361023 สัจจะ-สัญญา (สุจริต-ยุติธรรม) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์361 KB
วันที่แก้ไข1 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

361023 สัจจะ-สัญญา (สุจริต-ยุติธรรม) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

สัจจะ - สัญญา ( สุจริต - ยุติธรรม ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า เสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ผู้ใดมาฟังธรรมะวันนี้ ขอบอกให้ทราบว่าเป็นวันที่จะเปิดโลกเทวดาสูงสุด ผู้มาฟังธรรมะวันนี้เป็นผู้ที่โชคดีที่สุด หรืออาจจะโชคร้ายก็ได้ โชคร้ายคือ มิจฉา ทิฐิ หรือขี้โกง เพราะสัจจะที่จะพูดต่อไปนี้เป็นสัจจะที่สุดยอด เท่าที่อาตมารู้สึกว่าจะเป็นสัจจะที่สุดยอด ยังไม่เคยเปิดเผย อย่างกระจะกระจ่าง วันนี้ตั้งใจจะอธิบายกระจะกระจ่างให้ฟัง เป็นตัวสุดยอดที่สุด ถึงขั้นจะทำลายความรู้สึกได้ว่าในโลกนี้ไม่มีสัจจะ เพราะฉะนั้นคนขี้โกงจะรู้สึกว่าในโลกนี้ไม่มีสัจจะ ก็ตีกินหมดเลย คนนั้นแน่นอนบาป และตกนรกหมกไหม้แน่นอน เพราะกุศลก็เป็นสัจจะ อกุศลก็เป็นสัจจะ แต่ว่าคนเรารู้แล้วว่ากุศลกับอกุศลเป็นสัจจะ ควรจะมีกุศลหรืออกุศลล่ะ ควรสั่งสมกุศลหรืออกุศล ก็ตอบได้ว่าควรสะสมกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม อกุศลไม่ทำเลย เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นคนไม่มีสัจจะ ที่เกิดมาก็มีแต่นรกหมกไหม้ มีแต่ทุกข์ร้อนเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้ายังตรัสเลยว่าความจริงไม่มี สัจจะไม่มีในโลกหรอก เดี๋ยวจะได้ฟังนะ เป็นเรื่องที่สุดยอด ก่อนจะได้ฟังสัจจะ อสัจจะ อาตมาก็มีคำถาม ตอนนั้นเขียนมายังไม่ได้ตอบ ก็คือถามถึงเรื่องของคำว่า สัจจะกับยุติธรรม อาตมาก็เลยเห็นว่ามันไม่พอ หรอก สัจจะกับยุติธรรมจะอธิบายนั่นน่ะไม่พอ อาตมาก็ต้องอธิบายสัจจะกับสัญญา และยุติธรรมกับสุจริตให้ฟัง ก่อนจะพูดถึงสัจจะกับสัญญา ก็ขออธิบายยุติธรรมกับสุจริตให้ฟังก่อนนะ ในหนังสือแสงสูญได้อธิบายถึงสัจจะและยุติธรรมมาบ้างก่อนๆนี้ ตอนนี้ก็มีเพิ่มเติมขึ้นมาอีก อยู่ในนี้ สัจจะกับยุติธรรมนั้นได้อ

อ่านต่อ

ธิบายมาตอนไหนอาตมาก็ตามไม่ถึงแล้ว พอเขียนไป อะไรไปแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าตรงไหน ไปบรรยายไว้อยู่ตรงไหน แต่ใครที่อ่านผ่านมาแล้วก็ทำความเข้าใจ ศึกษาไปเรื่อยๆเถอะ ว่ายุติธรรมกับสุจริตที่อธิบายมาแล้ว ยุติธรรมกับสุจริตนี่มีความหมายอะไรต่ออะไรอย่างไรบ้าง ในแสงสูญหน้า 170 ของเล่มใหม่นี้ แสงสูญ 53 เล่มใหม่นี้นะ ในหน้า 170 อาตมาจะอ่านตรงนี้ให้ฟังก่อน ที่อธิบายนี่อธิบายถึงเรื่องของความฉลาดของคน ฉลาดโกงกับฉลาดจริง ฉลาดที่ไม่โกงคือฉลาดอย่างปัญญา กับฉลาด อย่างเฉโก ทีนี้ผู้ฉลาดที่มีปัญญาก็คือผู้รู้ความจริงตามความเป็นจริง ฟังความนี้ให้ชัด มีสิ่งรองรับ ไม่ใช่ตรรกะ ไม่ใช่การนึกคิดด้นเดา เพราะฉะนั้นการนึกคิด ด้นเดานี่แหละเป็นคนที่จะได้บาปกรรมที่สุดเพราะมันไม่แน่นอน การนึกคิดด้นเดานี่ ไม่แน่นอน เพราะฉะนั้นต้องมีสภาวะรองรับมันจึงจะมีอะไรอีกอันหนึ่งเป็นที่ยืนยัน คุณจะเข้าใจผิดแล้วก็มีอุปาทานอย่างไรก็ตาม อุปาทานนั้นเป็นสิ่งที่เป็นสภาวะที่คุณได้รองรับบ้างเหมือนกัน แม้คุณจะติดในอุปาทานแล้วก็มีอุปาทานของคุณ ก็ยังเป็นสภาวะที่รองรับจากตรรกะ ตรรกะเฉยๆนี่เข้าใจง่าย เหตุผลนี่เข้าใจง่าย ส่วนมีสภาวะรองรับเป็นอุปาทาน อุปาทานก็เกิดยาก ไม่ใช่เกิดง่ายๆ ยิ่งอุปาทานที่ลึกๆ เช่น เห็นรูปกลับกัน จากมีไม่มี เห็นรูปคนเป็นรูปช้าง เห็นรูปคนเป็นรูปผี อะไรก็แล้วแต่เถอะเป็นอุปาทานทั้งนั้นน่ะ หรือแม้แต่เห็นสิ่งที่มันไม่มีอะไรหรอก ก็เห็นว่ามันเป็นรสอร่อย ก็เรียกว่าอุปาทาน มันจริงๆเลยนะ คนที่มีอุปาทานนั้นจริงก็มีจริง เพราะฉะนั้นล้างอุปาทานจริงๆเลย ล้างหมดแล้ว จึงจะแน่ชัดว่า อ๊อ! มันไม่มี รสอร่อยมันไม่มีหรอก ความจริงนี่มันไม่มี เราจึงจะรู้ ว่า ความไม่มีนั้นคือไม่มีด้วยปัญญา แต่ตรรกะด้วยเหตุผล ความรอบรู้เฉลียว ฉลาดเฉโกนี่มีเยอะ ทีนี้อาตมาได้อธิบายถึงปรโลก ภูมิใหม่ ภูมิที่มันสูงยิ่งๆ ขึ้นไปแล้ว จน กระทั่งมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนที่จะเกิดปรโลกนั้น ก็เป็นความจริงของเขา ความฉลาดในโลกก็มีอีก ที่เรียกว่าฉลาดอย่างเฉโก แล้วเขาก็ยึดโลกของเขาเป็นความจริงเหมือนกัน แม้แต่การตกต่ำจากภูมิเดิม ตกต่ำจากภูมิที่มันสูงอยู่แล้ว แล้วมันตกต่ำลงไป เปลี่ยนไปเป็นภูมิอบายหรือภูมินรก ในร่างกายนี้ ชาตินี้แหละ ในร่างกายที่เราเป็นนี่ ชาตินี้แหละ ตกต่ำไปอยู่ในภูมินรก ซึ่งเขาตกต่ำเองจริงๆ เขาประพฤติปฏิบัติของเขา เขาก็สั่งสมเป็นภูมินรกของเขาลงไป ซึ่งมันย่อมไม่เป็นศีล คนที่มีภูมิต่ำลงไปเป็นภูมินรกแล้วนี่ ซึ่งมันย่อมไม่เป็นศีล ไม่เป็นจาคะ มันมีแต่เห็นแก่ตัวเข้าไปละ ภูมิที่เป็นนรกนี่ ไม่เป็นศีล ไม่เป็นจาคะ ไม่เป็นปัญญา นี่อาตมาอธิบายในเรื่องทรัพย์ของมนุษย์ ทรัพย์มนุษย์มีศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเชื่อว่าอันนี้จริง แม้เป็นภูมินรก แม้เป็นภูมิสวรรค์ก็ตาม ภูมิ ที่ตกต่ำนี่เขานึกว่าอร่อย เขาหลงผิดนะว่าเป็นอร่อย แต่แท้จริงเป็นภูมินรก นรกปหาสะ เป็นต้น คือนรกที่รื่นเริงเบิกบาน สนุกสนาน ปหาสะนี่คือพวกนรกรื่นเริงเบิกบาน พวกที่ติดความสนุกสนาน เหมือนติด ไมเคิล แจ๊คสัน นี่แหละ ปหาสะที่หยาบมาก อย่างไมเคิล แจ๊คสันนี่ นรกที่มันรื่นเริง หยาบ จัดจ้านมากด้วยกาม ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเขาก็ติดนรกอย่างนั้นน่ะ คนที่ศรัทธา คนที่เชื่อว่าจริง แต่แน่นอนย่อมไม่เป็นศีล ไม่เป็นจาคะ คือไม่ได้สละออก มันก็ติดอยู่นั่นแหละ ไม่เป็นศีล อันนี้ไม่เป็นศีล เอาศีลไปจับนี่ผิด ศีลแค่เบื้องต้น ไปเต้นร้องเต้นรำนี่เบื้องต้นแค่นั้นเอง มันก็ผิดแล้ว ไม่เป็นศีล ไม่เป็นจาคะ ไม่เป็นปัญญา อันนี้ไม่ใช่เป็นปัญญาหรอก เป็นความรู้ ความฉลาดของคนเฉโก เป็นความฉลาดชนิดหนึ่ง คนที่รู้ได้เหมือนกัน อันนั้นเป็นอย่างนั้น เขาก็รู้ได้ ซึ่งมันย่อมไม่เป็นศีล ไม่เป็นจาคะ ไม่เป็นปัญญา นั้นแน่ๆอยู่แล้ว แต่จะฉลาดก็ฉลาดได้ ฉลาดมากๆ จนหลงเอาคำว่าปราชญ์ คำว่าอัจฉริยะ นี่เขาก็บอกนะว่า ไมเคิล แจ๊คสัน นี่เป็นอัจฉริยะเลยนะ เคยได้ยินไหม เขายกให้เป็น อัจฉริยะนะ อัจฉริยะในการเป็นนักร้อง เขายกย่องเหมือนกัน ในโลกเขาต้องตั้งกันเป็นปราชญ์ เยอะ เป็นอัจฉริยะก็เยอะ ฉลาดมากๆ จนหลงเอาคำว่าปราชญ์ คำว่าอัจฉริยะไปตราไปตั้งให้กันเสียด้วยก็ยังได้ ทว่าเป็นความฉลาดที่ภาษาบาลี เรียกว่าเฉกะ หรือเฉโก ความฉลาดเฉกะชนิดนี้ปุถุชนมี และใช้กันอยู่ทั่วไป ฝึก ฝนร่ำเรียนกันให้ยิ่งๆ เป็นปกติธรรมดา ได้แก่ 1. ฉลาดโกง ฉลาดทุจริต ฉลาด โลภ ฉลาดหาทางหาวิธีเอาเปรียบได้เก่งกาจ เห็นไหม เห็นคนฉลาดอย่างนี้ไหมในโลก เห็นไหม คุณยังสู้เขาไม่ได้เลย ฉลาดในการหาทาง หาวิธีเอาเปรียบได้เก่งกาจ จนคนต้องจำนน ต้องยอม ต้องถือว่ายุติธรรม ต้องหลงเชื่อตามว่าสุจริตนั่นเทียว ฟังความว่ายุติธรรมกับสุจริตมาแล้วนะ ต้องยอม ต้องถือว่ายุติธรรม ต้องหลงเชื่อตามว่าสุจริตนั่นเทียว เป็นต้นว่า ได้เปรียบในเรื่องอัตราเงินเดือน หรืออัตราของส่วนได้ ส่วนได้จะเป็นเงินเดือน หรือเป็นส่วนได้อะไรก็แล้วแต่ เป็นอัตราที่ตั้งให้ ได้เปรียบในเรื่องอัตราเงินเดือน หรืออัตราของส่วนได้ ไม่ว่าจะเป็นของข้าราชการหรือของกิจการเอกชน ต่างก็กำหนดตั้งให้แก่ตนเองกัน ชนิดที่ยิ่งใหญ่ยิ่งได้เปรียบ หรือยิ่งใหญ่ยิ่งเอาเปรียบทั้งนั้น เพราะผู้ ทำหน้าที่กำหนดนั้นก็คือ ข้าเอง หรือไม่ก็ผู้ใหญ่เอง หรือกลุ่มผู้ใหญ่นั่นเอง จึง กำหนดเพื่อตัวเอง เพื่อผู้ใหญ่ หรือเพื่อผู้กำลังจะใหญ่นั่นแหละทั้งสิ้น แล้วก็ต้องจำนนกัน ต้องยอมรับเป็นยุติธรรมทั้งๆที่มันไม่สุจริตจริง พอฟังมาถึงตรงนี้แล้วจะได้ความขึ้นมาว่า เอ๊ะ! ถ้างั้น ยุติธรรมก็มีความไม่สุจริตซิ ใช่ ในความยุติธรรมในโลกนี้ ยังมีความไม่สุจริตหรือมีความทุจริตอยู่อีกมาก เพราะฉะนั้นในยุติธรรมนั้น เดี๋ยวจะได้ยินความหมาย เดี๋ยวฟังไว้ก่อนนะ ในความยุติธรรมนั้นไม่ได้หมายความว่าสุจริตทีเดียว แต่ยุติธรรมได้ หรือแม้การเอาเปรียบกันในเรื่องกดขี่ ข่มเบ่ง ตั้งค่าของอำนาจขึ้นมา ในโลกนี้มีการตั้งค่าของอำนาจ ให้เกียรติให้ยศ ให้สิทธิพิเศษ ให้อำนาจ อย่างที่ในโลกนี้มีทั้งนั้นแหละ ให้อำนาจแก่นายร้อย ให้อำนาจแก่นายพัน ทั้งๆที่นายร้อยนี่ บางทีนี่นะมันสู้สิบตรียังไม่ได้เลย บางทีบางคนนี่ สู้ไม่ได้จริงๆ ชกกันก็ยังสู้ไม่ได้เลย อย่าว่าแต่ไอ้นั่นเลย ความรู้เลย ความรู้สู้ไม่ได้จริงๆนะ ความรู้ความชำนาญ สิบตรีบางคนนี่เก่งกว่านายร้อย แต่ต้องยอม อำนาจต้องให้นายร้อยใหญ่กว่าสิบตรี อย่างนี้ เป็นต้นนะ ตั้งค่าของอำนาจขึ้นมากำหนดใช้ในสังคม จนเป็นการได้เปรียบ แล้วก็ต้องจำนนกัน ต้องยอมรับเป็นยุติธรรม ตอนนี้ขยายความยุติธรรมนิดหนึ่ง ยุติธรรมหมายความว่ายุติ สงบ หยุด แค่นี้แหละถือว่าพอแล้ว หยุดเถียงกันได้แล้ว จบ เพราะฉะนั้นศาลจะเป็นผู้ตัดสินความยุติธรรม ให้จบ ให้หยุด ในโลกนี้จึงใช้ศาลเป็นตัวตัดสินสูงสุด มันจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ศาลจะสุจริตหรือทุจริตไม่รู้ แต่ถ้าศาลตัดสินแล้วถือว่ายุติธรรม ยุติธรรมจึงแปลว่าหยุด คำว่ายุติก็คือหยุดนั่นแหละ หยุด เงียบ สงบ เอาแค่นี้ ตัดสินแล้วเอาแค่นี้ จะผิดถูกอย่างไร จบ ยุติธรรม นี่คือคำว่ายุติธรรมนะ ทั้งๆที่ไม่มันไม่สุจริตจริง ไม่ใช่อิสรเสรีภาพจริง ยังเป็นการกดขี่ ข่มเบ่งกันอยู่แท้ๆ แต่ต้องยอมจำนน เพราะผู้กดขี่นั้นมีอำนาจตามที่ตั้งกันขึ้น ให้ยอมรับในสังคม อันนี้อาตมาเขียนแก้เติมไปอีกตอนท้ายนี่ แต่ในหนังสือไม่มี ต่อจาก...ตั้งแต่ พอว่าไม่ใช่อิสรภาพ ไม่ใช่อิสรเสรีภาพจริง หนังสือมีเท่านี้ แต่อาตมาเขียนเติมอีก พอมาอ่านทวนแล้วต้องขยายความอีกก็เลยเขียนเติม ยังเป็นการกดขี่ ข่มเบ่งกันอยู่แท้ๆ แต่ต้องยอมจำนนเพราะมี "อำนาจ" ตามที่ตั้งกันขึ้นให้ยอมรับในสังคม เพราะผู้กดขี่นั้นมีอำนาจ ตามที่ตั้งกันขึ้นให้ยอมรับในสังคมนะ สรุปก็คือ ฉลาดทำให้คนเห็นการกระทำที่ทุจริตกลายเป็นต้องเชื่อว่าสุจริตไปจนได้ เห็นการกระทำที่ได้เปรียบกลายเป็นต้องเชื่อว่าเสียสละ สุดท้ายต้องยอมรับกันทั่วไปว่ายุติธรรม คือต้องยอมหยุดตามนั้น ยอมหยุดตามนั้น นี่ก็เป็น ความฉลาด (เฉกะ) ที่ทำงานอยู่กับความโลภ นี่ก็คือความฉลาด ที่ทำงานอยู่กับความโลภ คนฉลาดแบบนี้มีในสงัคมไหม ก็นึกหาเอาเอง นี่จบคำอธิบายประโยคนี้ หรือว่าเรื่องๆ จุดนี้เท่านั้น นี่อธิบายถึง ความยุติธรรมกับสุจริต ในอันนี้ ที่ อาตมาตามมา เอามาอ่านสู่ฟัง แล้วก็หยิบมาเป็นต้นเค้าในการอธิบายนี้ เท่านี้นะ อ่านให้ฟังนี่ ก็คงจะได้เข้าใจคร่าวๆ ขึ้นไปแล้วว่า คำว่า ยุติธรรม นั้นมันหมายความว่าเป็นข้อตัดสินของสังคมให้หยุด แล้วก็ถือกันตามนั้น หยุดตามนั้น เอาแค่นั้น ว่านี่สมดุลแล้ว สมบูรณ์แล้ว ถูกต้องแล้ว แม้แต่แปลว่าถูกต้องยุติธรรม ถูกต้องแล้ว พอแล้ว อย่าทะเลาะอีก ไม่ว่ากันอีก อยู่กันอย่างนี้ ไปตามนี้แหละ เอาข้อนี้แหละเป็นข้อกำหนด เอาอย่างนี้แหละเป็นตัวที่จะถือกันไปตามนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัจจะที่ถือว่าสมมุติสัจจะทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในสมมุติสัจจะนั้นมันจะลึกขึ้นไปถึงปรมัตถสัจจะ คำว่าสัจจะมี เป็นสัจจะในโลก แม้แต่กุศลอกุศลก็มีจริงในโลก แล้วคนก็ต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นทั้งนั้น อาศัยกุศล อาศัยอกุศล ผู้ใดมีอกุศลก็มีทุกข์มากละ ผู้ใดมีกุศลก็ทุกข์น้อย วิบากน้อย นรกน้อย ยังจะเป็นทุนรอนที่ดีไปอีกถ้าเป็นกุศล ถ้าเป็นอกุศลก็เป็นทุนรอนที่ไม่ดี ชีวิตช่วงนี้อาจจะใช้อกุศลไปข่มขี่ ไปขี้โกง ไปเอาเปรียบเอารัด เหมือนกับตัวเองได้เปรียบ ได้สุขใจ แต่แท้จริงไปสร้างบาปซ้ำซ้อน ถ้าเป็นทุจริตนะ ถ้ามันเป็นความที่ไม่ถูกต้อง เป็นอกุศลแท้ แล้วตัวเองก็ใช้อกุศลนี้ ใช้ทุจริตนี้ แล้วก็สร้างสรรได้ เหมือนกับตัวเองสบายใจ พอใจ ชอบใจ ก็ยิ่งสั่งสมบาป สั่งสมเวร สั่งสมวิบากนั้นซ้ำซ้อนเข้าไปอีก หนา ยากเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นความที่ยังไม่จบในวัฏสงสาร ก็ยังจะมีผลซับซ้อนที่จะเกิดตามสัจจะ จะต้องมีจริงเป็นจริงไปอีก ทำให้ตัวเองได้รับบาปรับภัย ต้องใช้หนี้ใช้เวรแน่นอน แน่นอนที่สุด จนกว่าจะเห็นสัจจะที่เป็นปรมัตถ์ ที่เข้าใจ เชื่อมั่นในกุศลอกุศลว่ามีจริง เป็นสัจจะ เป็นสมมุติเรียกว่าสมมุติสัจจะ คือคนรู้ทั่ว รู้กันได้ ร่วมกันรู้เยอะ ส่วนปรมัตถสัจจะนั้นเป็นสัจจะที่คนรู้ได้ยาก บรมสัจจะ บรมอรรถะ เป็นเรื่องแก่นสาร เป็นเรื่องสาระที่สูงยิ่งๆขึ้นไป เป็นสัจจะที่ต้องชั้นสูงถึงจะรู้จักสัจจะนั้นไล่เรียงขึ้นไป เพราะฉะนั้นคำว่า ยุติธรรมนั้นจึงเป็นการจบในสังคมที่เขาใช้กันในโลก ส่วนสุจริตนั้นน่ะลึกซึ้งเข้าไปอีก คนจะรู้จักสุจริตหรือสุที่ดีนี่ กับทุจริตที่เลวนี่ก็คือ รู้จักอกุศล กุศลนั่นเอง รู้จักบาปจักบุญ รู้จักความถูกต้องความไม่ถูกต้องที่ดีกว่า ความถูกต้องที่ดีกว่าก็คือกุศล ความที่ไม่ดีกว่าก็คืออกุศล หรือความไม่ถูกต้องก็คืออกุศล อย่างที่เราได้พยายามศึกษาความถูกต้อง จนขณะนี้นี่เรามีปัญญา หรือว่ามีความเฉลียวฉลาดกันลึกซึ้งขึ้นแล้วว่า เอ๊ะ! เราไปโลภโมโทสันมามากๆ มากักตุนสะสม เก็บมาไว้ให้แก่เรามากๆนี่ มันเป็นความดีใช่ไหม ใช่ เป็นความดีในระดับคนชั้นล่าง คนชั้นพื้นฐาน ข้อสำคัญเมื่อคุณไปโลภโมโทสันมา ด้วยหลักเกณฑ์ของสังคม ที่ตัดสินกันแล้วเป็นยุติธรรม คุณค้าขายเป็นต้น คุณไม่ได้โกงภาษี ไม่ได้โกงใคร แต่คุณเองคุณตั้งราคานี้ เขาอยากจะมาซื้อเอง คุณจะตั้งราคาแพงเท่าไหร่ก็ตาม เอาเปรียบขูดรีดเท่าไหร่ก็ตาม แต่เขาเต็มใจมาซื้อเอง สุจริตไหม สุจริต ในโลกถือว่าสุจริต ถือว่ายุติธรรม เพราะว่าคุณยอมซื้อเอง คุณเต็มใจซื้อนี่ จะแพงเท่าไหร่ยอมให้ขูดรีด กางเกงปะน่ะ เขาเอาไปขายให้พวกหน้าโง่ พวกเศรษฐี พวกมีเงินเยอะๆ กางเกงปะเอาไปตั้งราคาไว้นี่ ตัวนี้ หมื่นห้าพันบาท กางเกงปะ กางเกงเก่านะ ซื้อ คุณเต็มใจมาซื้อ ยุติธรรมแล้วๆ ยุติธรรม ไม่โกง เขายอมยุติธรรม แต่ดูจริงๆ แล้วก็ยุติธรรมนะเพราะว่าดี พวกหน้าโง่พวกนี้จะได้ถ่ายเทเงินออกมาจากกระเป๋า แล้วก็เวียนไปให้คนพวกนี้ แต่คนพวกนี้ถ้าเป็นคนดีนะ ก็เอาเงินพวกนี้ไปหมุนทำประโยชน์คุณค่าได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเกิดสภาพของโรบินฮู้ด โรบินฮู้ดปล้นเงินของคนรวย ผิดตามสัจจะของโลกที่เขาถือกันว่าไม่ยุติธรรม แต่ถูกในสัจจะที่ลึกๆเพราะโรบินฮู้ดจริงใจ โรบินฮู้ดปล้นเงินของคนรวยเอาไปแจกจ่ายคนจน เป็น การกระทำดีไหม ปล้นเงินของคนรวย ไปแจกจ่ายคนจน เป็นการกระทำดีไหม โดยสัจจะลึกๆ ก็ดี อย่างนี้ เป็นต้น แต่ตามหลักของสมมุติสัจจะโลกๆ ยุติธรรม สุจริต เขาถือว่าไม่สุจริตตรงที่ว่าหลักเกณฑ์ เขาตั้งไว้ว่าปล้นเขาไม่ได้ แย่งชิงเขาไม่ได้ ก็จริงอีกแหละ ในโลกนี้ถ้าปล่อยให้แย่งชิงกันก็...แหม! ฉิบหายวายป่วงกันใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องตั้งหลักเกณฑ์นี้ไว้ อย่าไปแย่งชิงกัน แต่ถ้าเขายอมจำนนควักกระเป๋าไปซื้ออย่างหน้าโง่ที่ยกตัวอย่างนั้น อีกเรื่องหนึ่ง ถือว่ายุติธรรมแล้ว ถือว่าสุจริตแล้วตามหลักของโลก ไม่มีผู้เสียหายเดือดร้อน แต่เขาเสียละ โง่ละ ก็เอาสตางค์ไปจ่าย ตั้งเยอะแน่ะ อะไรก็แล้วแต่เถอะ ทีนี้คำว่าสุจริต ทุจริตนี่ มันลึกเข้าไปอีก ยุติธรรมก็คงรู้แล้วน่ะ ว่าตัดสินกันด้วยพื้นๆในโลกสังคมพอสมควร จะเข้าใจสัจจะลึกแค่ไหน เอาสัจจะนั้นมาใช้แค่ไหนก็แล้วแต่ ถ้าอาตมาเป็นผู้พิพากษานี่ อาตมาจะตัดสินใครให้ถูกให้ผิดได้หมดน่ะ ก็เอาสัจจะลึกๆมายืนยันอ้างอิง สัจจะลึกๆ จะลึกเข้าไปถึงปรมัตถ์ ฉะนั้นยิ่งปรมัตถ์แล้ว โอ้โห! ยิ่งลึกที่สุด สัจจะในปรมัตถ์ยิ่งลึก อันนี้แหละจะเป็นตัวสุดยอด ต้องตั้งใจฟังให้ดีถึงสัจจะอันนี้ เพราะฉะนั้นสุจริตก็คือสิ่งที่ดี เพราะฉะนั้นในดีก็เป็นสัจจะ ในชั่วก็เป็นสัจจะ แต่คนย่อมรู้แล้วว่าดี ทรงไว้ซึ่งดี ให้ดีเป็นอัตโนมัติในตน นั่นแหละมนุษย์ที่จะต้องกระทำ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงให้คนฝึกฝนเอาสิ่งที่ดีไว้ในตน จะอนุโลมปฏิโลมอะไรลงมา ก็จะต้องรู้กาละ เทศะ ฐานะ เพราะฉะนั้นคนที่ทำดีได้สนิทเนียน ได้สูงส่ง ดีที่ยากๆก็ทำได้แล้ว ดีที่ยากขนาดไหนก็ทำได้อย่างแข็งแรง คนนั้นจะอนุโลมทำดีที่ต่ำลงมาๆ ถ้ายิ่งดีที่ต่ำลงมาๆ มันก็คือชั่วนั่นเอง ต่ำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำยาก ดีที่ต่ำลงมาแต่ถ้าดีที่สูงขึ้นๆๆ ก็ยิ่งทำได้ง่ายๆๆๆ ทำดีที่ยอดๆได้ง่ายขึ้น ชำนาญขึ้น เพราะเราฝึกดีที่สูงขึ้นไปตามลำดับ เช่นเรามาหัดจน จนกระทั่งเราหัดจนนี่ง่ายไม่ยากไม่เย็น ไม่ฝืน เดี๋ยวนี้ยังมีผู้ฝืนอยู่ จนยังไม่ลง อยู่หลายคน อยู่เยอะอยู่เหมือนกันในอโศกเรานะ ยังไม่ยอมจน หรือจนยังไม่ลง ก็มันยังฝืนอยู่ ก็เป็นธรรมดา แต่คนที่ได้แล้ว รู้มั่นใจ มั่นใจในตัวเรานี่ เราไม่ต้องไปมีเงินสักบาทเลยก็สบาย ยังอยู่รอด ยังไงก็อยู่รอด คนนั้นก็ยิ่งสั่งสมคุณค่า ยิ่งจะต้องหา ทางเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ สมมุติว่าคุณมาอยู่ในวัดนี่นะ ไม่สมมุติหรอก หลายคนก็ฝึกอยู่ คุณตั้งใจเลยว่าคุณจะไม่สะสมเงิน ไม่รับเงินใครมา ก็ใช้ๆไปหมดแล้วก็เหลือเท่าไหร่ก็เอาไปคืนคนนั้นคนนี้เขา แล้วเราจะเป็นคนไม่มีเงิน เป็นผู้ถือศีลสิบจริง อย่างนี้เป็นต้น อนาคาริกะ เป็นผู้ถือศีลสิบ แล้วคุณฝึก คุณจะรู้เลยว่า คุณเองคุณจะมี เป็นอยู่อย่างไร ในฐานะที่คุณไม่มีเงิน เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนอะไรมา เราเดือดร้อนอันนี้ขึ้นมาจะทำยังไง ไม่มีเงินนี่ จะไปไหนมาไหนจะทำยังไง คุณต้องทำตัวเอง เป็นคนมีคุณค่าจนคนนั้นบอก จะไปไหนมีคนคอยอุปถัมภ์เลย บอกจะไปนี่เหรอ อ๋อ! ไปเลยคนนี้ ถ้าไปก็มีประโยชน์ คนนี้จะไม่ไปเสียประโยชน์ คนนี้จะเป็นโน่น เป็นนี่ คนนี้จะทำงานนั่นนี่อะไรนี่ เขาจะอุปถัมภ์ง่ายๆเลย ถ้าเขาเชื่อมั่นในตัวคุณ มากเท่าใด เพราะฉะนั้นคุณจะต้องปฏิบัติตนให้เป็นคนที่เขาจะเชื่อมั่น ในหมู่ในกลุ่ม ในใครๆก็แล้วแต่ เชื่อมั่น แล้วคนที่อุปถัมภ์จะเต็มใจอุปถัมภ์จริงๆ แล้วคุณจะต้องปฏิบัติตนจนกระทั่งว่าเราจะไม่เบียดเบียนเขา จะไม่หาเลศ หาเล่ห์มาหลอกล่อเขา แล้วก็ไม่อยากจะเบียดเบียนเขา ใครจะอุปถัมภ์ก็จะต้องต้าน ปฏิเสธเอาไว้ แล้วจะเลือกผู้อุปถัมภ์ด้วย ผู้ใดที่ฉลาด ผู้ใดที่จริงใจ ผู้ใดที่สมควรจะอุปถัมภ์ ให้ผู้นั้นอุปถัมภ์ จะมีผู้อุปถัมภ์ถึงขั้นเลือกผู้อุปถัมภ์ได้ เชื่อไหม อาตมามี ประสบผลแล้ว โอ้! คนนี้ก็จะอุปถัมภ์ คนนี้จะอุปถัมภ์ เลือกผู้อุปถัมภ์ด้วย จะไปนั่นมานี่ จะอยากได้นั่นได้นี่อะไรนี่ ได้ เท่าที่เรามีบุญบารมี ถ้าอาตมาอยากได้บ้านได้เมือง ยังไม่ได้หรอกตอนนี้ เพราะไม่มีบุญถึงขนาดนั้น แค่อยากจะได้อะไรบางอย่างบางสิ่งที่แพงๆหน่อย คนยังบอกว่ายังๆๆ ยังไม่มีใครสามารถที่จะอุปถัมภ์ได้ ยังไม่มีใครที่จะ support ใช่ไหม ไม่มีใครจะอุปถัมภ์หรอก ยัง อาตมาก็มีบารมีเท่านั้น แต่ขนาดหนึ่งๆ ได้ขนาดนี้ ในระดับแสนนี่ยังพอได้เลยนะ ทุกวันนี้ถ้าอาตมาเห็นว่าสำคัญ อยากจะได้บ้าง ระดับแสนนี่เขายัง support ได้นะสำหรับอาตมา แต่ระดับล้านนี่ยังยาก แต่ในแต่ละคนนี่ ที่มาฝึกแล้วนี่จะรู้สึก เพราะฉะนั้นสัจจะอันหนึ่งก็คือคุณต้องสร้างกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ให้มากพอ แล้วคนจะรู้ คนจะเห็น คนจะนับถือ คนจะเคารพ คนจะยกย่องบูชาเชิดชู คนจะมั่นใจในตัวเรา แล้วเขาก็จะอุปัฏฐาก อุปถัมภ์ อย่างนี้ เป็นต้น ฉะนั้น คนที่ยิ่งฝึกตนเองไม่มี ไม่มีแล้วก็เอาคุณความดี เอากุศลนี่เป็นทรัพย์ เอากุศลนี่เป็นที่ตั้ง กุศลก็เป็นสัจจะ และก็เป็นสัจจะมาแต่ไหนๆ นิรันดร์ อกุศลก็เป็นสัจจะ แต่คุณจะทุกข์ คุณจะเดือดร้อน คุณจะไม่มีใครอุปัฏฐากอุปถัมภ์ อกุศลน่ะ แต่มันมีซับซ้อนนะ มีอกุศลแล้วคนจะต้องอุปัฏฐาก เพราะว่าเขากลัวบารมี อย่างเจ้าพ่อนี่บอก เฮ้ย! เอามา ไปชี้เอามา เจ้าพ่อนี่ เบ่งใหญ่ๆ จนกระทั่งเขากลัวลานเลยนะ เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้สองแสน ต้องควักให้เขานะ ไม่ให้มันจะฆ่าเอา อย่างนี้ก็ได้ อกุศลอย่างนี้ก็ได้เหมือนกันน่ะ อุปัฏฐากอุปถัมภ์อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน แต่อุปัฏฐากอุปถัมภ์แบบนี้ไม่จริงหรอก ไม่สุจริตจริงหรอก ทุจริตใช่ไหม อย่างนี้ซับซ้อนนะ เพราะฉะนั้นถ้าจริงแล้วละก็ กุศลแล้วเขาจะเต็มใจ ไม่ถูกเบียดเบียนบังคับ แล้วจะดีใจด้วยซ้ำที่ได้อุปัฏฐากอุปถัมภ์ ได้ช่วยเหลือเกื้อกูล อันนี้ฟังแล้วคุณก็ต้องรู้นะ เข้าใจ ผู้ที่มีบุญบารมี เราได้อุปัฏฐากอุปถัมภ์ผู้มีบุญบารมีเท่าใดๆ มันก็ยิ่งน่าชื่นใจ และก็เป็นสัจจะที่เป็นบุญเป็นกุศลเกี่ยวเนื่องซับซ้อนเกื้อกูล ค่าของบุญก็แพงขึ้น เหมือนพระพุทธเจ้าท่านว่าให้ข้าวโสดาบันกินหนึ่งครั้ง ดีกว่าไปทำนิจทาน ให้อนาคาหนึ่งครั้งได้ค่าเท่ากับให้สกิทาร้อยครั้ง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ไล่ไปตามลำดับ ค่าของบุญมันก็แพงขึ้นจริง เป็นสัจจะที่เราจะต้องเข้าใจและเกิดญาณปัญญาเห็นจริงเลย ไม่ใช่พูดเล่น ไม่ใช่เอามาขู่ ไม่ใช่ตั้งมาตรการเข้ามาลวงคน ไม่ใช่ เป็นสัจจะ สรุปแล้ว สัจจะนี่ขึ้นกับสุจริตยิ่งขึ้น หรือขึ้นกับกุศลยิ่งขึ้น เพราะงั้นจะยุติ ธรรมนั้น ยุติธรรมอยู่ในแวดวง แม้แต่ในแวดวงของโจร แวดวงของวงการเจ้าพ่อ ก็ต้องยุติธรรม ตามหลักของเจ้าพ่อ เจ้าพ่อเป็นใหญ่ เจ้าพ่อสั่งอะไร ยุติ ธรรมหมด หยุด แกต้องหยุด ไม่หยุดถูกเตะ ดีไม่ดีถ้าถึงขนาดเจ้าพ่อเก็บได้ ถึงขั้นเก็บก็ได้เหมือนกัน อย่างนี้ เป็นต้น ยุติธรรม เพราะฉะนั้นยุติธรรมนี่จึงเป็นระดับต่ำอยู่ สุจริตระดับสูงกว่า ในสุจริตก็ยังมีสัจจะที่ต่างกันอีก ดังที่อธิบายไปย่อยๆ แล้วนะ ทีนี้มาขยายสัจจะ พอแล้วสำหรับยุติธรรมกับสุจริตไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ศึกษาไป มาสัจจะกับสัญญา ฟังความนี้ก่อน สัจจะกับสัญญา ตอนนี้ลึกซึ้งขึ้นมาแล้ว สัจจะก็ความจริง คนเราไม่ถือสัจจะไม่ได้ แต่อาตมาเคยไขความว่าสัจจะ กับสัญญานั้นระวังให้ดี มีคดีขึ้นมาที่นี่ นักเรียนมาเรียนที่นี่แล้วสัญญาเขาว่าจะสองปีให้จบ แต่เสร็จแล้วก็ไม่เอาล่ะ มาแก้สัญญา ไม่เอา ต้องให้สามปีจบ เด็กก็ถือสัจจะว่า เอ้า! ก็ครูพูดไปแล้วว่าสองปีให้จบ แล้วทำไมมาปีนี้ มาบอกสามปี อาตมาต้องไปแก้คดีอันนี้ แหม! ต้องเป็นผู้พิพากษา ต้องอธิบายให้เด็กฟัง บอก ว่ามันเป็นอย่างนี้ จริง ตอนนั้นได้บอกเอาไว้ จะถือเป็นสัจจะก็เป็นสัจจะ ว่าสองปี สองปีนี่เขาก็ถือกันมาว่าเรียน กศน.นี่ สองปีแล้วก็สอบได้ก็ไปเลย แต่นี่สอบได้ แล้วน่ะสองปี ทำไมไม่ให้จบ จะต้องให้อยู่ตั้งเป็นสามปี แบบนี้ไม่มีสัจจะนี่ แหม! เด็กถือใหญ่ อาตมาก็ต้องมาเคลียร์ปัญหาว่าเป็นอย่างนี้ สัจจะกับสัญญานี่ต่างกันนะ เพราะฉะนั้นใครจะไปยึดตั้งอะไรเอาไว้เป็นสัจจะ แล้วก็กำหนดว่าฉันจะเอาอย่างนี้ เอาเป็นเอาตายนะ สัจจะนี่ไปยังไง ก็แก้ไขไม่ได้ คนนั้นบื้อนะ ซื่อบื้อนะ เพราะฉะนั้นเรามาดูสัญญานี่ แปลว่าการตกลงกัน แปลว่าการกำหนด แต่ก่อนนี้เราสัญญากันไว้ว่าสองปีนะจะจบ ให้จบ สองปีให้จบ เราสัญญากันไว้เท่านั้นนะ มันไม่ใช่สัจจะทีเดียวหรอก แต่พอดีเรา ผ่านปีมา เรามีประสบการณ์มา สองปีแล้ว มาถึงปีนี้ขึ้นมา เอ๊! เห็นว่ายังไม่ดีนะ เด็กนี่เรียนสองปีแล้วก็ยังไม่ดี สอบได้แล้วก็ตาม ก็รู้สึกว่ายังไม่ดี ตั้งใจจะสอนให้อีกสักปีหนึ่ง อาตมาก็ถามว่าครูเหล่านี้สอนให้เธอเพิ่มเติมขึ้นอีกปีหนึ่ง เก็บเงินเดือน เก็บรายได้ เก็บค่าสอนหรือเปล่า เปล่า เสียสละหรือเปล่า เสีย ปรารถนาดีต่อเราที่จะสอนเพิ่มเติมขึ้นอีกปีหนึ่งหรือเปล่า ใช่ ครูเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้นใช่ไหม ใช่ แล้วพวกเธอจะได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นอีกปีหนึ่งใช่ไหม ใช่ แล้วดีกว่าไหม ดีกว่า นั่นเป็นสัจจะกว่าสัญญาที่ให้ไว้สองปี สองปีที่ให้ไว้น่ะ จริง เป็นสัจจะที่ว่าให้ไว้ตามสัญญา แต่พอผ่านปีผ่านเดือนมาถึงวันนี้ เห็นข้อมูล เห็นหลักฐาน ในประสบการณ์ว่ามันไม่ดีเท่า สามปีดีกว่า ก็เลยแก้สัญญาซะ มาตั้งสัจจะใหม่ว่าสามปีจบนะเธอ สัญญานั้นแก้ได้ไหม ได้ สัญญานั้นแก้ได้ เพราะสัจจะมันคือกุศล มันดีกว่านะ เขาไม่ได้เอาเปรียบหรอก ไม่ใช่ว่าหลอกเธออยู่นะ จะไดัเงินค่าเล่าเรียนเธอหรือเปล่า แหม! ถ้าเป็นที่อื่นพูดไม่ออกนะ ถ้าเป็นโรงเรียนที่เก็บเงินทองพูดไม่ออก เห็นไหมว่าทางโลกตันแล้ว ทางโลกไปไม่รอดเลยเห็นไหม ตัน ไปไม่ได้เลย สัจจะนั้นแก้ไม่ได้ สัญญาก็แก้ไม่ได้ ใช่ไหม ทางโลกตัน แต่ทางธรรมเห็นไหมว่าสัจจะมันสูงยิ่งขึ้นตามลำดับ เห็นไหม สัจจะมันสูงได้ตามลำดับ เพราะฉะนั้นแต่แค่สัญญา ไม่ใช่สัจจะนะเธอ เออ! เด็กค่อยยังชั่วนิดหนึ่ง ฟังเข้าใจไม่ใช่ง่ายนะ เรื่องจะอธิบายสู่คุณฟังนี่ คุณฟังดีๆนะ ถ้าไม่มีสภาวะรองรับนะ จ้างก็ยกกันไม่ออก อธิบายกันไม่ออก นี่มันมีสภาวะรองรับ ใช่ไหม มีสภาวะรองรับ เด็กก็รู้เห็นอยู่ ก็เห็นจริงอยู่ แล้วมีเหตุผล มีหลักฐาน ยืนยันว่าอย่างงี้ดีไหม เด็กก็ต้องยอมว่า เออ! ก็เขาก็จะได้ ครูก็เสียสละ แต่จะดันทุรังว่าไม่เอา ฉันจะจบสองปีนี่แหละ ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร คุณก็ดันไป เราก็บังคับไม่ได้ เขาก็จะออกไป ก็ฉันสอบได้มีใบประกาศนียบัตรแล้วนี่ นั่นน่ะ ทางโน้นก็ให้มาแล้ว ก็ได้ แต่เด็กแกก็เข้าใจพอสมควร แกก็วางใจว่า เออ! เอาก็ยอมเอาดีเพิ่มเติมก็แล้วกัน ท่านก็เสียสละดีให้แก่เรา มันไม่ได้มาขู่เข็ญเอาเปรียบเอารัด ขี้โกงอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องทุจริต เป็นเรื่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน