาจะเคยได้คิดอย่างที่อาตมาพาให้พวกเราได้ศึกษาสัจธรรมพวกนี้หรือเปล่า อาตมาว่าไม่ ใช่เรื่องง่ายๆนะ เรื่องพวกนี้มันซับซ้อน ที่จริงมันเรื่องไม่ยากที่มาพูดนี่พอเข้าใจ แต่ว่าเขาไม่ได้ศึกษามันก็ดูเหมือนยาก ดูเหมือนเรื่องไม่ง่าย เรื่องมัน เอ๊ะ! มันอย่างไร มันกลับกันด้วย เขากลับกลายว่าได้เปรียบถือเป็นกำไร เรา เอ๊! มาวัด ในโลกเขาเรียกว่าขาดทุนนะ แต่เราถือว่ากำไรน่ะ เราได้เสีย เสียสละและเสียเปรียบนี่ เราได้ให้คนอื่นนี่ "คือกำไร" ชัดเจน มันย้อนแย้งกันเลย คนละทางเลย เพราะฉะนั้นกว่าจะเข้าใจ กว่าจะกลับมาเข้าใจลักษณะพวกนี้ได้นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่น อาตมาพูดนี่เชื่อบ้างไหมนี่ ว่าอย่างนี้เป็นกำไรมากกว่าอย่างโน้นน่ะ อย่างที่แต่ก่อนเราเคยรู้ว่านี่แหละถ้าได้เปรียบมาเกินทุนเมื่อไร เราเรียกว่ากำไร ค่าตัวเราสมมุติว่าจะสักวันละ 500 เราได้วันละพันหนึ่ง วันละสองพัน โอ๊ย! ชื่นใจหรือว่ากำไร แท้จริงเป็นหนี้น่ะนี่ ถ้าค่าตัวเราวันหนึ่ง 500 เราไปเอาเกิน 500 นี่เป็นหนี้ ได้มาแล้วดีใจ ได้มาเกิน 500 ดีใจ ดีใจเข้าไปได้หรือ ไปเป็นหนี้เขา เป็นบาป ซึ่งจะต้องไปวนเวียนใช้ เราไม่ได้ฟรีดอก ในโลกนี้โดยสัจจะไม่มีของฟรี สัจจะก็คือความจริงตามความเป็นจริง เหมือนเอาของเขามา เราก็ต้องไปใช้คืนเขา ถ้าเราไปให้เขา เราก็เป็นกำไรแล้ว เราได้ให้เขา ถ้าเราได้ให้เขาเป็นกำไรแล้ว เราก็มีชีวิตอยู่สบาย แล้วเราก็มาฝึกตัวเราด้วย ฝึกตัวเราเป็นคนขยันหมั่นเพียรสร้างสรร แล้วก็เป็นคนไม่กินไม่ใช้อะไรฟุ่มเฟือย ผลาญพร่า ทำลายมากมาย กลายเป็นคนกินน้อย ใช้น้อย มักน้อย สันโดษ เราก็ไม่ต้องเปลืองอะไร เพราะว่าวันๆ เราก็สร้างสรรให้มาก เราสร้างสรรมากกว่าที่เราจะกินจะใช้ เราก็เป็นคนมีกำไร เราสร้างสรรนี่ ค่าที่เราสร้างสรรมากกว่าที่เรากินเราใช้ เราก็เป็นคนกำไร ใช่ไหม เข้าใจไหม เราเป็นคนสร้างสรร ไม่งอมืองอเท้า เพราะฉะนั้นแม้เวลาเราจะเจ็บจะป่วยไม่ได้ทำ เวลาเราแก่แล้วเราทำไม่ค่อยได้มาก ทุนที่เราสะสมไว้ เป็นบุญที่เราสร้างไว้แต่ก่อนที่กำไรไว้เยอะๆ เพราะได้ให้เขามากมาย มันก็คุ้ม แล้วเราก็เป็นคนไม่ผลาญพร่า ไม่กินไม่ใช้อะไรมากเกินการไปด้วยซ้ำ มันจะไปหมดทำไม ไม่หมด ถึงแม้ว่าปลายมือแล้ว แก่เฒ่าหรือเจ็บป่วยแล้ว ใช้บุญเก่าก็ไม่หมด ถึงอย่างนั้นก็ตาม คนที่แก่ที่เฒ่าแล้วก็ตาม ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้ว ยิ่งซักซ้อมฝึกปรือตัวเองไป ไม่ได้ไปเอารัดเอาเปรียบอะไรใครมากมายไปดอก มีแต่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลคนอื่นเขาอยู่เรื่อยอย่างนี้ โอย! มันเป็นนิสัย ถึงแม้แก่แล้วก็ไม่เอาเปรียบเอารัดใคร ไม่ดูดาย ถ้าพอทำได้เราก็ช่วยตัวเอง หรือไม่ก็ช่วยคนอื่นบ้างเล็กๆน้อยๆ อย่างเหมือนคนแก่พวกเราใช่ไหม วันๆก็กินก็ใช้อะไรแล้วก็ยังมีเวลาว่าง ง็อกๆแง็กๆ ไปช่วยคนนั้นคนนี้ได้ตามแรงที่มี บางทีเรายังสงสาร โอ! หยุดเถิดยาย แหม! หยุดก่อนเถิด พักได้แล้ว อะไรเรายังเห็นเลย แล้วพวกเราจะเป็นคนอย่างนั้น น่าเอ็นดูไหม ไม่ใช่เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เป็นคนหลบๆเลี่ยงๆ เราจะสร้างให้ตัวเองมีนิสัยอย่างนี้ ไม่ใช่ขี้เกียจตั้งแต่ยังไม่ทันแก่เลย ยังไม่ทันแก่ เอาแล้วหาทางเลี่ยง แล้วหลบๆเลี่ยงๆ ไม่ทำอะไร เสร็จแล้วก็เป็นหนี้ไปเรื่อยๆๆๆอย่างนี้ก็ไม่ได้ความ เกิดมาชาติหนึ่งขาดทุนเลย ตายจากชาตินี้ไปเป็นหนี้ไปบานเบิกเลย แทนที่จะได้บุญ ได้กำไร ได้บานเบิก กลายไปเป็นหนี้บานเบิกเลย แล้วเกิดมาชาติหนึ่งก็เสียชาติเกิด ไม่เสียด้วย มีหนี้กลับไปซวย ไม่ใช่ เสีย ซวย เกิดมาชาติหนึ่งซวย ซวยซึ้ง อย่างนี้มันก็ไม่เข้าท่า อาตมาก็อยากจะกำชับกำชาพวกเราว่า อย่าไปดูถูก หรือว่าอย่าไปประมาทการเรียนน่ะ นี่พูดแต่ต้นแล้ว พวกเราได้คุณภาพ มีคุณภาพดี มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น ได้มากกว่าทางข้างนอกเขา มาเรียนที่นี่ก็ดีแล้วละ แล้วคุณธรรมนี่มันไม่พา ให้เราบาป ไม่ทำให้เราเป็นหนี้ คุณธรรมนี่ แล้วไม่ทำให้เราทุกข์ด้วย เพราะคุณธรรมดี กิเลสเราก็ลดลงเหมือนอย่างที่บอกว่า มีความโกรธมากขึ้น จริงหรือ เราโกรธมากขึ้น หรือว่าเราลดความโกรธมากได้ด้วยซ้ำไป แต่ก่อนอยู่บ้านนี่ ขี้โมโหหุนหันไวกว่านี้ เดี๋ยวนี้หุนหันมากกว่าหรือ คิดโกรธไวกว่าเก่าหรือ ก็เพราะเราโง่น่ะซิ เออ! มาอยู่ที่นี่แทนที่จะเรียนรู้ ที่นี่เขาสอนให้หัดลดความโกรธ ความโลภ ความหลง เสร็จแล้วเราไปเรียนอย่างไรล่ะ โกรธมากขึ้น ก็เราก็โง่ซิ ก็เขา สอนให้เรียนรู้ว่าอย่าโกรธนะ โกรธแล้วก็มีสติรู้ตัว ถ้าโกรธแล้วก็หยุดเสีย ความ โกรธมันไม่ได้ประโยชน์อะไรดอก ไม่มีประโยชน์จริงๆ แล้ว ลด พยายามเลิก เห็นเหตุเห็นผลให้ได้ว่า เอ้อ! ไม่โกรธนี่เราไม่ทุกข์ ถ้าเราโกรธอยู่นี่เราทุกข์ โกรธน้อยก็ทุกข์น้อย โกรธมากก็ทุกข์มาก เราลดลงจริงๆเลย ให้มันหายไป ทำอย่างไร ทำใจให้มันหาย หาเหตุหาผลให้มันกดสะกดอกสะกดใจเข้าด้วย หาเหตุหาผลหาความจริง หาหลักฐานสัจจะอะไรก็แล้วแต่ เราจะไปโกรธทำไม พยายามจริงๆ เลย ให้ความโกรธมันลดลงให้ได้ ทำจริงๆ ความโลภก็ตาม ราคะหรือกามก็ตาม ความหลงผิดที่ไปหลงเข้าใจเหมือนอย่างแต่ก่อนโลกๆหลงว่า ไปหลงว่าอย่างโน้นอย่างนี้มันน่าได้ น่ามี น่าเป็น มาอยู่ที่นี่แล้วเราก็เรียนรู้ความจริงแล้วว่า เออ! สิ่งที่เราเคยหลงว่า น่าได้ น่าเป็นนั้น ที่จริงมันไม่น่าได้มาทำไม อย่างนี้เราก็ดีแล้ว สร้างสรรไป อะไรที่ควรทำก็ทำ เมื่อทำเสร็จแล้วได้เป็นประโยชน์คุณค่า ได้เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นสิ่งที่ได้ทำทาน ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ เราก็ได้อาศัย อาศัยแล้วก็ยังเหลือ อาศัยแล้วก็ยังได้เผื่อแผ่แจกจ่ายคนอื่นได้ไปอีก ไม่น่าภาคภูมิใจหรือ แทนที่จะไปขายให้หมดให้เจ๊ากับเจ๊ง รู้จักลักษณะเจ๊ากับเจ๊งไหม เจ๊าเป็นอย่างไร ไม่ได้ ไม่เสีย พอเวลาทุนพันหนึ่ง ให้เขาไปขายแล้วก็เอาทุนคืนมาพันหนึ่ง แต่ถ้าเจ๊งละ(มีเสียง) พันหนึ่ง ขายเอาเกินกว่าพันน่ะเจ๊งเลย แต่ทางโลกเขาบอกว่า นั่นแหละยิ่งรวย ไม่เจ๊ง ถ้าอย่างนั้นมันกลับกันไปหมดเลย แต่เราถือว่าเจ๊ง เพราะว่าเราไปเอาเปรียบเอารัดเขามา เกินกว่าทุนนี่ แสดงว่าไปเอาเปรียบเอารัด ไปเป็นหนี้ แบบนี้เราเจ๊งเลย จะได้เงินทองมามากมายเท่าไหร่นะ ทางโลกเขาได้มามากน่ะ จะทำแบบทางโลกใช่ไหม นี่ไม่ใช่ทำแบบทางโลกก็ได้มาเยอะ ยิ่งกักตุนสะสม ขี้เหนียว เรียกอุจจาระไม่ให้สุนัขรับทาน ขี้เหนียวชนิดไม่ให้สุนัขรับทาน เท่าไรก็ไม่ยอมให้คนอื่นเลย ไม่ทำทาน ไม่แจกจ่ายเกื้อกูลใครเลย ขี้เหนียวสะบัดเลย อย่างนี้ มันก็รวยคนแบบนั้น เพราะว่าถ้าเขาขยันหมั่นเพียร เขาสร้างสรร เขาก็ได้ ได้มาแล้วเขาก็กักตุน ไม่แจก ไม่จ่าย ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เกื้อกูลใคร ไม่ให้ใคร ขี้เหนียวอย่างนั้นมันก็เหลือมาก เขาก็รวย แต่รวยพรรค์นั้นน่ะ มันจะไปได้เพื่อนได้มิตรที่ไหน ไม่มีเพื่อน ไม่มีมิตรดอก ไม่มีใครที่เขาจะเอาด้วย เพราะว่าใครๆเขาก็ไม่เล่นด้วย มันขี้เหนียว มันเห็นแก่ตัว เสร็จแล้วดีไม่ดี คนพวกนี้นอกจากขี้เหนียว ตัวเองก็ยังอุตส่าห์ไปแฝงกินใช้ของคนอื่น ไปเที่ยวได้เอาเปรียบเอารัดคนอื่นเขา คนพวกนี้จะเป็นอย่างนั้น ถ้าเราเรียนรู้สัจจะพวกนี้แล้วก็ไม่เป็นอย่างที่เป็นนั้น เรามาเป็นอย่างที่ดีๆเสียจริงๆน่ะ เราก็จะได้บุญ ได้สิ่งที่ดีที่งามเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นชีวิตของพวกเรานี่ อาตมาว่าปี 1 ปี 2 ปี 3 นี่ไปเถิด ไปเรื่อยๆ ถึงปี 4 ปี 5 ปี 6 เรียนได้นัก 6 ปีนี่น่ะ อาตมว่าอย่างน้อยที่สุดก็เราก็ฝึก ฝึกไปนี่มันได้ทุกวันนี้มันได้เล็กๆน้อยๆ ก็แล้วแต่ ยังอีกหน่อยต่อไปเราจะเกิดปัญญา เห็นดีเห็นจริงเราก็จะทำได้มากจริงน่ะ แต่เร็วด้วย เรามีทุน มีกำลัง มันเคยชิน มันมีทุนรอน ในตัวทุนรอนนี่จะช่วยให้เรา มีกำลังแข็งแรงสร้างได้มากขึ้น แข็งแรงมากขึ้น ทำได้เร็วขึ้น มีทั้งกำลัง มีทั้งปัญญาที่ทำ ปัญญาก็เข้าใจ กำลังก็สามารถทำได้ ทุกวันนี้ บางทีเรารู้แล้ว โกรธไม่ดี โลภไม่ดี เห็นแก่ตัวไม่ดี แต่พอความโกรธเกิดขึ้นมา ห้ามมันไม่อยู่ เอามันไม่อยู่ มันโกรธแล้ว อดทำใจไม่ได้ นั่นแหละเราไม่มีกำลัง ไม่มีกำลังต่อสู้กับกิเลส กิเลสมันก็เอาชนะเรา ทั้งๆที่รู้อยู่หลัดๆ เลยนี่ แหม! ความโกรธนี่ แต่เอามันไม่อยู่ นี่ก็แสดงว่า เราเองเราสู้กิเลส ไม่ได้ อำนาจกิเลสมันแรงกว่า ต้องฝึกๆๆ จนกระทั่งจะมีอำนาจเหนือกว่าอำนาจกิเลส เหนือกว่าจริงๆ ไม่ได้จริงดอก มันทำลืมเฉยๆ มันไม่จริงดอก สู้ซิ จิตสู้จิตนั่นถูกแล้ว ถ้าเผื่อว่าเพื่อนเขาทำให้เราโกรธแล้วเราก็ทำลืมๆ นี่มันเท่ากับเลี่ยงแล้ว มันไม่ได้ฝึกใจให้แข็งแรงดอกอย่างนั้น ฝึกอีกอย่างหนึ่ง ฝึกทำลืม ฝึกทำกดข่ม ไม่ใช่ฝึกสู้จริงๆเลย ฝึกประจัญเลยน่ะ พอเพื่อนเขาทำให้เราโกรธ เราก็ฟัง เพื่อนเขาทำแล้ว ดูเลยเพื่อนเขาทำอะไร เพื่อนเขาทำอย่างนี้ เขายั่วยวนเป็นโจทก์ให้เรา แล้วเราก็เห็นความจริงให้ ได้ เออ! เพื่อนก็คือเพื่อน เขาทำอยู่ที่เขาทำ เขาจะทำให้เราโกรธก็คือใจของเราหวั่นไหว ใจของเราไม่แข็งแรง ใจของเราเป็นไปตามเขายั่ว เขาจะยั่ว จะทำให้เราโกรธ เราก็โกรธตามแรงยั่วนั้น แสดงว่าเราไม่เป็นตัวของตัวเอง แสดงว่าเราไม่เก่ง ไม่แข็งแรง เราก็ต้องหัดฝึก เอ๊! เรื่องอะไรเราจะต้องเป็นไปตามเขายั่ว เป็น คนบ้าจี้ให้เขาจี้ เป็นอย่างนี้ เป็นไปตามเขาเป็น เป็นไปตามเขาว่า มันก็อ่อนแอก็โง่ตาย แล้วเราจะต้องฝึกเลย เขาว่าอย่างไรฟัง เหตุผลอะไร เรื่องราวอะไร จริงหรือไม่จริงก็ฟังความจริง เขาเป็นคนพูด เขาเป็นคนทำก็อยู่ที่เขา ถ้าเขาทำดี ทำถูกต้องก็อยู่ที่เขา ถ้าเขาทำผิด ทำไม่ดีไม่งาม ทำหยาบทำคาย ทำอะไรก็แล้วแต่ มันก็ของเขา เราจะโกรธทำไม ตอบซิ เราจะโกรธทำไม ตอบได้ไหม ต้องตอบว่าโกรธให้โง่ เราจะโกรธทำไม ก็ต้องตอบว่าโกรธให้โง่ พอเราไปโกรธก็ต้องโง่แน่นอน ใช่ไหม ก็ไม่เห็นมันจะน่าโกรธทำไม ถ้าเราไปโกรธเราก็โง่นั่นเอง ใช่ไหม เราเป็นดังที่เขาว่า เขาว่าเราแต่เขาเป็นเอง ก็คนนั้นก็ยิ่งแย่เลย เขาว่าเราไม่ดี แต่เขาก็กลับไม่ดีเหมือนอย่างที่เขาว่าเรา เขายิ่งเป็นเอง คนนี้ก็ยิ่งแย่ใหญ่ ถ้าเราย้อนให้ก็หน้าแตก ใช่ไหม เขาว่าเรา ว่าเราไม่ดีอย่างโน้น ไม่ดีอย่างนี้ แต่เสร็จแล้วคนที่เขาว่า เขากลับเป็นเหมือนอย่างที่เขาว่าเรา นั่นแหละ ถ้าเราย้อนให้บ้างน่ะ ไม่หน้าแตกหรือ ตัวเองก็ยังไม่ดีอย่างที่ไปว่าเขา ไปว่าเขา ไปด่าเขาอย่างโน้นอย่างนี้ว่าไม่ดี แต่ตัวเองก็ไม่ดีอย่างที่ว่าเขา นั่นแหละ แบบนี้ย้อนให้ก็หน้าแตกเลย แต่ระวังอย่าทะเลาะกันมากไปน่ะ ก็อย่าเพิ่งไปย้อนไปอะไร ก็บอกเขาให้รู้สึกตัวว่า เออ นั่นน่ะว่าเขา แต่ตัวเองก็ยังไม่แก้ไขปรับปรุงตัวเอง แล้ว ทำไมมาว่าคนอื่นเขามากมายอย่างนั้นล่ะ เออ พูดกันดีๆ พูดกันอย่างผู้ดี เราไม่ จำเป็นจะต้องไปเอาชนะคะคานอะไรกันนัก เราก็ทำที่ตัวเรา ทำที่ตัวเราจริงๆ นี่พวกเราอยู่กันนี่ หลายคนเพิ่งมาอยู่ปีนี้ ยังไม่ถึง 12 เดือน กี่เดือนแล้วล่ะปีหนึ่ง เท่าไร อะไรกันมาอยู่ 3 เดือน ปัดโธ่ จะสิ้นปีอยู่แล้ว หา เท่าไรแน่? เมษา พฤษภา มาเดือนอะไร มาเข้าไอ้นั่นตั้งแต่เมษาใช่ไหม เมษา พฤษภา กรกฏา สิงหา กันยา เดือนที่ 6 5 เดือนกว่าแล้ว อู้ฮู มาอยู่ตั้ง 5 เดือนกว่าแล้วน่ะนี่ ไม่ใช่น้อยๆแล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่เรามาอยู่แค่ 4 เดือน 5 เดือนนี่นา อาตมาถามแล้วแต่ต้นว่าเรามีอะไรดีขึ้นไหม? มันมีดีขึ้น แต่ในเรื่องที่ว่าการเรียนหย่อนยานลงนี่แหละ อย่างไรๆ ขอกำชับกำชาหน่อยเถอะ เพราะว่ามีเวลามากกว่าน่ะ ถ้าเผื่อว่าจะขวนขวายเรียนนี่นะ ครูจะขี้เกียจสอนไหม ถ้าเราขี้เกียจเรียนแล้วเป็นอย่างไร ครูก็เบื่อก็เซ็งไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเอาใจใส่ ตั้งใจเรียนดีๆน่ะ ครูไม่ขี้เกียจสอนหรอก เราไม่ต้องกลัวดอกว่าครูพวกเรานี้จะไม่มี... ถ้าเรายิ่งไปทำ ขี้เกียจๆ เดี๋ยวเถิดครูเรายิ่งไม่มีเงินจ้างน่ะ เดี๋ยวขี้เกียจสอนละทีนี้ ไม่มีครูสอนก็ต้องยุบโรงเรียน เอ้า ทำไมมองหน้า หา จริงนะ ก็จะไปโทษท่านได้หรือ ท่านไม่มีญาณลึกจะไปรู้กิเลสของเรา เราบอกท่านเลยซิว่ากิเลสผมเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน