360830 ตอบปัญหากินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
360830 ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ตอบปัญหาวันกินข้าวหาด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 30 สิงหาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ตามประเพณี จารีตของพวกเราล่ะนะ มันก็เหมือนกันกับอย่างกลุ่มคนที่เขาอยู่เป็นสังคม กลุ่มแต่ละกลุ่มนี่นะ มีกลุ่มชาวเขา กลุ่มอะไรๆ ต่างๆ อย่างนี้ เป็นต้น เขาก็จะมีกลุ่มที่มีจารีต มีประเพณี มีวัฒนธรรมอะไรต่ออะไรของกลุ่ม ของสังคมกลุ่มเขา ฉันเดียวกัน ชาวอโศกเราที่อาตมาว่าจัดเรื่องของกินข้าวหาดขึ้นมาบ้าง มีอะไรๆ ขึ้นมาบ้างซิ ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้พวกเรานี่ ได้สร้างจารีตประเพณีวัฒนธรรมของพวกเราขึ้นมา ให้มันครบพร้อมสมบูรณ์ ในฐานะ ของคนที่มีระดับต่างๆ แตกต่างกัน ตั้งแต่พื้นฐาน มีศีล 5 ซึ่งยังไม่มีสภาพของ กามที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เราก็ต้องเข้าใจกัน ว่าเราก็ยังมี เราไม่ได้ไปตัดรอนไปจนกระทั่งถึงคนที่มีกามไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่มีตัวเชื่อมต่อ เพราะฉะนั้นในแวดวงภายในของเรานี้ เราจึงพยายาม ที่จะรับรองซึ่งกัน และกันด้วย พร้อมกันนั้นก็ใช้เป็นเครื่องสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะ ว่าพวกเราก็ไม่ได้จัดจ้าน มอมเมา ปลุกเร้ากัน รุนแรงอะไรกัน จนถึงขนาดอะไรนัก เราก็เพียงแค่ที่พอเป็นพอไปอย่างที่เห็นๆกันอยู่ จะมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรเราก็พอมี ซึ่งก็เคยได้ใช้ภาษาเล่นๆกันไว้ว่า พวกเราก็เอาละ เป็นวันกินข้าวหาด ก็คือวันปล่อยเปรตอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ก็จะเห็นเปรตเพ่นพ่านๆ อะไรมันเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก หรือว่ามันเพ่นพ่านอยู่ในใจเรา เราก็จับเปรตของเราให้ได้ แม้จะเห็นเปรตของเพื่อนก็ดูกัน สำหรับวันนี้น่ะ เปรตตัวไหนจะออกมาเต้นแรง เต้นฉูดฉาดบ้าง ก็ดูกัน เข้าใจกันว่าคนนั้นคนนี้มี บางคนก็อาจจะสังวรระวังมากข
อ่านต่อ
ึ้นก็ได้ วันนี้กลายเป็นวันที่เป็นวันที่สังวรระวังมากขึ้น เพราะว่า แหม ไอ้ตัวยั่วเยอะเหลือเกิน ตัวยั่วให้เปรตเรามันดิ้น ออกมายั่วเยอะ เยอะกว่าปกติ อาหาร การกินก็รู้สึกว่า แหม มุมนั้นมุมนี้ก็ยั่วนะ เลือกได้ แต่ก่อนนี้ก็เข้านั่งกับที่แล้ว เขาเลื่อนมามันก็ไม่ครบ ขาด ได้ไม่ทัน เพื่อนเอาก่อน อะไรก็แล้วแต่ แต่คราวนี้ นี่เราบุกลุยได้ก่อน เต็มที่ก่อนเลย อะไรต่างๆนานา มีเสียง มีเพลง ไม่ถึงกับขนาดมีแสงเลเซอร์ ไม่ถึงกับมีแสงดิสโก้ อะไรก็แค่นี้แหละ จะร้องจะรำกันบ้าง ก็ปล่อยเปรตของผู้ที่จะมากระทำ หรือว่ามาทำเพื่อผู้ที่ไม่ปล่อยเปรตล่ะ สามารถควบคุมได้ แต่ก็มาสังขารลองดู มาลองร้องเพลง มาลองแสดง หรือมาลองปรุงอาหาร มาลองอะไรอยู่แค่นี้ๆ ไม่มากไม่มาย เรื่องของรส จะแต่งเนื้อแต่งตัวอะไร ก็ไม่ได้มายั่วยวนอะไรกัน ก็ไม่ได้ถึงขนาดว่า มาเที่ยวงานกินข้าวหาดนี่ จะต้องแต่งตัวมาประกวดประชันกัน มีกามในสายทางด้านรูป ในด้านเสื้อผ้าหน้าแพร เครื่องตกแต่งอะไรมันก็ไม่มากไม่มายอะไร สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบอยู่ในขนาด อยู่ในปริมาณที่อยู่ในสายหูสายตาอยู่ อาตมาก็ดูๆ แลๆ อยู่ จะมากเกินจะน้อยไปอะไรก็พยายามดูว่า เราจะให้ใช้เป็นองค์ประกอบศิลปะ เป็นองค์ประกอบของส่วนรวม ส่วนที่เป็น ถ้าจะเรียกให้จริงๆแล้วก็คือ ภาษาบาลี ท่านเรียกว่าสัพพังคะ ปัจจังคัง สัพพังคะ ปัจจังคา เรียกว่า สัพพังคะ ปัจจังคัง ปัจจังคัง เรียกว่ามีอวัยวะ มีสิ่งส่วน มีสิ่งส่วนต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบ สัพพังคะ ปัจจังคัง มีส่วนต่างๆ มีองค์ประกอบหรือเขาเรียกจะมีอวัยวะน้อยใหญ่ก็ได้ มันก็ฟังได้ ดูเหมือนกับจะมีอวัยวะอยู่ในร่างกาย ที่จริงอื่นๆ ต่างๆมันก็เป็น ถือว่าเป็นอวัยวะได้ มันเป็นสัพพัง มันเป็นองค์ประกอบทั้งปวง สัพพังคะ ปัจจังคัง ก็คือส่วนที่เป็นปัจจัยองค์แห่งปัจจัยที่มันจะเกิดอะไรกันขึ้นมาก็แล้วแต่ เป็นองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะสิ่งเล็กสิ่งน้อย ส่วนละเอียดลออแยกย่อยอะไรอีก มันจะมีครบครันไปพอสมควร ตามที่เราจะหมาย อาตมาควบคุม สัพพังคะ ปัจจังคังนี้อยู่ ควบคุมสิ่งเหล่านี้อยู่ ให้มันอยู่ในปริมาณที่คิดว่า อาตมามีมัตตัญญุตา เพราะฉะนั้นในสิ่งนี้ที่อธิบายให้ฟังบ้าง แต่ละครั้ง แต่ละคราวว่า งานกินข้าวหาดนี่เรามีจุดมุ่งหมายอะไร อาตมาก็ขยายความให้พวกเราเข้าใจ แล้วก็สังเกตสภาวะต่างๆ ดูเอาเอง ใครจะฝึกฝนเรียนรู้ แล้วก็ให้มันเกิดสังคมที่มีพฤติกรรม กิจกรรม แม้อันนี้เราเรียกว่าพิธีกรรมอันหนึ่งก็ตาม เราก็จะมีพฤติกรรมในนี้ เป็นกิจกรรมหรือว่ามันเป็นพิธีกรรมของเรา ที่เราสร้าง เราก่อ เราทำให้มันมีขึ้น ให้มันได้สัดส่วนและเป็นประโยชน์แก่ตัวเรา เป็นประโยชส์แก่หมู่กลุ่ม แก่ตัวเราเอง แก่หมู่กลุ่ม คนอื่นทำข้างนอก จะเข้ามาร่วมกับเรา เราก็จะเป็นเนื้อ เป็นมวล เป็นแก่น เป็นแกน แม้ข้างนอกจะเข้ามานี่ พวกนี้แหละ จะเป็นเนื้อเป็นมวลเป็นแก่นเป็นแกนที่จะนำพาเขา เขาเข้ามาในนี้ เขาก็จะได้รับ ได้รับการกระทบสัมผัส แล้วเขาก็จะเกิดปฏิภาณ เกิดความรับรู้ จะรู้ หรือว่ารู้สึกตามภูมิปัญญา ของเขาเอง เขาก็จะรับได้ ข้างนอกมาก็มา เชื่อแน่ว่าไม่มีข้างนอกมาอย่างเฮละโล โฮละเล แล้วก็มาทำลายไอ้ของเรานี่ลงไป ไม่แน่ๆเลย จะไม่ครึกครื้น เบียดเสียดกัน เหมือนกับแย่งเข้าไปดูคอนเสิร์ตไมเคิล แจ๊คสัน อะไรอย่างนี้ จะไม่เหมือน ไม่เหมือนเลย จะไม่มากันอย่างนี้เลย เพราะมันไม่ใช่สิ่งยั่วยวน ไม่มีกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนี้ ไม่ได้ยั่วยวน เพราะฉะนั้นคนจะไม่คลั่งไคล้ ไม่คลั่งไคล้เด็ดขาด ไม่โมหะ จะไม่หลงใหล โมหะ คลั่งไคล้ หรือหลงใหล ขอยืนยันได้เลยว่างานกินข้าวหาดนี้ จะไม่มีใครมาหลงใหลได้เป็นเด็ดขาด ไม่คลั่งไคล้หลงใหลเหมือนกับที่ไปงานข้างนอกๆ เขา ที่จัดคอนเสิร์ตนั่นคอนเสิร์ตนี่ หรือว่าจัดงานนั่นงานนี่ ที่เขาคลั่งไคล้หลงใหลว่า แหม คนจะต้องดิ้นรนไปให้ได้ จะแพงอย่างไร จะลำบากยากเย็นอย่างไร ต้องลอง ว่าอย่างไร จะต้องลางานที่สำคัญอย่างไรก็จะต้องไปให้ได้ จะไม่เลย จะไม่เหมือน แต่ก็เป็นสภาพหนึ่ง เป็นจุดคลายเครียด เป็นจุดระบาย เป็นจุดผ่อนพัก พักผ่อน เป็นจุดที่จะประสมประสาน เป็นจุดทดสอบ จุดอะไรต่ออะไรอีกหลายๆ อย่าง ที่เราทำขึ้นมานี่ อาตมาว่าทำอะไรโดยปัญญา ทำอะไรขึ้นมา พยายามก่อเกิดอะไรขึ้นมานี่ ไม่ใช่ว่าทำเล่นๆ ก็เล่นไปเลอะๆ เทอะๆ ไม่ใช่ อาตมาพยายาม ประมาณคำนวณ หรือคิดว่ามันจะมีคุณมีโทษ มีอะไรที่จะได้ประโยชน์ที่จะทำให้ พวกเราเจริญ แล้วก็จะมีระบบในการรับรองกัน กว้างขวางขึ้นด้วยพอสมควร กว้างมากเราก็มีอะไรของมันที่จะกำหนดอยู่ อย่างมีรสอร่อยของกาม มีรสอร่อย ของเพลงการ อาหารการกิน เต้นรำอะไร ก็แล้วแต่เถิด มันจะไม่ยียวน ชี้ชวน จนกระทั่งคนมาคลั่งไคล้อย่างที่กล่าวแล้ว หรือคนจะมาเฮละโล โฮละเลกันหนัก หนา ไม่ จะไม่เลย จะพอประมาณ แล้วพวกเราก็มีสำนึก คนข้างนอกเราก็ต้อน รับ ถึงคนข้างนอกบอกแล้วมา เขาก็ไม่ดูดดึงดอก ไม่ดูดดึง ไม่คลั่งไคล้ สิ่งที่เราประกอบขึ้นมานี่แน่ จะมีคนมีสำนึก หรือมีปัญญานะ คนที่จะเข้ามาจะรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือว่ารู้สึกพอใจน่ะ เข้ามาในงานนี้ มางานกินข้าวหาดของเรานี่ เขาพอใจนี่ คนนั้นเขาเป็นคนที่มีรสนิยมดีนะ คนไม่มีรสนิยมดีเข้ามางานนี้ไม่ติดดอก เขาจะไม่เห็นคุณค่า เข้ามางานนี้ เขาจะดูถูกดูแคลนก็ได้ หรือรสอร่อยของเขาไม่พอ รสอร่อยของเขาไม่พอ พวกนี้พวกสายกาม พวกสายกามเข้ามาที่นี่ รสอร่อยไม่พอ ไม่ติด พวกสายอัตตามานะเข้ามาในที่นี้จะดูถูกดูแคลน ดูถูกดูแคลนว่ามันมาปรุงมาแต่งอะไร มันมาทำอะไรอย่างกับเด็กๆ เล่นๆ หัวๆ มีอะไรต่ออะไรกันอย่างโลกๆ พวกมีอัตตามานะก็จะดูถูกดูแคลนงานนี้ จะไม่เข้ามา แม้แต่ในหมู่พวกเรานี้ มีอัตตามานะกัน ดูแคลนงานกินข้าวหาด ไม่เข้ามา หมิ่นหยาม เอ๋อ ไม่เข้ามา ไม่มีประโยชน์ จริงๆ มีได้น่ะ ส่วนพวกมีกามมากๆหน่อย ก็เข้ามาไม่ติดเหมือนกัน พวกเราก็เหมือนกัน ในพวกเราที่มีกามจัดจ้านหน่อย เข้ามาในนี้บอก ว้า ดูแล้วมันก็อย่างไรไม่รู้ ว้า มันทุเรศๆ ร้องรำ ก็โห มันไม่เหมือนกับเบิร์ด ไม่เหมือนกับไมเคิล แจ๊คสัน ไม่เหมือนกับ แค่ อ้า พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ไม่เหมือนกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ไม่เหมือนคริสติน่า ไม่เหมือนอะไรไปโน่น ไม่พอ มันไม่ถึงใจ อาหารการกิน ก็ โห ปรุงแต่งอย่างนี้ แค่นี้เองนะหรือ โห ไม่ถึงใจ ครื้นเครง สนุกสนาน มีองค์ประกอบที่มันยั่วยวนอะไร ก็ไม่ถึงใจ เพราะฉะนั้นพวกที่มีกามแรงหน่อย รสชาติขนาดนี้ ไม่ใช่รสชาติที่ถึงใจเขาดอก เพราะฉะนั้นไม่ติด ไม่ติดน่ะ พวกอัตตามานะก็บอกแล้ว ก็จะรังเกียจ ข่ม เบ่ง ดูถูกเหยียดหยาม ก็ไม่ติดอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะเรียนรู้ว่า อ้า เราไม่ แม้แต่กามขนาดนี้ นี่ก็มาละ มาลดอยู่ในตัวด้วยน่ะ แค่นี้ก็เกิด กามแค่เสียงเพลง แค่รสอร่อย แค่นี้ก็ต้องมาละ มาลดอีกเหมือนกัน หรือพวกอัตตามานะ ที่จะเก่งแล้วน่ะ จะไม่ผลักไม่ดูด ไอ้อย่างนี้ได้ไหม? ประสานสมาน เป็นสมานัตตา ได้ไหม สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่อาตมาก็ต้องแนะนำ อธิบายบอกให้เราเข้าใจ เพราะฉะนั้นถ้าเราพากเพียรใช้พวกนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ งานกินข้าวหาด วันกินข้าวหาด ก็เป็นประโยชน์แก่เรา แล้วมันจะรู้สึกเบิกบานร่าเริงพอเป็นไป แล้วเราก็จะเข้ามารวมส่วนได้ด้วยความรู้ ไม่ใช่ด้วยความติด ความยึด ไม่ใช่ด้วยความหลง จะมาด้วยความรู้ สนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมนี้ พิธีกรรมนี้ โดยเรามากำหนดพฤติกรรมของเราโดยเหมาะโดยควร เพราะฉะนั้น เราจะร่วมขนาดไหน เราก็กำหนดพฤติกรรมของเรา มีกายกรรม วจีกรรม มโน กรรม ที่จะร่วมมารวม อันนี้ขาดแคลนเราก็เสริมทำอันนี้เข้าไปเสีย พฤติกรรมอันนี้เข้าไปประกอบงานนี้ อันนี้มันมากแล้ว มีคนทำอยู่พอแล้ว เราก็ไม่ต้องทำเรียกว่าอันนี้มันควรจะมีขึ้นมา มันขาดแคลน เราก็ดำริ กอรปก่อขึ้นมาให้มันดูว่า เป็นองค์ประกอบที่พอเป็นพอไป ในกลุ่มของคนอย่างพวกเรา ก็อธิบายสู่ฟังน่ะ ไม่ว่าจะเป็นในระดับสามารถ หรือฆราวาสที่มาร่วมงานนี้ ก็จะได้พิจารณา ได้ทำความเข้าใจดูว่า เจตนารมณ์ในการทำอันนี้ขึ้นมานั้น จะมีประโยชน์อย่างไร มันเกิดโทษก็ได้ ถ้าเราโง่ แต่ถ้าเราไม่โง่ สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เกิดโทษ แล้วอาตมาเชื่อว่าไม่ถึงขั้นเป็นพิษ ไม่ถึงขั้นเป็นวีสะ ไม่ถึงขั้นเป็นพิษอะไร หรือว่าไม่เป็นขั้นถึงมัชชะ ไม่เป็นขั้นถึงมอมเมาที่จัดนี่ อาตมาเชื่อมั่นว่า ที่ได้พยายามประกอบ เป็นองค์ประกอบขึ้นมา ปรุงขึ้นมาขนาดนี้นี่ ให้มีได้ขนาดนี้นี่ ยังไม่ถึงขั้นจะเป็นวีสะ หรือเป็นมัชชะ ไม่ถึงขั้นเป็น พิษ และไม่เป็นขั้นสิ่งที่มอมเมามาแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นพวกเรามีอะไรขนาดไหนก็ ลองทำไปดู อะไรมากเกิน อาตมาก็จะติง อะไรขาดไปน้อยไป อาตมาก็บอกอยู่ เสริมอยู่ บางทีนี่ พอจะมาถึงงานชักเฉื่อยชา อาหารการกินต้องมีมาเลี้ยงดูกันน่ะ บางคนก็บอกไม่ ขนาดเงินกองกลางเราก็มีไว้ให้ เงินวันกินข้าวหาด นี่ใครไม่มีเงินเลย เราจะมาช่วย โอ ขาดตกบกพร่อง รู้สึกว่าร่อยหรอ มางานนี้กันแล้ว ก็อาหารกินไม่พอไม่เพียง ไม่ครึกไม่ครื้นอะไร เราก็เสียสละลงทุนลงแรงไปปรุงไปแต่ง ไปทำกันมาบ้าง ทุนรอนก็เบิกเอา ส่วนกลางเรามีพอให้เบิก เราทำกันขนาดนี้ มันก็คงไม่เปลืองไม่ผลาญอะไรกันนัก มีคนมาบริจาคอะไรมาไว้ในงานนี้บ้างอยู่ ทุนรอนส่วนนี้ก็มีพอให้ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ทำกันไป เอาละ อาตมาคิดว่าได้ขยายความ ได้บอกกล่าวเนื้อหา อะไรต่ออะไรกับพวกเราพอสมควรแล้ว ก็ฝึกหัด ปฏิบัติ อบรม ฝึกฝน ใช้งานกินข้าวหาดให้มันเป็นประโยชน์ เพิ่มภูมิ เพิ่มฐานะเจริญขึ้นสู่อาริยคุณ ให้เป็นอาริยะประโยชน์ให้ได้ เอาละก็พูดแค่นี้ ต่อจากนี้ก็มีอะไร จะมีอะไรประกอบการ จะสนุกสนานร่าเริง บันเทิงอะไรกันพอสมควร ก็เชิญ เอ้า ทีนี้ เขาก็เกิดเดือดร้อนขึ้นมา พอถูกทักเข้า ก็เลยเอาเงินไปให้ทางปฏิพล เอาไว้ เอาไปให้ 5,000 บาท เอาไปให้ 5,000 บาท ทางโน้นก็บอก โอย อะไรกัน ธรรมดาน่ะ เขาไม่เอาแต่เขาเอาไปให้แค่ 500 เสร็จแล้วทางโน้นก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เอาไปเอามาเลยรับไว้ แล้วก็บอกจะส่งไปให้ทางนี้ ไม่รู้ว่าส่งมาให้ทางนี้หรือเปล่า ยังแว่วๆ จะไปส่งเลย เอาไปคืนเขาดีกว่าเสียชื่อ รับเงินรับทองก็รับในอัตราอย่างนั้น เสียชื่อเปล่าๆ ไม่เห็นจะน่าเอาตรงไหนเลย เห็นเขาพูดนะคะว่า รับไปแล้ว ให้ไปแล้ว 5,000 แล้วจะไปคืน ก็งุบงิบรับเงียบ แล้วภาพนั้นออกมาให้แล้ว 5,000 บาท ไม่ได้มีภาพมาให้จึงได้เงียบ เห็น คนที่เขามาให้ เขาพูดเอง เงียบ ก็ไม่ได้รับอะไร เขาไม่ได้เป็นเจ้าของนี่ ปฏิพล เราไม่ให้เป็นเจ้าของ เขาให้ไปกับทางโน้น การสังคมมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มีเพลงเพลงหนึ่ง ตามที่ฟังมีเพลงของครูเอื้อ นี่เพลงหนึ่ง แจ้เขาไปซื้อลิขสิทธิ์มา ราคาเพลงนั้นให้ค่าลิขสิทธิ์ 500,000 บาท (ห้าแสนบาท) มีอยู่เพลงนั้น แพงที่สุดว่าอย่างนั้น เพลง อะไรอาตมาจำไม่ได้ ก็ออกข่าวมาว่าให้ค่าลิขสิทธิ์ 5 แสน สำหรับเพลงนั้นเพลงเดียว แต่เพลงอื่นๆ ก็อย่างนั้นแหละ ก็หมื่นสองหมื่น อะไรไปอย่างนั้นเอง ไอ้เพลงเป็นแสนนี่ ก็ไม่ค่อยมีดอก ราคาเป็นแสน เดี๋ยวนี้น่ะเพลง นอกจากจะไปสัญญากันไว้ว่า ถ้าเพลงนี้มันดัง มันฮิตขึ้นมาแล้ว มันพาขายเตลิดเถิดเทิงอะไร เขาก็มีเปอร์เซนต์ให้ก็ดี เจ้าของเพลงก็ได้บ้าง เจ้าของเพลงไม่ค่อยได้เท่าไรดอก ไปได้นักร้องโน่น นักร้องเอาหนัก รับ โปรโมเตอร์ผู้จัด (ผิดกับเมื่อสมัยก่อน) กับผู้จัด ผู้ผลิต ไม่ๆ นักแต่งเพลง เมื่อไรๆ ก็อยู่อย่างนี้ ทั้งนั้นแหละ เมื่อไรๆ ก็ไม่ได้เรื่อง เมื่อไรๆก็ไม่ได้งอกง่ายกับเขา ทั้งนั้นแหละ นักแต่งเพลงนี่ นอกจากทางเมืองนอกเขา ทางฝรั่งเขาก็เป็นไป แต่ในเมืองไทยนี่ยังอีกนาน นักแต่งเพลง ไม่งอกไม่เงยอะไร ค่ายไหนคะ ชื่อ ไม่รู้ อาตมาก็ยังไม่รู้ ยังไม่เคยได้ฟังด้วย (มีเสียง) คณะอมตหรือ (อมตะ) ชุดอมตะ ชื่อนักร้องอมตะ ไม่รู้ ยังไม่รู้เหมือนกัน (นักร้องใหม่ครับ) นักร้องใหม่ ไม่เคยได้ยิน เดี๋ยวไว้วันหลัง คุณก็จะไปหาฟัง (ไม่รู้) ยังไม่รู้ เอา ค่อยเป็นค่อยไป ก็อย่างนี้แหละ อาตมาก็ว่านะ ทำๆ ไว้นี่ก็ไม่คิดว่า มันจะออกไป เพราะว่ามันเป็นเนื้อหา ซึ่งมันเขารับไม่ติดดอก เขาไม่มัน เขาไม่อร่อย ถึงจะมัน ถึงจะอร่อยก็ตาม เนื้อหาของมันขัดใจ เนื้อหาของมันขัดกิเลส มันไม่รู้สึกสอดคล้องกับกิเลสที่เขามีอยู่ จะไปเอาเนื้อหาของน้ำเน่า เนื้อหาความรักของกามอะไรพวกนี้ โอย มันก็อยู่ในโลกของความสอดคล้องของอารมณ์ ความรู้สึก มันก็ โอ อันไหนที่มันต้องใจ ก็ต้องร้องไห้ ชื่นใจ ขนาดร้องไห้ ชอบใจว่ายังมีพวก มันเศร้าด้วยกัน ไอ้นี่เขาเห็นใจเรา อะไรอย่างนี้น่ะ เอา อะไรที่มันสะใจ สมใจ ชื่นใจในรักก็เอา โศกเศร้าด้วยกันก็เอา อะไรอย่างนี้ ก็เลยเป็นเพลงพวกนี้เสียเยอะ ก็ทำออกมา แล้วประชาชนมีอารมณ์อย่างนี้มาก ก็ได้รับความนิยม ตรงกับความรู้สึกของ มนุษยชาติมาก เพราะฉะนั้นศิลปะแบบนี้ มันไม่ใช่ศิลปะดอก มันเรียกว่าเป็นการเอาใจกับไม่ต้องอารมณ์ เขาก็เลยแยกแยะไม่ออก ว่าศิลปะมันคืออะไรกันบ้าง แยกศิลปะกับอนาจาร ก็ยังแยกไม่ออกเลยจนป่านนี้ อย่างไมเคิล แจ๊คสัน มาแสดงมาอะไร นี่ อาตมาว่า โอ้โฮ มันยอดอนาจารที่สุดเลย เพราะเต็มไปด้วยกามทั้งแสง สี เสียงอะไรนี่ มันจัดจ้านไปหมดเลย กามเข้มที่สุด อนาจารลามก ถือว่าอนาจารลามกที่สุด แต่เขาเข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจกันว่าอย่างนี้แหละ โอ้โฮ มันตราตรึง คำว่ามันตราตรึงใจนี่เป็นศิลปะ เป็นฤทธิ์เดชของคุณภาพของศิลปะ ที่ทำให้คนชื่นชอบนี่เป็นศิลปะ ให้คนชื่นชอบเป็นศิลปะได้อย่างไร ให้คนชื่นชอบมันไม่ใช่ศิลปะ ศิลปะมันควรจะมีค่ายิ่งกว่านั้น เป็นคุณค่าน่ะ คำว่าศิลปะ มีคุณค่า อันนั้นเป็นการทำลาย ชื่นชอบแล้วมันทำลาย เพราะชื่นชอบแล้วมันกลายเป็นกาม คนที่ติดกามหยาบๆ ติดกามมากๆ นั่นเขาขาดทุนนะ ชีวิตหนักยิ่งขึ้น ชีวิตต้องบำเรอ ชีวิตต้องหามาให้ได้สมใจ ยิ่งมันจัดจ้านมากเท่าไร จืดๆ มันก็ไม่ถึงใจ มันจะต้องหามากกว่านั้นเข้าไปอีก ไปอีก มันกลายไหม? ไม่ใช่เป็นความเจริญ มันกลายเป็นความเสื่อม แต่เขาเข้าใจไม่ได้ พูดอย่างไรก็ยังหาไม่เป็นไร พวกเราก็ยัง งงๆ งวยๆ ยังไม่ค่อยชัดเท่าไร ดูซิ พูดกันปากเปียกปากแฉะ เพราะฉะนั้นข้างนอกแล้วไม่ต้องพูดเลย พูดไปแล้วก็ไม่รู้เรื่อง พูดเขาก็หาว่าเราไปว่าเขา อื้อ ก็แล้วแต่ เขาไม่ได้ศึกษา เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะเรียนอภิปรัชญา หรือว่าเรียนอภิธรรม หรือไปเรียนสัจจะที่สูงส่งขึ้นมา แล้วก็จะต้องเรียนรู้ความมุ่งหมาย หรือว่าสาระสัจจะอะไรต่างๆนานาพวกนี้ ให้ถูกต้อง ให้ดีขึ้น แล้วเราจะได้อะไรต่ออะไรขึ้นมา เอ้า มีอะไร เห็นถือไมโครโฟนแต้เลย เดี๋ยวจะลืมคำถามเสีย สัจจะกับสัญญา คนละเรื่องกัน เป็นอันเดียวกันก็ได้น่ะ สัจจะกับสัญญา ตรงกันก็ได้ ถ้าเมื่อสัญญานั้นมันเป็นสัจจะ มันมีสัจจะ แต่สัจจะถือว่าสูงสุด และสัญญานี่ถือว่าการกำหนดกันเท่านั้น ฉะนั้นการกำหนดนั้นเป็นสัจจะที่สูงสุดเหมือนกัน สัญญาที่ซ้อนกับสัจจะนั้น สัญญานั้นเป็นสัจจะได้ แต่สัจจะนั้น ถ้าเผื่อว่าสัญญานั้นมันเป็นสัจจะ มันสัจจะมาซ้อนกับสัญญาก็ได้อีกเหมือนกัน สัญญาคือการกำหนด การตกลง ส่วนสัจจะนี่คือความจริง เอาเลย กราบขอโอกาสค่ะ (อะไรเล่า ถามไปซิ เกาหัวทำไมล่ะ) กลัวแตก (หัวแตก) กล้าๆค่ะ ไม่ค่อยจะ...อย่างนี้ค่ะ รู้สึกว่าทุกวันนี้ค่ะ พอเจอกับพ่อท่าน แล้วมันแสบ มันเจ็บ โอ้โฮ แบบไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร มันฟังแล้วเจ็บมากค่ะ อย่างเมื่อเช้า นอนไม่ได้เลยค่ะ ต้องลุกขึ้น ฟังแล้วรู้สึกว่ามันๆๆ มันเป็นอะไรที่เรารู้สึกมันยากขึ้นน่ะค่ะ ทำไมเราฟังแล้วรู้สึก แล้วโอกาสนี้ก็เสร็จ เป็นเรื่องๆ ไป แต่ทุกวันนี้ เทศน์วันไหน ก็อันนั้นเป็นเรา แล้วก็เจ็บมาก แล้วบางคนไปฟังน้ำตาซึมมากเลย เอ้า มีเพื่อนเจ็บเหมือนกัน แต่ แต่ ช่วงนั้น ช่วงนั้น ที่เราฟังรู้สึกว่ามันเจ็บ มันแสบ ... มันเหมือนอะไรที่มันแสบเผ็ด มันอยู่ตรงนั้นไม่ได้แล้วฮ่ะ มันจะฟังอยู่ รู้สึกมันเจ็บ มันเป็นความรู้สึก เหมือนว่าเราแย่น่ะค่ะ เอาละ อาตมาจะซัก ค่อยๆ ขยายความรู้อันนี้ออกมาน่ะ แต่นี่เป็นการศึกษาที่ดีน่ะ อาตมาเหมือนดารา เหมือนดาราที่แสดงหรือว่า เหมือนดาราที่พยายามจะสื่อ แต่อาตมาไม่ได้ไปยืนร้องเพลงในแสง สี เสียงกับเขานั่นดอก แต่จะสื่อออกมา แสดงออกมา อะไรออกมา พอสื่อออกมานี่ คุณก็รับ รับแล้วคุณก็รับด้วยความรู้สึก ความรู้สึกของคุณพอรับแล้ว รับเข้าไปกระทบมันถึงจิตวิญญาณ นี่ แหละเรียกว่าศิลปะ เรียกว่าศิลปะมันไปกระทบจิตวิญญาณ กระทบจิตวิญญาณแล้วรู้สึกเจ็บ การรู้สึกเจ็บนั้นหรือว่าการรู้สึกแสบนั้น ก็เท่ากับว่ามันมีเป้า กิเลส ของเรานี่ถูกเขายิงเปรี้ยง โดนเป้า พอโดนเป้าก็เจ็บซิ เจ็บไม่พอ เอาน้ำกรดราด อีก ก็แสบน่ะซิ พอเกิดโดนปัง เจ็บแสบ แสบแล้ว เอาน้ำกรดราด แสบเข้าไปอีก ทีนี้ ไอ้รสที่เราเกิด เวทนาที่เราเกิดว่าเจ็บ แสบเผ็ดนี่แหละ พระพุทธเจ้าใช้นะ สำนวนเจ็บแสบเผ็ดนี่ พระพุทธเจ้าใช้นะ เรารู้สึกไหม เรารู้สึกตัวไหมว่า เจ็บแสบ เผ็ดนี่นะ เราจะต้องพยายามรักษานะ อย่าให้เกิดเจ็บแสบเผ็ดนี้ สำนึกตัวไหม? ถ้าสำนึกตัว รู้สึกตัว นั่นเราเจริญๆ แต่ถ้าเผื่อว่าเจ็บแสบเผ็ดเฉยๆ นะ รู้สึกเจ็บ แสบ เผ็ด พอเจ็บแสบ เผ็ด แล้วโกรธ เจ็บแสบเผ็ด แล้วไม่เชื่อ เจ็บแสบเผ็ดแล้วไม่เข้าใจ แต่เจ็บแสบเผ็ดน่ะ แถมโกรธด้วยน่ะ ไม่เชื่อด้วย โกรธด้วยน่ะ นี่พวกผี พวกผีถูกตี ถูกตีแล้วโกรธ ถูกตีแล้วก็เจ็บเหมือนกัน แล้วก็โกรธ ดีไม่ดีก็หันมาแก้แค้นพวกผีนี่ พอถูกตีอย่างที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ อาตมาตีเข่าไป เจ็บ ร้องแล้วก็โกรธ มาแก้แค้น เพราะฉะนั้นที่ว่าถ้าเผื่อว่าโดนเจ็บ นี่หมายความว่า อาตมานี่แม่นเป้า ตีแม่นเป้า ตีเจอเข้าไปเปรี้ยงแตก ยังไม่พอ ราดน้ำกรดอีก แสบ แสบอีก เสร็จแล้วก็ เออ รู้ เข้าใจ เข้าใจในเนื้อหา ในรายละเอียด อะไรต่ออะไรต่อไปอีก อ้อ มันเป็นอย่างนี้เอง อย่างนี้เอง เสร็จแล้วก็เกิดสำนึก เกิดร้อนรน ว่าเราจะต้องเอาอย่าง สนใจ ใส่ใจ ประทับใจ นี่แหละคือศิลปะที่แท้จริง ศิลปะเป็นมงคลอันอุดม วุฒิ อันอุดม ศิลปะที่เป็นมงคลอันอุดม ต้องเข้าใจว่าศิลปะคืออย่างนี้ แต่ทุกวันนี้ ไม่เข้าใจศิลปะที่โดย ความหมายที่เพี้ยน ศิลปะไม่ใช่มงคลอันอุดมแล้ว ศิลปะทุกวันนี้กลายเป็นไม่ใช่มงคล ไม่ใช่ความประเสริฐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ไม่ใช่อุตมะ อุดมด้วยอุตมะ ความสูงส่ง ไม่ใช่ เป็นความเสื่อม เป็นความต่ำ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นมงคลอันอุดม เป็นอัปมงคลอันฉิบหาย "อปหาย" ทุกวันนี้ สิปปะ หรือศิลปะ แต่เขาเรียกว่า"ศิลปะ" น่ะ นี่เขาเข้าใจผิดหมดเลย พาให้เกิดสภาพที่อัปมงคล ไม่ใช่เป็นความประเสริฐ เป็นความไร้ เป็นความตกต่ำ แล้วก็ฉิบหาย ไม่ใช่สูง ลงต่ำไปหมด เป็นอัปมงคลอันฉิบหาย หรืออัปหานะ อันปหายะ เดี๋ยวนี้ นี่คือ เราไม่เข้าใจศิลปะว่าคืออะไร อาตมาถึงยืนยันตลอดเวลาว่า อาตมาทำงานศิลปะ ทุกวันนี้ทำงานศิลปะ เอ้า ทีนี้ ตรวจใจตัวเองซิว่า ไอ้นี่ว่ามันเจ็บ มันแสบ มันทนไม่ได้น่ะ มันเป็นอย่างไร แต่ว่ายังเข้ามานี่ ยังไม่อาฆาตมาดร้าย ยังเข้ามาใส่ใจ ยังเข้ามาศึกษา แสดงว่าเจริญ แสดงว่ารู้ ไม่ใช่ว่าพอโดนแล้ว ก็ แหม โกรธ เจ็บ หนี หาทางแก้แค้น เออ อย่างนั้นน่ะ พวกผีแน่ๆ พวกที่โดนเป้า แต่อาตมาก็แสดงว่าเป็นนักศิลปะที่แม่น ยิงเป้าโดนเปรี้ยงๆๆๆ ไม่ใช่ทำไปก็ไม่เจออะไรเลย ทำฟรี ทำไปก็ว่าง ไปไม่เจอ ไม่มีเป้าโดนอะไรเลย อย่างนี้ อาตมาทำงานไม่เกิดคุณค่าอะไร เสียเวลาเปล่าๆ ทำงานก็ไม่โดนเป้าเลย ไม่มีใครรับผิด ไม่มีถูกอะไรเลย โอย เรียกว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เรียกว่าหว่านทิ้งขว้างไปเฉยๆ ไม่ได้เรื่อง แต่ทำเข้าเป้าอย่างนี้ดี ค่ะ ก็ฟังธรรมพ่อท่านเหมือนกันนะคะ คือพอฟังแล้วยิ่งพิจารณาเรื่องจริงนี่แหละค่ะ คือก็ฟังพ่อท่าน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำใช่ไหมคะ พอฟังพ่อท่านเสร็จแล้ว ไอ้กิเลสมันกลัวจะหมดใช่ไหมคะ กลัวจะหมด แหม หนังเหนียวจริงๆ กิเลสนี่กลัวจะหมด นี่หนังเหนียวจริงๆ ก็ ก็พอฟังแล้ว ใช่ไหมคะ มันกลัวจะไม่ได้เสพ ใช่ไหมคะ กิเลสมันเลยรีบ ดิ้นใหญ่เลยค่ะ ดิ้นใหญ่เลย นี่แสดงว่า มีญาณดีมาก นี่นะอ่านออกเลย อ่านอาการของมัน โอ ของมันกลัว มันพาดิ้น ไม่รู้ตัวเลยนะนี่ เอาต่อไปซิ ก็ให้เลย มันก็รีบกิน พ่อท่านนะ รีบกินใหญ่เลย สวาปามใหญ่ กลัวจะหมดโอกาส กลัวจะหมดโอกาส ค่ะ มันจะไม่ได้กินอีกแล้วค่ะ กลัวจะไม่ได้กินอีกแล้ว มันต้องกินก่อน อะไรอย่างนี้ค่ะ แหม นี่แสดงว่ารู้ยิ่งเลยนะนี่ จับตัวมันนี่มันถูก ลีลามันเป็นอย่างไร รู้หัว รู้หาง รู้กลาง รู้ปลาย ชักเข้าท่าๆ ชักเข้าท่าแล้ว สังคมเรานี่ชักเข้าท่าแล้ว เอ้า ต่อไปซิ ถึงอย่างนี้ก็ยังดี อย่างนี้ก็ยังดี อย่างนี้ก็ยังดี ก็ ก็รู้ว่ามันเป็นอิตถีภาวะ คือมันแทนที่เรารีบละเลยทันที แต่มันก็ขออีกนิด อีกหน่อย เราจะไม่ได้เสพอีกแล้วน่ะ อะไรอย่างนี้ฮ่ะ นี่ดิฉันแบบไม่รู้จะล้างอย่างไร เพราะว่ามันเป็นๆ มันเป็น ... อาย มันติดน่ะซิ ไม่รู้จะล้างอย่างไรหรือ ก็ต้องตั้งใจเอากับมันซิ ก็รู้อยู่แล้วต้องตั้งหน้าตั้งตา สู้ ฝืน ลด ละ จะหาวิธีอย่างไรล่ะ ให้มันอดอยากเสียบ้าง หรือว่าพยายามที่จะอ่านวิปัสสนา วิปัสสนานี่อ่านด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริงเข้าไป ใหมันมีฤทธิ์เดชของวิปัสสนาญาณนี่ มันเป็นฤทธิ์เป็นเดช มันก็จะทำให้อาการ เหล่านี้กลัวหรือลดค่าลงมา อ่อน จางลงมา เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าฤทธิ์เดชของอำนาจของวิปัสสนาญาณ หรือวิปัสสนูปกิเลส ถ้ามันไม่ถึงมันก็สู้มันไม่ได้อยู่นั่นแหละ กิเลสมันก็เอาชนะเราอยู่นั่นแหละ ไอ้ที่พูดนี่กิเลสมันชนะเรา (ค่ะ) เรายังเป็นทาสผู้ปล่อยไม่ไป หรือผู้ยังไม่ยอมปล่อย จิตจะเป็นรูป เป็นทาส ไม่ใช่นายทาสนะ เป็นทาส เป็นลูกทาสเลย (เสียง...) เป็นเพื่อนเรา (เสียง) เป็นทาสทรยศ หน็อย ถาม : พ่อท่านคะ แล้วจะใช้ปัญญาที่จะเอาชนะไอ้ตัวนี้ได้อย่างไร? ตอบ : ต้องพิจารณาจริงๆเลย ต้องอ่านไตร่ตรองเลยว่าสิ่งเหล่านี้ ใช่ไหมที่มันเป็นอัสสาทะ เป็นรสอร่อย ที่เรายอมซูฮกมันเหลือเกิน จะต้องมีมัน แล้วมันจะต้องอยู่กับเรา ต้องไม่พรากจากกัน มันจะอยู่กันอย่างนี้ไปอีกนานนับชาติ โอย ทำไมถึงติดถึงยึดมันมากนัก อ่านให้มันจริงเลย ถ้าเกิดว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไม่ติดยึดอย่างนี้ ไม่หลงใหลอย่างนี้ ไม่ให้เกิดอาการในชีวิตชีวาในลักษณะอย่างนี้ ไม่ให้มี ไม่ให้เกิด ลดมันดู ลองลดมันลงไป ลองให้มันน้อยให้มันจางลงไป หรือถ้าไปถูกกิเลส จับกิเลสถูกเลย แล้วก็ถึงจะแสบมันก็ไม่มีรส อ่านซ้อนให้ได้เลย อ่านซ้อนให้ชัดลงไปว่า แม้เราจะเสพอาหารที่เราชอบ อันนี้แหละ แต่เสร็จแล้วมันก็จะเกิดอัสสาทะ คือรสมันเอร็ดอร่อย มันชื่นใจ มันอะไรต่ออะไรนี่ รสอันนั้นมันรู้สึกมันจืดจางลงไป มันไม่เป็นอย่างเก่าลงไปๆ อ่านลงไปว่านั่นแหละตัวอัสสาทะ ตัวรสชาติที่แท้จริง ซึ่งมันเป็นอุปาทาน มันเป็นตัณหาที่เรามีอยู่แล้วจริงๆ มันเป็นตัวเหตุ มันต้องอยากได้อย่างนี้ มันเป็นอุปาทานเชื่อมั่นอย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive